ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 1145 แนวคิดการกิน
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 1145 แนวคิดการกิน
ตอนที่ 1145 แนวคิดการกิน
“เทวทูตกลืนกิน? มีพลังอะไรบ้าง?” ฟรังก้าถามอย่างไม่ถือว่าลุดวิกเป็นคนนอก
นี่ลูกบุญธรรมนะ!
ลุดวิกที่ยังไม่ได้ปลดผนึก จึงยังไม่ได้รับสติปัญญาที่สมบูรณ์กลับคืนมา เพียงตอบอย่างซื่อตรง
“หัวใจสำคัญคือ สามารถกลืนกินกฎและแนวคิดชั้นตื้นของมิติหนึ่ง มีข้อจำกัดเรื่องจำนวนและขอบเขต”
“กลืนกินกฎ กลืนกินยังไง?” ฟรังก้าไม่ปิดบังความอยากรู้อยากเห็นของตน
ฟังดูเหมือนจะเก่งมากเลย
ไม่รอให้ลุดวิกตอบ ลูเมี่ยนก็เสกให้ฉากปัจจุบันกลับสู่เขตคุ้มครอง รอบข้างไม่มืดมิดซ้อนทับกันราวกับมีกระจกบานแล้วบานเล่าอีกต่อไป
ลุดวิกมองแสงแดดที่ส่องเข้ามาจากนอกหน้าต่าง มองห้องรับแขกเล็กที่สะอาดสว่างไสว แล้วเริ่มอ้าปาก
ทันใดนั้น ฟรังก้าก็สูญเสียแสงสว่างตรงหน้า รอบข้างกลายเป็นความมืดมิดผิดวิสัย
สำหรับเธอที่มี ‘เนตรมองกลางคืน’ สิ่งนี้ไม่ได้สร้างความลำบากอะไร เธอยังคงมองไปยังตำแหน่งของลุดวิก ยังคงเห็นเด็กชายตัวเล็กคนนั้น
“ฉันนึกว่านายจะกลืนทั้งมิติ รวมทั้งพวกเราไปในท้องแล้วเสียอีก” ฟรังก้าเอ่ยติดตลก
ลุดวิกชะงักไปชั่วครู่
“จริงๆ ก็ทำได้ แต่ผมในลำดับนี้ยังไม่สามารถกลืนมิติและเป้าหมายที่เป็นรูปธรรมเข้าไปโดยตรงได้ ต้องสร้างวังวนในปากก่อน แล้วค่อยดูดพวกคุณเข้ามา และพวกคุณสามารถต่อต้านแรงดูดนี้ได้”
“อย่างนี้นี่เอง…” ฟรังก้าเปลี่ยนคำถาม “แล้วเมื่อครู่ นายกลืนอะไรเข้าไป?”
“กฎ ‘แสงอาทิตย์ส่องสว่าง’ แม้ผู้วิเศษจะสร้างแสงอาทิตย์ขึ้นมาอีก ก่อนที่กฎนี้จะถูกซ่อมแซม แสงอาทิตย์นั้นก็ไม่สามารถออกฤทธิ์ได้” ลุดวิกอธิบายอย่างจริงจัง
ลูเมี่ยนยิ้มถามว่า
“เจ้าสามารถคายกฎที่ตัวเองกลืนไปแล้ว ออกมาได้ไหม?”
แสงอาทิตย์ส่องสว่างมิติห้องรับแขกเล็กอีกครั้ง
“ไหนว่าฟื้นคืนไม่ได้?” ฟรังก้าถามอย่างขบขัน
ลุดวิกหยิบสเต๊กชิ้นนั้นจากพื้นขึ้นมา ยัดเข้าปาก เคี้ยวแล้วกลืน
“นี่ไม่ใช่ว่ากฎฟื้นคืน แต่เป็นเพราะผมสร้างกฎที่คล้ายกันขึ้นมาใหม่”
“กลืนกฎหนึ่ง ก็สามารถใช้กฎที่สอดคล้องกันได้?” ฟรังก้าเข้าใจในทันที
“ใช้ได้แค่ครั้งเดียว” ลุดวิกไม่ปิดบัง “ต้องกลืนพลังต้นกำเนิดที่สร้างกฎชนิดนี้เท่านั้น ถึงจะใช้ได้นับครั้งไม่ถ้วน”
ฟรังก้าเดิมทีอยากถามต่อว่า ‘กฎที่ถูกกลืนต้องใช้เวลานานแค่ไหนถึงจะซ่อมแซมได้’ แต่ลางสังหรณ์ทางพลังวิญญาณของเธอได้บอกคำตอบแล้ว หนึ่งถึงสามนาที
“กลืนแนวคิดระดับตื้นใช้ยังไงล่ะ?” เธอหันไปถามแทน
ลุดวิกมองไปยังโคมระย้าคริสตัลโครงสีทอง บนกระจกตามีภาพสิ่งนั้นสะท้อนอยู่
เขาอ้าปากอีกครั้ง
ฟรังก้ามองตาม พบว่าโครงสีทองอ่อนของโคมระย้าคริสตัล กลายเป็นสีดำขมุกขมัว มืดมิดอย่างมาก ไม่สวยเลยสักนิด
สีทองบนพื้นผิวของสิ่งอื่นในห้องรับแขกเล็กต่างก็หายไปด้วย เหลือแต่สีดำ
“กลืนแนวคิดสีทองไปแล้ว?” ฟรังก้าทำเสียง ‘จิ๊ๆ’
ลุดวิกพยักหน้า
“แนวคิดสีทองสามารถซ่อมแซมตัวเองได้ไหม?” ฟรังก้ารู้สึกว่าห้องรับแขกเล็กกลายเป็นไม่สวยในทันที
“…ขึ้นอยู่กับวิธีการกลืน แบบหนึ่งซ่อมแซมได้ อีกแบบไม่ได้ แนวคิดในขอบเขตหลังจะหายไปถาวร นอกเสียจากจะได้รับความช่วยเหลือจากพลังวิเศษอื่น” ลุดวิกลังเลเล็กน้อยแล้วจึงตอบ
“เมื่อกี้นายใช้วิธีไหน?” ฟรังก้าทันใดนั้นก็มีลางสังหรณ์ไม่ดี
“แบบที่สอง” ลุดวิกตอบตรงไปตรงมา
ลูเมี่ยนอมยิ้ม ยกมือขวาขึ้นแล้วดีดนิ้ว
ท่ามกลางเสียงเป๊าะ สีทองในห้องรับแขกเล็กก็กลับคืนมาทั้งหมด
ปฏิกิริยาแรกของฟรังก้าคือ “คุณยังแสดงมายากล สร้างปาฏิหาริย์ได้ด้วย?”
เธอนึกขึ้นได้ทันทีว่า นี่ไม่ใช่โลกซากปรักหักพัง ไม่ใช่โลกแห่งความจริง ความคิดของแฟรงค์·ลียังสามารถส่งผลกระทบต่อลูกเรือรอบข้างได้
ยิ่งไปกว่านั้นคือ ลูเมี่ยนยังสามารถใช้พลัง ‘นักสร้างฝัน’ ได้ในระดับหนึ่ง
“คราวหน้าให้ฉันทำ!” เธอพูดอย่างเสียดายยิ่ง
ลูเมี่ยนถามลุดวิกอีกครั้ง
“ที่สอดคล้องกับลำดับ 1 เรียกว่าอะไร ชื่อของลำดับ 0 ล่ะ?”
ลุดวิกบ่นงึมงำ
“โดยสรุปแล้ว ลำดับ 1 คือ ‘น้ำย่อยปฐมกาล’ ลำดับ 0 คือ…คือ ผมเคยเห็นคำหนึ่งในเมืองแดนฝัน ผมว่ามันเหมาะดี ‘เทาเที่ย’ ไม่งั้น พวกคุณเรียกมันว่า ‘ผู้กลืนตน’ หรือ ‘ผู้กลืนหาง’ ก็ได้ หมายถึงกินตัวเอง ย่อยตัวเอง งอกเป็นตัวเอง”
“‘ผู้กลืนหาง’ น่าจะเป็นตัวแทนของวัฏจักร ไม่ใช่กินตัวเองจริงๆ เรียกว่า ‘เทาเที่ย*’ หรือ ‘ผู้กลืนตน’ ก็แล้วกัน” ฟรังก้าแสดงความเห็นของตน
(*เทาเที่ย — สัตว์ในตำนานของจีน สัญลักษณ์แห่งความตะกละ)
ลูเมี่ยนหัวเราะในลำคอ
“เส้นทางที่มีคำต่อท้ายว่า ‘ต้นกำเนิด’ แท้จริงแล้วก็เกี่ยวข้องกับปฐมกาลทั้งนั้น”
เขาพูดกับลุดวิก
“เจ้ากลับไปกินต่อที่ครัวเถอะ รอให้ถึงเวลาแล้วค่อยเปิดชั้นที่สามของ ‘กล่องวันวาน’”
ลุดวิกถอนหายใจโล่งอก แต่ก็ออกจากห้องรับแขกเล็กไปอย่างอาลัยอาวรณ์
ฟรังก้าหันกลับไปมอง ‘กล่องวันวาน’ อีกครั้ง แล้วเหลือบมองลูเมี่ยน คำพูดมาถึงปากแต่กลับเปลี่ยนคำถาม
“สมบัติปิดผนึกระดับ ‘0’ ชิ้นนี้มีพลังและผลข้างเคียงเชิงลบอะไรบ้าง?”
“ชั้นแรกคือ การสลับมิติภายในกับมิติเป้าหมาย หากสิ่งใดถูกนำเข้าไปในกล่อง มันจะกลายเป็นของเล่นอย่างรวดเร็ว ชั้นที่ 2 บันทึกฉากมากมายเอาไว้ ผู้ถือครองก็สามารถเพิ่มฉากใหม่ได้ด้วย เมื่อเปิดออกพร้อมกับกำหนดสถานที่ ผู้ถือครองและสิ่งมีชีวิตในขอบเขตโดยรอบ จะถูกบังคับย้ายไปยังปลายทางที่ถูกกำหนด”
“อันตรายแฝงของการย้ายคือ มันจะเกิดแบบสุ่ม มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ตรงตามความคาดหวัง ในสถานการณ์ส่วนใหญ่ จุดหมายปลายทางจะแปรเปลี่ยน ยากคาดเดา ซึ่งแม้แต่ความโชคดีจาก ‘คัมภีร์วิวรณ์ภาคต่อ’ ก็ไม่อาจส่งอิทธิพลได้ พูดให้แม่นยำกว่านั้นคือ โชคดีของลำดับ 1 และต่ำกว่าลำดับ 1 ล้วนยากที่จะส่งอิทธิพลต่อมัน”
“สำหรับชั้นที่ 3 เมื่อครู่เจ้าก็ได้ยินแล้ว” ลูเมี่ยนแนะนำพลังของ ‘กล่องวันวาน’ อย่างรวบรัด
ฟรังก้าฟังแล้วตะลึงงัน
“โชคดีต่ำกว่าลำดับ 0 ยากที่จะส่งอิทธิพลต่อการสุ่ม?”
“แล้วทำไม ‘มาดามเท็มเพรนซ์’ ถึงสามารถอาศัยพรคุ้มครองของ ‘เทวทูตปรอท’ วิล ทำให้ตัวเองและ ‘นางมารดำ’ ย้ายไปโลกแห่งความตายได้อย่างแม่นยำ? หรือว่า ความจริงแล้วอาศัยปาฏิหาริย์ของ ‘มิสเตอร์ฟูล’ มากกว่า?”
ฟรังก้าค่อนข้างใส่ใจสถานการณ์ของ ‘นางมารดำ’ แคลริส อดีตหัวหน้าของตน ระหว่างทางกลับเขตคุ้มครอง ได้มีการถามเรียบง่ายกับ ‘มาดามเท็มเพรนซ์’ โดยอีกฝ่ายใช้วิธียกกระดาษตอบคร่าวๆ
ดังนั้น เธอจึงทราบว่า ‘นางมารดำ’ ถูก ‘กล่องวันวาน’ ย้ายไปยังโลกแห่งความตาย เสียชีวิตในนั้น
แต่แน่นอน เธอทราบดีว่ากระจกหลับใหลของ ‘นางมารดำ’ ไม่ได้รับผลกระทบ ภายหลังสามารถอาศัยมันฟื้นคืนชีพได้
ทว่า การฟื้นคืนชีพโดยอาศัยกระจกหลับใหลจะต้องใช้กระบวนการ ไม่เร็วขนาดนั้น เมื่อโลกในกระจกพังทลายอย่างสิ้นเชิงตามการล่มสลายของ ‘นางมารต้นกำเนิด’ กระจกทุกบานของโลกทั้งใบจึงแตกสลายเสียหายไปด้วย กระจกหลับใหลเหล่านั้นยากที่จะรอดพ้น นอกเสียจากจะวางไว้ในตำแหน่งพิเศษมาก หรือมีพลังเพียงพอต่อการขัดขวางอิทธิพลดังกล่าว
ฟรังก้าสงสัยจากเรื่องนี้ว่า ‘นางมารดำ’ ได้รับผลกระทบจากคลื่นกระเพื่อมของเทพร่วงหล่นไปแล้ว ไม่อาจคืนชีพได้ทันก่อนที่กระจกหลับใหลจะพัง ตายอย่างสิ้นเชิงไปแล้ว
นี่สอดคล้องกับคำพูดสุดท้ายของ ‘มิสเตอร์ฟูล’ ที่ลูเมี่ยนถ่ายทอดมา
ลูเมี่ยนมองฟรังก้า อมยิ้มแต่ไม่อธิบาย
ฟรังก้าอยากถามต่อ แต่อ้าปากแล้วก็หุบกลับ
ลูเมี่ยนเก็บ ‘กล่องวันวาน’ เสร็จสิ้นการผนึก พร้อมพูดกับฟรังก้าว่า
“เจ้าเอากระจกหลับใหลมาให้ข้าหนึ่งบาน ข้าจะเก็บไว้ในอาณาจักรเทพของข้า หลังจากนี้ ตราบใดที่ไม่ถูกฆ่าด้วยความสามารถเฉพาะไม่กี่ชนิด เจ้าก็สามารถฟื้นคืนชีพได้”
“ตกลง ฉันจะไปเอาเดี๋ยว…ไม่สิ สร้างใหม่อีกบานหนึ่ง” แน่นอนว่าฟรังก้าไม่พกกระจกหลับใหลติดตัว แต่ซ่อนมันไว้ในที่ลับนานแล้ว อาทิ ‘อาณาจักรราตรี’ และหลังจากเธอกลายเป็น ‘นางมารหายนะ’ ในสภาพที่โอสถยังไม่ถูกย่อยไปมากนัก ก็ยังสามารถสร้างกระจกหลับใหลได้อีกสามบาน
ลูเมี่ยน ‘อืม’ เสียงหนึ่ง พลางลุกขึ้นยืน
“คุณจะไปไหน?” ฟรังก้าประมาณเวลาดู พบว่า ‘บางครั้งบางคราว’ ยังไม่จบ
“ช่วย ‘มิสเตอร์มูน’ ย่อยโอสถ ข้ารู้สึกว่าเขาใกล้จะอัญเชิญข้าแล้ว” ลูเมี่ยนตอบพร้อมรอยยิ้ม
“ดูน่าสนใจดี” คิ้วตาของฟรังก้าคลี่คลายออก
เธอคิดแล้วพูดว่า
“หลังจากสร้างกระจกหลับใหลบานใหม่เสร็จ ฉันจะไปดูลูกน้องคนเดียวของฉันด้วย บอกเธอว่านิกายนางมารจบแล้ว”
…………
กรุงเบ็คลันด์ ในส่วนใต้ดินของคฤหาสน์หลังหนึ่ง
หน้าหลุมศพที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวาซึ่งถูกหญ้าสีเขียว ดอกไม้ ธัญพืช และแมลงกลายพันธุ์มากมายรายรอบ ผีดูดเลือดหลายตนกำลังยืนตรง
‘เดอะมูน’ เอ็มลิน กำลังจัดเตรียมแท่นบูชาใกล้พวกเขา
เขายังงุนงงกับสถานการณ์ปัจจุบันอยู่บ้าง เดิมที เขาแค่ต้องการเสริมผลการย่อยโอสถ ตั้งใจให้เคานต์ไม่กี่คนใต้อาณัติของตน มาเป็นสักขีพยานในการอัญเชิญ ทำหน้าที่เป็นผู้ชมเพื่อให้เกิดผลตอบรับ ใครจะรู้ว่าเหล่าผีดูดเลือดให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างยิ่ง ถึงกับบอกให้เขามาอัญเชิญหน้าโลงศพของ ‘ดยุกจันทร์เพ็ญ’ โอลเมอร์ และยังเรียกมาร์ควิสที่ค่อนข้างอายุน้อยกลุ่มหนึ่งมาเป็นผู้สังเกตการณ์ด้วย
เรื่องราวกลายเป็นจริงจังและยิ่งใหญ่ขึ้นมาทันที
เอ็มลินแม้จะงุนงง แต่ก็ยังเข้าใจสถานการณ์ปัจจุบันพอสมควร
ดยุกของผีดูดเลือดที่ยังหลงเหลือ ปัจจุบันอายุมากเกินไปแล้ว ร่างกายเสื่อมโทรม หากออกจากโลงศพ อาจต้านทานสิ่งล่อลวงของ ‘ชีวิตใหม่’ ไม่ได้ ส่วนมาร์ควิสคนอื่น หากไม่แก่ชราร่างกายทรุดโทรมเช่นกัน ก็ขาดพรคุ้มครองจากศักดิ์ที่สูงพอ อาจได้รับผลกระทบจากพระจันทร์แดงในพิธีเลื่อนลำดับแล้วคลุ้มคลั่ง
ดังนั้น เอ็มลินจึงกลายเป็นความหวังของผีดูดเลือดทั้งปวง เป็นมาร์ควิสที่มีโอกาสกลายเป็นเทวทูตในอนาคตอันใกล้มากที่สุด จะให้ความสำคัญมากเพียงใดก็ไม่ถือว่าเกินไป
“เราได้บอกพวกเขาไปหรือเปล่านะ ว่าจะอัญเชิญใคร? เหมือนแค่พูดถึงว่า จะอัญเชิญการดำรงอยู่ระดับสูงองค์หนึ่ง…” ‘เดอะมูน’ เอ็มลิน จัดเตรียมแท่นบูชาไปพลาง คิดถึงเรื่องจิปาถะไปพลาง
การอัญเชิญต่อไปนี้ อาจเป็นสิ่งที่หาดูได้ยากในประวัติศาสตร์ศาสตร์เร้นลับ เขาไม่สามารถอาศัยพลังวิเศษสร้าง ‘ประตูอัญเชิญ’ ขึ้นมาเฉยๆ แล้วจบเรื่องได้ ความเคารพที่ควรมีต้องมีอย่างครบถ้วน จิตสำนึกแห่งพิธีกรรมที่ควรมี ก็ต้องมีอย่างครบถ้วนเช่นกัน
แน่นอนว่าสำหรับเขา การอัญเชิญระดับใกล้เคียงกันนี้ไม่ใช่ครั้งแรก หากเงาเลือนของเกอร์มัน·สแปร์โรว์ที่อัญเชิญในเมืองแดนฝันเป็นแบบสมบูรณ์ โอสถ ‘จอมอาคมอัญเชิญ’ ของเขาคงย่อยเสร็จนานแล้ว
ไม่นาน ‘เดอะมูน’ เอ็มลิน จัดเตรียมแท่นบูชาเสร็จ พูดกับ ‘ดยุกจันทร์เพ็ญ’ โอลเมอร์ในหลุมศพ รวมถึงมาร์ควิสผีดูดเลือดรอบข้างว่า
“ข้าจะเริ่มอัญเชิญแล้ว”
……………………………………………………..