ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 1146 ฉันอยากให้เธอมีความสุข
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 1146 ฉันอยากให้เธอมีความสุข
ตอนที่ 1146 ฉันอยากให้เธอมีความสุข
………………..
“เริ่มได้เลย” เสียงทุ้มนุ่มของ ‘ดยุกจันทร์เพ็ญ’ โอลเมอร์ดังออกมาจากในโลงศพ
‘เดอะมูน’ เอ็มลิน ขานรับรวบรัด แล้วสร้างกำแพงวิญญาณ
ทุกสิ่งดำเนินไปตามวิธีอัญเชิญปกติ จุดเทียนแล้วถวายเครื่องบูชา อัปแซ็งต์ที่กระเพื่อมด้วยสีเขียวชวนฝัน
จากนั้น เขาถอยหลังสองก้าว ใช้ภาษาเฮอร์มิสโบราณเปล่งคาถาช่วงต้น
“ตัวข้า!”
ขณะเสียงก้องกังวาน ‘เดอะมูน’ เอ็มลิน ไม่ได้เปลี่ยนมาใช้ภาษาเฮอร์มิสตามปกติ ยังคงใช้ภาษาเฮอร์มิสโบราณท่องต่อไปว่า
“ขออัญเชิญในนามของข้า”
เขายื่นสองมือออกมา ประสานกับคาถาบทนี้ ท่ามกลางเปลวเทียนที่พองโต ก่อเกิดเป็นประตูลวงตาจากความว่างเปล่า จารึกสัญลักษณ์ลึกลับนับไม่ถ้วน
จากนั้น เอ็มลินเปล่งนามอันทรงเกียรติของเป้าหมายการอัญเชิญ
“นางมารผู้ครองปฐมกาล พหุพักตร์ผู้บวงสรวงภัยพิบัติ เจ้าแห่งโลกในกระจก”
เขาไม่เลือกนามอันทรงเกียรติช่วง ‘สัญลักษณ์แห่งสงครามและวันสิ้นโลก’ เพราะการดำรงอยู่ระดับเทพแท้จริงหากลงมาผ่าน ‘ประตูอัญเชิญ’ อาจจะส่งผลกระทบต่อบริเวณรอบข้างโดยปริยาย และสัญลักษณ์ ‘วันสิ้นโลก’ สำหรับ ‘ดยุกจันทร์เพ็ญ’ โอลเมอร์และคนอื่นๆ ที่แก่ชราเต็มที มันคงไม่เป็นผลดีนัก
ได้ยินเอ็มลินเปล่งนามอันทรงเกียรติทั้งสามช่วง เหล่ามาร์ควิสผีดูดเลือดในบริเวณใกล้เคียงต่างแสดงสีหน้างุนงง
ท่อนแรกไม่ใช่ของ ‘นางมารต้นกำเนิด’ หรอกหรือ?
แล้วสองท่อนหลังชี้ไปหาใครกัน?
ไม่เคยได้ยินว่า ‘นางมารต้นกำเนิด’ เคยอ้างตนเป็น ‘เจ้าแห่งโลกในกระจก’…
เกิดเรื่องขึ้นในแดนซากปรักหักพัง จนนามอันทรงเกียรติของ ‘นางมารต้นกำเนิด’ เปลี่ยนไปหรือ?
เอ็มลินจะอัญเชิญ ‘นางมารต้นกำเนิด’ หรือ?
ไม่ใช่ว่า ‘นางมารต้นกำเนิด’ ถูกกีดกันอยู่นอกเขตคุ้มครองหรอกหรือ อย่าบอกนะว่าเอ็มลินถูกพระองค์หลอกล่อ จนอยากอัญเชิญพระองค์เข้ามาทำลายเสถียรภาพของเขตคุ้มครอง?
เหล่ามาร์ควิสผีดูดเลือดต่างตกตะลึงปนระแวง ขณะเตรียมจะเปล่งนามอันทรงเกียรติของเทพแท้จริงองค์อื่น ประตูลึกลับลวงตาพร่าเลือนบานนั้นก็เปิดออกทันที ด้านในเป็นความมืดมิดลึกล้ำ ประดับประดาด้วยดวงดาวพราวพราย มีเงารางนับไม่ถ้วน
ฝ่ามือขนาดมหึมาหกข้าง ยื่นพรวดออกมาจากในประตู กดลงบนบานประตู
บางข้างขาวบริสุทธิ์ละเอียดอ่อน งดงามประณีต บางข้างข้อนิ้วชัดเจน แข็งแกร่งเป็นชาย ต่างครองฝั่งละข้าง เบียดเสียดกันผ่านประตูลวงตา จนยากจะจินตนาการว่า เจ้าของมันเป็นสิ่งมหึมาเพียงใด
มาร์ควิสผีดูดเลือดทั้งหลาย บางคนจ้องมองฝ่ามือขาวบริสุทธิ์ประณีตอย่างตื่นตะลึง ในสมองวาดภาพขึ้นเองโดยปริยายว่า เจ้าของมันงดงามเพียงใด บางคนราวกับถูกฝ่ามือสีทองอมแดงกดศีรษะข้ามผ่านอากาศ ก้มหน้าลงอย่างไม่อาจควบคุม ต่างหลงลืมสิ่งที่ตั้งใจจะทำ
หญ้าเขียว ธัญพืช ดอกไม้ และแมลงโดยรอบโลงศพ ‘ดยุกจันทร์เพ็ญ’ พลันเปลี่ยนทิศทาง หันหน้าไปยัง ‘ประตูอัญเชิญ’ แล้วหมอบราบลงกับพื้น
สุดท้าย ฝ่ามือขนาดมหึมาทั้งหกข้างแหวกขยาย ‘ประตูอัญเชิญ’ ลวงตาออกจนใหญ่ถึงขีดสุด โดยมีร่างหนึ่งเบียดออกมา
เพียงพริบตา ผีดูดเลือดทุกตนรอบพิธีกรรม รวมทั้ง ‘ดยุกจันทร์เพ็ญ’ โอลเมอร์ และ ‘เดอะมูน’ เอ็มลิน ต่างก็เห็นตัวเอง บางคนใบหน้าท่วมท้นด้วยความแค้น บางคนดวงตาเผยความเกลียดชัง บางคนปรากฏโฉมหน้าตอนยังหนุ่มสาว
เหล่านี้คือพวกเขาในกระจก มาจากปัจจุบัน และมาจากอดีต
พวกเขายังเห็นคนรักในฝัน ซึ่งเคยวาดไว้ในใจ เพศตรงข้ามอันทรงเสน่ห์ถึงขีดสุด
พวกเขาทุกคนตกอยู่ในภวังค์ประหลาด ลอยล่องไปมา รู้สึกว่าไม่จริงพอ
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใด แต่ละคนฝืนเรียกสติกลับคืนมา จนพบว่าพิธีอัญเชิญจบลงนานแล้ว เปลวเทียนบนแท่นบูชาหดกลับขนาดเดิม กำลังส่ายไหวเงียบงัน
‘เดอะมูน’ เอ็มลินรีบตรวจสอบตัวเอง และไม่แปลกใจเมื่อพบว่า ตนย่อยโอสถ ‘จอมอาคมอัญเชิญ’ เสร็จสมบูรณ์แล้ว
บัดนี้ เสียงทุ้มนุ่มของ ‘ดยุกจันทร์เพ็ญ’ โอลเมอร์ ดังออกมาจากด้านในโลงศพ
“เจ้าอัญเชิญการดำรงอยู่องค์ใดกันแน่?”
‘เดอะมูน’ เอ็มลินเชิดคางเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว
“การดำรงอยู่ที่เพิ่งเถลิงบัลลังก์เทพแท้จริงสองเส้นทาง”
…………
กรุงทรีอาร์ เขตโรงอุปรากร ถนนหมวกดำ
นีเซีย ผู้เกล้าผมหยักศกสีน้ำตาลเป็นมวย กำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้เอนหลังในอพาร์ตเมนต์ แกว่งไปมาอย่างเหม่อลอย
นับตั้งแต่คืนที่พระจันทร์แดงเกิดปรากฏการณ์ขยายใหญ่ ราวกับลงมาแตะพื้นแล้วผ่านไป เธอก็ไม่มีอะไรต้องทำอีก
สมาชิกแกนหลักของพรรคจักรพรรดิส่วนใหญ่ถูกจับกุมกวาดล้าง รวมทั้งกรูเอคู่ขาของเธอ องค์กรนี้จึงล่มสลายอย่างสิ้นเชิง
มาดามฟรังก้าหัวหน้าโดยตรงของเธอก็ไม่ได้จัดแจงภารกิจระดับสูงให้อีก เพียงให้เธอสังเกตสถานการณ์ของพลเมืองรอบข้าง หากพบความผิดปกติให้รีบรายงาน
นีเซียที่ว่างลง ได้แต่ตั้งใจย่อยโอสถ ‘สุขสม’ วนเวียนระหว่างชู้รักหลายคนราวกับผีเสื้อ แม้กระทั่งเล่นกับจิตใจพวกเขา เพียงเพื่อความสุขสมแล้ว ต่อให้รู้ว่าตนมีคู่แข่งความรัก แต่ก็ยังอดทนอย่างเป็นทุกข์ หรือแกล้งทำเป็นหลับตาหนึ่งข้าง หรือเอะอะโวยวายแต่ไม่ยอมจากไป
นี่ทำให้โอสถ ‘สุขสม’ ของนีเซียย่อยเสร็จสมบูรณ์ในเดือนที่แล้ว แต่หัวหน้าโดยตรงของเธอกลับไม่เอ่ยถึงการมอบสูตรโอสถ ‘ทุกข์ระทม’ และวัตถุดิบ
“ต้องสร้างผลงานใหม่หรือ? แต่ไม่ได้จัดแจงภารกิจให้เรานี่นา…อีกอย่าง เมื่อครู่กระจกของเราแตกหมดทุกบาน เรื่องนี้ต้องรายงานมาดามฟรังก้า ดูไม่ปกติเกินไปหน่อย…” นีเซียมองไปยังม่านโปร่งที่ดึงปิดเพราะแสงแดดจ้าเกินไป
เธอเพิ่งมาถึงตรงนี้ ก็เห็นบนผิวกระจกหน้าต่าง ซึ่งไม่รู้ว่าเมื่อไรมีรอยปริแตกเพิ่มขึ้น มาดามฟรังก้าผู้รวบผมหางม้า สวมชุดล่าสัตว์ กำลังเดินออกมา
นีเซียไม่ได้ลุกขึ้นต้อนรับทันที เพราะเอาแต่เหม่อลอยไปชั่วขณะ รู้สึกว่าหัวหน้าของตนงดงามขึ้นอีกแล้ว งามจนละสายตาไม่ได้ งามจนทำให้คนลืมความกังวล ลืมเรื่องอื่นไปทั้งหมด
ผ่านไปหลายวินาที นีเซียถึงสะดุ้งตื่นจากภวังค์ความงามที่สะกดหลงใหล รีบลุกขึ้นแล้วคำนับ
“ทิวาสวัสดิ์ค่ะ มาดาม”
“ทิวาสวัสดิ์” ฟรังก้ายิ้มตอบ
นีเซียตาพร่าอีกครั้งเพราะรอยยิ้มนั้น จนเผลอหลุดปากพูดออกมา
“มาดาม คุณเลื่อนลำดับอีกแล้วหรือ?”
ฟรังก้าไม่ปิดบัง พยักหน้ารับทันที
“ฉันเป็นเทวทูตแล้ว เป็น ‘นางมารหายนะ’”
เทวทูต…นีเซียถึงกับพูดอะไรไม่ออก
เธอยังไม่ลืมว่า ตอนที่ตนเพิ่งถูกมอบหมายให้อยู่ใต้บังคับบัญชาของมาดามฟรังก้า หัวหน้าคนนี้ยังเป็นเพียง ‘นางมารทุกข์ระทม’ ลำดับ 5 เท่านั้น ส่วนตัวเธอเป็น ‘แม่มด’ ลำดับ 7
บัดนี้ ตนเพิ่งข้ามไปแค่หนึ่งลำดับ กลายเป็น ‘นางมารสุขสม’ ลำดับ 6 แต่อีกฝ่ายกลับเลื่อนติดต่อกันหลายลำดับ กลายเป็นเทวทูตลำดับ 2 แล้ว!
เป็นไปได้หรือว่า ขอบเขตครึ่งเทพหลังจากลำดับ 5 ขึ้นไป การเลื่อนลำดับจะง่ายกว่าลำดับกลางและต่ำ?
ไม่มีทางอยู่แล้ว!
เห็นสีหน้าตกตะลึงปนงุนงงของนีเซีย ฟรังก้าก็รู้สึกซาบซึ้งอยู่บ้าง
นั่นสินะ เพิ่งผ่านมาไม่นานเท่าไร เราก็กลายเป็น ‘นางมารหายนะ’ แล้ว
แต่เราอยากกลับไปใช้ชีวิตสมัยยังเป็น ‘นางมารทุกข์ระทม’ มากกว่า…
สำหรับ ‘นางมารหายนะ’ อย่างเธอ พลังหลักของฟรังก้าตอนนี้คือ ‘หายนะ’ ซึ่งไม่เพียงรวมถึงภัยธรรมชาติ แต่ยังครอบคลุมภัยอันเกิดจากมนุษย์ แม้กระทั่งสามารถชี้ไปยังอำนาจบางส่วน และแนวคิดนามธรรมบางประการ
กล่าวคือ นอกจากภัยธรรมชาติอย่างพายุหิมะ สึนามิ แผ่นดินไหว อุกกาบาต น้ำท่วม ภูเขาไฟระเบิด โลกในกระจกพังทลาย ซึ่งสามารถสร้างผ่านพลังของตัวเองแล้ว เหตุการณ์ประเภท ‘หายนะ’ อื่นๆ ในระเบียบสังคมมนุษย์ หรือบนสิ่งประดิษฐ์เครื่องจักรกล อย่างอุบัติเหตุรถไฟ บ้านถล่ม ม้าชนคน ปืนลั่นโดยไม่ตั้งใจ ก็อยู่ในขอบเขตของ ‘นางมารหายนะ’ ด้วยเช่นกัน
ขณะเดียวกัน หลังจากขยายไปถึงอำนาจและแนวคิดแล้ว ‘หายนะ’ ยังสามารถนิยามเป็นการชักนำให้ปัญหาระเบิด หรือก่อปัญหาบางอย่าง เพื่อให้ระบบที่เดิมมีเสถียรภาพเกิดพังทลาย
ในกรณีดังกล่าว หากผู้วิเศษคนหนึ่งมีสภาพไม่ค่อยมั่นคงเป็นทุนเดิม ‘นางมารหายนะ’ สามารถใช้พลังชักนำให้เขาเสียสมดุล คลุ้มคลั่งทันที สำหรับเป้าหมายแล้ว นี่ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเป็นหายนะ
ตามความเข้าใจของฟรังก้า อำนาจนี้สอดคล้องกับพลัง ‘สอดส่องจุดอ่อน’ ของเส้นทาง ‘นักบวชสีชาด’ ในเส้นทางใกล้เคียง
ลูเมี่ยนเมื่อครั้งยังเป็นแค่ ‘นักล่า’ ก็สามารถจับโครงสร้างของอาคารได้อย่างแม่นยำ ค้นหาจุดเหมาะสมที่สุดสำหรับการระเบิดได้หลายจุด เพื่อทำให้มันพังถล่ม
‘นางมารหายนะ’ ก็สามารถมองผู้วิเศษ มองมิติใดมิติหนึ่ง มองสภาพแวดล้อมธรรมชาติเป็นเหมือนอาคารหนึ่งหลัง เป็นระบบหนึ่ง แล้วจุดชนวนปัญหาซ่อนเร้นภายในพวกมัน จนเป้าหมายประสบกับการพังพินาศในระดับหายนะ
ในเรื่องการทำลายเสถียรภาพจนก่อให้เกิดหายนะ ความแตกต่างใหญ่ที่สุดระหว่างทั้งสองเส้นทางคือ ‘นักล่า’ โจมตีจุดอ่อนจากนอกเข้าใน แต่ ‘นางมารหายนะ’ ส่วนใหญ่ทำจากในออกนอก หรือไม่ก็ภายในภายนอกเชื่อมโยงถึงกัน
หากมองจากแง่นี้ ความจริงแล้ว ‘นางมารต้นกำเนิด’ สามารถกำราบลูเมี่ยน ผู้อาศัยใบหน้าวังวนปฐมกาลจนได้ถือครองศักดิ์ของเทพแท้จริง รวมถึงอาศัยสมดุลอันเปราะบางรักษาการดำรงอยู่ของตน จนสามารถสำแดงฤทธิ์เดชของราชาเทวทูตได้เต็มพิกัด แต่ปัญหาคือ พระองค์ไม่หวังให้ลูเมี่ยนเสียสมดุล หรือคลุ้มคลั่งตาย นั่นจะทำให้สิ่งที่พระองค์ทำมาก่อนหน้านี้ กลายเป็นไร้ความหมายโดยสิ้นเชิง
เพื่อสิ่งนี้ ‘นางมารต้นกำเนิด’ ยอมเสี่ยง ยอมให้ตนเองดับสูญ หลอมรวมเข้าสู่ร่างกายของลูเมี่ยน อย่างไรเสียสำหรับพระองค์ จิตสำนึกและจิตวิญญาณของพระองค์ยังคงดำรงอยู่ เพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบ
หายนะของ ‘นางมารหายนะ’ ยังแสดงออกมาในคำสาปแห่งโชคชะตา ฟรังก้าตอนนี้สามารถสร้างสิ่งของ หรือทิ้งถ้อยคำไว้ โดยไม่จำเป็นต้องสัมผัสเป้าหมายโดยตรง แต่สามารถทำให้ผู้ที่สัมผัสสิ่งของดังกล่าว หรือได้ยินถ้อยคำเหล่านั้น ต้องเผชิญกับหายนะครั้งแล้วครั้งเล่าในชีวิต
สำหรับพลังด้านอื่นของเธอ เมื่อถึงระดับเทวทูตก็ถูกยกระดับอย่างเหมาะสม อาทิ จุลชีพศาสตร์เร้นลับของเธอสามารถกัดกร่อน สามารถส่งอิทธิพลต่อร่างสัตว์ในตำนานที่สมบูรณ์ได้แล้ว
ท่ามกลางความซาบซึ้ง ฟรังก้าพูดกับนีเซียที่เพิ่งควบคุมสีหน้าได้
“ฉันมาหาคุณวันนี้ เพื่อบอกคุณเรื่องหนึ่ง”
“นางมารต้นกำเนิดร่วงหล่นแล้ว นางมารระดับสูงที่ใช้สีเป็นฉายา ปัจจุบันรอดชีวิตไม่เกินห้าคน นิกายนางมารล่มสลายแล้วโดยแท้จริง”
“อะไรนะ?” นีเซียไม่มีเวลาสนใจเรื่องที่หัวหน้าของตนกลายเป็นเทวทูต “แล้วพวกเราจะทำยังไง? นางมารคนอื่นล่ะ?”
นางมารคนอื่น? นอกเหนือจากนางมารระดับสูงที่มีส่วนร่วมกับศึกในกระจก นางมารคนอื่นต่างก็ถูกดึงเข้าสู่เขตคุ้มครอง ในภายหลัง บางคนถูกพบตัว ถูกกำจัดทิ้ง บางคนยอมจำนนต่อองค์กรทางการ บางคนหนีออกจากเขตคุ้มครอง กลับไปหานิกายนางมารในโลกซากปรักหักพัง…ถ้าไม่ใช่เพราะเห็นว่าเธอเคยเป็นสายลับรัฐบาล การย่อยโอสถ ‘นักลอบสังหาร’ ‘นักกระตุ้น’ และ ‘แม่มด’ ล้วนมุ่งเป้าไปยังพรรคจักรพรรดิ ฉันก็คงไม่ปกป้องเธอไว้เหมือนกัน…ฟรังก้ายิ้ม พูดกับนีเซียว่า
“พวกเราไม่ต้องกังวล หนึ่งในคนที่ทำลายล้างนิกายนางมารก็คือฉันเอง”
นีเซียถึงกับตะลึงงัน ต่อเรื่องนี้ เธอทั้งประหลาดใจและก็ไม่ประหลาดใจนัก
มาดามฟรังก้าเป็นนักบุญของศาสนจักร ‘เดอะฟูล’ นี่นา!
แต่ว่า แม้แต่เรายังรู้เรื่องนี้ พวก ‘นางมารดำ’ จะไม่รู้เชียวหรือ?
“มาดาม ต้องการให้ฉันทำอะไรคะ?” นีเซียรีบแสดงเจตนาที่จะจงรักภักดีต่อไป
ฟรังก้ายิ้มมุมปาก
“อีกหนึ่งเดือน ฉันมีเรื่องจะให้คุณทำ ตอนนี้ คุณพักผ่อนให้เต็มที่เถอะ ปรับสภาพตัวเองไป”
“อา…นามอันทรงเกียรติของ ‘นางมารต้นกำเนิด’ ยังคงใช้ได้เหมือนเดิม แต่จะชี้ไปยังอีกท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นบุคคลที่ฉันติดตามอยู่ในปัจจุบัน”
ท่านไหนอีก? นีเซียไม่กล้าซักไซ้ จึงเปลี่ยนเรื่องถาม
“มาดาม หนึ่งเดือนหลังจากนี้ ฉันจะทำอะไรก็ได้ใช่ไหมคะ?”
ฟรังก้ามองนีเซียหลายวินาที ท่ามกลางแสงแดดที่ส่องผ่านม่านโปร่ง เธอยิ้มอย่างสดใสให้ลูกน้อง
“ใช่ ไปเดต ไปอาบแดด ไปเดินเล่นริมฝั่งแม่น้ำเซอเรนโซ่ ไปดูโอเปร่า ไปอ่านหนังสือ อ่านหนังสือพิมพ์ ขี่จักรยาน ตกปลา ไปลิ้มรสอาหารขึ้นชื่อของร้านดังในทรีอาร์ ไปชุมนุมกับผองเพื่อน ไปทำทุกสิ่งที่คุณอยากทำ”
พูดจบ ฟรังก้ายกมือประทับอก แล้วคำนับให้
“สรุปก็คือ ฉันอยากให้เธอมีความสุข”
ท่ามกลางเสียงที่ก้องกังวาน เธอหายไปในแสงเงาที่สลับซับซ้อนจากม่านโปร่ง
นีเซียมองด้วยความตะลึง ทั้งมึนงงทั้งสับสน
……………………………………………………..