ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 1147 แลกเปลี่ยนล่วงหน้า
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 1147 แลกเปลี่ยนล่วงหน้า
ตอนที่ 1147 แลกเปลี่ยนล่วงหน้า
………………..
เมืองเงินพิสุทธิ์ใหม่
เดอร์ริค·เบเกอร์หยิบโอสถ ‘ผู้แสวงประทีป’ ที่ปรุงเสร็จแล้วขึ้นมา จ้องมองของเหลวที่ดูราวกับแสงสว่างบริสุทธิ์หลายสายมารวมกัน แล้วรินมันลงคอ
ในพริบตา เขาเสมือนเข้าใกล้ดวงสุริยันอันเที่ยงแท้ ทั้งร่างลุกไหม้ในทันที เริ่มปรากฏอาการหลอมละลาย
เดอร์ริคไม่ถอยร่น ยังคง ‘วิ่ง’ ต่อไปยังแสงสว่างในการรับรู้ ไปยังดวงสุริยันในการรับรู้
ในไม่ช้า ร่างกายของเขาก็เหมือนโลหะที่ถูกเผาจนหลอมละลาย เริ่มต้นด้วยของเหลวหยดแล้วหยดเล่า จากนั้นก็อ่อนตัวลง ไหลลงสู่พื้นดินดั่งสายน้ำ
กระดูกของเขาหลอมละลาย อวัยวะภายในของเขาหลอมละลาย สมองของเขาหลอมละลาย จิตวิญญาณและสติสัมปชัญญะของเขาก็กำลังสลายไปอย่างรวดเร็ว
แต่เขายังคงไม่หยุด อาศัยคุณธรรมอันเป็นแก่นแท้ที่สุดของตน คอยยึดเหนี่ยวจิตใจเอาไว้ พลางไล่ล่าร่องรอยแสงสว่าง ร่องรอยดวงสุริยันที่รับรู้ได้ท่ามกลางสติอันเลือนราง ดิ้นรนกระเสือกกระสนเพื่อคืบคลานไปข้างหน้า
ชั่วขณะนี้ เขาเหมือนกลับไปยังดินแดนเทพทอดทิ้ง กลับไปยังวันวานเมื่อครั้งติดตามหัวหน้าโคลิน·อิเลียตและเกอร์มัน·สแปร์โรว์บุกเข้าราชสำนักคนยักษ์อย่างกล้าหาญ แต่จุดแตกต่างคือ บัดนี้ สิ่งที่ปกคลุมโดยรอบไม่ใช่ความมืดและสายฟ้า หากแต่เป็นแสงจันทร์สีแดงเข้มที่ส่องสว่างท่ามกลางความมืด
เดอร์ริคลากร่างและดวงวิญญาณที่หลอมละลาย โอบอุ้มความเชื่อมั่นที่จะสละทุกสิ่งเพื่อแสงสว่างส่องประกาย ไล่ตามต่อไปอย่างยากลำบากแต่มั่นคง
แสงสว่างใกล้เข้ามาทุกที จิตวิญญาณของเขาก็ยิ่งหลอมรวมเข้ากับความร้อนแรง เหลือเพียงสติสัมปชัญญะตกค้างเศษเสี้ยว
ท้ายที่สุด เขาได้พบกับประตูบานคู่ และแน่ใจว่าหลังประตูคือดวงสุริยันที่เขาปรารถนา คือแสงสว่าง
สติสัมปชัญญะอันพร่ามัวของเขา กระแทกเข้ากับประตูอย่างจัง ผลักให้ประตูเปิดออกเป็นช่องแคบ
มหาสมุทรแห่งแสงที่เปล่งประกายสีทองอร่าม ส่องเข้าสู่ดวงตาของเดอร์ริคทันใด ดวงสุริยันที่ถักทอจากสีขาวร้อนแรงและสีทองเริ่มลอยสูง ส่องสว่างทั่วสารทิศ ขับไล่สีแดงเข้มและความมืด
เดอร์ริค·เบเกอร์ยิ้มกว้าง หยุดอยู่ตรงหน้าประตู
เขารับรู้ได้ทันทีว่าจิตวิญญาณ ดวงวิญญาณ และร่างกายของตนกำลังไหลย้อนกลับมาทีละน้อย กำลังรวมเป็นหนึ่งเดียว
ประตูเบื้องหน้ากลายเป็นภาพลวงตาทันที ดวงสุริยันเริ่มซีดจางลง สูญเสียรูปร่าง เผยให้เห็นรูปลักษณ์อันจริงแท้ที่สุดของมัน
ใบหน้าวังวนปฐมกาล ซึ่งกำลังหมุนวนอย่างเชื่องช้า
ลูเมี่ยนสวมหน้ากากประหลาดสีทองเข้มลงบนกึ่งกลางเศียรบนไหล่ซ้าย ประสานกับแสงดาวที่โปรยปราย ปกปิดใบหน้าดังกล่าวเอาไว้
เขามายังเมืองเงินพิสุทธิ์ใหม่ครั้งนี้เพื่อทำตามคำสัญญา ช่วยมิสเตอร์ซันเดอร์ริคประกอบพิธีกรรมให้สำเร็จ
ข้อกำหนดพิธีกรรมของ ‘ผู้แสวงประทีป’ คือ ตามหาสิ่งของที่มีศักดิ์อย่างน้อยระดับเทวทูต ซึ่งต้องเชื่อมโยงกับ ‘สุริยัน’ ในทางศาสตร์เร้นลับอย่างใกล้ชิด แล้วหาทางผูกมัดความทรงจำสำคัญที่สุดของตน ซึ่งเกี่ยวข้องอย่างแนบแน่นกับคุณธรรมของตัวเอง เข้ากับของสิ่งนั้น แล้ววางไว้ตรงหน้า
สิ่งนี้จะเป็นเครื่องหมายนำทางให้ผู้วิเศษหลังดื่มโอสถ ‘ผู้แสวงประทีป’ เป็นความเชื่อมโยงทางศาสตร์เร้นลับอันจะหลอมละลายเป็นอันดับสุดท้าย ช่วยให้พวกเขาไม่หลงทิศในระหว่าง ‘แสวงหาแสงสว่าง’ หรือ ‘แสวงหาดวงอาทิตย์’ ไม่สับสนทางความคิด เพิ่มพูนความเชื่อมั่นในการยืนหยัดต่อไป เพื่อค้ำจุนจิตใจจนกว่าโอสถจะแปรสภาพเสร็จสิ้น
ในพิธีกรรมครั้งนี้ ขั้นตอนการผูกมัดความทรงจำกับสิ่งของเข้าด้วยกัน สำเร็จได้ด้วยอำนาจ ‘ปลูกถ่าย’ ของมิสเตอร์ฟูล ส่วนสิ่งของคือใบหน้าวังวนปฐมกาลของลูเมี่ยน ซึ่งมีความเชื่อมโยงใกล้ชิดกับ ‘ทะเลแห่งความโกลาหล’ จึงเกี่ยวข้องกับ ‘สุริยัน’ ในทางศาสตร์เร้นลับอย่างแนบแน่น
สิ่งที่ลูเมี่ยนต้องทำคือ ถอดหน้ากากออก ปล่อยให้ใบหน้าวังวนปฐมกาลแสดงอำนาจของ ‘สุริยัน’
เดอร์ริค·เบเกอร์ที่กลับมาทรงตัวได้มั่นคง แต่งกายด้วยเสื้อคลุมขาวเรียบง่าย โค้งคำนับลูเมี่ยน
“ขอบคุณท่านที่ช่วยเหลือ”
ลูเมี่ยนมองไปรอบตัว ยิ้มพลางกล่าว
“ขอยืมห้องหน่อยสิ”
“ได้ครับ” มิสเตอร์ซันเดอร์ริคไม่ถามถึงเหตุผล
เขาช่วยลูเมี่ยนหาห้องเงียบสงบเพื่ออ่านหนังสือในสำนักงานใหญ่ศาสนจักรเดอะฟูล
ลูเมี่ยนนั่งลง ยกมือซ้ายขึ้น กดหน้ากากกึ่งกลางศีรษะ
เงาใต้ร่างของเขาพลันดิ้นขยับ ราวกับได้รับสติสัมปชัญญะเป็นของตัวเอง
จากนั้น เสียงของลูเมี่ยนดังขึ้นในก้นบึ้งหัวใจ ตกลงไปยังเงาของตัวเอง ในธาตุแท้อันเสื่อมทรามของตัวเอง
“มิสเตอร์นาโปริดิสลี ข้าอยากพบท่านตอนนี้”
เสียงนี้จมลงสู่ส่วนลึกอันดำมืด ก้องกังวานระลอกแล้วระลอกเล่า
การใช้พลังของ ‘นักสร้างฝัน’ และ ‘แฮงแมน’ ในระดับนี้ ลูเมี่ยนไม่จำเป็นต้องปลดผนึก ถอดหน้ากากออก
ไม่นานนัก ในเงาของเขาเอง เสมือนมีของเหลวดำมืดชั่วร้ายพลุ่งพล่านและไหลหนืด จากภายในนั้น นาโปริดิสลีเจ้าของดวงตาสีน้ำเงินเยือกแข็งผงาดขึ้นมาในพริบตา
“ทิวาสวัสดิ์” นาโปริดิสลีคำนับอย่างสุภาพบุรุษ นั่งลงบนเก้าอี้ตรงข้าม ยิ้มพลางถาม “ท่านจะทำพันธลับเชิงลึกกับ ‘นครภัยพิบัติ’ แล้วหรือ?”
“ยังต้องใช้เวลาอีกสองสามสัปดาห์เพื่อเสริมสมดุลให้ร่างกาย เจ้าคงไม่อยากให้ข้าระเบิดทันทีที่รองรับ ‘นครภัยพิบัติ’ หรอกกระมัง?” ลูเมี่ยนยิ้มถามกลับ
“แล้วท่านเรียกหาข้าด้วยธุระอันใด?” นาโปริดิสลีไม่เสียเวลาเดาอีก รีบถามเข้าประเด็น
ลูเมี่ยนหัวเราะในลำคอ
“ข้าอยากขอให้เจ้ามอบตะกอนพลัง ‘เทพหายนะ’ ก้อนนั้นมาให้ล่วงหน้า หากไม่แล้ว ถึงเวลาจริงอาจไม่ทันดำเนินการ”
“พวกเราต้องป้องกันเหตุไม่คาดฝัน การเตรียมตัวต้องรีบทำให้เสร็จล่วงหน้า”
“แต่ท่านยังไม่ได้ทำตามสัญญา” นาโปริดิสลีเตือนความจำ
ลูเมี่ยนมองพระองค์ พลางพูดด้วยเสียงเย้าแหย่
“ข้าไม่ใช่ราชันสวรรค์ เคยมีประวัติผิดสัญญาหรือไร?”
“อีกอย่าง ช่วยเจ้าก็คือช่วยตัวข้าเอง ทางนี้ไม่มีเหตุผลที่จะละเมิดสัญญาเลย อย่างมากก็แค่รองรับล้มเหลว จนความปรารถนาของเจ้าไม่สำเร็จทางอ้อม”
“แต่ถ้าเป็นอย่างนั้น ทุกคนจะตาย ร่างแบ่งภาค ‘เทพหายนะ’ ของเจ้าก็เช่นกัน เก็บไว้ก็ไม่มีความหมาย”
นาโปริดิสลีนิ่งเงียบไม่ตอบ
พระองค์ไม่เคยลังเลที่จะคาดเดาเจตนาของผู้อื่นด้วยความมุ่งร้ายสุดขีด
พระองค์คืออวตารแห่งความมุ่งร้ายอยู่แล้ว
“หากเจ้ายังไม่วางใจ ตอนนี้ก็ฝังรอยประทับทางจิตเข้าไปในจิตสำนึกของข้าได้เลย” ลูเมี่ยนเสนอวิธี “ข้ายินดีจะใช้ชีวิตร่วมกับมันสองสามสัปดาห์ ปัญหาเดียวคือ มันอาจส่งผลย้อนกลับมาหาเจ้า ทำให้เจ้าปนเปื้อนมลทิน เจ้าก็รู้ว่าบนตัวข้ามีอะไร”
“แต่ท่านสามารถลบรอยประทับทางจิตออกก่อนพันธลับเชิงลึกได้” นาโปริดิสลีลังเลชั่วครู่แล้วพูด
ลูเมี่ยนหัวเราะทันที
“จะให้เซ็นสัญญารับรองอีกฉบับไหมล่ะ? ข้าทำให้ได้ สักขีพยานคือมิสเตอร์ฟูล”
นาโปริดิสลีจ้องมองลูเมี่ยนหลายวินาที จากนั้นก็ยิ้มกว้าง
“ไม่ต้อง ข้าเชื่อใจท่าน เดี๋ยวจะเรียกร่างแบ่งภาค ‘เทพหายนะ’ มาหาทันที”
“รอยประทับทางจิตค่อยฝังตอนท่านทำพันธลับเชิงลึกกับ ‘นครภัยพิบัติ’ ก็ได้”
“ตกลง” ลูเมี่ยนยิ้มตอบ
ไม่นานนัก ‘เทพหายนะ’ ฟาโบธี ร่างกายปกคลุมด้วยทองคำ สวมหน้ากากทาสีขาวสลับดำ ก้าวออกมาจากโลกวิญญาณ มายืนตรงหน้าลูเมี่ยน
นาโปริดิสลีเงยหน้าขึ้น สบตากับ ‘เทพหายนะ’ ฟาโบธีชั่วครู่ ต่างฝ่ายต่างพยักหน้าให้กัน
ลูเมี่ยนเห็นดังนั้นก็พูดด้วยน้ำเสียงแฝงอารมณ์
“หลังจาก ‘เทศกาลฝัน’ คราวก่อน เพื่อปกป้องสุสาน และเพื่อรับมือกับฝ่ายปล่อยตัณหาของ ‘โรงเรียนกุหลาบ’ และเทวทูตจากตระกูลปีศาจ พวกเราเตรียมการไว้มากมาย รอคอยแต่ ‘เทศกาลฝัน’ ครั้งหน้าจะเปิด ใครจะรู้ ทุกสิ่งที่เตรียมมากลายเป็นสูญเปล่า การเสด็จเยือนก่อนกำหนดของพระจันทร์แดง ทำเอาโลกทั้งใบกลายเป็นซากปรักหักพัง จน ‘เทศกาลฝัน’ ไม่อาจจัดขึ้นได้ตามปกติอีกต่อไป”
“นี่คือเหตุผลที่ข้าอยากให้พวกเจ้ามอบตะกอนพลัง ‘เทพหายนะ’ ล่วงหน้า ศัตรูจะไม่นิ่งดูดายให้พวกเราเตรียมการแน่ จะไม่รอให้พวกเราเตรียมตัวเสร็จเรียบร้อยแล้วค่อยเปิดฉากวันสิ้นโลก”
“ในเมื่อยังมีเวลาอยู่บ้าง ก็ต้องรีบทำสิ่งที่ควรทำให้เสร็จโดยเร็ว อย่าคิดแต่จะรอให้พร้อมสมบูรณ์ อนาคตเต็มไปด้วยตัวแปรเสมอ”
นาโปริดิสลียิ้มพลางเอ่ยตอบ
“แม้จะสงสัยแรงจูงใจของท่าน แต่สมองของข้าก็บอกว่า นี่เป็นสิ่งที่พึงระวังจริงๆ”
พร้อมกับคำพูดของพระองค์ ‘เทพหายนะ’ ฟาโบธีถอดหน้ากากทองคำ ซึ่งได้มาจากอดีตเทพมรณาซาลินเจอร์ออก
แกร่ก! ทองคำที่หุ้มวรกายของพระองค์ ทยอยร่วงหล่นทีละแผ่น กระแทกพื้นดังเกรียวกราว
ร่างกายของพระองค์ก็สลายตัว เพียงไม่กี่วินาที ก็กลายเป็นต้นไม้รูปร่างประหลาดคล้ายมนุษย์ ปกคลุมด้วยของเหลวดำเหนียวหนืด
“ร่างสัตว์ในตำนานของ ‘เทพหายนะ’ เป็นแบบนี้เองหรือ?” ลูเมี่ยนถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น ซึ่งเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก
นาโปริดิสลียิ้มส่ายหน้า
“ความจริงแล้ว ร่างสัตว์ในตำนานของเส้นทาง ‘ผู้ถูกล่าม’ จะมองไม่เห็น ไร้รูปร่าง เป็นสิ่งที่รวมสารพัดคำสาปเข้าด้วยกัน”
“สิ่งที่ท่านเห็นก่อนหน้านี้ ร่างสัตว์ในตำนานนั่น โดยแก่นแท้แล้วคือสิ่งที่รองรับ ‘สารพัดคำสาป’ ไม่สิ ไม่ใช่รองรับ ใช้คำว่า ‘มัด’ และ ‘ตรึง’ มาบรรยายจะสอดคล้องกับความหมายเชิงสัญลักษณ์มากกว่า”
“ดังนั้น ร่างสัตว์ในตำนานที่แสดงออกมาภายนอกของเส้นทางนี้ จะขึ้นอยู่กับการรับรู้ของตนเอง ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เลือกจะ ‘พึ่งพิง’ ตอนเลื่อนเป็นลำดับ 4 ‘หุ่นกระบอก’ และลำดับ 2 ‘มารบรรพกาล’ โดยสิ่งนั้นจะช่วยมัดและตรึงสารพัดคำสาป”
“มัมมี่ครึ่งเทพ?” ลูเมี่ยนนึกถึงวัตถุพิเศษที่ต้องใช้ในพิธีเลื่อนลำดับ ‘หุ่นกระบอก’
นาโปริดิสลีพยักหน้ารับ
“นั่นแหละคือสิ่งที่พึ่งพิง แต่ไม่จำเป็นต้องใช้มัมมี่ครึ่งเทพ วัตถุอื่นที่สร้างผลคล้ายคลึงกัน มีศักดิ์เดียวกันก็ใช้ได้”
“หึๆ ฝ่ายระงับตัณหาของ ‘โรงเรียนกุหลาบ’ ใช้มัมมี่เลื่อนลำดับเป็นประเพณีของพวกเขา เกี่ยวข้องกับรูปลักษณ์และประสบการณ์ของทอซนา ภายหลังยังส่งอิทธิพลต่อรูปแบบการฝังศพของอาณาจักรที่ราบสูง
“การเลื่อนลำดับ ‘มารบรรพกาล’ ก็ต้องหาวัตถุชั่วร้ายจากยุคโบราณที่รองรับพลังเทวทูตได้เช่นกัน มันจะกลายเป็นส่วนประกอบสำคัญของร่างสัตว์ในตำนานขั้นสุดท้าย”
“เซียอาและทิรีอายที่เป็นสัตว์ในตำนานโดยกำเนิด ไม่เคยผ่านการเลื่อนลำดับเหล่านี้ รูปร่างที่เผยจึงเป็นเพียงการขยายตะกอนพลัง”
พูดเรื่องนี้จบ นาโปริดิสลีกับลูเมี่ยนคุยกันอีกสองสามประโยคเรื่องพันธลับเชิงลึก จากนั้นก็ลากลับไป
พระองค์เพิ่งจากไป ไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์ ถือสี่เศียรผมทองตาแดง กับมาดามเท็มเพรนซ์ชารอนที่สวมหมวกอ่อนใบเล็ก ก็ปรากฏตัวภายในห้อง
“มาเริ่มการแลกเปลี่ยนของพวกเรากันเถอะ” ลูเมี่ยนคลี่ยิ้ม
ชารอนพยักหน้ารับ ปล่อยให้มงกุฎคริสตัลย้อมสีแดงฉาน ซึ่งซ่อนอยู่ในโลกวิญญาณ หลุดพ้นจากการถูกผนึก บินไปหาลูเมี่ยน
นี่คือสมบัติปิดผนึกระดับ 0 ‘หายนะแดงฉาน’ ที่สอดคล้องกับ ‘นางมารหายนะ’
“มันเป็นของพวกเจ้าแล้ว” ลูเมี่ยนชี้ไปยังตะกอนพลัง ‘เทพหายนะ’ ก้อนดังกล่าว
“ขอบพระคุณ”…“ท่าน”…“สำหรับ”…“ความช่วยเหลือ”… เทวทูตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ ไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์ เปล่งเสียงออกจากทั้งสี่เศียรตามลำดับ
ชารอนยกชายกระโปรงเล็กน้อย ใช้การคำนับแสดงความขอบคุณของตน
รอสุภาพสตรีทั้งสองเก็บตะกอนพลังและออกจากห้องแล้ว ลูเมี่ยนถือ ‘หายนะแดงฉาน’ กลับไปหา ‘เดอะซัน’ เดอร์ริค แล้วพูดพร้อมรอยยิ้ม
“ถึงเวลาเอา ‘พรแห่งธรณี’ มาแลกเปลี่ยนแล้ว”
ขณะที่เขาพูด ดวงตาบนใบหน้าของชีคกลายเป็นกระจก พร้อมกับมีร่างหนึ่งเดินออกมา
ไม่ใช่ใครนอกจากจีดาส งามเลิศเลอหยดย้อย ดวงตาสีแดงฉาน
……………………………………………………..