ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 1150 เร้นลับ
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 1150 เร้นลับ
ตอนที่ 1150 เร้นลับ
เมื่อเห็นลูเมี่ยนลุกขึ้นยืน พระแม่ธรณีลิลิธก็ถอนหายใจแผ่วเบา
พระองค์ยกมือขวาขึ้น ลูบเรือนผมสีน้ำตาลเข้มของตน ใบหน้าฉายรอยยิ้มผ่อนคลาย
พระองค์ราวกับย้อนกลับไปสู่สภาวะเมื่อครั้งยังเป็นหนึ่งในแปดเทพบรรพกาล
ยามนั้น พระองค์คือสตรีผู้เลอโฉมเหนือใครในโลกและจักรวาล
สิ่งมีชีวิตที่งดงามที่สุด เทพที่งดงามที่สุด
เกือบจะในเวลาเดียวกัน พระองค์รู้สึกว่า ‘พรแห่งธรณี’ หดตัวเข้าหาตนเล็กน้อย ราวกับตกตะลึง หวาดหวั่น และเศร้าโศก
พระองค์ยังเห็นมิสเตอร์ฟูล ซึ่งกำลังยกสองมือขึ้นในท่ายืน เสื้อคลุมสีดำบนตัวเขาปลิวสะบัดตาม ประหนึ่งถูกลมแรงพัดผ่าน
ปั่นหัว!
ลูเมี่ยนและลิลิธต่างอาศัยประโยชน์จากสัญลักษณ์อันแท้จริงและทรงพลังยิ่ง จึงไม่จำเป็นต้องการความช่วยเหลืออื่นใดอีก
ดังนั้น สิ่งเดียวที่มิสเตอร์ฟูลต้องกระทำขณะนี้คือ การ ‘ปั่นหัว’ รังมารดา ให้พระองค์เชื่อมั่นอย่างไม่มีข้อสงสัย
อึดใจถัดมา ต้นตระกูลผีดูดเลือดลิลิธเห็นเปลวเพลิงไร้รูปไร้สีที่ลูเมี่ยนฟาดออกมา ประสานเข้ากับเพลิงทมิฬอันเงียบงันจนแช่แข็งทุกสิ่ง กลายเป็นไฟสีดำประหลาด อัดแน่นด้วยความบ้าคลั่ง อัดแน่นด้วยการทำลายล้าง อัดแน่นด้วยปฐมกาล
ไฟประลัยกัลป์!
‘ไฟประลัยกัลป์’ ยืดตัวกลายเป็นดาบยักษ์สีดำสนิท ฟาดใส่ซากของโอมีเบล่าและลิลิธจากระยะไกล
ลิลิธไม่ขัดขืนใดๆ ‘พรแห่งธรณี’ ก็เช่นกัน มันเพียงส่งเสียงร้องอันเศร้าโศกแว่วมา
ลิลิธคลี่ยิ้ม รอยยิ้มผ่องใสดั่งแสงจันทร์ อ่อนโยนดุจแผ่นดิน เปี่ยมด้วยความรักของมารดา
แกร่ก!
ซากของโอมีเบล่าแตกสลายเป็นผู้แรก จิตวิญญาณที่หลงเหลือและพลังวิญญาณทั้งหมดของมัน ถูกเพลิงดำของ ‘ดาบประลัยกัลป์’ กลืนหาย สูญสลายไร้ร่องรอย
ปะ! ปะ! ปะ! ชิ้นส่วนไม้ที่แหลกสลายกระเด็นไปรอบด้าน ทั้งหมดล้วนไหม้ดำ บางส่วนกลายเป็นเถ้าถ่านไปแล้ว
สีหน้าของลิลิธบิดเบี้ยวอย่างห้ามไม่อยู่ บังเกิดความทุกข์จากสัญชาตญาณดั้งเดิม
ร่างอวบอิ่มอ่อนช้อยของพระองค์ แยกออกจากตรงกลางก่อน แล้วพังทลายลง กลายเป็นกลุ่มแสงสีน้ำตาลที่กระจายฟุ้งไปทั่วท้องฟ้า
พลังชีวิตอันแข็งแกร่งจนน่าสะพรึงกลัว ส่งผลให้สิ่งที่แตกกระจายเหล่านี้ต้องการรวมตัวกันใหม่ แต่ไม่อาจข้ามผ่านสองสัญลักษณ์อย่างการทำลายล้างและปฐมกาลได้
เพียงสองสามอึดใจ กลุ่มแสงสีน้ำตาลทั้งหลายร่วงหล่นลงบนพื้นพระราชวังโอ่อ่า
จิตสำนึกของลิลิธเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว ภาพที่ค้างอยู่ในดวงตาของพระองค์คือ มิสเตอร์ฟูลและลูเมี่ยนโค้งคำนับอย่างสำรวมพร้อมกันโดยไม่แบ่งลำดับก่อนหลัง
พระองค์ยิ้มอีกครั้ง
นอกเขตคุ้มครอง ตรงบาเรียโลกดารา ร่างแท้ของพระแม่ธรณีลิลิธที่หลับใหล ได้รับอิทธิพลจากสัญลักษณ์ ‘ปลอมกลายเป็นจริง’ แตกสลายตาม ลุกเป็นเพลิงดำที่ทำลายล้างทุกสรรพสิ่ง ทำให้ทุกอย่างย้อนคืนสู่ปฐมกาล
พระจันทร์สีแดงเข้มปรากฏอีกครั้งบนท้องฟ้าเบื้องสูงของโลกซากปรักหักพัง ด้านข้างคือกลุ่มดินสีน้ำตาลที่เต็มไปด้วยหญ้าเขียว ธัญพืช ต้นไม้ เห็ด และอวัยวะสืบพันธุ์หลากหลายชนิด
ต้นตระกูลผีดูดเลือด พระแม่ธรณีลิลิธ ร่วงหล่นโดยสิ้นเชิงแล้ว
ในไม่ช้า พระจันทร์แดงกับกลุ่มดินสีน้ำตาลเหล่านั้น ดิ่งลงพร้อมกัน พร้อมกับแสงสว่างสีแดงและสีน้ำตาลทอดยาว ตกลงสู่ภายในเขตคุ้มครอง
ปลูกถ่าย!
ณ ขอบฟ้าทางทิศตะวันตก บนพื้นผิวของจันทร์เพ็ญสีแดงเลือดที่ใหญ่ยิ่งกว่า ซึ่งกำลังทะลุหมอกสีเทา โดยกำลังค่อยๆ ลอยขึ้นมา
ทันใดนั้น มีบางสิ่งนูนยื่นออกจากผิวดวงจันทร์กะทันหัน เสมือนเปลือกดวงจันทร์เคลื่อนไหวอย่างรุนแรง สร้างยอดเขาสูงหลายพันหลายหมื่นเมตรในพริบตา
ยอดเขานั้นดิ้นไหว คล้ายรังนกคล้ายมดลูก
จิตสำนึกของ ‘รังมารดา’ ที่กำลังสลายตัว ได้รับการกระตุ้นจากความเกลียดชังอันแรงกล้าและศาสตร์เร้นลับ รวมตัวกันขึ้นมาใหม่ ได้รับชีวิตใหม่ กลับมาคึกคักอีกครั้ง
การลอยสูงของพระจันทร์เลือดขนาดมหึมาหยุดชะงักทันที กระทั่งมีแนวโน้มจะจมดิ่งกลับลงสู่ส่วนลึกของหมอกสีเทา จมลงใต้ขอบฟ้า
การร่วงหล่นของต้นตระกูลผีดูดเลือดลิลิธไม่สูญเปล่า การรวมตัวอย่างสมบูรณ์ของ ‘เทวมารดาเสื่อมทราม’ และ ‘รังมารดา’ ถูกชะลอออกไปได้จริง!
ขณะนี้ นอกบาเรียโลกดาราที่ขาดการค้ำจุนจากพระแม่ธรณี ดวงดาวแปดดวง สีต่างกันไป ทั้งแดงเข้ม สีทอง ต่างก็พลันฉายแสงสว่างเจิดจ้า
พวกมันขยายใหญ่ในพริบตา กดทับลงบนบาเรียที่มองไม่เห็น ราวกับดวงตาอันน่าสะพรึงกลัวกำลังแอบมองเข้ามาข้างใน ปากขนาดมหึมากำลังฉีกกระชากเยื่อหุ้มครรภ์
เสียง ‘แกร่ก’ เปลี่ยนจากเสียงเบาบางกลายเป็นเสียงจริง ดังมาจากโลกดาราถึงโลกซากปรักหักพัง
นี่แสดงว่า บาเรียที่มองไม่เห็นเกิดรอยแตกลึกขึ้นเรื่อยๆ อย่างมากที่สุดจะค้ำจุนได้อีกเพียงไม่กี่วินาที
เมื่อถึงเวลานั้น ‘เทพภายนอก’ ทั้งหลายจะฉีกทำลายดาวเคราะห์ทั้งดวง
สัญลักษณ์ของการดำรงอยู่บางส่วนในหมู่พระองค์ไม่ได้ ‘อ่อนโยน’ เหมือน ‘องค์มารดาผู้ยิ่งใหญ่’
ภายในเขตคุ้มครอง
วิล·อัสตินที่อยู่บนทวีปใต้ เงยหน้าขึ้น มองไปยังม่านราตรีที่มีพระจันทร์แดงลอยอยู่เช่นกัน ถอนหายใจเสมือนว่าแก่ชรา
“สิ่งที่ต้องเกิด ก็ต้องเกิดในที่สุด…”
เขายังคงมีรูปร่างเป็นเด็กชายตัวเล็ก แต่เรือนผมไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไร กลายเป็นสีเงินปรอทไปแล้ว
ด้านข้างเขา อะซิก·อายเกสกำลังมองพระจันทร์แดงบนท้องฟ้ายามราตรีเช่นกัน พยักหน้ารับแผ่วเบา
“ความตายไม่ใช่จุดจบที่แท้จริง”
“ความตายเองก็จะสูญสลายไป”
ชั่วขณะนี้ ผู้ทรงอำนาจระดับสูงทั้งหมดในเขตคุ้มครอง ต่างได้ ‘ยิน’ คำเตือนจากโชคชะตา ได้ ‘ยิน’ บทเพลงบรรเลงชุดหนึ่งเมื่อความตายมาเยือน
เหล่าพระองค์ล้วนไร้อำนาจที่จะทำอะไรได้
ขณะนี้เอง ภายในพระราชวังโอ่อ่าเหนือหมอกสีเทา เดอะฟูลไคลน์พยักหน้าให้ลูเมี่ยน แล้วก้าวออกไปหนึ่งก้าว
เขามาถึงโลกดารา ร่างกายใหญ่โตผิดปกติ ไม่กลายเป็นมโนคติ ไม่กลายเป็นสัญลักษณ์
เมื่อกว่าหนึ่งเดือนก่อน ไคลน์·โมเร็ตติได้เสร็จสิ้นการต่อสู้และหลอมรวมกับ ‘ราชันสวรรค์ฟ้าดินประทานโชค’ เรียบร้อยแล้ว
ประสบความสำเร็จในการรองรับ ‘ปราสาทต้นกำเนิด’ อย่างแท้จริง!
เหตุที่ความก้าวหน้าของเขาเร่งขึ้นมากเพียงนี้ เป็นเพราะ ‘เทวมารดาเสื่อมทราม’ อาศัยประโยชน์จากโอกาสที่ ‘พระผู้สร้างต้นกำเนิดในกระจก’ จะปรากฏตัว ทำให้โอมีเบล่าถือกำเนิดขึ้นอย่างแท้จริง เป็นเพราะ ‘เทวมารดาเสื่อมทราม’ พยายามช่วยคืนชีพให้ ‘พระเจ้าดั้งเดิม’
สิ่งเหล่านี้มีด้านดีอย่างยิ่งสำหรับ ‘เทวมารดาเสื่อมทราม’ ช่วยให้พระองค์ได้รับผลประโยชน์มหาศาล แต่ก็มีด้านที่ค่อนข้างเลวร้าย นั่นคือทำให้ ‘ราชันสวรรค์ฟ้าดินประทานโชค’ ที่รู้ถึงความน่าสะพรึงกลัวของ ‘พระผู้สร้างต้นกำเนิด’ และความเกลียดชังที่ ‘พระเจ้าดั้งเดิม’ มีต่อตนเอง ถูกกระตุ้นจนยอมประนีประนอมและยอมแพ้
การชิงชัยกับไคลน์·โมเร็ตติ แม้ตอนนี้จะแพ้ไป แต่หากมองในระยะยาว มองในมาตรวัดแสนปีล้านปี ราชันสวรรค์ผู้นี้ก็ยังจะเป็นฝ่ายชนะในที่สุด แต่หากปล่อยให้ ‘พระผู้สร้างต้นกำเนิด’ ฟื้นคืนชีพ หรือให้ ‘พระเจ้าดั้งเดิม’ กลับมา ตนจะสูญเสียความหวังอย่างแท้จริงและสิ้นเชิง!
และเพื่อกระตุ้นให้ราชันสวรรค์ยอมแพ้โดยเร็ว ไคลน์ก็ยอมถอยในบางประการ หลอมรวมในบางด้านให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
ดังนั้น ในวันที่ 25 มิถุนายน ปี 1360 ไคลน์·โมเร็ตติสามารถยุติการต่อสู้อันยืดเยื้อ แล้วหลอมรวมกับราชันสวรรค์ อาศัยสถานะเทพแท้จริงเส้นทางเดียว รองรับ ‘ปราสาทต้นกำเนิด’ ได้สำเร็จในฐานะเดอะฟูล!
หลังจากนั้นหนึ่งเดือนกว่า ‘เดอะฟูล’ ไคลน์ที่เริ่มเคลื่อนไหวด้วยร่างหลัก ไม่รีบเร่งลงมืออย่างโฉ่งฉ่าง และมิได้บอกสถานะที่แท้จริงของตนแก่ผู้ใดนอกจากลูเมี่ยน เทพธิดารัตติกาล และวิล·อัสติน เขาอดทนข่มใจเตรียมการต่างๆ อย่างรอบคอบ
‘นักมายากล’ จะไม่แสดงกลโดยไม่เตรียมตัวให้พร้อม!
การที่ลูเมี่ยนรอจนถึงปลายเดือนมิถุนายน จึงค่อยไปเยี่ยม ‘เทวทูตสีชาด’ เมดีซี หยิบ 0-01 แล้วจัดการกับ ‘นางมารต้นกำเนิด’ ชีค ไม่เพียงเพราะเขาเพิ่งควบคุมพลังของ ‘ผู้พิชิต’ และ ‘นางมารสิ้นโลก’ ได้อย่างแท้จริงในเวลานั้น แต่ยังมีเหตุผลสำคัญยิ่งอีกประการหนึ่ง
เขากำลังรอให้ ‘มิสเตอร์ฟูล’ ลืมตาตื่นอย่างสมบูรณ์!
ดังนั้น โอโรเลอุสจึงรู้ตัวทันทีว่า โอกาสของตนได้สูญสิ้นไปแล้ว พระองค์ไม่อาจกลายเป็นเทพแท้จริงของเส้นทาง ‘โชคชะตา’ ได้อีกในอนาคตอันใกล้
ดังนั้น พรที่วิล·อัสตินประทานให้ จึงมีผลต่อการเปลี่ยนฉากของ ‘กล่องวันวาน’ พระองค์อดทนรอจนกระทั่งโอกาสมาถึง แล้วอาศัยความช่วยเหลือของ ‘เดอะฟูล’ ไคลน์ที่ตื่นอย่างสมบูรณ์ เริ่มรองรับ ‘ลูกเต๋าแห่งความน่าจะเป็น’ เอกลักษณ์ของเส้นทาง ‘โชคชะตา’ ได้สำเร็จ
ดังนั้น ลูเมี่ยนจึงใช้ข้ออ้าง ‘ขอคำทำนาย’ เป็นเหตุผล เป็นตัวแทน ‘มิสเตอร์ฟูล’ ไปเยี่ยม ‘เทพแห่งปัญญาความรู้’ และ ‘ราชินีเงื่อนงำ’
แผนดั้งเดิมของไคลน์และลูเมี่ยนคือ ทันทีที่ฝ่ายหลังรองรับ ‘นครภัยพิบัติ’ ก็จะใช้สัญลักษณ์สังหาร ‘พระแม่ธรณี’ ในขณะที่ ‘รังมารดา’ ต่อต้าน ‘เทวมารดาเสื่อมทราม’ อย่างดุเดือด ไคลน์จะเข้าสู่โลกดารา เก็บกลับคืนเอกลักษณ์ ‘ข้อผิดพลาด’ เอกลักษณ์เส้นทาง ‘ประตู’ รวมถึงตะกอนพลังลำดับ 1 ที่สอดคล้องกัน ก้าวข้ามลำดับอย่างแท้จริง กลายเป็น ‘ราชันเร้นลับ’ กลายเป็นเสาหลักแทนที่ ‘พระแม่ธรณี’ เพื่อปกป้องบาเรียโลกดารา
เช่นนี้แล้ว บาเรียจะคงอยู่ได้อย่างน้อยสามถึงห้าปี นี่คือเหตุผลที่ไคลน์ไม่เลือกกลายเป็น ‘ราชันเร้นลับ’ ในเวลานั้น แล้วไปจัดการ ‘เทวมารดาเสื่อมทราม’ โดยตรง หากเขาดึงเกอร์มัน·สแปร์โรว์และเอกลักษณ์ที่สอดคล้องกันออกไปจากโลกดารา แม้ ‘พระแม่ธรณี’ ยังมิได้สิ้นพระชนม์ บาเรียโลกดาราก็ไม่อาจคงอยู่ได้เกินสามวินาที
ขณะเดียวกัน ‘ราชันเร้นลับ’ ไคลน์ยังสามารถใช้สารพัดวิธีการ อาทิ หุ่นเชิด ร่างแบ่งภาค ลงมือจากระยะไกล ช่วยเหลือลูเมี่ยนผู้กลายเป็น ‘รากเหง้าแห่งภัยพิบัติ’ แล้ว จัดการกับ ‘เทวมารดาเสื่อมทราม’ ที่ถูก ‘รังมารดา’ แทงกลับ เพิ่มโอกาสในการชนะอย่างมหาศาล และเพราะบาเรียยังมั่นคงเหนียวแน่น การต่อสู้นี้จึงไม่มีข้อจำกัดด้านเวลา
รอจนกระทั่ง ‘เทวมารดาเสื่อมทราม’ ถูกขับไล่ออกนอกบาเรียไป ‘ราชันเร้นลับ’ ไคลน์ก็จะสามารถปลดผนึก ช่วยให้ดาวเคราะห์โลกมี ‘เหนือลำดับ’ ถือกำเนิดมากขึ้น ในสถานการณ์ที่มีเขาอยู่ เทพแท้จริงทั้งหลายสามารถผลัดเปลี่ยนกันออกจากโลกดาราได้อย่างสมบูรณ์ ไม่ต้องกังวลว่าบาเรียจะแตกสลาย
อย่างไรก็ตาม เพื่อทำให้สถานะของลูเมี่ยนมั่นคง ไม่ให้เขาระเบิดทันทีหลังรองรับ ‘นครภัยพิบัติ’ กลายเป็น ‘ผู้ปกครองแห่งวันวาน’ ที่เสียสติ ‘เดอะฟูล’ ไคลน์เลือกที่จะรออีกหนึ่งเดือน ไม่สามารถคว้าโอกาสที่ดีที่สุดไว้ได้ แน่นอน นี่อาจไม่ใช่โอกาสดีที่สุด หรืออาจจะเป็นโอกาสแย่ที่สุดด้วยซ้ำ
เมื่อไม่มีโอกาสดีที่สุดแล้ว ตอนนี้ก็ต้องแข่งกับเวลา ให้ลูเมี่ยนมีโอกาสรองรับ ‘นครภัยพิบัติ’ ทันก่อนที่ ‘เทวมารดาเสื่อมทราม’ จะกลืนกิน ‘รังมารดา’ จนหมดสิ้น!
ณ บาเรียโลกดารา ร่างของเกอร์มัน·สแปร์โรว์ที่ดำรงอยู่นานแล้ว ถึงคราวปรากฏชัดเจนขึ้น พร้อมไม้ตะพดฝังดวงดาวและถุงมือสีดำ ยืนอยู่ตรงหน้า ‘เดอะฟูล’ ไคลน์
เขาผู้มีสีหน้าเย็นชา เผยรอยยิ้มกว้าง ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ร่างกายทับซ้อนกับ ‘เดอะฟูล’ ไคลน์
ทั้งสองรวมกลับเป็นหนึ่งเดียว!
ร่างของ ‘เดอะฟูล’ ไคลน์ยุบตัวเข้าด้านในทันใด จากส่วนลึกของเสื้อโค้ตสีดำมีประตูแสงย้อมดำอมเขียวปรากฏอย่างเลือนราง
ไม้ตะพดฝังดวงดาวและถุงมือสีดำยุบตามเข้าไปด้วย ก่อเกิดเป็นวังวนมหึมาใต้เสื้อโค้ตสีดำ วังวนอันน่าสะพรึงกลัว
ทุกสายลม ทุกหยดน้ำ ทุกแสงสว่างของวังวนนั้น ประกอบด้วยหนอนบิดเบี้ยว แมลงมีปล้อง และแมลงเล็กระยิบระยับแสงดาว
เพียงหนึ่งถึงสองอึดใจ วังวนนี้ก็ถูกกลืนหายไปด้วย ภายในเสื้อโค้ตสีดำกลายเป็นความมืดมิด ไร้ที่สิ้นสุด เสมือนซ่อนจักรวาลไว้ ซ่อนโลกวิญญาณอันสมบูรณ์แบบที่เชื่อมต่อกับดาวทุกดวง
พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงข้างต้น ภายในโลกซากปรักหักพัง หมอกสีเทาขาวแผ่ขยายอย่างรวดเร็ว ปกคลุมทั้งดาวเคราะห์ ปกคลุมทุกสิ่งมีชีวิตไว้ภายใน
ภายนอกบาเรีย ท่ามกลางจักรวาลไร้ขอบเขต ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อใดก็มีหมอกสีเทาบางเบาแผ่คลุมไปทั่ว
สิ่งมีชีวิตในหมอกสีเทาบ้างกลายเป็นโง่เขลา บ้างเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม บ้างหลุดพ้นจากตำแหน่งเดิมอย่างไร้เหตุผล มาถึงอีกสถานที่หนึ่งซึ่งตนคุ้นเคยที่สุด
กฎเกณฑ์มากมายเกิดปัญหา สัญลักษณ์จำนวนมากถูกปั่นหัว
การกดดันของเหล่า ‘เทพภายนอก’ จึงติดขัดไปสองสามอึดใจ
กาลเวลาถึงคราวหยุดนิ่ง
ณ บาเรียโลกดารา ในความมืดมิดภายใต้เสื้อโค้ตสีดำ หนวดลื่นเลื่อมที่มีลวดลายลึกลับยื่นออกมาทันใด สวมถุงมือสีดำตรงปลายแขนเสื้อ ชูไม้ตะพดฝังดวงดาวไปข้างหน้า
ต่อจากนั้น ใต้หมวกผ้าไหมทรงกึ่งสูง จากส่วนลึกของความมืดมิด ใบหน้าหนึ่งปรากฏขึ้นอย่างยากลำบาก เรือนผมดำขลับ ดวงตาสีน้ำตาล
นี่คือใบหน้าของไคลน์·โมเร็ตติ
‘ราชันเร้นลับ’ ถือกำเนิดแล้ว
ผู้ครองโลกวิญญาณกลับมาแล้ว
……………………………………………………..