ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 1151 ถ่วงเวลา
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 1151 ถ่วงเวลา
ตอนที่ 1151 ถ่วงเวลา
ณ รอยปริแตกลึกๆ ที่น่าสะพรึงจุดแล้วจุดเล่าบนบาเรียโลกดารา พลันมีหมอกสีเทาขาวแผ่คลุมขึ้นมา
หมอกนั้นปกคลุมรอยแยกในพริบตา ทำให้ผู้คนมองไม่เห็น สัมผัสไม่ได้
และนี่ดูเหมือนจะเทียบเท่ากับไม่มีอยู่จริง
บาเรียโลกดาราจึงค่อยๆ กลับมามั่นคง
‘ราชันเร้นลับ’ สามารถเปลี่ยนจริงเป็นปลอม เปลี่ยนปลอมเป็นจริง!
‘ผู้ปกครองแห่งวันวาน’ ภายนอกบาเรียคราวนี้ไม่ถอยร่น ต่างเพิ่มแรงกดดัน สว่างไสวยิ่งกว่าเดิม โดยเฉพาะดาวสีทอง มันขยายตัวรวดเร็ว ก่อนอื่นกลายเป็นดาวฤกษ์ที่มีเปลวเพลิงนับไม่ถ้วนพลุ่งพล่าน กลายเป็นดวงอาทิตย์อันแท้จริง จากนั้นก็ปะทุแสงสว่าง ส่องไปทั่วทั้งโลกดารา จนสิ่งมหึมาที่ความมืดปกคลุม รวมถึงร่างอันน่าสะพรึงที่พายุห้อมล้อม ต่างปรากฏขึ้นพร้อมกัน
บาเรียโลกดาราส่งเสียงแตกร้าวอีกครั้ง เสมือนเปลี่ยนจากความว่างเปล่าเป็นของจริง
‘ราชันเร้นลับ’ ไคลน์ยกมือกดหมวกผ้าไหมทรงกึ่งสูงบนศีรษะ กลายเป็นวังวนมืดมิด ยื่นหนวดลื่นเลื่อมออกมามากมาย หลอมรวมเข้ากับบาเรียที่มองไม่เห็น
ก๊อง!
เสียงระฆังที่ข้ามผ่านกาลเวลามาจากยุคบรรพกาล ก้องกังวานไปทั่วโลกดาราและโลกวิญญาณซึ่งแผ่ไปทั่วจักรวาล จนดาวทั้งแปดดวงที่มีสีต่างกันล้วนหยุดนิ่ง ส่งผลให้แสงสว่างที่กำลังปะทุ แตกออกเป็นรูปกรวยดวงแล้วดวงเล่า
บาเรียโลกดาราได้รับเสถียรภาพกลับคืนมาอีกครั้ง
ถัดมา ไคลน์หันสายตาไปยังแผ่นดิน
ภายในโลกซากปรักหักพัง ยกเว้นส่วนน้อยที่ได้รับพรคุ้มครอง ยกเว้นพื้นที่สองสามแห่งที่ห่างไกลจากทวีปตะวันตก ซึ่งไม่ได้รับผลกระทบ ด้ายวิญญาณของสิ่งมีชีวิตที่เหลือต่างลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า ล่องลอยไปยังโลกดารา
ในหมู่พวกมันมีทารกกรงเล็บเท้านก มีต้นโอ๊กยักษ์ มีฝูงกวาง มีสัตว์นานาชนิด มีสิ่งมีชีวิตที่กลายพันธุ์กลายเป็นเครือญาติของ ‘เทวมารดาเสื่อมทราม’ เบียดเสียดแน่นขนัด นับเป็นหมื่นล้านแสนล้าน
พวกมันต่างสั่นสะเทือนครั้งหนึ่ง หันร่างกาย พร้อมใจมองไปยังจันทร์เพ็ญสีแดงเลือดที่หยุดนิ่งกลางอากาศ
อึดใจต่อมา สิ่งมีชีวิตนับไม่ถ้วนเหล่านี้ดีดดิ้นแปรสภาพ แต่ละตัวพลันพองโตเป็นไคลน์·โมเร็ตติที่สวมหมวกผ้าไหมทรงกึ่งสูง สวมเสื้อโค้ตสีดำ
ไคลน์·โมเร็ตติหมื่นล้านแสนล้านหลั่งไหลจากท้องฟ้า จากแผ่นดิน จากมหาสมุทร จากทุกทิศทุกทางไปยังพระจันทร์สีแดงเลือดกลมโตนั่น
ณ สถานที่แห่งหนึ่งใกล้หมอกรอบทวีปตะวันตก โอมีเบล่าที่ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งปีเติบโตเป็นสาวน้อยสูงห้าหกเมตร ทั่วร่างลุกเป็นเปลวไฟสีดำที่นำมาซึ่งกลิ่นอายแห่งการทำลายล้าง จ้องมองไคลน์·โมเร็ตติตนแล้วตนเล่าที่ผ่านไปด้วยสายตาเลื่อนลอย
ร่างกายของพระองค์แตกแยกอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว ดวงวิญญาณของพระองค์ใกล้สลายไปนานแล้ว
บัดนี้พระองค์เหลือเพียงความสับสนระคนเศร้าโศก
พระองค์ไม่เข้าใจว่า เหตุใดมารดาจึงฆ่าตน
ในที่สุด จิตสำนึกสุดท้าย จิตวิญญาณ พลังวิญญาณ และร่างกายที่แหลกสลายของโอมีเบล่าต่างถูก ‘ไฟประลัยกัลป์’ กลืนกิน กลายเป็นเถ้าถ่านในพริบตา
พร้อมกับการตายอย่างสิ้นเชิงของพระองค์ ยอดเขาคล้ายรังนกที่นูนขึ้นบนผิวจันทร์เพ็ญสีแดงเลือด ส่งเสียงร่ำไห้อันเต็มไปด้วยความเกลียดชังและความแค้น
“ลูก! ลูกของข้า!”
พระองค์ดิ้นรนรุนแรงยิ่งขึ้น
ไคลน์·โมเร็ตติตนแล้วตนเล่าที่สวมหมวกทรงสูงและเสื้อโค้ต เพียงเข้าใกล้โลกที่แสงจันทร์สีเลือดมีปริมาณเข้มข้น ต่างก็พลันเกิดการเปลี่ยนแปลงต่างๆ นานา
พวกมันบ้างเหี่ยวเฉากะทันหัน บ้างท้องป่อง เลือดเนื้อต่างหลั่งไหลไปรวมตรงท้อง คลอดลูกหลานที่ไม่ใช่หุ่นเชิด บ้างได้รับชีวิตและจิตสำนึกใหม่ ไม่ใช่หุ่นกระบอกอีกต่อไป เริ่มต่อต้าน ‘นักเชิดหุ่น’ ที่บงการตน
ไคลน์·โมเร็ตติทั้งหลายเริ่มแตกคอกันเอง กลายเป็นการต่อสู้อันดุเดือด แต่ไม่ว่าจะเป็นลูกหลานของหุ่นเชิด หรือพวกที่ได้รับชีวิตใหม่ ไม่นานก็กลายเป็นของเล่นในมือ ‘นักเชิดหุ่น’ เข้าสู่วัฏจักรรอบใหม่
หุ่นเชิดจำนวนมหาศาลพยายามใช้สารพัดพลัง แต่พลังส่วนใหญ่กลับทรยศเจ้าของเดิม กลับมาทำลายพวกมันเสียเอง
สถานการณ์ตกอยู่ในภาวะชะงักงัน ปรากฏการณ์แปลกประหลาดมากมายเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในบริเวณโดยรอบ
ไคลน์ที่ร่างต้นไม่อาจออกจากบาเรียโลกดารา ไม่ได้หวังเลยว่าจะอาศัยเพียงหุ่นเชิด อาศัยเพียง ‘ปรสิต’ เอาชนะ ‘เทวมารดาเสื่อมทราม’ ทำให้พระองค์บาดเจ็บสาหัส ขับไล่ออกจากโลก เขาเพียงแต่ดึงดูดความสนใจของอีกฝ่าย ให้ ‘เทวมารดาเสื่อมทราม’ ต้องแบ่งพลังงานส่วนใหญ่มารับมือการโจมตีที่ไม่เคยหยุดและส่งเข้ามาไม่ขาดสาย ถ่วงเวลาที่พระองค์จะเอาชนะ ‘รังมารดา’ และหลอมรวมอย่างสมบูรณ์!
สู้ไม่ได้ แต่สร้างความรำคาญได้!
…………
เขตคุ้มครอง กรุงเบ็คลันด์ ภายในที่พักของ ‘เมจิกเชี่ยน’ ฟอร์สและ ‘จัดจ์เมนต์’ ซิล
ฟังฟรังก้าเล่าจบ ‘เมจิกเชี่ยน’ ฟอร์สก็ถอนหายใจเชื่องช้า
“ที่แท้ก็เป็นแบบนี้…”
“ก็ว่าทำไมถึงเกิดลางสังหรณ์ไม่ดี…”
ด้วยผลกระทบจากการแยกตัวของเขตคุ้มครอง กอปรกับเหตุการณ์ปัจจุบันเกี่ยวข้องกับระดับสูงเกินไป เธอและ ‘จัดจ์เมนต์’ ซิลต่างตามไม่ทันว่าเกิดอะไรขึ้น การลองทำนายด้วยดวงดาวล้วนล้มเหลวทั้งหมด
ไม่รอให้คนอื่นอ้าปาก สุภาพสตรีผู้นี้มองไปรอบตัว กล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง
“ทุกคน เตรียมตัวให้พร้อมเถอะ”
สิ่งที่เธอทำได้คือ ย้ายมนุษย์ใน ‘ทรงกลม’ ของตนไปยังขอบจักรวาล ไปยังดาวเคราะห์ที่พออยู่ได้และยังไม่ถูกเหล่า ‘เทพภายนอก’ ค้นพบ ตระกูลอับราฮัมถูกเธอรวบรวมไว้ที่ย่านใกล้เคียงนานแล้ว
ฟรังก้าอ้าปากค้าง อยากพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็ไม่ได้เอ่ย ส่วนอ็องโตนีจมอยู่ในความเงียบ ราวกับกำลังครุ่นคิดบางสิ่ง
เมื่อเห็นบรรยากาศตึงเครียด มาดามเมจิกเชี่ยนอมยิ้มแล้วกล่าวกับลุดวิก
“พ่อทูนหัวของเธอน่าจะอยากป้อนอันตรายจากชั้น 3 ของ ‘กล่องวันวาน’ ให้เธอ แต่ไม่รู้ว่าจะทันหรือเปล่า…”
เธอยังพูดไม่ทันจบ ก็พลันชะงักไป พร้อมกับเอียงศีรษะ มองไปยังหน้าต่าง มองไปยังพระจันทร์แดงในม่านราตรี
ฟรังก้า ลุดวิก และซิลต่างก็ทำตามทันที
“มิสเตอร์ฟูลกลายเป็น ‘ราชันเร้นลับ’ ที่แท้จริงแล้ว…” ในฐานะเทวทูตใหญ่แห่งเส้นทาง ‘ประตู’ มาดามเมจิกเชี่ยนเป็นคนแรกที่รับรู้เรื่องนี้ได้ ทั้งประหลาดใจปนสงสัย แต่ทั้งหมดนี้ไม่ชัดเจนและรุนแรงเท่ากับความสบายใจที่เอ่อล้นออกมาอย่างท่วมท้น
“มิสเตอร์ฟูลตื่นขึ้นอย่างสมบูรณ์ตั้งแต่เมื่อไรกัน…” ‘จัดจ์เมนต์’ ซิลเริ่มหวนนึกถึงสถานการณ์ในชุมนุมทาโรต์สองครั้งที่ผ่านมา
มิสเตอร์ฟูลตื่นขึ้นอย่างแท้จริง กลายเป็นราชันเร้นลับแล้วหรือ? ฟรังก้าตอนแรกดีใจอย่างมาก แล้วก็เข้าใจขึ้นมาบ้างว่า เหตุใดก่อนหน้านี้ลูเมี่ยนถึงไม่รีบร้อน
ไม่นานนัก หลังจากสถานการณ์เริ่มนิ่ง ในที่สุดข้อมูลจากโลกวิญญาณกับนภาดาวก็ทยอยถูกส่งมา ‘เมจิกเชี่ยน’ ฟอร์สจึงผ่อนลมหายใจพลางกล่าว
“แม้ว่า ‘พระแม่ธรณี’ จะร่วงหล่น แต่…”
พูดถึงตรงนี้ เธอเหลือบมองอ็องโตนีแวบหนึ่ง ผนึกการได้ยินของอีกฝ่ายไว้ เช่นเดียวกับตอนที่ฟรังก้าเล่าเรื่อง ‘เทวมารดาเสื่อมทราม’ กำลังจะหลอมรวม ‘รังมารดา’
พูดเรื่องนี้จบแล้ว มาดามเมจิกเชี่ยนจึงกล่าวต่อ
“แต่ความคืบหน้าในการรองรับ ‘รังมารดา’ ของ ‘เทวมารดาเสื่อมทราม’ ก็ถูกฉุดรั้งไว้ ยืดเวลาออกไป ‘มิสเตอร์ฟูล’ ยังกลายเป็น ‘ราชันเร้นลับ’ ได้ทันเวลา ทำให้บาเรียโลกดารามั่นคง”
เว้นวรรคชั่วครู่ มาดามเมจิกเชี่ยนมองไปยังฟรังก้าและลุดวิก
“แน่นอน สัญญาณเตือนภัยยังไม่หายไป หากลูเมี่ยนไม่สามารถฉวยโอกาสรองรับ ‘นครภัยพิบัติ’ ให้ทันก่อนที่ ‘เทวมารดาเสื่อมทราม’ จะหลอมรวม ‘รังมารดา’ เสร็จสมบูรณ์ ไม่สามารถร่วมมือกับ ‘มิสเตอร์ฟูล’ สร้างบาดแผลฉกรรจ์ให้ ‘เทวมารดาเสื่อมทราม’ หลังจากกลายเป็น ‘รากเหง้าแห่งภัยพิบัติ’ ขับไล่พระองค์ออกไปนอกบาเรีย เราก็ยังต้องย้ายถิ่นฐานอยู่ดี”
“อืม” ฟรังก้าตอบรับด้วยน้ำเสียงหนักแน่นก่อน จากนั้นก็พยายามฝืนยิ้ม “อย่างน้อยก็ยังมีความหวัง ดีกว่าไม่มีความหวังเลย!”
“ถูกต้อง” มาดามเมจิกเชี่ยนเห็นด้วยอย่างยิ่ง จากนั้นก็ปลดผนึกของอ็องโตนี ใช้คำบรรยายที่เขาสามารถรับรู้ได้อธิบายสถานการณ์ปัจจุบันอย่างรวบรัด
พูดจบ เธอถอนหายใจพลางกล่าว
“คืนนี้คงยาวนานแน่นอน”
ขณะเดียวกัน หมู่เกาะรอสต์ ‘เมืองแห่งการให้’ บายัม
เรือ ‘โทสะสีคราม’ จอดเทียบท่าอยู่ ‘มิสเตอร์แฮงแมน’ อัลเจอร์ที่สวมเสื้อคลุมกัปตัน ก้าวออกจากดาดฟ้าเรือ ถูกสายลมหอบลงสู่ท่าเรือ
เงาของเขาภายใต้แสงจันทร์สีแดงเลือดยาวเหยียด พร่ามัวหลายแห่ง ราวกับมีสามเศียร
ราชอาณาจักรโลเอ็น มหาวิหารสุขสงบ ภายในห้องแห่งหนึ่ง
‘มิสเตอร์สตาร์’ เลียวนาร์ด ก้าวออกมาจากความมืด สวมเชิ้ตสีขาวข้างใน เสื้อคลุมสีเข้มข้างนอก
เขาเดินไปยังข้างโต๊ะ หยิบถุงมือสีแดงที่วางอยู่ตรงหน้า สวมมันลงบนมือด้วยจังหวะไม่เร็วไม่ช้า
จากนั้นเขาก็กวาดตามองรอบตัว ร่างกายเหมือนถูกยางลบลบ หายไปทีละนิดอย่างเชื่องช้า
ภารกิจ: ปกป้องบริเวณที่มี ‘ทรงกลม’ หลายแห่งดำรงอยู่
จุดหมายปลายทาง: เมืองทิงเก็น แคว้นอาโฮวา
…………
เหนือหมอกสีเทา ภายในพระราชวังโอ่อ่าอลังการ
ระหว่างที่ ‘มิสเตอร์ฟูล’ ออกไปจากพระราชวัง มุ่งหน้าไปยังโลกดารา ลูเมี่ยนหันสายตาไปยังทิศทางหนึ่ง มองเศษไม้ไหม้ดำที่แตกเป็นหลายท่อน อันเกิดจากการพังทลายของ ‘พรแห่งธรณี’ และมองแก๊สสีน้ำตาลที่ลอยขึ้นมารวมตัวกันใหม่จากเศษไม้เหล่านั้น
สิ่งหลังสอดคล้องกับพลังพรของ ‘มารดามหาแพร่พันธุ์’
ลูเมี่ยนยกมือคว้า ทำให้แก๊สสีน้ำตาลเหล่านี้รวมตัวกันในพริบตา กลั่นเป็นดินสีน้ำตาลก้อนหนึ่ง ซึ่งมีหญ้า ธัญพืช และเถาวัลย์งอกขึ้นมา
“นำมันไปให้ ‘มาดามจัสติส’” ลูเมี่ยนโยนก้อนดินให้จีดาสที่อยู่ข้างกาย
หลังจากถูก ‘ดาบประลัยกัลป์’ โจมตี จิตวิญญาณตกค้างโอมีเบล่าภายใน ‘พรแห่งธรณี’ รวมถึงพลังวิญญาณที่สอดคล้องกัน ได้สลายสิ้นอย่างสมบูรณ์ ไม่มีอะไรหลงเหลือ ดังนั้น พลังพรที่หลุดพ้นจากซากศพจึงกลายเป็นสิ่งบริสุทธิ์ เหลือเพียงจิตสำนึกและวิญญาณเล็กน้อยจาก ‘รังมารดา’ ไม่มีตัวตนของโอมีเบล่า ไม่มีความเชื่อมโยงทางศาสตร์เร้นลับอีกต่อไป
กล่าวคือ ก้อนดินสีน้ำตาลนี้ คล้ายกับวัตถุวิเศษอย่าง ‘วงพันธนาการ’ ‘ปรอทเสื่อมทราม’ จะไม่พัวพันกับเรื่องราวยุ่งยากของโอมีเบล่าอีก แต่เมื่อไม่ใช่โอมีเบล่าแล้ว มันก็ไม่สามารถสร้างการเชื่อมต่อกับ ‘รังมารดา’ อย่างมั่นคงเพื่อดึงพลังได้อีก ทุกการใช้งานจะสูญเสียพลังวิญญาณไปเรื่อยๆ
ขณะที่พูด ลูเมี่ยนพาจีดาสออกจากเหนือหมอกสีเทา กลับมายังคฤหาสน์ของตน
นาโปริดิสลีรออยู่ที่นี่แล้ว
“ในที่สุดท่านก็กลับมา” นาโปริดิสลีผู้มีดวงตาสีฟ้าน้ำแข็ง ผ่อนลมหายใจอย่างไม่ปิดบัง
หลังจากจีดาสที่ประคองดินสีน้ำตาลหายไป ลูเมี่ยนยิ้มพลางกล่าวกับนาโปริดิสลี
“เริ่มเถอะ โอกาสครั้งสุดท้ายแล้ว”
พูดไปพลาง ลูเมี่ยนก็นั่งลงบนโซฟาเดี่ยวในห้องรับแขก
นาโปริดิสลีมองเขาแวบหนึ่ง นั่งลงบนโซฟายาวฝั่งตรงข้ามแล้วยิ้มตอบ
“ดีกว่าไม่มีโอกาสเลย”
เสียงยังไม่ทันขาด ร่างของพระองค์ก็พลันพังทลาย กลายเป็นของเหลวสีดำราวกับรวบรวมความชั่วร้ายทั้งหมด แรงกระหายทั้งหมด ความคิดชั่วทั้งหมดเข้าไว้ด้วยกัน
ของเหลวสีดำเหล่านี้ ทั้งจริงทั้งมายา ไหลรวดเร็วมุ่งหน้าสู่ลูเมี่ยน
แฝงตัวเข้าสู่ส่วนลึกของจิตใจและวิญญาณเราโดยตรง ไม่ใช่ฝังตราประทับทางวิญญาณ? เฮอะ….ลูเมี่ยนยกคิ้ว ยิ้มมอง ไม่คัดค้าน ปล่อยให้ของเหลวสีดำที่อันตรายที่สุด สกปรกที่สุดกองนั้น ซึมเข้าสู่ร่างกายตน ซึมเข้าไปในกายวิญญาณและกายปัญญา
รับรู้ถึงความคิดชั่วร้ายที่พลันงอกเงยภายในใจ ลูเมี่ยนหยิบเทียนไขท่อนหนึ่งออกมาจากอาณาจักรเทพ จุดมันแล้ววางไว้ตรงขอบโต๊ะกลาง
จากนั้น เขาเอนกายพิงพนักโซฟา แล้วหลับตาลง
กลิ่นอ่อนๆ ของอำพันสีเทาหอมหวาน เริ่มกระจายออกไปอย่างเชื่องช้า
……………………………………………………..