ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 1152 เหยี่ยวฟ้าไม่ก้มศีรษะให้นกน้อย
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 1152 เหยี่ยวฟ้าไม่ก้มศีรษะให้นกน้อย
ตอนที่ 1152 เหยี่ยวฟ้าไม่ก้มศีรษะให้นกน้อย
………………..
สูดกลิ่นหอมของเทียนไขอำพันสีเทา ลูเมี่ยนที่หลับตาอยู่ ขณะเข้าฌานก็ได้สัมผัสกับความชั่วร้ายที่เอ่อล้นขึ้นมาจากส่วนลึกของจิตใจ เสมือนได้มาถึงภายในหมอกแห่งประวัติศาสตร์ กำลังกลายร่างเป็นราชาปีศาจฟาโบธีทำสิ่งต่างๆ ตามอำเภอใจ
ตอนนี้เขาไม่จำเป็นต้องใช้เทียนน้ำมันศพ ก็สามารถสัมผัสถึง ‘นครภัยพิบัติ’ ได้จากความว่างเปล่า และทำพันธลับเชิงลึกให้สำเร็จผ่านการเข้าฌาน
ไม่นาน ลูเมี่ยนก็ลอยขึ้น ‘เบื้องหน้า’ ปรากฏหมอกที่ย้อมด้วยสีดำทะมึน
ครั้งนี้ เขาไม่ได้เข้าไปใน ‘นครมาร’ ที่ฟรังก้าพูดถึง ไม่ได้เห็นรถรางไร้ราง ซึ่งบรรทุกหัวที่มีกระดูกสันหลังหัวแล้วหัวเล่า ไม่ได้เห็นรถลากที่ลากหญิงตัวบวม
สิ่งที่ปรากฏต่อสายตาเขาโดยตรงคือ บ่อโบราณที่ก่อด้วยหิน และโซ่เหล็กเส้นแล้วเส้นเล่าที่แกะสลักปีศาจร้ายหน้าทะเล้น
“กฎการรวมตัวของตะกอนพลัง? เมื่อเรากลายเป็นเทพแท้จริงสองเส้นทางในขอบเขตภัยพิบัติ พอเริ่มทำพันธลับ ก็จะมาถึงส่วนลึกของ ‘นครภัยพิบัติ’ ทันที มาถึงสถานที่ผนึก ‘มังกรหายนะ’ ได้เลย? หากไม่ใช่เพราะมีผนึกอยู่ เราคงได้เผชิญหน้ากับ ‘มังกรหายนะ’ ตรงๆ แล้ว…” ลูเมี่ยนพยักหน้าด้วยความเข้าใจกระจ่าง
เขาไม่มัวชักช้า รีบกระโดดเข้าสู่ผิวกระจกอันเกิดจากน้ำในบ่อสีเลือด จากนั้นก็ผ่านสารพัดฉากเหตุการณ์ที่เคยสำรวจมาก่อน จนมาถึงลานสีเทาขาวที่เคยพบกับอลิสต้า·ทูดอร์ในกระจก
นอกเขตกั้นล่องหน เขาเห็นเงาดำมหึมาที่ขดตัวอยู่ก้นทะเลสีเลือด กินอาณาบริเวณเท่ามหานครทั้งหลัง
เขาหยุดลง
ขณะเดียวกัน นอกหอไม้ที่ล่าม ‘มังกรหายนะ’ เอาไว้ ร่างหนึ่งปรากฏจากความว่างเปล่า ประกอบด้วยสิ่งมายาใสๆ นับไม่ถ้วน
พระองค์สวมเสื้อคลุมยาวสีน้ำเงิน มงกุฎสูงแบบโบราณ ถือไม้ปัดฝุ่นในมือ ใบหน้างามดั่งหยก แต่รูปลักษณ์ซูบผอม
‘ปรมาจารย์สวรรค์’ แห่งยุคปัจจุบัน
หลังจาก ‘เทวมารดาเสื่อมทราม’ จับ ‘รังมารดา’ ได้และเริ่มหลอมรวม พระองค์ก็ไม่ต้องคอยรักษาหมอกสีเทาขาวอีกต่อไป
ข้างกายพระองค์ มีร่างอีกสองร่างก่อตัวขึ้น
ร่างหนึ่งสวมอังสะสีเหลือง ห่มจีวรสีแดง มีจุดพอกบนศีรษะ ใบหน้ากลมกลึง หนวดขาวยาวลงมาถึงอก บนใบหน้ายิ้มแย้มอยู่ตลอด ดูใจดีเป็นมิตร
ร่างหนึ่งคลุมเสื้อคลุมยาวสีดำทะมึน ประดับสารพัดลวดลายแปลกประหลาด ใบหน้าซีดขาว ไร้เลือดฝาดแม้แต่น้อย นัยน์ตาดำสนิท ราวกับกระทั่งแสงสว่างก็จะถูกดูดเข้าไป
ร่างแรกคือกายประยุกต์ของ ‘พระพุทธเจ้า’ หรือ ‘อริยสงฆ์’ ที่บรรดานิกายสมณะยกย่องร่วมกัน ร่างหลังคือประมุขของสายเฮาหลี่ นับตั้งแต่ ‘นักพรตโลกแห่งความตาย’ เข้าสู่ ‘แม่น้ำอันธการนิรันดร์’ เพื่อปราบดวงวิญญาณตกค้างของ ‘จักรพรรดิโลหิต’ ก็เทียบเท่ากับตายไปแล้ว เพียงแต่จิตสำนึกยังไม่หลอมรวมเข้ากับ ‘แม่น้ำอันธการนิรันดร์’ โดยสมบูรณ์ ยังสามารถกระทำบางสิ่งได้ แต่ไม่อาจออกมาอีก เช่นเดียวกับประมุขเฮาหลี่ทั้งก่อนและหลังพระองค์
“ท่านทั้งสอง ขอบคุณมาก” ปรมาจารย์สวรรค์วางมือข้างเดียวไว้หน้าอก พลางพยักหน้ารับ
เสียงยังไม่ทันขาด ในเงามืดของหอล่ามมังกร ความมืดก็รวมตัวกัน ก่อร่างเป็นคนขึ้นมา
บุคคลดังกล่าวสวมเสื้อคลุมสีดำหลวมโคร่ง ผมยาวสีขาวแซมดำสยายลงมา รูปหน้าผอมเพรียว ขมับหงอกขาว เดินออกมาพร้อมรอยยิ้ม
“งานแบบนี้จะไม่มีข้าได้อย่างไร?”
‘ปรมาจารย์สวรรค์’ ยังไม่ทันตอบ ท้องฟ้าเบื้องบนก็สว่างขึ้นทันใด
ทั้งสี่ต่างเงยหน้าขึ้นพร้อมกัน มองทะลุผ่านเมฆขาวชั้นแล้วชั้นเล่า เห็นประตูเลือนรางบานหนึ่ง
ที่ประตู ร่างมหึมาร่างหนึ่ง ดูพร่ามัว สวมมงกุฎสูงของจักรพรรดิ ใบหน้าปกคลุมด้วยม่านมุกเส้นแล้วเส้นเล่า
‘ปรมาจารย์สวรรค์’ ไม่พูดอะไรอีก เพียงเดินไปยังแท่นหินหน้าหอไม้ แล้ววางมือลงไป
วินาทีถัดมา โซ่เหล็กทุกเส้นในบ่อโบราณล้วนหดตัวขึ้นข้างบน ส่งเสียงโลหะกระทบกัน
สิ่งนี้ทำให้น้ำสีเลือดในบ่อส่งเสียงกระเพื่อมดัง ไม่หลงเหลือความรู้สึกเหมือนผิวกระจกอีก
ลูเมี่ยนที่ยืนอยู่บนลานสีเทาขาว ตระหนักได้ทันทีว่า อุปสรรคที่กั้นระหว่างทะเลสีเลือดกับโลกในกระจกแห่งนี้ เริ่มคลายตัวจนเกิด ‘รอยแยก’ ที่สามารถใช้ประโยชน์ได้
ในฐานะ ‘ผู้ครองโลกในกระจก’ ร่างของเขาพลันเลือนราง แล้วทะลุผ่านไป กลับคืนสู่ความเป็นจริง
ฉับพลันนั้น ทะเลสีเลือดหลั่งไหลมาถึงข้างกายเขา กัดกร่อนดวงวิญญาณของเขา พยายามหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับเขา
ลูเมี่ยนตระหนักได้ทันทีว่า ความชั่วร้ายที่แฝงอยู่ในใจตนกำลังเอ่อล้นออกสู่ภายนอก ในรูปแบบของเหลวดำข้นหนืด แยกตัวออกจากกายปัญญาและกายวิญญาณของตน
ของเหลวสีดำกลุ่มแล้วกลุ่มเล่านี้ แอบแฝงไปรอบๆ ทะเลสีเลือดอย่างกระจัดกระจาย เจือจางจุดดำแต่ละจุดที่ลอยอยู่ในน้ำทะเลมาแต่เดิม
ลูเมี่ยนไม่สนใจการกระทำของราชาปีศาจฟาโบธีเลย เพียงมองไปข้างหน้า มองไปยังเงาดำมหึมาที่ก่อนหน้านี้มองเห็นแต่ไม่ชัดเจน
เงาดำดังกล่าวใหญ่ยาวยิ่ง ขดตัวราวกับงู แต่ถึงอย่างนั้น พระองค์ก็ยังกินพื้นที่เกือบเท่ากรุงทรีอาร์ทั้งเมือง
ร่างกายของพระองค์คล้ายประกอบจากงูเหลือมมหึมาสองตัวพันเกี่ยวกัน ตัวหนึ่งปกคลุมด้วยเกล็ดดำสนิทดั่งเหล็ก ตัวหนึ่งขาวสะอาดดั่งหยก แทบไม่รู้สึกถึงเกล็ด
ณ จุดตัดของพวกมัน เนื้อหนังเชื่อมติด กระดูกข้อไขว้กัน ดูเหมือนสองตัว แท้จริงเป็นหนึ่งเดียว
โซ่เหล็กสีดำที่มีภาพนูนต่ำปีศาจร้ายเส้นแล้วเส้นเล่า ทะลุผ่านร่างกายมหึมานี้ไปมา ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ยืดออกไปเหนือทะเลเลือด
รับรู้ถึงการมาเยือนของลูเมี่ยน สิ่งมีชีวิตขนาดมโหฬารตัวนั้น บรรจงเงยศีรษะอย่างเชื่องช้า
พระองค์ก็มีสามเศียร!
เศียรที่เชื่อมกับร่างกายสีดำ อยู่ทางซ้าย หัวคล้ายอูฐ เขาดั่งกวาง หูใกล้วัว นัยน์ตาดำสนิททั้งคู่ บนหัวปกคลุมด้วยขนสีเลือด
ที่งอกออกมาจาก ‘ร่างงู’ สีขาวสะอาดคือ ศีรษะมนุษย์สตรี เรือนผมดำขลับ นัยน์ตาสีน้ำตาล งามหวานยั่วยวน โฉมสะคราญเลิศล้ำ คล้ายกับชีคอยู่บ้าง หรือจะว่า ชีคคล้ายกับมันอยู่บ้าง
ศีรษะอีกหนึ่งตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างสองเศียรนั้น ประกอบจากของเหลวหมุนวนที่รองรับทุกสีสันทุกความเป็นไปได้ ตำแหน่งดวงตา จมูก หู ปาก ล้วนมีรูคล้ายถูกเจาะ
มันกั้นอีกสองเศียรเอาไว้ ขัดขวางการรวมตัวของพวกมัน ทำให้สิ่งนี้ดำรงอยู่อย่างมั่นคง
ด้านล่างของเศียรกลาง เสมือนมีสิ่งไร้รูปแปรเป็นลำคอ ค้ำจุนมันไว้ด้านบน ส่วนโคนฝังลงในร่าง ‘งู’ สองตัวที่พันเกี่ยวกัน
“ท่านก็มีสามเศียรเหมือนกันสินะ…” ลูเมี่ยนพลันหัวเราะขึ้น
เขาพลันเยาะหยันอาดัมในใจ
แผนการของเจ้าผิดพลาดในขั้นตอนสุดท้าย!
ต่อให้อลิสต้า·ทูดอร์กับชีคไม่ทำพลาดเอง แต่ ‘การทดลอง’ ครั้งนี้ของเจ้าก็คงล้มเหลวอยู่ดี!
‘หยินมีหยางแฝง หยางมีหยินซ่อน หยินหยางรวมกันแล้วสรรพสิ่งเริ่มต้น’ แท้จริงแล้วถูกต้อง และเป็นวิธีเดียวในการมาถึง ‘ขั้นตอนสุดท้าย’
แต่หากใช้สภาพเช่นนี้รองรับ ‘นครภัยพิบัติ’ ย่อมเกิดปัญหาใหญ่แน่
‘หยินหยางรวมกันแล้ว สรรพสิ่งเริ่มต้น’ ประโยคนี้ได้บอกใบ้บทสรุปเป็นนัยแล้ว
สรรพสิ่งเริ่มต้นจากที่ใด? จาก ‘พระผู้สร้างต้นกำเนิด’ สร้างโลกนี้ขึ้น!
หยินหยางรวมกัน ต้นกำเนิดจึงกลับคืน ฉะนั้นสรรพสิ่งจึงเริ่มต้น!
แน่นอน สิ่งที่กลับคืนมิใช่ ‘พระผู้สร้างต้นกำเนิด’ อันสมบูรณ์ แต่เป็น ‘พระผู้สร้างต้นกำเนิดในกระจก’ ซึ่งรักษาดุลยภาพได้ระดับหนึ่ง ไม่ถึงกับนำมาซึ่งการทำลายล้างและเริ่มต้นใหม่ของทั้งจักรวาล
ยุคที่หนึ่ง แก่นแท้ต้นกำเนิดชิ้นแรกที่ ‘พระเจ้าดั้งเดิม’ รองรับเพิ่มเติมคือ ‘นครภัยพิบัติ’ นอกจากพระองค์ปรารถนาแก่นแท้ต้นกำเนิดนี้อย่างแท้จริงแล้ว คงทรงทำนายถึงความผิดปกติ จนตระหนักถึงปัญหา จึงอาศัยการเข้าร่วมของพระองค์เอง กอปรกับการกั้นของศีรษะปฐมกาล ทำให้ ‘หยิน’ กับ ‘หยาง’ ไม่อาจรวมเป็นหนึ่งอย่างแท้จริง ขัดจังหวะความคืบหน้าการหลอมรวมของพวกมัน
สรรพสิ่งล้วนต้องสาม สามให้กำเนิดสรรพสิ่ง เช่นนี้จึงมั่นคง
ลูเมี่ยนที่มีสามเศียรหกพักตร์ มองดู ‘มังกรหายนะ’ ที่มีสามเศียรเช่นกัน พลางหัวเราะอย่างปล่อยตัว
……………
ภายในหอคอยไม้
‘ปรมาจารย์สวรรค์’ ‘อริยสงฆ์’ ‘ประมุขเฮาหลี่’ และผู้ที่ขนานนามตนเองว่า ‘เจ้าสำนักมืด’ ต่างนั่งขัดสมาธิข้างบ่อล่ามมังกร ตั้งอยู่คนละมุม
ใต้ร่าง ‘ปรมาจารย์สวรรค์’ ทุ่งร้างผืนหนึ่งปรากฏขึ้นทันที หลังศีรษะ ‘พระอริยสงฆ์’ มีวงรัศมีบริสุทธิ์ผุดผ่องปรากฏตาม
ด้านหน้าประมุขเฮาหลี่ แม่น้ำตรง กว้าง มืดมิดสายหนึ่งไหลออกมาจากความว่างเปล่า ไหลลงสู่บ่อโบราณนั้น
‘เจ้าสำนักมืด’ เห็นดังนั้นก็แหงนหน้าหัวเราะลั่น ดลบันดาลให้โลกมืดดำว่างเปล่าซึ่งมีเงาพร่าเลือน แผ่ปกคลุมโดยรอบ
บนยอดหอคอยไม้ แสงสีฟ้าอมขาวดวงหนึ่งส่องเข้ามา ส่องตรงลงบนบ่อล่ามมังกรนั้นพอดี
เสียงกรุ๊งกริ๊งดังขึ้นตาม โซ่เหล็กเส้นแล้วเส้นเล่า ซึ่งฝังบนผนังบ่อโบราณ ล้วนส่องประกายแสงวิบวับขณะสั่นสะเทือน
การต่อสู้ระหว่างลูเมี่ยนกับ ‘มังกรหายนะ’ หรือจะว่าเรื่องที่ลูเมี่ยนรองรับ ‘นครภัยพิบัติ’ ต่างก็เป็นสิ่งที่ ‘ปรมาจารย์สวรรค์’ และผู้ทรงอำนาจระดับสูงไม่อาจเข้าแทรกแซง พวกพระองค์ทำได้เพียงใช้ผนึกที่มีอยู่ก่อนแล้ว ตีกรอบและทำให้ ‘มังกรหายนะ’ อ่อนแอลง
……………
ก้นทะเลสีเลือด
ดวงตาทั้งหกของ ‘มังกรหายนะ’ ล้วนจ้องมองลูเมี่ยน ความกดดันอันทรงพลัง พลันถาโถมลงมาบนโลกนี้ทันที
ลูเมี่ยนเพียงคิดว่า ‘หากโน้มน้าวอีกฝ่ายได้ จะประหยัดเวลาไปมาก ลองดูก็ไม่เสียหายอะไร’ จึงหัวเราะพลางเอ่ย ‘กระตุ้น’
“ข้าทราบดี ท่านปรารถนาสงคราม ปรารถนาการทำลายล้าง ปรารถนาพิชิตทุกสิ่ง ปรารถนาให้ผู้ที่ไม่ยอมสยบ ต้องกลับคืนสู่ปฐมกาล”
“หากท่านยินดีหลอมรวมเข้าสู่ร่างข้า ทางนี้จะพาไปร่วมสงครามระดับสูงสุด ให้เหล่าองค์ที่ถูกเรียกขานว่าผู้ยิ่งใหญ่ ต่างยอมก้มหัวศิโรราบแก่ท่าน หรือไม่ก็ถูกท่านทำลายล้าง”
ขณะลูเมี่ยนพูด ใบหน้าของชีคหันมาด้านหน้า กระสับกระส่ายอยากจะกล่าวบางสิ่งเพื่อ ‘กระตุ้น’ สักสองสามประโยค น่าเสียดาย พระองค์ไม่อาจอ้าปากเอ่ยคำใดได้
‘มังกรหายนะ’ จ้องมองลูเมี่ยนสองสามอึดใจ เศียรซ้ายขวาเปล่งเสียงพร้อมกัน
เสียงหนึ่งห้าวแกร่ง หนึ่งอ่อนหวาน ซ้อนทับกัน ก้องกังวานไปรอบด้าน
“เหยี่ยวฟ้าจะไม่ก้มหัวให้นกน้อย มังกรแท้จะไม่รับคำสั่งจากหมาป่า”
“เจ้าอยากได้ทั้งหมดนี้ ก็จงมาเอาชนะข้า ปลิดชีพข้าให้สิ้น!”
ลูเมี่ยนได้ฟังแล้ว พลันรู้สึกฮึกเหิมอย่างน่าประหลาด ใบหน้าอลิสต้า·ทูดอร์ก็เช่นกัน ดวงตาพระองค์กลายเป็นสีดำเหล็ก เต็มไปด้วยความร้อนแรง
ลูเมี่ยนยกมือขวาขึ้นทันที ถอดหน้ากากทองคำดำกลางเศียรบนไหล่ซ้าย เผยใบหน้าที่ประกอบจากวังวนปฐมกาล
เขาหัวเราะเสียงดังพลางเอ่ยว่า
“งั้นก็สู้!”
……………
โลกซากปรักหักพัง
จันทร์เพ็ญสีเลือด ซึ่งลอยอยู่เหนือกลุ่มหมอกสีเทาขาวนอกทวีปตะวันตก ขณะมันต่อต้านหุ่นเชิดที่ไคลน์ควบคุม ก็กดขี่ ‘รังมารดา’ อย่างบ้าคลั่งไปพลาง
ทันใดนั้น ภายในจันทร์เพ็ญสีเลือดนี้ บริเวณที่คาดว่าเป็นแกนกลาง พลันมีเสียงประหลาดดังออกมา
ตึกตัก! ตึกตัก!
ราวกับทารกที่กำลังถูกปฏิสนธิ ส่งเสียงหัวใจเต้นออกมาจากภายในครรภ์
ก่อนทารกจะคลอดออกมาจริง เสียงนี้ทะลุผ่านร่างกายมารดา ก้องกังวานไปทุกแห่งที่ถูกแสงจันทร์สีเลือดอาบไล้
……………………………………………………..