ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 1162 ดาวเคราะห์ห่างไกล
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 1162 ดาวเคราะห์ห่างไกล
ตอนที่ 1162 ดาวเคราะห์ห่างไกล
………………..
ชั่วพริบตาที่ดาวเคราะห์ถูกฉีกกระชากจนแหลก ลูเมี่ยนผู้มีสามกายสามเศียรหกกร หาได้รับผลกระทบแต่อย่างใด
ภัยพิบัติระดับนี้จะทำร้าย ‘ภัยพิบัติ’ ได้อย่างไรกัน
ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อใด เขาได้หยิบ ‘กล่องวันวาน’ ที่ประดับอัญมณีนานาชนิดออกมา เปิดชั้นที่ 3 ออกทันที
ภายในไม่มีสิ่งใด ทว่ากลับส่งเสียงเคี้ยวกลืนที่ชัดเจนชวนขนหัวลุก
เกือบจะในเวลาเดียวกัน มือขวาของร่างที่โอลัวร์และจินนาสถิตอยู่ สอดเข้าไปในกล่อง ลากสิ่งที่เป็นของเหลวปฐมกาล ซึ่งรวมทุกสีสันและความเป็นไปได้ออกมาจากความว่างเปล่า
จากนั้น มือขวานี้กำแน่น ดึงของเหลวดังกล่าวเข้าสู่วังวนปฐมกาลที่ตนสร้างขึ้น ทำลายล้างสิ่งที่แฝงอยู่ภายใน หลอมรวมเข้ากับจิตวิญญาณของตนเอง อันเป็นด้านหยินของ ‘รากเหง้าแห่งภัยพิบัติ’ เพื่อสร้างดุลยภาพกับมลทินตกค้างที่ไม่อาจขจัดได้สิ้น
ขณะที่ลูเมี่ยนกระทำการนี้ ไม้กางเขนเหนือเขตคุ้มครองปล่อยให้ความโกลาหลปฐมกาลปริมาณมหาศาล พลุ่งพล่านออกมา ห่อหุ้มเขตคุ้มครองไว้อย่างมิดชิด
พริบตาต่อมา แรงดูดอันน่าสะพรึงจากกลุ่มดาวมหึมา กอปรกับการแตกสลายของดาวเคราะห์ไร้ชีวิต ทำให้เขตคุ้มครองรวมถึงทะเลปฐมกาลที่ปกคลุมอยู่ เริ่มสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ดูเหมือนจวนจะพังทลายโดยสิ้นเชิง ไม้กางเขนขนาดมหึมาก็ถึงกับบิดงอ
แต่ไม่ว่าอย่างไร เขตคุ้มครองยังคงดำรงอยู่อย่างมั่นคง อย่างน้อยในระยะเวลาสั้นๆ
จังหวะนี้แหละ!
ไคลน์สัมผัสได้ว่า เหล่า ‘ผู้ปกครองแห่งวันวาน’ กำลังแย่งกันบุกเข้ามา จึงรีบคว้าโอกาสนี้ ดลบันดาลให้เงาประตูสีเขียวอมดำตกลงสู่เขตคุ้มครอง กระจายเป็นแสงดาวนับไม่ถ้วนโปรยปราย
ทะเลปฐมกาลที่ห่อหุ้มเขตคุ้มครองเริ่มหดตัวทันที กลับเข้าสู่ร่างบนไม้กางเขน เหลือทิ้งไว้เพียงความมืดมิดและสิ่งของอันตรายไม่กี่ชิ้น
เขตคุ้มครองหายไป
อันตรธานไปโดยสิ้นเชิง
‘ราชันเร้นลับ’ ไคลน์ได้ย้ายมนุษย์นับร้อยล้าน สิ่งมีชีวิตเผ่าพันธุ์อื่น และภาพชีวิตในความฝันทั้งหมด ไปยังดาวเคราะห์เป้าหมาย ณ ขอบจักรวาลในพริบตา
………..
ภายในเขตคุ้มครองที่ยังไม่เสื่อมฤทธิ์ ยังคงรักษาไว้ได้อีกห้านาที ‘เมจิกเชี่ยน’ ฟอร์สที่อยู่ในห้องพักของตนในกรุงเบ็คลันด์ สีหน้าพลันเหม่อลอยไปชั่วขณะ
เธอกล่าวกับซิล ฟรังก้า อ็องโตนี และลุดวิกว่า
“ไม่ต้องให้ฉันย้ายพวกคุณแล้ว เราถึงจุดหมายแล้ว ทุกคนถึงจุดหมายแล้ว”
“เอ่อ…” ฟรังก้านิ่งงันไปทันที
เธอนึกว่าตนยังมีโอกาสตัดสินใจครั้งสุดท้าย
จนกระทั่งมาดามเมจิกเชี่ยนพูดจบ เธอกับมาดามจัดจ์เมนต์ซิล และลุดวิก จึงเริ่มตระหนักว่าสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไปแล้ว
ขณะนั้นเอง ‘เมจิกเชี่ยน’ ฟอร์สขมวดคิ้วเล็กน้อย
“มีศัตรูเข้ามาใกล้…จากอวกาศ!”
ขณะพูด ฟอร์สยื่นมือขวาที่ส่องประกายดวงดาว ปาดไปข้างหน้า สร้างจอภาพมายาขึ้นมา
บนจอภาพ เงาดำที่ดูเหมือนเดินทางข้ามมิติ กับร่างบางเบาที่อยู่ในระดับสูงเกินเอื้อม กำลังกระโดดข้ามมิติมายังดาวเคราะห์ดวงนี้
“‘เงามิติ’ ลำดับ 2 และ ‘ผู้เฝ้ามอง’ ลำดับ 1 ของเส้นทาง ‘จิตรกร’ แถมไม่ใช่แค่หนึ่ง…ท่านผู้นั้นมองทะลุ ‘การตบตา’ ของมิสเตอร์ฟูลได้ จนรู้ทันการย้ายเขตคุ้มครอง จึงค้นหาดาวเคราะห์ดวงนี้จากมิติเบื้องสูง แล้วส่งข้ารับใช้มา?” จิตสำนึกของมาดามเมจิกเชี่ยนก้องกังวาน ร่างเหล่านั้นยังไม่ได้มาถึงมิติปัจจุบันโดยตรง พวกพระองค์หยุดลงก่อนเข้าใกล้
พวกพระองค์ทราบดีว่า ด้วยกำลังเทวทูตเพียงเท่านี้ ยังรับมือ ‘เหยื่อ’ ที่มีจำนวนมากและแข็งแกร่งไม่ไหว
พวกพระองค์เริ่มเรียกหา ‘นักเดินทาง’ เพื่อขอความช่วยเหลือ
นี่คือนิสัยของพวกพระองค์
พวกพระองค์มิใช่พวกไร้สมอง ที่เห็นอาหารแล้วปรี่เข้าใส่ตามสัญชาตญาณ ยอมเสี่ยงอันตรายยิ่งเพื่อล่าเหยื่อ แทนที่จะร่วมมือกับอำนาจอื่น
วินาทีต่อมา สิ่งมีชีวิตรูปร่างประหลาดทยอยมาถึงผ่าน ‘หอพัก’
บ้างเป็นสตรี หลับตาทอตาข่ายแห่งชะตา บ้างถือมีดเล็กมายาสีปรอท ราวกับสามารถตัดขาดเส้นชะตา ตัดขาดสาขาย่อยของสายธารแห่งชะตา
บ้างมาจากเผ่าพันธุ์ต่างกัน รูปลักษณ์คล้ายมนุษย์บ้าง แปลกประหลาดบ้าง แต่ล้วนมีสามเศียรหกกร ใบหน้าบ้างชั่วร้ายเคียดแค้น บ้างทุกข์ทรมานชาชิน บ้างเปี่ยมเมตตา บ้างว่างเปล่าโดยสิ้นเชิง ยังไม่เป็นรูปเป็นร่าง
บ้างเจิดจ้าดุจแสงดาวรวมตัว มีปีกหกคู่ บ้างก็ร่างกายใหญ่โต คล้ายมังกรใส พยายามขับเคลื่อนดาวหางให้เข้าใกล้ดาวขอบจักรวาลที่เขตคุ้มครองตั้งอยู่
บ้างสวมเสื้อคลุมดำ ใต้อาภรณ์มีเพียงงูประหลาดเป็นเส้นๆ หนวดเป็นแฉกๆ บ้างไร้รูปกายจับต้องได้ เหลือเพียงเสียงที่ดำรงอยู่ในส่วนลึกของจิตสิ่งมีชีวิต
บ้างสวมพวงมาลัยสดใหม่ โฉมงาม ถือธนูไม้ในมือ ดุจองค์เทพแท้จริง บ้างคล้ายสัตว์ประหลาดทะเลรูปต้นไม้ ปกคลุมด้วยเกล็ดปฐมกาล มีดอกไม้เปียกชุ่มผลิบาน งอกตุ่มสีน้ำตาลเขียวนับไม่ถ้วน
บ้างดุจวังวนมืดมิด แต่ภายในมีเขี้ยวขาวโพลน ชั้นนอกมีเงาดำยื่นออกมา แบกศีรษะต่างชนิด บ้างเหลือเพียงของเหลวที่รวมสีสันทั้งมวล
บ้างประกอบด้วยกาลเวลาสีน้ำ ร่างกายใหญ่โต ทุกสิ่งรอบข้างเชื่องช้าลง บ้างหลังค่อม ชราภาพสุดขีด ผิวหนังหย่อนคล้อย เต็มไปด้วยรอยย่นและจุดด่าง นอกจากสูงดั่งยอดเขา ก็ดูไม่มีอะไรพิเศษ
บางพระองค์ประทับสูงเสียดฟ้า ดุจแบกรับนภากาศมิให้พังทลาย แต่ร่างกายปราศจากหน้าอก เหลือแต่ความว่างเปล่า บางองค์ดุจต้นโอ๊กสีเขียวขจีที่เสาะสู่สวรรค์…
ครั้นเห็นภาพตรงหน้า สมองของ ‘เมจิกเชี่ยน’ ฟอร์สก็มีข้อมูลแล่นผ่านดุจสายฟ้า ซึ่งได้รับจากมิสเตอร์ฟูล มาดามเฮอร์มิท ‘แชเรียต’ ลูเมี่ยน และการค้นคว้าของเธอเอง
“เส้นทาง ‘เทวีโชคชะตา’ ลำดับ 2 ‘ผู้ทอใย’ ลำดับ 1 ‘ดาบแห่งชะตา’…”
“เส้นทาง ‘วัฏจักรแห่งชะตา’ ลำดับ 2 ‘คนบาป’ ลำดับ 1 ‘เทวทูตไถ่ถอน’…”
“เส้นทาง ‘ปราชญ์กระแสน้ำ’ ลำดับ 2 ‘เทวทูตโชติช่วง’ ลำดับ 1 ‘มังกรดารา’…”
“เส้นทาง ‘ผู้ผ่านประตู’ ลำดับ 2 ‘ข้ารับใช้วันวาน’ ลำดับ 1 ‘เสียงหัวใจ’…”
“เส้นทาง ‘มารดาพฤกษาแห่งแรงกระหาย’ ลำดับ 2 ‘กามเทพ’ ลำดับ 1 ‘เลวิอาธาน’…”
“เส้นทาง ‘คนครัว’ ลำดับ 2 ‘เทวทูตกลืนกิน’ ลำดับ 1 ‘น้ำย่อยปฐมกาล’…”
“เส้นทาง ‘จอมราชันแห่งความเสื่อมถอย’ ลำดับ 2 ‘ยักษ์กาลเวลา’ ลำดับ 1 ‘เทพแห่งความชรา’…”
“เส้นทาง ‘เจ้าวิชามาร’ ลำดับ 2 ‘ผู้สูงศักดิ์’ หรือที่เรียกว่า ‘เสาหลักผุพัง’ ลำดับ 1 ‘เทพพฤกษา’…”
มาดาม ‘เมจิกเชี่ยน’ สูดลมหายใจเข้าลึก หันศีรษะมาทาง ‘จัดจ์เมนต์’ ซิลแล้วยิ้ม
“เรื่องยังไม่จบ พวกเราต้องยุ่งวุ่นวายต่อไปอีก”
กล่าวจบ ผู้เพิ่งเลื่อนเป็นลำดับ 1 ‘กุญแจดารา’ ได้ไม่นาน ก็ออกจากเขตคุ้มครอง ปรากฏกายเหนือดาวเคราะห์ที่เหมาะแก่การอยู่อาศัย ซึ่งเธอค้นพบเมื่อคราวท่องเที่ยวในอดีต
เธอยกมือขวา บันดาลให้นภาดาวอันกว้างใหญ่และมหัศจรรย์ปรากฏ ปกคลุมเขตคุ้มครองอย่างทั่วถึง เป็นอันเสร็จสิ้นการผนึกเพื่อคุ้มครอง
ศึกที่กำลังจะมาถึง ต้องไม่กระทบเขตคุ้มครองภายใน และต้องไม่เปิดโอกาสให้บริวารเทพมารแทรกซึมเข้าไปอย่างเงียบเชียบ!
ฟอร์สเพิ่งลงมือเสร็จ ก็เห็นร่างบุคคลปรากฏขึ้นไม่ไกลนัก เป็นสันตะปาปาแห่งศาสนจักรรัตติกาล นักบุญดาโบมาคีเจ้าของผมหนวดขาวโพลน
นักบุญดาโบมาคีแตกต่างจากเมื่อเดือนก่อนอย่างยิ่ง พระองค์กลายเป็นคนยักษ์สูงหลายสิบเมตร แขนขายาวเรียวผิดรูป ผิวพรรณสีเทาอมน้ำเงิน ดวงตาทั้งสองเลื่อนไปอยู่กลางหน้าผาก รวมเป็นนัยน์ตาเดียวตั้งตรง
บัดนี้พระองค์คือ ‘คนยักษ์’ หรือลำดับ 1 แห่งเส้นทาง ‘นักรบ’ ที่เรียกว่า ‘พระหัตถ์เทพ’ ฝ่าพระหัตถ์ขวาดุจหล่อหลอมจากแสงสนธยาสีส้มแดง
นักบุญดาโบมาคีบันดาลให้แสงสว่างบริสุทธิ์หนาแน่น ย้อมสีส้มอมแดง พลุ่งพล่านออกมาจากความว่างเปล่า สร้างบาเรียแสงสว่างอันแข็งแกร่งยิ่งเพิ่มอีกชั้นนอกการผนึกของ ‘เมจิกเชี่ยน’ ฟอร์ส
การปกป้องสองชั้น!
ขณะที่นักบุญดาโบมาคีใช้พลังคุ้มครอง ร่างบุคคลอีกหนึ่งก็ออกจากเขตคุ้มครอง มายังภายนอกผนึก
เป็นชายวัยกลางคน ผมดำตาสีน้ำเงิน หนวดเคราดกหนา สีหน้าสงบเคร่งขรึม ใบหน้าค่อนข้างเหลี่ยม ดั้งจมูกสูง สวมเสื้อคลุมสีเข้ม
ไม่ใช่ใครนอกจากผู้สถาปนาอาณาจักรโลเอ็น เทวทูตใหญ่วิลเลียม·ออกัสตัส
วิลเลียม·ออกัสตัสยังไม่รีบลงมือ เพียงเงยหน้า จับตาดูการชักเย่อระหว่างความโกลาหลกับความสมดุล การเปลี่ยนแปลงของระเบียบปัจจุบัน การรวมพลของฝ่ายศัตรู เพื่อตัดสินใจว่าจะบัญญัติกฎเกณฑ์ใด สถาปนาระเบียบแบบใด
การพิจารณาและข้อสรุปจะต้องไม่มีจุดผิดพลาด เพราะหากเพียงสร้างกฎ ‘ศาสตร์เร้นลับอ่อนกำลัง ความเป็นจริงเข้มแข็ง’ ตามที่ตัวเองถนัด แล้วศัตรูลากสิ่งคล้ายยานบินในพิธีบูชาทะเลออกมา กฎเกณฑ์ดังกล่าวกลับจะตีตรวนเทวทูตส่วนใหญ่ของฝ่ายตนแทน
‘เมจิกเชี่ยน’ ฟอร์สกำลังจะกล่าวบางสิ่งกับนักบุญดาโบมาคีและวิลเลียม·ออกัสตัส ก็เห็นซิลและฟรังก้าปรากฏกายข้างตน
เห็นสหายมองมา ‘จัดจ์เมนต์’ ซิลจึงกล่าวด้วยสีหน้าไร้อารมณ์
“สำหรับฉัน แก่นแท้ของการสถาปนาระเบียบและรักษาระเบียบ ก็คือการปกป้อง”
ฟอร์สไม่กล่าวคำใด เพียงยิ้ม แล้วหันไปมองฟรังก้า
ฟรังก้ากระแอมในลำคอ กล่าวด้วยท่าทีจริงจัง
“ฉันไม่ใช่คนที่เอาแต่หลบหลังใคร”
“ยามเช่นนี้ ช่วยได้แรงหนึ่งก็ช่วย ส่องแสงได้ส่วนหนึ่งก็ส่อง”
ด้วยนิสัยของเธอ เป็นไปได้หรือที่จะไม่เคยจินตนาการว่าตนเป็นผู้กอบกู้โลก? ประเภทที่ลงนามสัญญารักษาความลับ ภายหลังไม่มีใครรู้จักน่ะ
มาดาม ‘เมจิกเชี่ยน’ ได้ยินแล้วหัวเราะ
“ต่อให้พวกเธอไม่มา ฉันก็จะเรียกตัวอยู่ดี”
เธอกล่าวผ่านผนึกและบาเรีย ไปยังอ็องโตนีในเขตคุ้มครอง
“หน้าที่ของพวกคุณคือ ปลอบโยนและรักษาเสถียรภาพ”
อ็องโตนีชะงักไปครู่ หันไปบอกลุดวิกที่อยู่ข้างกาย
“ฉันจะกลับไปทรีอาร์”
ไม่ทันให้ลุดวิกตอบ เขาก็ก้าวเข้าสู่ทะเลจิตใต้สำนึกรวมด้วยตนเอง
สีหน้าของเขาทั้งหนักอึ้งทั้งมีความยินดีแฝงอยู่
ดีจริงๆ คราวนี้เราไม่ได้ไร้ประโยชน์ ยังสามารถปลอบโยนผู้คนได้ ยังช่วยรักษาฐานหลังให้เหล่าเทวทูต
แม้ครั้งนั้นจะฟังดูเด็กเล่นน่าขบขัน แต่เราไม่ได้เข้าร่วมกองทัพเพื่อความมั่งคั่งหรือตำแหน่ง เราเป็นทหารเพียงเพื่อปกป้องแผ่นดินเกิดและประชาราษฎร์…
ลุดวิกมิได้ตามอ็องโตนีไป ทั้งไม่รีบออกจากเขตคุ้มครอง ในมือของเขามีกล่องเครื่องประดับฝังอัญมณีนานาชนิด พร้อมกับของเหลวปฐมกาลที่ดิ้นได้ก้อนหนึ่ง
ลูเมี่ยนได้ขว้าง ‘กล่องวันวาน’ มาให้ข้ามครึ่งจักรวาล
ลุดวิกจ้องมองสิ่งของทั้งสอง สีหน้าแปรเปลี่ยนไม่หยุด
ผ่านไปอีกไม่กี่อึดใจ เขากัดฟันแน่น ยัดของเหลวปฐมกาลนั้นเข้าปาก
……………………………………………………..