ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 1163 ระดมพล
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 1163 ระดมพล
ตอนที่ 1163 ระดมพล
………………..
กรุงเบ็คลันด์
‘จัสติส’ ออเดรย์ยืนอยู่ในทะเลจิตใต้สำนึกรวม เบื้องหน้าคือเงาแสงที่ลอยละล่อง เสียงผู้คนอึงคะนึง ราวกับเธอยืนอยู่ ณ หัวมุมถนนใจกลางเมือง สัมผัสได้ถึงความดีงามและความเลวร้ายของชีวิต พร้อมกับชีพจรแห่งชีวิตที่เต้นตุบอยู่ภายใต้สิ่งเหล่านี้
เธอเอียงศีรษะ ยิ้มให้สุนัขขนทองที่อยู่เคียงข้าง ซูซี่
“หน้าที่ของเธอคือปลอบโยน”
เมื่อจบคำ ร่างของออเดรย์ก็อันตรธานจากเขตคุ้มครอง ปรากฏเคียงข้าง ‘เมจิกเชี่ยน’ ฟอร์ส และ ‘จัดจ์เมนต์’ ซิลอย่างเงียบงัน
“แต่ฉันเป็นแค่สุนัข…” ซูซี่ที่ยังคงอยู่ในทะเลจิตใต้สำนึกรวมพึมพำด้วยน้ำเสียงถอนหายใจ
…………
หมู่เกาะรอสต์ บายัม
‘แฮงแมน’ อัลเจอร์นั่งอยู่ริมขอบลานด้านนอกวิหารเทพสมุทร จ้องมองนกพิราบที่บินขึ้น ผู้คนเดินผ่านไปมาขวักไขว่
ทันใดนั้น เขาได้ยินเสียงคณะประสานเสียงเด็กดังมาจากภายในวิหาร
“พุ่งไป! พุ่งไป! พุ่งไป!”
อัลเจอร์อดยิ้มไม่ได้
ลมกระโชกพลันพัดขึ้นทันที ม้วนตัวเขา หอบเขา พาเขาทะยานสู่ท้องฟ้า
…………
เมืองเงินพิสุทธิ์ใหม่ ภายในวิหารใหญ่ประจำสำนักงานใหญ่ศาสนจักรเดอะฟูล
‘เดอะซัน’ เดอร์ริคพยักหน้าให้ฮอยต์·เฌอมงต์ด้านข้าง ซึ่งขณะนี้ร่างกายใหญ่โตผิดปกติ
“ประตูสู่แสงสว่างปรากฏแล้ว”
“นี่จะเป็นศึกที่งดงาม” ฮอยต์·เฌอมงต์ศีรษะล้าน และมีสักสัญลักษณ์สีเขียวคล้ำบนกะโหลก ฉีกยิ้มออกมา
เดอร์ริคไม่กล่าวคำใด เพียงกลายร่างเป็นแสงอาทิตย์บริสุทธิ์ศักดิ์สิทธิ์ พุ่งออกนอกเขตคุ้มครอง ราวกับดวงตะวันทองอร่ามกำลังขึ้นสู่นภา
…………
เมื่อเห็นดวงอาทิตย์ลอยกลางฟ้า มุ่งสู่ที่สูง
เทวทูตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ ไรเน็ตต์·ไทน์เคอร์ที่ศีรษะงอกขึ้นมาจากลำคอแล้ว กล่าวกับศิษย์ชารอนด้วยน้ำเสียงไม่พอใจนัก
“พวกนั้นช่างน่าเกลียดเหลือเกิน”
“เราไปสาปให้พวกพระองค์กลับมาปกติกัน”
‘มาดามเท็มเพรนซ์’ ชารอน ผงกศีรษะรับ มองดูอาจารย์ของตนอันตรธานไปต่อหน้าต่อตา
เธอมิได้ตามไปทันที แต่หลับตาลงก่อน รับรู้สภาวะของตนในความเงียบ
หญิงสาวระลึกถึงคำสอนที่อาจารย์เคยเคี่ยวเข็ญ
การยับยั้งชั่งใจมิใช่เพื่อกดข่มไว้ชั่วกาลนาน หากแต่เพื่อมองตนเองอย่างมีเหตุผล เพื่อการระเบิดพลังในยามสำคัญ
บัดนี้ ถึงเวลาแล้ว!
…………
ทะเลคลั่ง บนดาดฟ้าเรืออนาคตกาล
‘มาดามเฮอร์มิท’ แคทลียาหันมองไปยังรองกัปตันแฟรงค์·ลี มองผู้ช่วยกัปตันฮีธ·ดอยล์ ต้นหนอ็อตโตลอฟ หัวหน้าลูกเรือนีน่า รวมถึงลูกเรือคนอื่นๆ
ในใจเธอพลันรู้สึกปลาบปลื้มขึ้นมา
เมื่อครั้งออกจากเรือรุ่งอรุณ เธอเพียงคิดจะเร่งสร้างความแข็งแกร่ง สร้างกองเรือของตัวเอง เพื่อพิสูจน์ตนต่อราชินี เพื่อให้พระองค์ยอมรับอีกครั้ง ต่อมาจึงมีความคิดที่จะนำพาคนบนเรือลำนี้ นำพากองเรือทั้งหมดให้อยู่รอดต่อไป
แต่บัดนี้ สิ่งที่เธอต้องทำกลับเป็นการปกป้องโลก ต่อสู้กับหายนะล้างโลกที่กำลังจะมาถึง
“บางที นี่คือชะตากรรมของผู้ทรงปัญญา…”
ท่ามกลางความปลาบปลื้ม ‘เฮอร์มิท’ แคทลียากลายร่างเป็นกระแสข้อมูลอันซับซ้อนและเลื่อนลอย ไหลทะลักออกนอกเขตคุ้มครอง
จากนั้น เธอเห็นฝั่งทรีอาร์ก็มีกระแสข้อมูลคล้ายคลึงกันสองสายพุ่งขึ้นมาเช่นกัน
จิตใจเธอสงบนิ่งในพริบตา พร้อมกับความยินดีอันแผ่วเบา
…………
กรุงเบ็คลันด์ ภายในบ้านพักส่วนตัว
‘เดอะมูน’ เอ็มลินนั่งบนเก้าอี้ จ้องมองตุ๊กตาที่มีอยู่เต็มห้องอย่างเงียบงัน
เขารับรู้แล้วว่า ตะกอนพลังลำดับ 1 เทพแห่งความงามที่บรรพชนต้นตระกูลทิ้งไว้ มิได้ถูกย้ายมายังดาวดวงปัจจุบันด้วย
นี่เป็นทางเลือกที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง
ผู้ปกครองแห่งวันวานองค์อื่นย่อมกำลังชิงดีชิงเด่น แก่งแย่งแก่นแท้ต้นกำเนิดและเอกลักษณ์อย่างดุเดือด ไร้เวลามาใส่ใจตะกอนพลังลำดับ 1 คงไม่ถึงกับเสด็จมาเยือนด้วยพระองค์เอง ครั้นศึกเทพฝั่งโน้นยุติ หากมิสเตอร์ฟูลและบรรดาผู้ยิ่งใหญ่คว้าชัยชนะ เทวทูตใหญ่ลำดับ 1 หรือสมบัติปิดผนึกที่ถูกย้ายมาก่อนย่อมปลอดภัย หรือหากผลตรงกันข้าม อาศัยการเตรียมการล่วงหน้า ก็ยังตัดขาดการเชื่อมต่อได้ทันเวลา สามารถโยนตะกอนพลังเหล่านั้นทิ้งไป หลีกเลี่ยงการถูกผู้ปกครองแห่งวันวานรุมถล่มซ้ำ
นั่นคือภาวะปกติ แต่บัดนี้มีปัญหาพิเศษ เทวมารดาเสื่อมทรามมิได้พัวพันศึกวุ่นวาย แต่กำลังถอยห่างจากบริเวณนั้น แสวงหาการกำเนิดใหม่ หากตะกอนพลังเทพแห่งความงามย้ายตามเขตคุ้มครองไปด้วย พระองค์อาจเสด็จเยือนตามมา
เมื่อนั้น การต่อต้านทั้งปวงจะไร้ความหมาย เว้นแต่มิสเตอร์ฟูลจะละทิ้งสมรภูมิเดิม
ท่ามกลางกระแสความคิด ‘เดอะมูน’ เอ็มลินลุกพรวดขึ้นยืน ปีกค้างคาวสีดำขนาดมหึมาหุ้มหนังบาง งอกพรายจากแผ่นหลัง
ปีกคู่นั้นกระพือ เอ็มลินทะยานขึ้นกลางหาว มองลงมายังเหล่าผีดูดเลือดไร้เทวบารมีที่ยังคงดำเนินชีวิตตามปกติ ไม่รู้ว่าสภาพแวดล้อมภายนอกเปลี่ยนแปลงไปแล้ว
เขาบินวน มองอยู่รอบหนึ่ง แล้วมุ่งหน้าออกนอกเขตคุ้มครอง ปีกค้างคาวใหญ่โตจนแทบจะบดบังท้องฟ้า
ด้านล่าง แสงจันทร์แดงฉานหลายสายทยอยพุ่งออกจากโลงศพ จากหลุมฝังศพ ติดตาม ‘เดอะมูน’ เอ็มลินไปติดๆ
…………
ราชอาณาจักรโลเอ็น แคว้นอาโฮวา เมืองทิงเก็น
‘เดอะสตาร์’ เลียวนาร์ดเหม่อมองท้องฟ้าเบื้องบน รู้สึกว่าเหตุการณ์ดำเนินไปผิดแผกจากที่คาดคิดไว้
เขารวบรวมสติทันควัน หันมากล่าวกับลูกน้องทุกคนที่รวมตัวกันอยู่ ณ บริษัทรักษาความปลอดภัยหนามทมิฬ
“ตอนนี้ให้พักงาน ทุกคนกลับบ้านไป”
“ท่านสังฆานุกร ไม่ใช่ว่าเราต้องรับมือกับข้ารับใช้เทพมารที่อาจแทรกซึมเข้ามาหรอกหรือ?” ลูกน้องที่บ้างสวมถุงมือสีแดง บ้างสวมเสื้อคลุมสีดำ ต่างแสดงความสงสัย
‘เดอะสตาร์’ เลียวนาร์ดย้ำอีกครั้ง
“กลับบ้านเดี๋ยวนี้”
“นี่คือภารกิจของพวกคุณ เป็นสิ่งที่พวกคุณต้องปฏิบัติ”
เหล่าเหยี่ยวราตรีมองหน้ากันงุนงง แม้จะสงสัยแต่ก็เลือกเชื่อฟังคำสั่ง อย่างไรเสียเขตคุ้มครองก็มิใช่โลกความจริง กลับบ้านอาจมีความหมายเชิงสัญลักษณ์พิเศษและผลทางจิตใจบางประการ
เห็นลูกน้องทยอยจากไป เลียวนาร์ดเงยหน้ามองท้องฟ้าอีกครั้ง
ด้วยอำนาจปกปิดระดับหนึ่ง เขาสัมผัสได้ว่าที่นั่นมีเทวทูตองค์แล้วองค์เล่ามาชุมนุมกัน
เลียวนาร์ดถอนหายใจเนิบนาบ หลับตาลง ภาพอดีตผุดขึ้นในห้วงความคิด
เป็นภาพของวันนั้น ขณะเมกูสมาถึงบริษัทรักษาความปลอดภัยหนามทมิฬ
ฉากแล้วฉากเล่าแล่นผ่านไป
ร่างเขาถูกลบเลือนรวดเร็ว ย้ายตำแหน่งออกไปนอกเขตคุ้มครอง
“หัวหน้า คุณดูอยู่ไหม? พวกเรากำลังปกป้องโลก”
“ครั้งนี้ ผมไม่ได้ตัวคนเดียว แต่ยังมีเหล่าเทวทูตร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่…”
…………
ร่าง ‘เดอะสตาร์’ เลียวนาร์ดเพิ่งปรากฏนอกสมบัติปิดผนึกเส้นทาง ‘ประตู’ นอกบาเรียแสงสว่าง ก็เห็นผู้เฒ่าพาลีสแยกตัวออกจากร่างเขา ก่อกายเนื้อขึ้นมาข้างกาย
เขายังเห็นมาดามอาเรียนนาในชุดนักบวช เห็นอันทีโกนัสที่มีขนสั้นหนาสีดำ งอกเป็นกระจุกตามใบหน้า ผมครึ่งหงอกแต่หน้าตายังหนุ่ม รวมถึงเทวทูตองค์อื่นๆ ที่คุ้นเคย
จากนั้น เสียง ‘เทวทูตสีชาด’ เมดีซีก็ดังก้องข้างหู
“ท่านทั้งหลาย ข้าหวังให้พวกท่านเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกองพลสีเลือด”
กลายเป็นส่วนหนึ่งของกองพล ‘สงครามแดง’ ผนึกกำลังเทวทูตทุกองค์เข้าด้วยกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างรบ เพื่อให้พลังโดยรวมแสดงศักยภาพสูงสุด? ‘เดอะสตาร์’ เลียวนาร์ดเข้าใจเจตนารมณ์ของ ‘เทวทูตสีชาด’ เมดีซีทันที
เขาไม่ปฏิเสธ เพียงพยักหน้ารับคำ
ฟรังก้าก็ได้ยินคำพูดของเมดีซี แต่มิได้ตอบรับในทันที
มิใช่เพราะเธอต่อต้าน หากแต่จากนี้เธอนึกถึงเรื่องหนึ่ง
“คำนึงจากความเปลี่ยนแปลงของ ‘กล่องวันวาน’ ลูเมี่ยนน่าจะกลายเป็น ‘รากเหง้าแห่งภัยพิบัติ’ ‘หายนะล้างโลก’ แล้ว จินนากับโอลัวร์ก็ฟื้นคืนชีพ”
“กล่าวคือ พวกเขาเป็นผู้ยิ่งใหญ่แล้ว ผู้ยิ่งใหญ่ในขอบเขตของสงคราม”
“และเราก็เป็นสมาชิกทีม เป็นเพื่อนร่วมทีมของต้นกำเนิดสงคราม!”
“ไม่รู้ว่าหลังกลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่แล้ว ขอบเขตอิทธิพลของ ‘กองพล’ จะกว้างแค่ไหน…”
“เชิงสัญลักษณ์ย่อมครอบคลุมทั้งจักรวาล แต่พลังที่สอดคล้องกันน่าจะยังมีขีดจำกัด…”
“ถ้าหาก…เรายังอยู่ในขอบเขตที่มีผล ก็เท่ากับว่าจะสามารถยืมศักดิ์และพลังของพวกลูเมี่ยนได้ กลายเป็น ‘รากเหง้าแห่งภัยพิบัติ’ ‘หายนะล้างโลก’ รุ่นลดระดับ ฆ่าฟันอย่างเมามันในสมรภูมิแห่งนี้มิใช่หรือ?”
คิดถึงตรงนี้ ฟรังก้าลองขอ ‘ยืมพลัง’ ทันที
แต่น่าเสียดายที่ไม่สำเร็จ
ขอบเขตอิทธิพลไม่กว้างถึงเพียงนั้น หรือว่า ‘ผู้ปกครองแห่งวันวาน’ องค์ใดองค์หนึ่งใช้สัญลักษณ์ของตนเพื่อกลบอำนาจ ‘ทีม’ ของพวกลูเมี่ยน? ฟรังก้าบ่นพึมพำ จำต้องเลือกเข้าร่วมกองพลของเมดีซีชั่วคราว
พร้อมกันนั้น เธอก็เห็น ‘เทวทูตสงคราม’ สวมเกราะดำเปื้อนเลือด ผมยาวสีแดงฉานราวกับไฟลุก
กลางหน้าผากเมดีซีปรากฏรอยประทับธงทิวสีแดงสด ราวกับจะมีเลือดหยดออกมา
พระองค์เสร็จสิ้นการบูชาต้นกำเนิดสงครามแล้ว ได้รับการตอบสนองและความช่วยเหลืออย่างไม่ต้องสงสัย มิเช่นนั้น แม้พระองค์จะมีตะกอนพลัง ‘จอมอาคมลมฟ้าอากาศ’ สองก้อน ขอบเขตที่ทีมครอบคลุมก็ยังไม่พอจะเชื่อมโยงเทวทูตทั้งหมดเข้าด้วยกัน ตรงนี้มีเทวทูตมากมายนัก พื้นที่สิบกว่ายี่สิบกิโลเมตรยังคับแคบเกินไป
บัดนี้ อาศัยการตอบสนองจากต้นกำเนิดแห่งสงคราม พระองค์สามารถรับมือเรื่องนี้ได้ดียิ่งขึ้น
สัมผัสได้ถึงการยินยอมและเข้าร่วมของเทวทูตองค์แล้วองค์เล่า ‘เทวทูตสีชาด’ เมดีซีมองไปยังเหล่าเทวทูตเทพภายนอกที่ชุมนุมกันในมิติอื่น แล้วหัวเราะ ‘หึๆ’ ในลำคอ
สีหน้าของพระองค์ แสดงทั้งการดูแคลนและความขึงขังเคร่งขรึม
เปลวไฟสีม่วงเริ่มลุกโชนบนฝ่ามือเมดีซี
ครั้งหนึ่ง ข้าติดตามองค์เจ้านาย ช่วยมนุษยชาติให้รอดพ้น นำพาแสงสว่างมาสู่โลก
บัดนี้ ข้ายังดำรงอยู่ และจักปกป้องสิ่งเหล่านี้สืบไป
……………………………………………………..