ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 1164 รู้เขารู้เรา
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 1164 รู้เขารู้เรา
ตอนที่ 1164 รู้เขารู้เรา
………………..
ขณะที่กลุ่มดาวฤกษ์อันประกอบด้วยดวงอาทิตย์นับไม่ถ้วน พุ่งฉีกทำลายดาวเคราะห์ ดึงดูดสสารต่างๆ เข้าหาตน หมอกสีเทาขาวที่กำลังกระจายตัว พร้อมด้วยร่างของไคลน์ผู้สวมหมวกผ้าไหมทรงกึ่งสูง คลุมเสื้อคลุมยาวสีดำ ก็เริ่มโค้งงอไปทาง ‘เจ้าดารา’ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ปกครองแห่งวันวาน
ในเวลาเดียวกัน ไคลน์สัมผัสได้ถึงเงาพร่ามัว ซึ่งดูเหมือนไม่อาจแตะต้อง
เงาดังกล่าวปรากฏขึ้นจากตำแหน่งสูงอนันต์ โดยพระองค์กำลังสอดส่อง ‘ด้ายวิญญาณ’ ของไคลน์จากมิติเบื้องสูงกว่า เตรียมพร้อมที่จะรบกวน ดึงดูด ครอบงำ และทำลายพวกมันทิ้งให้ราบคาบ
ผู้ตรวจการเหนือห้วงมิติ!
นี่คือผู้ปกครองแห่งวันวานที่สามารถต้านทานพลัง ‘ปรสิต’ ‘หุ่นเชิด’ ‘แฟลช’ และอื่นๆ
พระองค์ครอบครองสัญลักษณ์ที่สอดคล้องกันคือ
มิติ!
เมื่อมองลงจากมิติเบื้องสูงกว่าหรือต่ำกว่า ‘ด้ายวิญญาณ’ จะกลายเป็นมีตัวตนอยู่จริง สามารถสัมผัสจับต้องได้ ส่วนการ ‘แฟลช’ ก็เคลื่อนที่ได้เพียงในวงแคบ ส่วนสรรพชีวิตที่ถูก ‘ปรสิต’ ครอบงำต่างก็หลอมรวมเข้าเป็นหนึ่งเดียวกัน
สิ่งนี้ทำให้อำนาจพิเศษของ ‘ราชันเร้นลับ’ ที่แบ่งร่างนับพัน ปรากฏได้ทุกหนแห่ง ไม่อาจใช้การได้ การต่อสู้กับ ‘ผู้ตรวจการเหนือห้วงมิติ’ จำต้องอาศัยร่างแท้เท่านั้น
ด้วยเหตุนี้ หากในสนามรบมี ‘ผู้ตรวจการเหนือห้วงมิติ’ ประทับอยู่ ไคลน์จึงอาศัยได้เพียงสัญลักษณ์เสาหลักเท่านั้น และจะรับมือกับผู้ปกครองแห่งวันวานได้เพิ่มอีกเพียงองค์เดียว
แต่หากเป็นการประจันหน้าตัวต่อตัว ก็ไม่อาจกล่าวได้ว่าสัญลักษณ์ ‘มิติ’ ของ ‘ผู้ตรวจการเหนือห้วงมิติ’ สามารถข่มสัญลักษณ์ ‘กาลอวกาศ’ ในสัญลักษณ์ ‘การเปลี่ยนแปลง’ ของ ‘ราชันเร้นลับ’ ได้
ทั้งคู่ต่างกดข่มซึ่งกันและกัน ‘ราชันกาลอวกาศ’ เองก็ทำให้ ‘เจ้าแห่งมิติ’ เคลื่อนที่ไปมาระหว่างมิติต่างๆ ได้ยากลำบากเช่นกัน
ในกรณีดังกล่าว สัญลักษณ์อื่นๆ อย่าง ‘ความโง่เขลา’ ย่อมทำให้ ‘ผู้ตรวจการเหนือห้วงมิติ’ เสียเปรียบ แม้ไคลน์จะสังหารพระองค์ได้ยากยิ่ง แต่ย่อมเอาชนะได้ราบคาบ สามารถเนรเทศพระองค์ ให้พระองค์ได้ลิ้มรสความทุกข์ทรมานไม่น้อย
นอกจาก ‘ผู้ตรวจการเหนือห้วงมิติ’ แล้ว ยังมีอีกสามองค์ที่สามารถส่งอิทธิพลต่ออำนาจพิเศษของ ‘ราชันเร้นลับ’ ในการแบ่งร่างนับพัน ต่อกรหนึ่งรบร้อย
‘จอมราชันแห่งความเสื่อมถอย’ ‘เสียงเพรียกนิรันดร์’ และ ‘ต้นกำเนิดความหิวโหย’
สัญลักษณ์ ‘ความเสื่อมถอย’ และ ‘ความตายที่ไม่อาจเลี่ยง’ ของ ‘จอมราชันแห่งความเสื่อมถอย’ สามารถทำให้ความตายของร่างแบ่งภาค กลายเป็นความตายของร่างแท้ หากภาพตกค้างเสื่อมสลายก็เท่ากับร่างแท้เสื่อมสลาย
‘เสียงเพรียกนิรันดร์’ ดูเหมือนจะมีรากเหง้าเดียวกับอิทธิพลทางจิตของ ‘พระผู้สร้างต้นกำเนิด’ ซึ่งตกค้างอยู่ในตะกอนพลังมาเนิ่นนาน เป็นจุดเริ่มต้นของเสียงเพรียกทั้งมวล สามารถเพิกเฉยต่อการรบกวนของหุ่นเชิด ร่างแบ่งภาค และภาพตกค้าง ส่งเสียงของตนโดยตรงภายในแก่นแท้ต้นกำเนิดและเอกลักษณ์ ถ่ายทอดความคลั่งของตน ฝังรากความนึกคิดของตนเข้าไป ยิ่งไปกว่านั้น พระองค์ไม่มีรูปธรรมจับต้องได้ เพียงแต่จะเกาะติดกับสรรพสิ่งบางอย่าง ทำให้สิ่งเหล่านั้นแสดงสีสันหรือรูปลักษณ์เฉพาะออกมา
‘ต้นกำเนิดความหิวโหย’ เป็นสัญลักษณ์แห่งสัญชาตญาณ ‘การหลอมรวม’ สามารถอาศัยวิธีนี้ดึงดูดร่างแท้ของไคลน์มาหาโดยที่เจ้าตัวไม่ยินยอม
นอกจากนี้ หากพระองค์กลืนกินร่างแบ่งภาคหรือหุ่นเชิด ยังสามารถดูดซึมและลบล้างพลังที่สอดคล้องกันได้ ลดทอนหรือแม้กระทั่งขจัดอิทธิพลของสัญลักษณ์นั้นๆ ได้ชั่วคราว
หากปราศจากผู้ปกครองแห่งวันวานทั้งสี่องค์นี้ ส่วนที่เหลืออีกสี่องค์ ราชันเร้นลับไคลน์ย่อมรับมือได้เพียงลำพังอย่างไม่ต้องสงสัย อย่างมากก็แค่ไม่อาจเอาชนะ แต่ก็ไม่มีทางพ่ายแพ้เด็ดขาด ไม่ปล่อยให้พวกพระองค์มีโอกาสมากนักในการรบกวนสนามรบอื่น
‘มารดาพฤกษาแห่งแรงกระหาย’ หากยังอยู่ในช่วงสมบูรณ์ ในฐานะ ‘ต้นกำเนิดคำสาป’ พระองค์ย่อมสาปแช่งร่างแท้ผ่านการสาปร่างแบ่งภาคและหุ่นเชิดได้เต็มพิกัด น่าเสียดายที่บัดนี้พระองค์สูญเสียสัญลักษณ์ด้านนี้ไปแล้ว เอกลักษณ์ ‘ผู้ถูกล่าม’ และตะกอนพลัง ‘เทพหายนะ’ สองก้อนยังถูกไคลน์ผนึกอยู่ ส่วน ‘โลกเงามืด’ ก็ต่อต้านอิทธิพลของพระองค์
‘เจ้าดารา’ ซึ่งเป็นผู้ปกครองแห่งวันวานที่โน้มเอียงสู่ ‘ความเป็นจริง’ มากกว่า แม้จะอาศัยสัญลักษณ์และคอนเซปต์อย่าง ‘ความหนาแน่น’ ‘ความหนักหน่วง’ ‘แรงดึงดูด’ สร้างอิทธิพลต่อกาลอวกาศ สามารถบิดเบือนมิติได้ แต่สำหรับ ‘ราชันเร้นลับ’ ผู้ครองอำนาจการเปลี่ยนแปลง มีอำนาจดลบันดาลให้สิ่งลวงกลายเป็นจริง เปลี่ยนของจริงเป็นของปลอม ขอแค่ไม่ประจันหน้าโดยตรง คอยรบกวนจากด้านข้าง ก็เพียงพอจะถ่วงพระองค์ไว้ได้แล้ว
‘วัฏจักรแห่งชะตา’ ครอบครองสัญลักษณ์ ‘อดีต’ ‘ปัจจุบัน’ ‘อนาคต’ ‘วัฏจักร’ ‘ชะตาที่ถูกลิขิต’ และอื่นๆ ตามหลักการแล้วย่อมสามารถก่อกวนอำนาจพิเศษด้านหุ่นเชิด ร่างแบ่งภาค แฟลชได้ แต่กลับถูก ‘ราชันกาลอวกาศ’ ‘เครื่องหมายแห่งชะตา’ และคอนเซปต์ ‘ข้อผิดพลาด’ รวมกันข่มไว้พอดี หาก ‘ราชันเร้นลับ’ ขาดคอนเซปต์ที่จำเพาะเจาะจงไปสักอย่าง ‘วัฏจักรแห่งชะตา’ ย่อมมีโอกาส ไม่มีทางถูกข่มจนแน่นิ่งเช่นนี้ หรืออาจกลับมาเป็นฝ่ายข่มได้เสียเอง แต่ไคลน์นั้นมีครบครันรอบด้าน
‘ราชันกาลอวกาศ’ ชนกับ ‘อดีต’ ‘ปัจจุบัน’ ‘อนาคต’
‘เครื่องหมายแห่งชะตา’ ชนกับ ‘วัฏจักร’
‘ข้อผิดพลาด’ ชนกับ ‘ชะตาที่ถูกลิขิต’
สัญลักษณ์ของ ‘เทวีโชคชะตา’ มุ่งเน้นไปยังขอบเขตแห่งโชคชะตาเป็นหลัก และโน้มเอียงไปทางการบงการอย่างมีสติ นี่คือคู่ต่อสู้ที่ ‘เครื่องหมายแห่งชะตา’ ผู้ครองสัญลักษณ์ ‘ความโง่เขลา’ โปรดปรานยิ่งนัก ส่วนสัญลักษณ์สำคัญอีกประการของ ‘เทวีโชคชะตา’ คือ ‘ความเป็นอมตะ’ ไคลน์ก็ไม่เคยคิดว่าจะสังหารพระองค์ได้จริงอยู่แล้ว
อาศัยการรวบรวมข่าวกรองและการทำนายมาก่อน ไคลน์รู้แจ้งชัดเจนแล้วว่า ควรสกัดกั้นองค์ใด ควรชี้นำและปล่อยผ่านองค์ใด หวังจะอาศัยกำลังตนเพียงหนึ่งเดียวถ่วงผู้ปกครองแห่งวันวานไว้ได้สามถึงสี่องค์ สร้างโอกาสให้สนามรบอื่นหาทางพลิกสถานการณ์
ส่วนคำถามที่ว่า จะชี้นำผู้ปกครองแห่งวันวานที่ไม่ประสงค์จะรับมือ ให้ไปยังสถานที่อื่นได้อย่างไร และจะดึงรั้งองค์ใดไว้ นอกจากอาศัย ‘ปั่นหัว’ และ ‘ตบตา’ แล้ว ยังต้องกระจ่างในเบื้องต้นว่า ผู้ปกครองแห่งวันวานต่างๆ ปรารถนาสิ่งใดกันบ้าง
นี่ก็คือหนึ่งในการตระเตรียมที่ไคลน์ได้กระทำมาตลอดเดือนเศษที่ผ่านมา
‘ผู้ตรวจการเหนือห้วงมิติ’ กระหายกฎเกณฑ์ ระเบียบแบบแผน และแก่นแท้ต้นกำเนิดที่เกี่ยวพันกับกาลอวกาศ ไคลน์อาศัยการทำนายและคำพยากรณ์พินิจได้ว่า พระองค์ปรารถนา ‘แคว้นแห่งความยุ่งเหยิง’ หรือ ‘แม่น้ำอันธการนิรันดร์’ หากผู้ปกครองแห่งวันวานทั้งหลายสามารถรวมพลังส่วนใหญ่กดข่ม ‘ราชันเร้นลับ’ กลับเข้าโลงไปได้ ‘ผู้ตรวจการเหนือห้วงมิติ’ ย่อมปรารถนารองรับเอกลักษณ์เส้นทาง ‘ประตู’ เอกลักษณ์เส้นทาง ‘ข้อผิดพลาด’ และครอบครอง ‘ปราสาทต้นกำเนิด’
‘เสียงเพรียกนิรันดร์’ น่าจะกระหาย ‘ทุ่งร้างแห่งความรู้’ เป็นอย่างยิ่ง และแสวงหาการครอบงำ ‘ทะเลแห่งความโกลาหล’ รองรับเอกลักษณ์เส้นทาง ‘แฮงแมน’ เอกลักษณ์เส้นทาง ‘หอคอยขาว’ และเอกลักษณ์เส้นทาง ‘นักสร้างฝัน’
‘ต้นกำเนิดความหิวโหย’ ย่อมไม่ปล่อยวางสิ่งที่เกี่ยวพันกับความโกลาหลและปฐมกาล เป้าหมายของพระองค์น่าจะเป็นการกลืนกิน ‘นครภัยพิบัติ’ รวมถึงกลืนแต่ไม่ย่อย ‘ทะเลแห่งความโกลาหล’ และดูดซับเอกลักษณ์ในขอบเขตอย่าง ‘แฮงแมน’ นี่คือสภาวะปกติ แต่ไคลน์สงสัยว่า ‘ต้นกำเนิดความหิวโหย’ อาจควบคุมสัญชาตญาณการรวมตัวไม่อยู่ จนเผลอกลืนกิน ‘ทะเลแห่งความโกลาหล’ เข้าไปตรงๆ หากเหตุการณ์ดำเนินมาถึงตรงนี้ สถานการณ์ย่อมยุ่งเหยิงและยากลำบากยิ่งขึ้น
เป้าหมายของ ‘จอมราชันแห่งความเสื่อมถอย’ พินิจได้ไม่ยาก ทั้ง ‘นครภัยพิบัติ’ และ ‘แม่น้ำอันธการนิรันดร์’ ล้วนเป็นที่ปรารถนา แต่เลือกได้เพียงหนึ่งเดียว
‘มารดาพฤกษาแห่งแรงกระหาย’ ย่อมให้ความสำคัญกับการชิงคืน ‘โลกเงามืด’ พร้อมด้วยเอกลักษณ์และตะกอนพลังลำดับ 1 ที่สอดคล้องกันเป็นอันดับแรก นี่คือสัญชาตญาณจากเทวบารมีของพระองค์
‘วัฏจักรแห่งชะตา’ แน่นอนว่าปรารถนา ‘กุญแจแห่งแสง’ เหนืออื่นใด แต่ ‘นครภัยพิบัติ’ และ ‘แม่น้ำอันธการนิรันดร์’ ก็อยู่ในขอบเขตการล่าของพระองค์เช่นกัน เพราะเส้นทางทั้งสองเป็นสัญลักษณ์แห่งบทอวสานที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง เป็นสัญลักษณ์แห่งสารพัดหายนะ นอกจากนี้ เฉกเช่น ‘ผู้ตรวจการเหนือห้วงมิติ’ หาก ‘ราชันเร้นลับ’ ถูกรุมจนพ่ายแพ้ ‘วัฏจักรแห่งชะตา’ ก็มิใช่ว่าจะไม่ปรารถนาครอบครอง ‘ปราสาทต้นกำเนิด’ รองรับเอกลักษณ์ ‘เดอะฟูล’ และเอกลักษณ์ ‘ข้อผิดพลาด’
เป้าหมายของ ‘เจ้าดารา’ ค่อนข้างยากแก่การสรุป ไคลน์พอคาดคะเนคร่าวๆ ได้ว่า พระองค์ปรารถนา ‘นครภัยพิบัติ’ เพื่อได้มาซึ่งสัญลักษณ์ ‘หายนะล้างจักรวาล’ ปรารถนา ‘ทุ่งร้างแห่งความรู้’ เพื่อให้ตนเองและดาราจักรได้ครอบครองความรู้อันลึกล้ำและอารยธรรมที่เข้มแข็งกว่าเดิม ปรารถนา ‘แคว้นแห่งความยุ่งเหยิง’ เพื่อเติมเต็มระเบียบแบบแผนและกฎเกณฑ์นอกเหนือจากวิถีโคจรของเทหวัตถุ
ขณะเดียวกัน พระองค์ก็น่าจะสนใจ ‘ทะเลแห่งความโกลาหล’ รวมถึงเอกลักษณ์เส้นทาง ‘สุริยัน’ และ ‘พายุ’ ด้วย
‘เทวีโชคชะตา’ ก็เลือก ‘กุญแจแห่งแสง’ เป็นอันดับแรกเช่นกัน แต่หาก ‘ปราสาทต้นกำเนิด’ ว่างลง สิ่งที่พระองค์ปรารถนาน่าจะเหมือนกับ ‘วัฏจักรแห่งชะตา’ ส่วน ‘ทะเลแห่งความโกลาหล’ และเอกลักษณ์ที่เกี่ยวข้องอย่าง ‘หอคอยขาว’ ‘นักสร้างฝัน’ ไคลน์รู้สึกว่าก็มีความเป็นไปได้พอสมควร
ครั้นกระจ่างในข้อมูลเหล่านี้แล้ว ไคลน์ก็วางแผนไว้ล่วงหน้าแต่ต้นว่า จะทำอย่างไรต่อไปบ้าง
สิ่งแรกที่เขากระทำมิใช่การ ‘ปลูกถ่าย’ พุทธอาณาจักรทวีปตะวันตกกับ ‘โลกเงามืด’ มาไว้ข้างกาย หากแต่ถอนตัวออกจากโลกดาราเสียเอง
ชั่วขณะนี้ จากตำแหน่งสูงอนันต์ สถานที่ซึ่งสามารถจ้องมองลงมายังเบื้องล่างอย่างทั่วถึง ‘ราชันเร้นลับ’ ไคลน์ผู้สวมถุงมือดำ เสื้อคลุมสีเข้ม ถือไม้ตะพดประดับดวงดาวพร้อมกับปรากฏตัว
ร่างของเขาใหญ่โตผิดปกติ ประทับอยู่เหนือสรรพสิ่ง ยกมือขวาขึ้นดีดนิ้วดังเป๊าะ
ประกอบกับท่าทางดังกล่าว หมอกสีเทาขาวพลันปกคลุมโลกวิญญาณ โลกวิญญาณแห่งจักรวาลทั้งมวล
‘เจ้าดารา’ ‘ผู้ตรวจการเหนือห้วงมิติ’ และเหล่าผู้ปกครองแห่งวันวาน พลันสูญสิ้นการรับรู้ต่อโลกวิญญาณ ไม่อาจก่อผลกระทบใดๆ ต่อโลกวิญญาณได้อีก
‘ราชันเร้นลับ’ คือผู้ครอบครองโลกวิญญาณ!
นี่คือการอาศัยประโยชน์จากสัญลักษณ์ของหนึ่งในเสาหลัก!
นับแต่บัดนี้เป็นต้นไป ภายในระยะเวลาหนึ่ง หากมิได้รับอนุญาตจาก ‘ราชันเร้นลับ’ ไคลน์ สิ่งมีชีวิตใดๆ ย่อมไม่อาจเข้าสู่โลกวิญญาณได้อีก
พลัง อำนาจ และสัญลักษณ์ทั้งปวงที่เกี่ยวพันกับโลกวิญญาณของพวกเขา ต่างก็ล้วนสูญสิ้นประสิทธิภาพ!
เสาหลักทั้งสามมีความแตกต่างอย่างมากในแง่การใช้สัญลักษณ์เสาหลักของตน อาทิ ‘เทวมารดาเสื่อมทราม’ ผู้ครอบครองความเป็นจริง ไม่อาจปิดผนึกโลกแห่งความเป็นจริง ไม่ให้ผู้ที่มิได้รับอนุญาตผ่านเข้าออก หรือขับไล่ศัตรูทั้งปวงออกไป เรื่องแบบนั้นย่อมไม่มีทางทำได้ พระองค์ทำได้เพียงบั่นทอนสภาพของเป้าหมายที่อยู่บนโลกความจริง บั่นทอนอย่างต่อเนื่อง แต่ในอีกด้านหนึ่ง ‘ความเป็นจริง’ ซึ่งก็คือรากแก้วของจักรวาล เว้นเสียแต่ทุกสิ่งจะดับสูญ ไม่อย่างนั้น ‘ความเป็นจริง’ ย่อมดำรงอยู่ชั่วนิรันดร์ ดังนั้น ‘เทวมารดาเสื่อมทราม’ จึงครองคุณสมบัติ ‘อมตะ’ และ ‘ไม่มีวันสิ้นสูญ’ ตราบใดที่พระองค์ไม่ประสงค์ ก็จะไม่ถูกเคลื่อนย้าย ไม่ถูกผนึก
ขณะที่ ‘ราชันเร้นลับ’ ปิดผนึกโลกวิญญาณ ลูเมี่ยนผู้มีสามเศียรสามกายหกกร กำลังรอให้เป้าหมายของตนเผยโฉม
หากยังไม่ตาย ยังไม่พังทลาย เขาก็จะดำเนินตามแผนไปเรื่อยๆ
แผนการที่ว่าก็คือ
เป็นฝ่ายรุกเสียเอง กลืนกินผู้ปกครองแห่งวันวานหนึ่งองค์!
ผู้ปกครองแห่งวันวานนอกบาเรีย สามารถกลืนแก่นแท้ต้นกำเนิดได้เพิ่มอีกหนึ่ง ช่วยให้ตัวเองขยับเข้าใกล้ความเป็นเสาหลักฉันใด รากเหง้าแห่งภัยพิบัติ·หายนะล้างโลกอย่างข้าก็ทำได้เช่นกัน!
พวกเจ้าเหล่า ‘วันวาน’ ทั้งหลาย ต่างก็มีแก่นแท้ต้นกำเนิดกันมิใช่หรือ? สิ่งที่พวกเจ้าทำได้ ข้าก็ทำได้!
ส่วนปัญหาที่ว่า ‘จิต’ ของพวกเจ้าจะไม่ดับสูญ ในเมื่อข้ากำลังจะตายอยู่แล้ว ใครจะไปสนใจว่า จะเกิดอะไรขึ้นบ้างหลังกลืนกินเสร็จ?
ในแง่นี้ ลูเมี่ยนเลือกเป้าหมายไว้นานแล้ว รวมถึงเตรียมการบางอย่างไว้ล่วงหน้า
อาทิ เขาทำให้นามอันทรงเกียรติของตนในนิกายโรคกลับมาเป็น ‘เทพแห่งโรค’ อีกครั้ง
ซึ่ง ‘เทพแห่งโรค’ ก่อนหน้านี้ เคยชี้ไปยัง ‘จอมราชันแห่งความเสื่อมถอย’
……………………………………………………..