ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 1165 สองแดนดาราจักร
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 1165 สองแดนดาราจักร
ตอนที่ 1165 สองแดนดาราจักร
………………..
ภายหลังปิดผนึกโลกวิญญาณ เมื่อสัมผัสได้ถึงการบุกรุกของเหล่า ‘ผู้ปกครองแห่งวันวาน’ องค์อื่น ไคลน์หันเหสายตาไปยัง ‘เทพธิดารัตติกาล’ ผู้ยังคงรองรับ ‘แม่น้ำอันธการนิรันดร์’ ไม่สมบูรณ์ และเหล่าผู้ครอบครองแก่นแท้ต้นกำเนิดอย่าง ‘ปรมาจารย์สวรรค์’ ที่ยังคงเตรียมการขั้นสุดท้าย
เขาคว้าเวลาที่เหลือ ลงมือกระทำสิ่งหนึ่ง
ด้วยอำนาจแห่งเส้นทาง ‘ประตู’ เขา ‘ย้าย’ บุคคลและสรรพสิ่งที่เหลืออยู่ในแดนดาราจักรนี้ นอกเหนือจากเทพภายนอก ไปยังอีกแดนดาราจักรหนึ่งที่ห่างไกลพอสมควร
นี่ทั้งเป็นการซื้อเวลาให้พวกพ้อง ทั้งต้องการกระจายศัตรู แบ่งแยกสมรภูมิ ช่วยให้สัญลักษณ์ของทั้งสองฝ่ายไม่กระทบกระทั่งกันเกินไปนัก
ไคลน์อาจ ‘จำลอง’ พลังของเส้นทาง ‘ผู้พิพากษา’ เพื่อสร้างดุลยภาพเหมือนการ ‘แบ่งแยกสมรภูมิ’ ได้ก็จริง แต่อำนาจนี้ตรึงเหล่า ‘ผู้ปกครองแห่งวันวาน’ ได้ไม่มากนัก ยิ่งไปกว่านั้น มันยังกระทบต่อการแทรกแซงของเขาเองในอีกสนามรบหนึ่งอีกด้วย
เมื่อถึงระดับ ‘วันวาน’ แล้ว ย่อมตอบสนองคำภาวนาได้ทั่วทั้งจักรวาล ส่งอิทธิพลได้ทั่วจักรวาล แต่เมื่อต้องประมือกันจริงๆ ในช่วงเวลาสั้นๆ ขอบเขตที่ถูกกระทบมากที่สุดก็ยังคงเป็นเพียงระบบดาวฤกษ์หนึ่ง หรือเขตรังสีหลุมดำหนึ่งเท่านั้น นี่ยังต้องเป็นพวกที่สัญลักษณ์โน้มเอียงสู่ความเป็นจริงอย่าง ‘เจ้าดารา’ ‘หายนะล้างโลก’ จึงจะบรรลุได้
สรุปโดยสั้นก็คือ ลูเมี่ยนอาจลดหรือเพิ่มความถี่การเกิดหายนะทั่วทั้งจักรวาลได้ ยังอาจสร้างหายนะขึ้นมาลอยๆ ณ ที่ใดก็ตามในจักรวาลที่เขารู้จัก แต่ขอบเขตการรับรู้จะไม่เกินกาแล็กซีใหญ่หนึ่ง เว้นแต่จะเคยสร้างความเชื่อมโยงทางศาสตร์เร้นลับไว้แล้วในเขตอื่น
ยามประมือ อิทธิพลระยะสั้นจากสัญลักษณ์ที่ลูเมี่ยนถือครอง ย่อมมุ่งเน้นอยู่ในขอบเขตรอบตัวเป็นหลัก เพียงแต่จะก่อความปั่นป่วนระดับหนึ่งซึ่งไม่มากนักต่อทั้งจักรวาล ยิ่งห่างจากสมรภูมิมากเท่าใด ความปั่นป่วนที่ได้รับก็ยิ่งน้อยลง
ในสถานการณ์ดังกล่าว การใช้พลังเส้นทาง ‘ประตู’ เพื่อให้สนามรบทั้งสองถูกกั้นขวาง ย่อมลดผลกระทบเชิงลบที่ไคลน์ต้องทนรับในยามถูกรุมโดยสัญลักษณ์ของเทพภายนอกอย่าง ‘ผู้ตรวจการเหนือห้วงมิติ’ ‘จอมราชันแห่งความเสื่อมถอย’ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังคงไว้ซึ่งความเป็นไปได้ ที่เขาผู้เป็น ‘ราชันกาลอวกาศ’ จะแทรกแซงสนามรบอีกแห่งหนึ่งในยามคับขัน
นี่ยังเป็นการขับเคลื่อนศัตรูอีกด้วย อาศัยการย้ายสิ่งที่เป็นเป้าหมายของเหล่าพระองค์ บังคับให้ต้องแยกย้ายกันลงมือ ไคลน์จะมีเวลาพอสมควรสำหรับขัดขวางสิ่งที่ตนต้องการขัดขวาง ปล่อยผ่านสิ่งที่ขณะนี้จำต้องปล่อยผ่าน หลอกล่อสิ่งที่หวังจะชักนำ
ไม่ว่าจะเป็นลูเมี่ยน หรือ ‘เทพธิดารัตติกาล’ ผู้กำลังรองรับ ‘แม่น้ำอันธการนิรันดร์’ หรือแม้แต่แก่นแท้ต้นกำเนิดอื่นและกรีชา·อาดัม ต่างไม่ต่อต้านการ ‘ย้าย’ ของ ‘ราชันเร้นลับ’ ไคลน์ ปล่อยให้แดนดาราจักรแปรเปลี่ยน ดาวเคราะห์ไร้ชีวิตดวงแล้วดวงเล่า รวมถึงดาวฤกษ์หลายดวงในทิศทางต่างๆ ทยอยปรากฏต่อสายตา
ทันทีที่สูญเสียเป้าหมาย เหล่า ‘ผู้ปกครองแห่งวันวาน’ รีบเตรียมอาศัยโลกดารากระโดดไล่ตามไป
ไม่มีพระองค์ใดปรารถนาจะอยู่ เพื่อรับมือ ‘ราชันเร้นลับ’ ไคลน์
แม้ในหมู่พระองค์จะไม่ขาดผู้กระหายอยากครอบครอง ‘ปราสาทต้นกำเนิด’ รวมถึงปรารถนาเอกลักษณ์เส้นทาง ‘เดอะฟูล’ ‘ประตู’ และ ‘ข้อผิดพลาด’ แต่ทุกองค์ล้วนรับรู้โดยสัญชาตญาณว่า แก่นแท้ต้นกำเนิดที่ยังไม่ก่อเกิดจิตสำนึกสมบูรณ์ ย่อมได้มาครอบครองง่ายกว่า รับมือง่ายกว่า เหตุใดต้องเสี่ยงภัยอันใหญ่หลวงประมือกับเสาหลักหนึ่งองค์ เพื่อแสวงหาแก่นแท้ต้นกำเนิดของเขา?
มันก็รองรับไม่ได้จริงๆ อยู่แล้ว!
หรือต่อให้ ‘ผู้ปกครองแห่งวันวาน’ องค์ใดหวั่นไหว ปรารถนาจะมุ่งเป้าไปยัง ‘ราชันเร้นลับ’ ก็ต้องพิจารณาปัญหาที่แสนจะเป็นจริงประการหนึ่ง นั่นคือ การพึ่งพาเพียงพระองค์เองนั้นยังไม่พอ และ ‘ผู้ปกครองแห่งวันวาน’ องค์อื่นอาจไม่คิดเช่นเดียวกับพระองค์ ในเมื่อไร้ ‘หมอกไม่จีรัง’ คอยติดต่อประสานสร้างพันธมิตร ใครก็ไม่กล้าเสี่ยงเดิมพันว่า การอยู่รับมือ ‘ราชันเร้นลับ’ จะได้รับความช่วยเหลืออย่างเหมาะสม เมื่อถึงตอนนั้น หากเหลือเพียงพระองค์เดียว ชะตากรรมของ ‘จินนี่’ ก็ไม่ใช่จะเกิดขึ้นอีกไม่ได้ เพียงแต่ค่อนข้างยากสักหน่อยเท่านั้น
บทบาทนักล่ากับเหยื่อจะสลับกัน!
เมื่อ ‘ผู้ปกครองแห่งวันวาน’ บางองค์เข้าสู่โลกดารา กรีชา·อาดัมในอีกแดนดาราจักรหนึ่ง พลันเผยสีหน้าเจ็บปวด
พระองค์หลุดพ้นจากไม้กางเขนมหึมา กลายเป็นยักษ์ส่องแสง มีโลกดาราเป็นมงกุฎเบื้องบน เบื้องล่างเป็นทะเลแห่งความโกลาหลที่โอบอุ้มทุกสีสันทุกความเป็นไปได้ เบื้องหลังลากเงายาวที่มีห้าเศียร ด้านหลังทั้งห้าเศียรมีดวงอาทิตย์ส่องสว่างทั่วทิศ รอบกายมีพายุและฟ้าแลบห้อมล้อม ในมือประคองหอคอยสีขาวที่ประกอบจากหนังสือ มีดวงตาทองเหลืองนับไม่ถ้วน
พระองค์ยกมือขวาทันที ชี้ไปยังโลกดารา แนวคิดนามธรรมและสัญลักษณ์ต่างๆ ที่นั่นพลันวุ่นวายยุ่งเหยิง ชะลอเวลาที่เหล่า ‘ผู้ปกครองแห่งวันวาน’ จะมาถึงนภานี้
ราชันโลกดารา!
กรีชา·อาดัมอาศัยดุลยภาพทางจิตสำนึกชั่วคราว จากการกลับคืนของเอกลักษณ์ ‘หอคอยขาว’ และเอกลักษณ์ ‘ทรราช’ ฝืนยกระดับตัวเองให้ใกล้เคียง ‘วันวาน’ และสัญลักษณ์สำคัญที่สุดของ ‘ผู้รอบรู้สรรพสิ่ง’ เพื่อสร้างอิทธิพลต่อโลกดารา ถ่วงเวลาเอาไว้
เหล่า ‘ผู้ปกครองแห่งวันวาน’ บ้างติดอยู่ในความโกลาหลในโลกดารา จนหลง ‘ทิศทาง’ บ้างยังไม่ทันเข้าไป ก็ประสบพบเจอ ‘ราชันเร้นลับ’ ไคลน์ทันที
‘เทวีโชคชะตา’ มีสามกายเนื้อ ประทับยืนเรียงกัน ล้วนเป็นรูปลักษณ์สตรี สวมอาภรณ์ขาวเรียบง่ายแต่งดงาม
องค์ซ้ายสุดดวงตาว่างเปล่า กำลังใช้สองมือกับเครื่องปั่นด้ายมายา ถักทอหยาดน้ำแห่งชะตาสีปรอทให้เป็นตาข่าย บรรจบเป็นธารน้อย
ธารน้อยเหล่านี้ไหลมายังกายเนื้อตรงกลางที่ไร้มือ เสมือนมาถึงจุดปัจจุบันของสายธารแห่งชะตา หลอมรวมเข้าไป พุ่งทะยานสู่ปลายสุดแห่งความว่างเปล่า
กายเนื้อฝั่งขวาปราศจากศีรษะ มือทั้งสองกำมีดเล็กสีเงินดำลวงตา กำลังตัดแยกธารย่อยบางส่วนของสายธารแห่งชะตา
ผู้ถักทอชะตาแห่งสรรพสิ่ง สัญลักษณ์แห่งคำพิพากษาสุดท้าย เทวีอมตะแห่งอนาคต!
ครั้นเมื่อ ‘เทวีโชคชะตา’ เตรียมเสด็จเข้าสู่โลกดารา ก็พลันเห็นเงาบิดเบี้ยวต่างๆ นานาปรากฏในสายธารมายาสีปรอท
พวกมันแหวกว่ายจากอดีตและอนาคตมายังจุดปัจจุบัน มายัง ‘เทวีโชคชะตา’ ร่างแท้
นี่ยังนำมาซึ่งเสียงระฆัง ‘แก๊ง’ ส่งผลให้การไหลของสายธารแห่งชะตาหยุดนิ่ง
ในเวลาเดียวกัน ‘เจ้าดารา’ ที่ประกอบจากดวงอาทิตย์ระเบิดนับไม่ถ้วน พบว่ารอบกายตนปรากฏประตูแสงดาวขึ้นทีละบาน
บานประตูอร่ามจับตาเหล่านี้ ซึ่งกระจายอยู่ทั่วนภาดาว ภายใต้แรงดึงดูดหนักหน่วงของ ‘เจ้าดารา’ ต่างโค้งงอแตกสลายในบัดดล
ทว่าครั้นแตกแล้ว สิ่งที่หลงเหลือกลับยังคงเป็นประตู ประตูนับไม่ถ้วนที่กระจายอยู่ทั่วดาราจักร คอยขวางกั้นเส้นทางสู่โลกดารา
ประตูซ้อนประตู ชั้นแล้วชั้นเล่า!
‘มารดาพฤกษาแห่งแรงกระหาย’ คือต้นไม้มหึมาคล้ายรูปมนุษย์ หุ้มด้วยเกล็ดปฐมกาล ผิวต้นไม้เต็มไปด้วยผลไม้อวบใสชวนหลงใหล ดอกไม้เย้ายวนชุ่มฉ่ำ เครื่องหมายโลหะนานาชนิด หัวใจสีดำ ตุ่มเนื้องอกเปลือยเปล่า และเหรียญโลหะจากอารยธรรมต่างๆ
จุดบนสุดของต้นไม้มหึมามีเศียรสองเศียร เศียรล่างเป็นบุรุษหลับตา เต็มไปด้วยแรงกระหายประหลาด เศียรบนเป็นสตรี ผมสีเขียวแกมน้ำเงิน ใบหน้างามพริ้ง มีเสน่ห์ชวนหลงใหลกระตุ้นราคะ
ไคลน์ผู้สวมหมวกผ้าไหมทรงกึ่งสูง เสื้อคลุมยาวสีดำ ปรากฏขึ้นทีละองค์ในความว่างเปล่า ล้อม ‘มารดาพฤกษาแห่งแรงกระหาย’ ไว้ทุกทิศ
พวกเขาล้วนเป็นหุ่นเชิด เป็นผู้ตายแล้ว เป็นหุ่นกระบอกที่ถูกบงการ ปราศจากแรงกระหายใดๆ
‘ราชันเร้นลับ’ ไคลน์ที่กำลังรบสามแห่งพร้อมกัน ยังส่งสายตามองไปยัง ‘วัฏจักรแห่งชะตา’
นั่นคือร่างเนื้อสามร่าง ประกอบกันเป็นวงแหวน
ร่างที่หันหน้าไปทางซ้ายดำสนิททั้งกาย สีหน้าดุดัน เต็มไปด้วยมลทิน ราวกับก่อขึ้นจากบาปอันลึกล้ำอลหม่าน
ร่างที่หันมาข้างหน้ามีสีปรอท รูปร่างซูบผอม ใบหน้าเต็มไปด้วยความทุกข์ ร่างที่หันหน้าไปทางขวาประกอบจากแสงศักดิ์สิทธิ์บริสุทธิ์ แฝงนัยแห่งการไถ่ถอน สง่างาม เมตตา เต็มเปี่ยมด้วยความเอ็นดูต่อสรรพสิ่ง
แสงของร่างกายทั้งสามเหล่านี้ ถักทอเข้าด้วยกัน กลายเป็นสีเงินแกมดำ
ไคลน์ชั่งใจครู่หนึ่ง แล้วมิได้ขัดขวาง ‘วัฏจักรแห่งชะตา’ เข้าสู่โลกดารา
นี่คือคำใบ้แรกของ ‘จินนี่’
‘วัฏจักรแห่งชะตา’ ทั้งนำพาหายนะมา ทว่ายังเป็น ‘เทวทูตไถ่ถอน’ ที่ทรงพลังและแท้จริงที่สุดในจักรวาล จะเป็นกุญแจสำคัญอย่างหนึ่งในการข้ามพ้นวันโลกาวินาศ
ในเรื่องนี้ ไคลน์เลือกเชื่อถือ ‘จินนี่’ เพราะหากฝ่ายตนพ่ายแพ้ ‘ผู้ปกครองแห่งวันวาน’ ที่จับจ้อง ‘แคว้นแห่งความยุ่งเหยิง’ ย่อมมีอยู่ไม่น้อย ผู้ที่หวังจะได้ ‘ตะเกียงวิเศษประทานพร’ เพื่ออาศัยความสัมพันธ์หันเหไปหา ‘หมอกไม่จีรัง’ และฉวยโอกาสที่อีกฝ่ายอ่อนแรงกลืนกินพระองค์ ย่อมมีอยู่แน่นอน
จากนี้ไป สนามรบฝั่งไคลน์จะค่อนข้างนิ่ง มีการเปลี่ยนแปลงและปะทุเฉพาะยามสำคัญ ส่วนสนามรบอีกแห่งย่อมตกสู่ความโกลาหลแน่แท้ และแก่นแท้หนึ่งของชะตาคือความโกลาหล การให้ ‘วัฏจักรแห่งชะตา’ อยู่ที่นั่น ย่อมมีโอกาสสร้างช่องทางในความยุ่งเหยิงได้มากกว่า!
ไคลน์ที่มิได้สกัดกั้น ‘วัฏจักรแห่งชะตา’ คว้าโอกาสนี้ ‘แฟลช’ ไปข้าง ‘ต้นกำเนิดความหิวโหย’ ที่กระหายจะไปโลกดารา โยน ‘หลอกลวง’ ใส่แล้วหายลับไป
‘ต้นกำเนิดความหิวโหย’ คือวังวนมืดมิด ภายในมีฟันขาวโพลนโผล่ให้เห็น รวมถึงของเหลวปฐมกาลที่มีสารพัดสีสัน แต่ชั้นนอกไม่มีเงาดำเรียวยาวที่มีศีรษะต่างๆ ยื่นออกมาอีกแล้ว
ดูเหมือนพระองค์กลืนกินตัวเองไปนานแล้ว
หลังถูก ‘หลอกลวง’ เล่นงาน ‘ต้นกำเนิดความหิวโหย’ ขบเขี้ยวขาวมหึมาคล้ายปากสองครั้ง แต่กลับไม่พบความผิดปกติอันใด จึงเลือกไม่สนใจ ตรงดิ่งเข้าสู่โลกดารา
ท้องมายาของพระองค์ส่งเสียงร้องโครกคราก รอคอยที่จะได้ย่อยอาหารอันแสนโอชะ
อิทธิพลของกรีชา·อาดัมต่อโลกดารามิได้ยั่งยืนนาน เพียงสองสามอึดใจ ‘ผู้ปกครองแห่งวันวาน’ ทั้งห้าก็ใช้สารพัดวิธีมาถึงดาวเป้าหมาย
ขณะนั้นเอง แสงใน ‘ดวงเนตร’ ของพระองค์ทั้งหลายก็พลันดับวูบ
จักรวาลที่มืดมิดอยู่แล้ว ดูเหมือนตายด้านยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นดาวฤกษ์อันไกลโพ้น หรือยักษ์แสงมหึมาที่ก้าวย่างบน ‘ทะเลแห่งความโกลาหล’ หรือ ‘รากเหง้าแห่งภัยพิบัติ’ ลูเมี่ยนผู้มีสามเศียรสามกายหกกร หรือสรรพสิ่งอื่นใด ล้วนถูกความมืดหนาทึบกลืนหายไป
สายธารมายาไร้สี เส้นตรง ลึกล้ำ ไหลออกมาจากความมืดนี้ ไหลไปสู่ ‘ผู้ปกครองแห่งวันวาน’ ทั้งห้า
บนผิวน้ำในสายธารมายา สรรพสิ่งไม่อาจลอยตัว แม้แต่ดาวเคราะห์น้อยที่กำลังจะบินข้ามแม่น้ำก็ยังต้องตกลงไป
ทว่ากลับมีร่างหนึ่งยืนอยู่บนผิวน้ำ หาได้จมลงแม้แต่ครึ่งนิ้ว
นั่นคือสตรีขนาดมหึมายิ่ง สวมชุดดำหลายชั้นแต่ไม่รุงรัง มงกุฎทรงสูงสีเหล็ก ใบหน้าปกคลุมด้วยผ้าบางจนดูคลุมเครือ เพียงรู้สึกถึงความงามอันสงบ
กายเนื้อของพระองค์ประดับด้วยแสงดาวระยิบระยับ ด้านหลังงอกปีกสีซีดจาง ตรงสีข้างและรักแร้ปรากฏแขนอีกสองคู่ ปกคลุมด้วยขนสั้นหนาสีดำ แขนข้างหนึ่งถือดาบสีส้มเล่มเขื่องส่องแสงสนธยา อีกข้างถือเคียวมหึมารูปทรงประหลาด ดำสนิทดุจราตรี
ส่วนแขนเดิมทั้งสองข้าง ข้อมือและฝ่ามือเผยให้เห็นชัดเจน เรียบเนียนดุจหยกขาว คอยประคองคัมภีร์มายาที่ดูเหมือนงูมีปีกกำลังขดเป็นวง เอาไว้ตรงหน้าอกตัวเอง
อันธการนิรันดร์!
‘เทพธิดารัตติกาล’ อมานีซิส อาศัยความช่วยเหลือจากจิตตกค้างของ ‘ผู้เป็นหนึ่งเดียวกับเต๋า’ รุ่นต่อรุ่นของสายเฮาหลี่ สามารถรองรับ ‘แม่น้ำอันธการนิรันดร์’ สำเร็จได้ในที่สุด!
……………………………………………………..