ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 1166 ศึกมรณะ
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 1166 ศึกมรณะ
ตอนที่ 1166 ศึกมรณะ
ขณะที่อมานีซิสกลายเป็น ‘อันธการนิรันดร์’
ณ ดาวดวงหนึ่งสุดขอบจักรวาล ‘เทวทูตสีชาด’ เมดีซีกำลังนำกองทัพเทวทูตที่มีจำนวนลำดับ 1 น้อยกว่าศัตรู แต่มีลำดับ 2 รวมทั้งสมบัติปิดผนึกระดับ ‘0’ มากกว่า ต่อกรกับข้ารับใช้เทพเจ้าภายนอกที่บุกรุกเข้ามา
ท่ามกลางกองทัพ อะซิก·อายเกสรู้สึกได้ทันทีว่าสภาพดวงวิญญาณของตนดีขึ้น พลังเสื่อมโทรมรอบข้างถูกกดทับและอ่อนกำลังลงระดับหนึ่ง ‘จักรพรรดินีไร้สี’ เซีย·ปาลังเก้·อายเกสก็รับรู้เรื่องนี้เช่นกัน
พวกพระองค์เข้าใจสาเหตุได้ในพริบตา ทั้งหดหู่ระคนปลื้มใจ
‘อันธการนิรันดร์’ ถือกำเนิดขึ้นแล้ว
นับแต่นี้โลกแห่งความตายไม่ไร้เจ้านาย การหลับนิรันดร์ล้วนมีสถานที่พำนัก แม้แต่กาลเวลาก็มีจุดสิ้นสุด!
บนดาวต่างๆ ในกาแล็กซีมากมายทั่วจักรวาล ศพที่ผู้คนพยายามเรียกขึ้นมาอย่างยากลำบาก กลับ ‘หลับ’ คืนไปทันที อารยธรรมที่เผชิญกับหายนะอันเดด ต่างต้องตกตะลึงเมื่อพบว่าเหล่าอันเดดทยอยล้มระเนระนาดตามทุ่งร้าง…
ท่ามกลางสารพัดการเปลี่ยนแปลงอันเกิดจากการเสริมพลังสัญลักษณ์ ‘อันธการนิรันดร์’ อมานีซิสฟันฟาดดาบมหึมาสีส้มแดงอันน่าสะพรึง กับเคียวยักษ์รูปประหลาดดำสนิทใส่ ‘ผู้ปกครองแห่งวันวาน’ ทั้งห้าพร้อมกัน พลางคลี่คัมภีร์ ‘งูมีปีกขดเป็นวง’
ทันใดนั้น สนธยาจมดิ่งสู่ความมืด ความซีดขาวกลับคืนสู่การหลับนิรันดร์ กาลเวลาและอวกาศในขณะนี้ก็สงบนิ่ง ราวกับตกเข้าสู่สายธารแห่งความมืดอันไร้สีสัน
สายธารตรงดิ่ง ไหลเชี่ยวกรากไปข้างหน้า จะพาผู้ปกครองแห่งวันวานทั้งห้าไปสู่ความตายสุดท้ายอันเงียบสงบ
จุดหมายปลายทางของทุกสรรพสิ่งคือ ความสุขสงบ
ยามนั้น ด้านหน้า ‘แม่น้ำอันธการนิรันดร์’ ปรากฏแสงกาลเวลาสีน้ำ
แสงนั้นมาจาก ‘จอมราชันแห่งความเสื่อมถอย’ ขนาดราวดาวเคราะห์ ทั่วกายปิดทองคำ ดุจมัมมี่รูปแบบพิสดาร
น้ำหนองสีเขียวอมเหลืองที่ซึมออกตามรอยแยกแผ่นทองคำ ทำให้แม่น้ำอันธการนิรันดร์ไหลช้าลง เวลาในบริเวณนี้จึงพุ่งไปสู่จุดจบอย่างรวดเร็ว
จอมราชันแห่งความเสื่อมถอยยื่นมือซ้ายที่ไม่ถูกทองคำปกคลุมออกมา มือนั้นเต็มไปด้วยลายเส้นสีคล้ำ เนื้อเน่าเปื่อย เส้นเลือดสีเขียวเหลือง และผิวหนังเหี่ยวย่น
มือนั้นขวางหน้าอันธการนิรันดร์ที่ไหลเชี่ยวกรากเข้ามา
ทุกสิ่งหยุดนิ่ง แสงสว่างทั้งมวลดับสูญ ดาวเคราะห์สองดวงใกล้เคียงแปรเป็นธุลีในพริบตา แล้วก็แข็งค้างอยู่กับที่
ในความตายอันมืดมิดไร้จุดสิ้นสุด ไร้การเปลี่ยนแปลง ดาบเพลิงทมิฬเล่มยักษ์ที่อัดแน่นด้วยการทำลายล้างและปฐมกาล แทงทะลุความแข็งค้างนี้ นำพาเสียงกังวานมาด้วยกัน
มันมาจากภายนอกความมืด ด้วยบรรยากาศแห่งการทำลายล้างสรรพสิ่ง ฟันฟาดใส่ ‘จอมราชันแห่งความเสื่อมถอย’ ที่ยังไม่หลุดพ้นจากอันธการนิรันดร์
การมาถึงของมัน ทำให้ความตายอันมืดมิดเกิดการเปลี่ยนแปลงละเอียดอ่อนแต่น่าสะพรึงกลัว สิ่งนี้จะปรากฏบนกายของ ‘จอมราชันแห่งความเสื่อมถอย’
‘รากเหง้าแห่งภัยพิบัติ’ ลูเมี่ยนปรากฏกาย ณ ที่นั่น
เห็นดาบประลัยกัลป์ที่ขับเคลื่อนความตายอันมืดมิด กำลังจะแทงโดน ‘จอมราชันแห่งความเสื่อมถอย’ ในดวงตาของลูเมี่ยนพลันสะท้อนแสงสีเงินดำ
แสงนั้นมาจาก ‘วัฏจักรแห่งชะตา’
ลูเมี่ยนและวัฏจักรแห่งชะตาได้พบกันในความหมายที่แท้จริง หลังจากเขากลายเป็น ‘หายนะล้างโลก’ และเหลือชีวิตเพียงไม่กี่นาที
‘ร่างปัจจุบัน’ สีเงินปรอทของ ‘วัฏจักรแห่งชะตา’ ใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความเจ็บปวดระคนขมขื่นแล้ว ประนมมือทั้งสองไว้ตรงหน้า
พระองค์กำลังใช้พลังของ ‘ผู้ทนทุกข์’ ทำให้ความทรมานที่เคยได้รับหวนกลับมาอีกครั้ง เพื่อหว่านไว้บนตัวลูเมี่ยน
แทบจะพร้อมกัน ลูเมี่ยนรู้สึกถึงแรงดูดมหาศาลเกินจินตนาการ ทั้งร่างพร้อมดาบประลัยกัลป์เบี่ยงเบนออกจาก ‘จอมราชันแห่งความเสื่อมถอย’ ร่วงตกไปสู่ ‘วัฏจักรแห่งชะตา’
นี่คือประสบการณ์เมื่อครั้ง ‘พระผู้สร้างต้นกำเนิด’ ลืมตาตื่น แล้วฉีกแก่นแท้ต้นกำเนิดบางส่วน ดึงดูดมายังโลก
ครั้งนั้น ‘วัฏจักรแห่งชะตา’ ก็ได้รับผลกระทบ ต้องทนทุกข์อย่างหนักเพื่อไม่ให้แก่นแท้ต้นกำเนิดของตน ถูกดูดออกหรือแตกร้าว
บัดนี้ พระองค์ได้มอบ ‘ความทุกข์’ ดังกล่าวให้แก่ลูเมี่ยน อาศัยสิ่งนี้ดึงดูดอีกฝ่ายมาหาตน หลีกเลี่ยงไม่ให้ ‘จอมราชันแห่งความเสื่อมถอย’ ถูกโจมตีสถานหนัก
หาก ‘เทวมารดาเสื่อมทราม’ ‘มารดาพฤกษาแห่งแรงกระหาย’ และ ‘บุตรปฐมกาล’ ก็มีพลัง ‘ผู้ทนทุกข์’ เช่นกัน และย้ายมาไว้บนตัวลูเมี่ยน ต่อให้ลูเมี่ยนไม่ถึงกับสูญเสียแก่นแท้ต้นกำเนิดหรือส่วนหนึ่งของแก่นแท้ต้นกำเนิด ก็จะเกิดการสั่นสะเทือนของแก่นแท้ต้นกำเนิด อ่อนกำลังอย่างยิ่งในเวลาอันสั้น แม้กระทั่งไม่สามารถใช้พลังได้
ปัจจุบัน เขาแค่ถูกบังคับให้เปลี่ยนเป้าหมายการโจมตี ไม่ได้รับผลกระทบทางอื่น
ขณะที่ ‘ร่างปัจจุบัน’ ของวัฏจักรแห่งชะตาใช้พลัง ‘ผู้ทนทุกข์’ ทำให้สายธารแห่งชะตาสีเงินปรอทที่ไหลเอื่อยๆ ปรากฏออกมา ร่างอนาคตของพระองค์ได้เลือกสายแยกหนึ่ง แล้วตรึงมันเอาไว้
ดาบประลัยกัลป์ของลูเมี่ยนฟันไปที่ ‘วัฏจักรแห่งชะตา’ แต่กลับเฉียดกายพระองค์ ฟันลงในความว่างเปล่า
ขณะเดียวกัน มือทั้งสองข้างซ้ายขวาของลูเมี่ยนก็ถูกจับไว้แน่น
ด้านหน้า ‘วัฏจักรแห่งชะตา’ ความโกลาหลปฐมกาลที่บรรจุทุกสีสันทุกความเป็นไปได้ ก่อตัวเป็นวังวน
ด้านหลังพระองค์ หลุมดำที่ประกาศการมีอยู่ของตนผ่านจานเพิ่มมวล เริ่มปรากฏขึ้นกลางอากาศ
หายนะล้างโลก!
ลูเมี่ยนไม่เพียงต้องการให้ ‘วัฏจักรแห่งชะตา’ ฝังกายในหายนะ ยังต้องการใช้การทำลายและอิทธิพลของหลุมดำต่อกาลเวลาและอวกาศ ชะลอ ‘ผู้ตรวจการเหนือห้วงมิติ’ ‘ต้นกำเนิดความหิวโหย’ และ ‘เสียงเพรียกนิรันดร์’ เพื่อซื้อเวลาให้ ‘ปรมาจารย์สวรรค์’ ‘เทพจักรกลไอน้ำ’ และพรรคพวก
ท่ามกลางหายนะล้างโลกคู่ ร่างทั้งสามของ ‘วัฏจักรแห่งชะตา’ ที่หมุนวนไม่หยุดนิ่ง ดุจเรือน้อยกลางพายุคลื่นลม หลบหลีกวังวนปฐมกาลและแรงดูดหลุมดำอย่างเฉียดฉิว ผ่านจุดที่ไม่แน่นอน จุดที่แตกร้าวและเต็มไปด้วยอันตราย แต่ก็ยังยืนหยัดไม่โอนเอน ราวกับชะตาลิขิตไว้ว่าจะไม่ถูกกระทบ ณ ที่แห่งนี้
อีกฟากหนึ่ง เงาดำที่ท่องไปมาระหว่างห้วงมิติ การยกระดับมิติของพระองค์ก็ช้าลงหนึ่งวินาทีเต็มเพราะอิทธิพลหลุมดำอันน่าสะพรึงและวังวนปฐมกาล
จากนั้น พระองค์โฉบจากมิติสูงเข้าหา ‘ปรมาจารย์สวรรค์’ และเหล่าผู้ครอบครองแก่นแท้ต้นกำเนิด
ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่า ‘เสียงเพรียกนิรันดร์’ ได้รับผลกระทบใดบ้าง รู้เพียงว่า เสียงบ้าคลั่งที่ดังก้องในใจหยุดนิ่งหนึ่งวินาทีก่อนกลับมาสะท้อนใหม่ และถอยห่างจาก ‘รากเหง้าแห่งภัยพิบัติ’ กับ ‘อันธการนิรันดร์’ ไป
‘เสียงเพรียกนิรันดร์’ กับ ‘ผู้ตรวจการเหนือห้วงมิติ’ ต่างเห็นพ้องว่า แก่นแท้ต้นกำเนิดจัดการได้ง่ายกว่าลูเมี่ยนและอมานีซิสซึ่งกลายเป็น ‘ผู้ยิ่งใหญ่’ แล้ว
ยิ่งในแก่นแท้ต้นกำเนิดทั้งสี่นั้น มีสิ่งที่พระองค์ทั้งสองปรารถนา จึงมิได้ร่วมช่วย ‘จอมราชันแห่งความเสื่อมถอย’ และ ‘วัฏจักรแห่งชะตา’ ในการสร้างบาดแผลหรือกำราบคู่ต่อสู้ในพริบตา
เหล่าพระองค์ละทิ้งพันธมิตร พุ่งตรงไปยังเหยื่อที่อ่อนแอและโอชะยิ่งกว่า
ไม่สิ จะเรียกว่าพันธมิตรก็ไม่ถูก นับแต่ ‘หมอกไม่จีรัง’ บาดเจ็บหนักจนต้องหนีสาบสูญ พวกพระองค์กับ ‘จอมราชันแห่งความเสื่อมถอย’ และ ‘วัฏจักรแห่งชะตา’ แม้แต่พันธมิตรชั่วคราวก็มิอาจเรียกได้
‘ต้นกำเนิดความหิวโหย’ งับฟันเข้าหาวังวนปฐมกาลอย่างตะกละ แต่ด้วยอิทธิพลของสัญลักษณ์ ‘รากเหง้าแห่งภัยพิบัติ’ พระองค์จึงมิอาจกลืนกินพลังและอำนาจที่ต้องการ
ทว่าการฉกนั้น ถือเป็นการเปิดทางได้ดี พระองค์พุ่งไปสู่เป้าหมายของตน
ขณะเดียวกัน ลูเมี่ยนพลันรู้สึกผิดหวังขึ้นมาบ้าง
มิใช่เพราะเขาสกัดกั้น ‘ผู้ตรวจการเหนือห้วงมิติ’ ‘เสียงเพรียกนิรันดร์’ ‘ต้นกำเนิดความหิวโหย’ ได้เพียงวินาทีเดียว หากแต่ลางสังหรณ์ทางพลังวิญญาณของเขายืนยันสิ่งหนึ่งในที่สุด
ยามนี้มิใช่วาระสุดท้ายของจักรวาล ‘รากเหง้าแห่งภัยพิบัติ’ มิอาจหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับ ‘อันธการนิรันดร์’ กลายเป็นเสาหลักที่สี่ สัญลักษณ์แห่งการสิ้นสุด!
กล่าวคือ มิใช่การถือกำเนิดของเสาหลักที่สี่จะนำพาจักรวาลสู่จุดจบ หากแต่เมื่อจักรวาลดำเนินถึงวันสิ้นสุดแท้จริงเท่านั้น เสาหลักที่สี่จึงจะบังเกิด เงื่อนไขปัจจุบันยังถือว่าไม่ครบถ้วน
ด้วยเหตุนี้ หากสถานการณ์กลายเป็นสิ้นหวัง ลูเมี่ยนจึงมิอาจเสียสละตัวเอง ยอมให้ ‘รากเหง้าแห่งภัยพิบัติ’ หลอมรวมกับ ‘อันธการนิรันดร์’ กระตุ้นให้เสาหลักที่สี่บังเกิด พาทุกคนไปสู่ความตายและเริ่มจักรวาลใหม่
เขาสูญเสียวิธีการข่มขวัญศัตรูไปหนึ่งอย่าง
หมอกสีขาวปกคลุมแดนดาราจักรนี้ในทันใด ลูเมี่ยนเริ่มจำกัดการรับรู้ของ ‘ผู้ปกครองแห่งวันวาน’ ทั้งหมดในบริเวณโดยรอบ
อาศัย ‘หมอกสงคราม’ บดบัง ลูเมี่ยนผู้ถือ ‘ดาบประลัยกัลป์’ ส่งเจตนารมณ์ดังก้องในสมองของ ‘อันธการนิรันดร์’ อมานีซิส
“ร่วมทีมกับข้า”
อมานีซิสผู้ถือดาบใหญ่สีส้มแสด เคียวยักษ์ดำสนิท คัมภีร์ประหลาด พยักหน้าน้อยๆ โดยไม่ลังเล
“ตกลง”
เพิ่งรับคำ การรับรู้ของพระองค์ก็คืนกลับ ได้รับพลังและอำนาจทั้งหมดของลูเมี่ยนร่วมกัน แต่ไม่รวมสัญลักษณ์
มิใช่ไม่อาจแบ่งปันสัญลักษณ์เลย เพียงแต่ผู้รับการแบ่งปันจะใช้ได้อย่างจำกัด
ลูเมี่ยนก็เช่นกัน
ณ สนามรบอีกแห่ง ‘ผู้ตรวจการเหนือห้วงมิติ’ เจ้าของสัญลักษณ์ ‘ความจริง’ ไม่ถูกรบกวนและกระทบจาก ‘หมอกสงคราม’ จึงลดระดับมิติลงมาปรากฏหน้า ‘แคว้นแห่งความยุ่งเหยิง’ ที่มีสามสิบสามชั้น
เงาของ ‘จักรพรรดิฟ้า’ ยังขาดอีกเล็กน้อยจึงจะเตรียมการเสร็จสิ้น ยังไม่ทันตอบโต้
ขณะนั้นเอง บน ‘ทุ่งร้างแห่งความรู้’ ที่แผ่ขยายกว้างไกล ร่างเน่าเปื่อยที่เดินเตร่ทั้งหมดต่างรวมตัวกันหลัง ‘ปรมาจารย์สวรรค์’ แล้ว
‘เทพจักรกลไอน้ำ’ สเตียโน่ ประทับกายภายในแนวประกอบพิธี ตรงข้ามพระองค์คือสิ่งที่กินเวลาสร้างนาน เพื่อใช้ ‘เอกลักษณ์’ ของ ‘นักสิทธิ์’ เป็นการชั่วคราว
นั่นคือร่างกายใหญ่โต ห่มเสื้อคลุมดำ ใต้ฮู้ดคือประกายโลหะเย็นเยียบและดวงตาที่พุ่งแสงแดงฉาน
‘ปรมาจารย์สวรรค์’ ลืมตาขึ้นในที่สุด ยกกายลุกขึ้นยืน
พระองค์ขยายร่างใหญ่โตผิดปกติ บังคับให้ ‘ผู้ตรวจการเหนือห้วงมิติ’ ต้องหันมาทอดพระเนตรก่อน
ณ ตำแหน่งสูงอนันต์ ดวงตาคู่หนึ่งพลันปรากฏ มันทั้งเฉยเมย ใสกระจ่าง ปราศจากอารมณ์ ราวกับซ่อนจักรวาลหนึ่งไว้ภายใน
ภายใต้การจ้องมองดังกล่าว ‘ปรมาจารย์สวรรค์’ แบนราบในพริบตา กลายเป็นกระดาษคน เป็นส่วนหนึ่งของภาพวาด
นี่คือเจ้าแห่งมิติ ดวงตาที่ทอดมองโลกมนุษย์ ต้นกำเนิดจินตนาการทั้งปวง พระผู้สร้างโลกในภาพวาด!
‘ปรมาจารย์สวรรค์’ ที่กลายเป็น ‘ภาพกระดาษคน’ จางหายไปในพริบตา แปรเปลี่ยนเป็นข้อมูลมหาศาลไหลบ่า อาศัยวิธีนี้เพื่อฝ่าพันธนาการของ ‘ม้วนภาพ’
ข้อมูลย่อมไม่ถูกพันธนาการภายในมิติเบื้องล่าง
มนุษย์คือกลุ่มก้อนข้อมูล ภาพวาดก็เช่นเดียวกัน!
อาศัยการถ่วงเวลาของ ‘ปรมาจารย์สวรรค์’ ในที่สุดเงา ‘จักรพรรดิฟ้า’ ก็ประกอบพิธีขั้นสุดท้ายสำเร็จ
พระองค์ถือคัมภีร์ทองเหลือง ลุกขึ้นยืน เสียงอันยิ่งใหญ่ดังก้องซ้อนทับ ส่งเจตนารมณ์ออกไปโดยเร็ว
“สามภพหกภูมิพึงเป็นหนึ่งเดียว!”
ชั่วพริบตา ไม่ว่ามิติเบื้องสูงหรือมิติเบื้องล่าง ล้วนเชื่อมถึงมิติปัจจุบัน ทำให้สี่ทิศราวกับถูกปกคลุมด้วยบาเรียกระจกชั้นแล้วชั้นเล่า
ด้วยเหตุนี้ ‘ผู้ตรวจการเหนือห้วงมิติ’ จึงไม่อาจ ‘ไร้เทียมทาน’ โดยสิ้นเชิงแม้จะยกระดับมิติ ส่วนเงาของ ‘จักรพรรดิฟ้า’ ก็สามารถส่งอิทธิพลต่อสนามรบได้ไม่ยากแม้จะถูกลดระดับมิติ
อาศัยการขวางกั้นของเหล่าสหาย พุทธเจดีย์แห่งแสงได้หดรวมโดยสมบูรณ์ กลายเป็นองค์พระประธานยักษ์แผ่เต็มฟ้าดิน แต่ค่อนข้างลวงตา
ภายใน ‘โลกเงามืด’ เงาดำทั้งมวลรวมตัวกันหมดสิ้น ก่อร่างเป็นอสูรดำสนิทที่หยดเมือกเหนียว อสูรมีสองเศียร หนึ่งเป็นของ ‘เจ้าสำนักมืด’ อีกหนึ่งเป็นของฟาโบธี
……………………………………………………..