ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 1167 เสียงเพรียกนิรันดร์
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 1167 เสียงเพรียกนิรันดร์
ตอนที่ 1167 เสียงเพรียกนิรันดร์
อสูรทมิฬเพิ่งก่อร่างขึ้นมาได้ เสียงเพรียกอันน่าสะพรึงราวกับดังมาจากต้นกำเนิดแห่งสรรพสิ่ง ก็ดังก้องขึ้นในส่วนลึกของจิตวิญญาณ
เสียงดังกล่าวปลุกความบ้าคลั่งในแก่นแท้ต้นกำเนิดให้ตื่นขึ้น อารมณ์ด้านมืดและราคะตัณหาทั้งมวลพลันระเบิดพุ่งพล่าน ไม่ว่าจะเป็นเศียรของ ‘เจ้าสำนักมืด’ หรือเศียรของฟาโบธี ต่างก็สูญเสียความสามารถในการครองสติไปในพริบตา สายตาเต็มไปด้วยเงาสีเลือดอันบิดเบี้ยว เต็มไปด้วยเงาดำที่แกว่งไกว
ในคราวเดียวกัน เสียงเพรียกอันน่าสะพรึงก็ดังก้องออกมาจากแก่นแท้ต้นกำเนิด เอกลักษณ์ และตะกอนพลังของทุกสรรพชีวิตในแดนดาราจักรนี้อย่างเท่าเทียม
‘ปรมาจารย์สวรรค์’ ชะงักนิ่งกลางห้วงสุญญากาศ ร่างเน่าเปื่อยนับไม่ถ้วนที่รวมตัวกันใน ‘ทุ่งร้างแห่งความรู้’ พร้อมใจเงยหน้าส่งเสียงคำรามแฝงความทุกข์ทรมาน
ด้านหลังเงาของ ‘จักรพรรดิฟ้า’ ร่างคล้ายคลึงกันที่บังใบหน้าด้วยมงกุฎทับทิม ทยอยปรากฏขึ้นทีละร่าง ผมและหนวดพลิ้วปลิวดุจพญามาร
องค์พระพุทธรูปทองคำมหึมาโอนเอนโยกคลอน ราวกับจะแตกกระจายเป็นธุลีในอึดใจ
ต้นกำเนิดแห่งปรัชญา เสียงเพรียกนิรันดร์ สัญลักษณ์แห่งจิตของสรรพชีวิต จิตสำนึกอมตะที่ไม่มีวันดับสูญ!
เสียงเพรียกเมื่อครู่ ได้ปลุกเร้าตราประทับทางจิตของ ‘พระผู้สร้างต้นกำเนิด’ ที่ฝังแน่นอยู่ในทุกแก่นแท้ต้นกำเนิด ทุกเอกลักษณ์ทั้งปวง และทุกตะกอนพลัง ไม่มีผู้ใดหลบหนีได้ ไม่มีผู้ใดรอดพ้น!
แน่นอนว่า ‘โลกเงามืด’ ย่อมได้รับผลกระทบในด้านนี้น้อยกว่ามาก หากเทียบกับแก่นแท้ต้นกำเนิด เอกลักษณ์ และตะกอนพลังที่มาจาก ‘พระผู้สร้างต้นกำเนิด’ โดยตรง ทั้งนี้เพราะมันถูกฉีกกระชากออกมาจาก ‘มารดาพฤกษาแห่งแรงกระหาย’ มิใช่เกิดจากการแตกตัวของ ‘พระผู้สร้างต้นกำเนิด’
กระนั้นก็ตาม สองเส้นทาง ‘นรก’ และ ‘ผู้ถูกล่าม’ รวมทั้ง ‘โลกเงามืด’ ต่างสะสมราคะและเจตนาร้ายไว้มากเกินพอ ย่อมลุกโชนขึ้นทันทีเมื่อถูกจุดชนวน ยิ่ง ‘เจ้าสำนักมืด’ กับฟาโบธียังขาดเอกลักษณ์สำคัญด้วยแล้ว สภาพย่ำแย่กว่าใครในบรรดาผู้เข้าใกล้วันวานทั้งสี่ จึงทำให้อสูรทมิฬแทบจะแตกสลาย เกือบคลุ้มคลั่ง แทบจะสูญเสียพลังต้านไปโดยสิ้นเชิง
หากเทียบกับ ‘โลกเงามืด’ แล้ว ‘ผู้ตรวจการเหนือห้วงมิติ’ ‘จอมราชันแห่งความเสื่อมถอย’ และ ‘ผู้ปกครองแห่งวันวาน’ องค์อื่นๆ ย่อมได้รับผลกระทบจากเสียงเพรียกอันน่าสะพรึงน้อยกว่า ยังพอทนทานได้บ้าง
ทั้งนี้เพราะพวกพระองค์มิใช่หนึ่งในสามบุตรที่ ‘พระผู้สร้างต้นกำเนิด’ ให้กำเนิดโดยตรง แต่เกิดจากการปฏิสนธิระหว่าง ‘พระผู้สร้างต้นกำเนิด’ กับ ‘เทวมารดาเสื่อมทราม’ ส่งผลให้มีชั้นกั้นอยู่หนึ่งชั้น ตราประทับทางจิตของ ‘พระผู้สร้างต้นกำเนิด’ ในแก่นแท้ต้นกำเนิด ในเอกลักษณ์ และในตะกอนพลังจึงไม่แกร่งกล้านัก
สำหรับพวกพระองค์แล้ว นี่คือโอกาส!
แต่โชคยังเข้าข้าง หลังจาก ‘ปรมาจารย์สวรรค์’ และเงาของ ‘จักรพรรดิฟ้า’ ตกอยู่ในความอลหม่านชั่วขณะ ทั้งคู่ก็ปล่อยอิทธิฤทธิ์ออกมาอย่างบ้าคลั่งไร้สติ องค์หนึ่งดลบันดาลให้มหาสมุทรแห่งความรู้ท่วมทับดินแดนแห่งนี้จนมิด อีกองค์หนึ่งบิดเบือนสรรพสิ่ง แนวคิด อำนาจศักดิ์สิทธิ์ และสัญลักษณ์ทั้งมวลรอบข้าง
ครั้นอิทธิพลจาก ‘เสียงเพรียกนิรันดร์’ ค่อยๆ ทุเลาลง ‘เจ้าสำนักมืด’ กับฟาโบธีต่างประหลาดใจที่พบว่า พวกตนยังมีชีวิตอยู่ พันธมิตรองค์อื่นก็มิได้รับความเสียหายร้ายแรงนัก
‘ผู้ตรวจการเหนือห้วงมิติ’ กับ ‘เสียงเพรียกนิรันดร์’ ต่างไม่อาจฉกฉวยโอกาสนี้บรรลุเป้าหมายของตนได้
ตราบใดที่ ‘กุญแจแห่งแสง’ ยังดำรงอยู่ มีสติสัมปชัญญะพอสมควร มิได้คลุ้มคลั่งโดยสิ้นเชิง ก็ย่อมนำพาโชคลาภมาสู่ตนและพวกพ้องโดยธรรมชาติ
พระองค์คือสัญลักษณ์แห่งโชคชะตา!
…………
อิทธิพลของ ‘เสียงเพรียกนิรันดร์’ แผ่คลุมทั่วแดนดาราจักรแห่งนี้ กระทั่ง ‘อันธการนิรันดร์’ อมานีซิสก็มิอาจหลีกเลี่ยง ต้องสัมผัสกับความบ้าคลั่งจากต้นกำเนิด ซึ่งดูเหมือนพยายามชิงจิตสำนึกของพระองค์ ครอบครองร่างกายของพระองค์
พระองค์จึงบังคับตนให้จมสู่ห้วงนิทราทันที ปล่อยให้ความคิด จิตวิญญาณ พร้อมกับความคลุ้มคลั่งจากต้นกำเนิด ล้วนตกสู่ความเงียบงันดุจความตาย ใช้วิธีนี้สลัดอิทธิพลออกไป
‘จอมราชันแห่งความเสื่อมถอย’ เข้าใจดีว่าเกิดอะไรขึ้น จึงฉกฉวยโอกาสนี้ ปล่อยให้ร่างที่ปกคลุมด้วยเกราะทองคำแผ่แรงดูดอันยิ่งใหญ่กว้างขวางออกมา
นี่คือ ‘อำนาจรวมตัว’ ของตะกอนพลังที่มาจากแก่นแท้ต้นกำเนิด!
พลังดังกล่าวสามารถดูดสรรพสิ่งทั้งมวลในแดนดาราจักรนี้มารวมกัน!
‘จอมราชันแห่งความเสื่อมถอย’ ใช้อำนาจรวมตัวอย่างไม่เลือกหน้า ไม่ประสงค์จะเสียเวลารอให้ ‘หมอกสงคราม’ ดำเนินไปสู่จุดเสื่อมโทรมตามธรรมชาติ เพราะทั้ง ‘อันธการนิรันดร์’ และ ‘รากเหง้าแห่งภัยพิบัติ’ ต่างอยู่ใกล้พระองค์กว่า ย่อมมาถึงข้างกายพระองค์ก่อน ‘ผู้ปกครองแห่งวันวาน’ และแก่นแท้ต้นกำเนิดองค์อื่น
อมานีซิสผู้จมนิทราแต่ยังไม่ตื่น ผ่านทะลุ ‘หมอกสงคราม’ ถูกดูดมาอยู่เบื้องหน้า ‘จอมราชันแห่งความเสื่อมถอย’ ในพริบตา
‘จอมราชันแห่งความเสื่อมถอย’ หยุดอำนาจรวมตัวนี้ทันที ไม่ปล่อยให้ ‘ผู้ปกครองแห่งวันวาน’ และแก่นแท้ต้นกำเนิดองค์อื่นมารบกวนการลองผิดลองถูกที่พระองค์กำลังจะทำ
พระองค์ยื่นฝ่ามือซ้ายขนาดมหึมาที่เน่าเปื่อยเป็นสีเขียวเหลืองอมฟ้า กดลงใส่ ‘อันธการนิรันดร์’ อมานีซิสในระยะไกล
ไม่พลาดเป้า สั่งตาย!
ทว่าขณะที่ ‘จอมราชันแห่งความเสื่อมถอย’ เหยียดฝ่ามือออกไปนั้น ‘อันธการนิรันดร์’ อมานีซิสกลับกลายร่างเป็น ‘รากเหง้าแห่งภัยพิบัติ’ ลูเมี่ยน
ลูเมี่ยนรู้ทันเจตนาของ ‘จอมราชันแห่งความเสื่อมถอย’ ดังนั้น เมื่อรับรู้ถึงอิทธิพลของอำนาจรวมตัว เขารีบใช้อำนาจรองจากต้นกำเนิดแห่งสงคราม สลับตำแหน่งกับอมานีซิส
พวกเขาเป็นทีมเดียวกัน สามารถสับเปลี่ยนตำแหน่งได้ทุกเมื่อ!
บัดนี้ ผู้ที่ต้องเผชิญหน้ากับฝ่ามือซ้ายเน่าเปื่อยนั้นคือลูเมี่ยน
ลูเมี่ยนไม่ได้รับผลกระทบจาก ‘เสียงเพรียกนิรันดร์’ มากนักเช่นเดียวกับเหล่าเทพภายนอก มิใช่เพราะตราประทับทางจิตของ ‘พระผู้สร้างต้นกำเนิด’ ในแก่นแท้ต้นกำเนิด เอกลักษณ์ และตะกอนพลังของเขาไม่ถูกปลุกเร้า ตรงกันข้ามเลย ในฐานะหนึ่งในไพ่ตายของ ‘พระผู้สร้างต้นกำเนิด’ สองเส้นทางภัยพิบัติย่อมเกิดความบ้าคลั่งในกายอย่างแรงกล้า ทว่าเขาเองก็มีสัญลักษณ์ของ ‘พระผู้สร้างต้นกำเนิดในกระจก’ อันไม่สมบูรณ์ จิตสำนึกด้านหยินและด้านหยางกลับได้รับการเสริมพลังภายใต้เสียงเพรียกอันน่าสะพรึง
จิตสำนึกและสัญลักษณ์ของ ‘พระผู้สร้างต้นกำเนิดในกระจก’ ที่ทวีกำลังขึ้น ได้ควบคุมตราประทับทางจิตที่ถูกปลุกเร้า ช่วยให้ลูเมี่ยนยังสามารถครุ่นคิด ยังคงต่อสู้ได้ตามปกติ เพียงแต่เร่งเวลาที่ดุลยภาพอันเปราะบางในร่างกายของเขาจะถูกทำลาย ให้มาถึงก่อนกำหนด
เมื่อเผชิญหน้ากับการโจมตีที่ไม่พลาดเป้าและสั่งตาย ศีรษะของลูเมี่ยนพร้อมกับใบหน้าของโอลัวร์ต่างหันมองไปยัง ‘จอมราชันแห่งความเสื่อมถอย’
ศีรษะอีกหนึ่งของเขาก็หมุนตามไปด้วย ใบหน้าของอลิสต้า·ทูดอร์และใบหน้าของชีคสลับกันสะท้อนร่างของ ‘จอมราชันแห่งความเสื่อมถอย’ บนกระจกตา ทำให้พระองค์เสมือนตกอยู่ในโลกในกระจกอันลึกล้ำ รอบข้างมีเทหวัตถุนานาชนิดก่อร่างขึ้นอย่างรวดเร็ว
ท่ามกลางเสียงเพรียกอันน่าขนลุกที่ยังไม่ทันจางหาย แก่นแท้ต้นกำเนิด เอกลักษณ์ และตะกอนพลังของ ‘จอมราชันแห่งความเสื่อมถอย’ พลันปะทุเป็นพายุจิตวิญญาณอันน่าสะพรึงกลัวชนิดที่ไม่อาจบรรยายได้
นี่คือตราประทับทางจิตจาก ‘พระผู้สร้างต้นกำเนิด’
ตามปกติแล้ว ‘จอมราชันแห่งความเสื่อมถอย’ ผู้เป็นโอรสของ ‘พระผู้สร้างต้นกำเนิด’ และ ‘เทวมารดาเสื่อมทราม’ ย่อมมีตราประทับทางจิตของ ‘พระผู้สร้างต้นกำเนิด’ ในกายไม่แข็งแกร่งนัก การสั่นสะเทือนและผลกระทบที่เกิดจากสิ่งนี้ พระองค์ย่อมรับมือได้โดยไม่ยากเย็น
ทว่านั่นเป็นเพียงสภาวะปกติ บัดนี้ ลูเมี่ยนได้อาศัยสัญลักษณ์ของ ‘พระผู้สร้างต้นกำเนิดในกระจก’ อันไม่สมบูรณ์ บังคับให้ตราประทับทางจิตในร่างของ ‘จอมราชันแห่งความเสื่อมถอย’ ถูกกระตุ้นอย่างรุนแรง จนกระทั่ง ‘หายนะ’ มาเยือน
รากเหง้าแห่งภัยพิบัติ!
ลูเมี่ยนใช้สัญลักษณ์นี้ไปพร้อมกัน!
‘จอมราชันแห่งความเสื่อมถอย’ ที่ถูกพายุจิตวิญญาณของ ‘พระผู้สร้างต้นกำเนิด’ กวาดกลืนทั่วทั้งกายเนื้อ ตกอยู่ในความโกลาหลทันที ฝ่ามือซ้ายที่ยื่นออกไปเกิดชะงักงัน ทั้งปรารถนาจะเคลื่อนไปข้างหน้าเพื่อโจมตีต่อ ทั้งพยายามดึงกลับ เพื่อประทานความตายแก่พระองค์เอง ช่วยให้จิตวิญญาณอันบ้าคลั่งคว้าชัยชนะ
ลูเมี่ยนเห็นดังนั้นจึงฉีกยิ้มกว้าง ใช้อำนาจร่วมจาก ‘อันธการนิรันดร์’ อมานีซิสที่เพิ่งตื่น ฟันดาบใหญ่สีส้มแดงลงใส่ ‘จอมราชันแห่งความเสื่อมถอย’
ดาบนั้นอัดแน่นด้วยเพลิงทมิฬแห่งการทำลายล้าง ปฐมกาลที่ก่อตัวเป็นวังวน ส่งผลให้ทุกสิ่งเชื่องช้าลง นำพาความตายอันซีดเซียวมาเยือน รวมถึงความมืดอันสุขสงบ
สิ่งเหล่านี้ทั้งผลักไสกันและกัน ทั้งหลอมรวมกันอย่างน่าพิศวง
ขณะที่การเปลี่ยนแปลงอันน่าสะพรึงกลัวกำลังจะบังเกิด ความผิดปกติทั้งหมดของลูเมี่ยนและอมานีซิสก็อันตรธานไป หมอกขาวหนาทึบตรงหน้าพวกเขาก็หายไปด้วย
บริเวณนี้กลับคืนสู่ช่วงก่อนที่ลูเมี่ยนจะสร้าง ‘หมอกสงคราม’ กลับคืนสู่ช่วงก่อนที่ ‘จอมราชันแห่งความเสื่อมถอย’ จะตกอยู่ในความบ้าคลั่งและโกลาหล
คนในวง!
…………
วังวนมืดมิดที่มีฟันขาวโพลนเรียงเป็นวง ไม่ได้หยุดอยู่ใกล้ ‘รากเหง้าแห่งภัยพิบัติ’ ลูเมี่ยน แต่พุ่งตรงไปยังร่างมนุษย์แสงสว่างขนาดมหึมาที่ถูก ‘ทะเลแห่งความโกลาหล’ หนุนรองไว้
พระองค์ต้องการกลืนกินกรีชา·อาดัม!
นี่คือ ‘การหลอกลวง’ จาก ‘ราชันเร้นลับ’ ไคลน์
สำหรับ ‘ต้นกำเนิดความหิวโหย’ สัญลักษณ์แห่งความโง่เขลาไม่อาจส่งอิทธิพลได้ ทว่า ‘การหลอกลวง’ กลับได้ผล ไคลน์อาศัยสัญชาตญาณรวมตัวและเป้าหมายที่อีกฝ่ายปรารถนา บังคับนำทางให้ ‘ต้นกำเนิดความหิวโหย’ แสวงหา ‘ทะเลแห่งความโกลาหล’ ที่ควบคุมได้เพียงอย่างเดียวเป็นอันดับแรก แทนที่จะเป็น ‘นครภัยพิบัติ’ ที่สามารถรองรับได้
ด้วยเหตุนี้ กรีชา·อาดัมที่ได้รับดุลยภาพชั่วคราวจึงสามารถถ่วง ‘ต้นกำเนิดความหิวโหย’ ไว้ได้ชั่วขณะหนึ่ง ส่วน ‘ผู้ปกครองแห่งวันวาน’ องค์อื่นย่อมเลือกแก่นแท้ต้นกำเนิดที่รับมือได้ง่ายกว่า หลีกเลี่ยงผู้ยิ่งใหญ่แท้จริงไปก่อน จากนั้น เมื่อประสานกับการกำเนิดของ ‘อันธการนิรันดร์’ แก่นแท้ต้นกำเนิดสี่ชิ้น อาทิ ‘ทุ่งร้างแห่งความรู้’ ก็จะถ่วงเวลา ‘ผู้ปกครองแห่งวันวาน’ สามพระองค์ได้ เปิดโอกาสให้ ‘รากเหง้าแห่งภัยพิบัติ’ ลูเมี่ยนได้ประจันหน้ากับ ‘จอมราชันแห่งความเสื่อมถอย’ ตามลำพัง
นี่คือแผนการที่วางไว้ล่วงหน้า ทว่าในการดำเนินการจริงย่อมมีตัวแปรและเรื่องไม่คาดฝัน บัดนี้จึงเกิดเหตุสุดวิสัย วัฏจักรแห่งชะตาหันมาสนับสนุน ‘จอมราชันแห่งความเสื่อมถอย’ ส่งผลให้ ‘อันธการนิรันดร์’ อมานีซิสจำต้องรั้งอยู่ร่วมมือกับลูเมี่ยน แก่นแท้ต้นกำเนิดสี่ชิ้นต้องอาศัยกำลังตนเองเผชิญหน้ากับ ‘ผู้ปกครองแห่งวันวาน’ สององค์
กร้วม กร้วม! ‘ต้นกำเนิดความหิวโหย’ กัดกินร่างมนุษย์แสงสว่างและปฐมกาลตรงหน้าไม่หยุดหย่อน ทว่ายิ่งกินกลับยิ่งหิวโหย
เพราะทุกสิ่งล้วนเป็นของปลอม ล้วนเป็นภาพมายาที่ถูกสร้างขึ้น!
ทันใดนั้น ‘ทะเลแห่งความโกลาหล’ เริ่มสั่นสะเทือน ร่างมนุษย์แสงขนาดมหึมาที่กรีชา·อาดัมกลายเป็น เริ่มโอนเอนโยกเยก จมหายลงไปเกือบครึ่งหนึ่ง
เสียงเพรียกนิรันดร์!
การโจมตีที่ปลุกเร้าตราประทับทางจิตของ ‘พระผู้สร้างต้นกำเนิด’ ย่อมมีอิทธิพลเหนือ ‘พระเจ้าดั้งเดิม’ กรีชา·อาดัม ผู้สืบทอดพระนามของ ‘พระผู้สร้าง’ และ ‘ผู้รอบรู้สรรพสิ่ง’!
ร่างมนุษย์แสงเผยอาการบ้าคลั่งทัดเทียมกับลูเมี่ยนที่รองรับ ‘นครภัยพิบัติ’ ทว่าไร้ซึ่งสัญลักษณ์ของ ‘พระผู้สร้างต้นกำเนิด’ มาสยบ จึงตกอยู่ในความโกลาหล
‘ต้นกำเนิดความหิวโหย’ มิได้ฉวยโอกาสกลืนกิน พระองค์กลับหยุดนิ่งไป
พระองค์กำลังเขมือบเสียงที่ดังก้องกังวานในส่วนลึกของจิตตนเองอยู่
รสชาติก็พอใช้ได้
บน ‘ทะเลแห่งความโกลาหล’ ที่กระเพื่อมไม่หยุดนิ่ง อามุนด์สวมหมวกแหลมอ่อนนุ่ม หุ้มเสื้อคลุมโบราณสีดำ นั่งพิงไม้กางเขนขนาดมหึมา โยนก้อนสีแดงเลือดนกที่ดูเหมือนการรวมตัวของนิยามแห่งความงาม ภายในซ่อนเงาร่างมนุษย์นับไม่ถ้วน แล้วรับมันกลับมา
เหลือบมองสถานการณ์สงครามนอก ‘ทะเลแห่งความโกลาหล’ ครู่หนึ่ง อามุนด์เปล่งเสียง ‘เฮ้อ’ แผ่วเบา หัวเราะน้อยๆ พลางพึมพำกับตนเอง
“ข้ามาอยู่ที่นี่ทำไมกัน?”
“ข้าควรจะไปแกล้งคนนอกเขตคุ้มครองมากกว่า”
“ไม่นึกเลยว่า ข้าจะต้องมาร่วมศึกระดับนี้อีก”
……………………………………………………..