ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 1168 ความอาฆาตและกิเลสอันเปราะบาง
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 1168 ความอาฆาตและกิเลสอันเปราะบาง
ตอนที่ 1168 ความอาฆาตและกิเลสอันเปราะบาง
………………..
เมื่อ ‘เสียงเพรียกนิรันดร์’ ดังกึกก้อง เนื่องด้วยมุ่งโจมตีตราประทับทางจิตของ ‘พระผู้สร้างต้นกำเนิด’ อามุนด์ที่เปลี่ยนไปยังเส้นทาง ‘ชะตากรรม’ นานแล้ว จึงมิได้รับผลกระทบมากนัก
‘เทวทูตไถ่ถอน’ ลำดับ 1 ย่อมปราบความบ้าคลั่งและความโกลาหลจาก ‘ม้าไม้ชะตากรรม’ ลำดับ 2 ได้อย่างสิ้นเชิง
อามุนด์อาศัยการคุ้มครองของ ‘ทะเลแห่งความโกลาหล’ เฝ้าสังเกตสนามรบด้วยความอดทน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บริเวณที่แก่นแท้ต้นกำเนิดทั้งสี่กำลังปะทะกับ ‘ผู้ปกครองแห่งวันวาน’ สองพระองค์อย่างดุเดือด
พระองค์รอคอยโอกาส บางทีอาจมีเพียงครั้งเดียวเท่านั้น
พระองค์มีความอดทนเป็นนิสัยมาแต่ไหนแต่ไร
…………
บนดาวเคราะห์อันไกลโพ้น
เมดีซีผู้นำกองพลเทวทูตสีเลือด หลังจากต้านทานคลื่นโจมตีสองระลอกแรกได้สำเร็จ ก็พบว่าสถานการณ์เริ่มดีขึ้น
หนึ่ง ผู้วิเศษระดับเทวทูตทยอยออกจากเขตคุ้มครองมาร่วมศึกมากกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นเทวทูตบรรพกาลซึ่งก่อนหน้านี้เอาแต่เร้นกาย เช่นอาริฮ็อกกับเฮอร์มิส ตลอดจนเหล่าผู้ฝึกตนจากทวีปตะวันตกที่ยังหลงเหลือ ซึ่งในที่สุดก็เข้าใจแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น
สอง เหล่าข้ารับใช้ของเทพภายนอกที่รุกรานเข้ามา ไม่เพียงแต่ต่างคนต่างลงมือ แต่ยังกระจัดกระจาย ร่วมมือกันได้เพียงกลุ่มเล็กๆ สองสามคนถึงสิบกว่าคนเท่านั้น ทั้งยังดูเหมือนถูกโลกวิญญาณผลักไสไล่ส่งด้วย!
นอกจากบริวารของ ‘ผู้ตรวจการเหนือห้วงมิติ’ กับพวกที่ยังพอใช้ประโยชน์จากโลกดาราได้บ้าง นอกนั้นต่างสิ้นฤทธิ์ในการ ‘เทเลพอร์ต’ และ ‘แฟลช’
เทวทูตแห่งเส้นทางชะตากรรมก็แทบจะใช้พลังวิเศษที่ได้มาจาก ‘ผู้ถือพันธสัญญา’ ไม่ได้เลย เพราะคู่สัญญาของพวกพระองค์ล้วนเป็นสรรพสิ่งในโลกวิญญาณเสียส่วนใหญ่
ข้ารับใช้เทพภายนอกเหล่านี้ ยังสูญเสียสัมผัสทางพลังวิญญาณ สูญเสียหนทางฟื้นฟูพลังวิญญาณในเวลาอันสั้นโดยการอาศัยโลกวิญญาณ รวมถึงปัจจัยอื่นๆ อีกหลายเรื่อง
‘เทวทูตสีชาด’ เมดีซีควบคุมสถานการณ์ไว้ทั้งหมด กำหนดเป้าหมายถัดไปที่จะต้องเน้นจัดการอย่างฉับไว
ผ่านไปสิบกว่าอึดใจ พระองค์ก็พบโอกาสหนึ่ง
กองพลเทวทูตสีเลือดทุกองค์ ซึ่งแต่เดิมขวางหน้าเขตคุ้มครองอยู่ พลันอันตรธานไปในพริบตา เหลือไว้เพียงบาเรียแสงสว่างกับผนึกดวงดาว
ส่งผลให้ข้ารับใช้เทพภายนอกที่บุกรุกเข้ามา ต่างพากันตะลึงงัน เนื่องจากพวกมันต้องการเก็บเกี่ยวตะกอนพลังระดับเทวทูตมากกว่า
การโจมตีที่พวกมันเตรียมการไว้แล้ว ล้วนพุ่งกระหน่ำใส่บาเรียแสงสว่าง จนถึงกับโคลงเคลงสั่นระริก แต่ยังไม่แตกสลายโดยสิ้นเชิง
กองพลเทวทูตสีเลือดทุกองค์ ปรากฏกายอีกครั้งกลางอากาศ ณ มุมหนึ่งบนฟากฟ้าสนามรบ ใต้เงาบางๆ ที่ซ่อนตัวอยู่บนตำแหน่งสูงอนันต์
เทเลพอร์ต!
เทเลพอร์ตหมู่!
จากนั้นทันที เทวทูตหลายองค์ในกองพลสีเลือด ต่างลงมือทำสิ่งที่แตกต่างกันไป ตามแผนการที่ประสานกันไว้ล่วงหน้าผ่านช่องทางจิตวิญญาณ
‘เมจิกเชี่ยน’ ฟอร์สเหยียดแขนทั้งสอง สร้างประตูมหัศจรรย์จากแสงดาวระยิบระยับในตำแหน่งสูงเกินกว่าจะเอื้อมถึง
เธอฝืนใช้พลังแหวกเปิด ‘ประตู’ สู่มิติเบื้องสูงสุด
อันทีโกนัสรีบอธิษฐาน แล้วทำให้ความปรารถนาของตนเป็นจริงในพริบตา
“ความปรารถนาของข้าคือ ให้การเตรียมตัวฟื้นคืนชีพส่วนใหญ่ของ ‘ผู้เฝ้ามอง’ องค์นั้น สูญสิ้นฤทธานุภาพ”
พระองค์ไม่ได้ใช้คำว่า ‘ทั้งหมด’ มาขยาย ‘การเตรียมตัวฟื้นคืนชีพ’ เนื่องด้วยเกรงว่า หนึ่งในการเตรียมตัวฟื้นคืนชีพของอีกฝ่าย อาจยิ่งใหญ่เกินกว่าที่ ‘ปาฏิหาริย์’ ระดับของตนจะแก้ไขได้ ซึ่งกลับจะทำให้คำอธิษฐานถูกบิดเบือน
ขอเพียงแค่ทำให้การเตรียมตัวฟื้นคืนชีพ ‘ส่วนใหญ่’ ของอีกฝ่ายสิ้นฤทธิ์ บีบให้พระองค์ต้องถอนตัวจากสนามรบชั่วคราว สิ้นเปลืองเวลามากขึ้นในการฟื้นคืนชีพ ก็นับว่าบรรลุจุดมุ่งหมายเชิงยุทธศาสตร์แล้ว!
ยิ่งการเตรียมตัวฟื้นคืนชีพใดกระทำได้รวดเร็วเพียงใด ก็ย่อมถูกกระทบได้ง่ายเพียงนั้น ในส่วนที่ ‘ปาฏิหาริย์’ ของอันทีโกนัสไม่อาจขัดขวาง อาจเกี่ยวพันกับศักดิ์ที่สูงกว่า สำหรับ ‘ผู้เฝ้ามอง’ ลำดับ 1 แล้ว มีโอกาสสูงที่จะต้องผ่านขั้นตอนอันซับซ้อนหรือเร้นลับ สิ้นเปลืองเวลามากขึ้น
แน่นอนว่า นี่เป็นเพียงสถานการณ์ปกติและตรรกะทั่วไป บางที เป้าหมายอาจเตรียมตัวด้วยกระบวนการซึ่งมีศักดิ์สูง แต่ยังสามารถคืนชีพได้รวดเร็วอยู่
แต่สิ่งเหล่านี้มิใช่ความรับผิดชอบของอันทีโกนัส
ตอนนี้พระองค์เป็นเพียงสมาชิกคนหนึ่งของกองพลสีเลือด ทำภารกิจที่ได้รับมอบหมายให้ดีก็พอแล้ว
ในขอบเขตพื้นที่ของ ‘โรงเรียนชีวิต’ และ ‘ชุมนุมแสงเหนือ’ งูใหญ่สีเงินปรอทสองตัวเตรียมพร้อมอยู่นานแล้ว ตัวหนึ่งประทานพรแก่ ‘เทวทูตสีชาด’ เมดีซี อีกตัวทำให้เป้าหมายต้องแบกรับเคราะห์หนักอึ้ง โดยอาศัยประตูมิติที่กำลังเปิดค้างอยู่
นี่คือผู้รับผิดชอบในการรับมือกับสถานการณ์พิเศษ
‘จัสติส’ ออเดรย์ มังกรโบราณอาริฮ็อก กระต่ายมหึมา และเทวทูตเส้นทาง ‘ผู้ชม’ องค์อื่นๆ ร่อนวนอยู่เหนือกองพลสีเลือด ประทานการ ‘ปลอบโยน’ แก่สมาชิกทุกองค์ เพื่อต้านทานเสียงอันน่าสะพรึงกลัวที่ดังก้องในดวงจิต
‘เดอะสตาร์’ เลียวนาร์ด นักบุญวีฟ และเทวทูตองค์อื่นๆ คอยสกัดขัดขวางข้ารับใช้เทพภายนอกโดยรอบ ไม่ให้พวกมันมีโอกาสช่วยเหลือเป้าหมาย
กองพลสีเลือดทั้งหมด ราวกับเครื่องจักรกลที่ประสานสอดคล้องไร้ที่ติ แบ่งหน้าที่กันอย่างลงตัว เป็นระเบียบเรียบร้อย
‘นางมารหายนะ’ ฟรังก้าแบ่งปัน ‘เพลิงทมิฬ’ นางมารของตนให้แก่เมดีซี แล้วเห็น ‘เทวทูตสีชาด’ องค์นี้นัยน์ตาดำสนิทราวเหล็ก ฟันฟาดดาบยักษ์อันน่าสะพรึงซึ่งอัดแน่นความพินาศไว้ภายใน พุ่งตรงเข้าหา ‘ผู้เฝ้ามอง’ องค์นั้น
‘ผู้เฝ้ามอง’ องค์นั้นรีบหลบหนีเข้าสู่มิติอื่นทันที ทว่าด้านหลังพระองค์ ประตูที่หล่อขึ้นจากแสงดาว ทยอยเปิดออกบานแล้วบานเล่า ทำให้พระองค์ยังคงเชื่อมต่อกับโลกแห่งความจริงตลอดเวลา
ดาบยักษ์เพลิงทมิฬที่กักขังความพินาศ ทะลุผ่านประตูแสงดาวบานแล้วบานเล่า ในที่สุดก็ปะทะกับร่างของ ‘ผู้เฝ้ามอง’
‘ผู้เฝ้ามอง’ พลันบิดเบี้ยวแหลกสลาย กลายเป็นเพียงภาพลวงตา
นี่มิใช่ร่างแท้ของพระองค์ แต่เป็นตัวตนที่พระองค์จินตนาการขึ้นมา!
เพล้ง!
เสียงแตกร้าวที่ฟังดูไม่จริงดังก้อง ‘ดาบประลัยกัลป์’ ของเมดีซีฟาดถูกจุดเชื่อมระหว่างร่างจินตภาพกับร่างแท้ เข้าเป้าจุดอ่อนนั้นพอดี
‘ผู้เฝ้ามอง’ ที่ถูกจินตนาการขึ้นมาถูก ‘ไฟประลัยกัลป์’ แผดเผาในพริบตา ขณะที่ร่างแท้ของพระองค์ซึ่งอยู่ห่างไกลในอีกมิติหนึ่ง ก็ลุกเป็นเพลิงสีดำอันน่าสะพรึงกลัวเช่นกัน!
‘ผู้เฝ้ามอง’ องค์นี้เปล่งเสียงร้องอย่างเป็นทุกข์ ลมหายใจอ่อนระทวยในพริบตา
พระองค์แม้จะไม่ถูกสังหารด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียว แต่ก็ได้รับบาดเจ็บสาหัส การเตรียมตัวเพื่อคืนชีพหรือฟื้นพลังล้วนสิ้นฤทธิ์ไปหมดแล้ว
พระองค์โชคร้ายเหลือเกิน
‘ผู้เฝ้ามอง’ องค์นี้ไม่ลังเล ยกระดับมิติของตนขึ้นอีกครั้ง หลุดพ้นจากสนามรบนี้ หลบลี้ไปยังมิติเบื้องสูงเหลือคณา ไม่ปรากฏกายอีกเลย
พระองค์ไม่เพียงแต่หวาดกลัวว่า ตนที่อ่อนแอจะถูกไล่ล่า ยังวิตกกังวลด้วยว่า พันธมิตรผู้โลภมากทั้งหลายจะแอบเปลี่ยนเป้าหมายมาเป็นตนเสียเอง
จะดีจะร้ายนี่ก็เป็นตะกอนพลังลำดับ 1 !
กองพลเทวทูตสีเลือดที่จู่โจมประสบผล อันตรธานหายไปจากตำแหน่งเดิมอีกครั้ง รอดพ้นการล้อมโจมตีของข้ารับใช้เทพภายนอกที่กำลังหลั่งไหลมารวมตัวกัน
พวกพระองค์กลับมายังนอกเขตคุ้มครอง นักบุญดาโบมาคีเสียบดาบมหึมาสีส้มแสดลงในบาเรียแสงสว่าง ซ่อมแซมให้สมบูรณ์ดังเดิม
…………
‘เจ้าดารา’ รูปร่างคล้ายกระจุกดวงดาว เห็น ‘ประตู’ ที่ขวางกั้นตนอยู่ซ้อนทับกันชั้นแล้วชั้นเล่า ไร้ซึ่งจุดสิ้นสุด จึงตัดสินใจสร้างการระเบิด ‘มหานวดารา’ ขึ้นทันที
ทะเลแสงอันกว้างใหญ่ไพศาล ดุเดือดและรุ่งโรจน์ กวาดล้างมิติแห่งนี้ กลืนกิน ‘ประตู’ ทุกบานจนหมดสิ้น จนโลกวิญญาณโดยรอบประสบหายนะล้างผลาญ
การกระทำดังกล่าวช่วยขจัดสิ่งกีดขวางทั้งปวงที่นำไปสู่โลกดารา กระทั่งช่วย ‘มารดาพฤกษาแห่งแรงกระหาย’ กำจัดไคลน์จำนวนมากที่สวมหมวกผ้าไหมทรงกึ่งสูง หุ้มเสื้อโค้ตสีดำ
ทันใดนั้น จากขอบทะเลแสงอันน่าสะพรึงกลัว ไคลน์คนหนึ่งปรากฏกาย ยกมือขวาพร้อมกับดีดนิ้วดังเป๊าะ
มหานวดาราหลายดวงบนกายของ ‘เจ้าดารา’ พลันบังเกิดข้อผิดพลาดในแง่ ‘การเปลี่ยนแปลง’
พวกมันกลับดึงดูดซึ่งกันและกัน พุ่งยุบตัวเข้าหาจุดเดียวกันอย่างดุเดือด
แรงดึงดูดเหล่านั้น ฉุดกระชากร่างกายของ ‘เจ้าดารา’ บีบบังคับให้ ‘กระจุกดาว’ ทั้งหมดยุบตัวพร้อมกัน จะกลายเป็นหลุมดำมหึมาอันเหนือจินตนาการ
ไคลน์ที่ดีดนิ้ว ถูกทะเลแสงกลืนหายวับไป ระเหยกลายเป็นไอในพริบตา ไร้ซึ่งโอกาสขัดขืน
แต่ ‘เจ้าดารา’ ก็จำต้องเร่งตรึงโครงสร้างตนเองให้มั่นคง ด้วยเกรงว่าแรงโน้มถ่วงอันหนักหน่วง กับการระเบิดอันรุนแรง จะทำลายร่างแท้ของพระองค์จนพังทลาย
ครั้นพระองค์ทำภารกิจนี้เสร็จ บริเวณโดยรอบก็กลับเป็น ‘ประตู’ จำนวนนับไม่ถ้วน ซ้อนทับกันชั้นแล้วชั้นเล่าอีกครั้ง
ไคลน์ทุ่มเทกำลังหลักไปยัง ‘เทวีโชคชะตา’ พยายามตรึงสถานการณ์หนึ่งต่อสามเอาไว้ หวังจะหาช่องทางสร้างความเสียหายหนัก เพื่อขับไล่ธิดาองค์โตของ ‘เทวมารดาเสื่อมทราม’ นี้ออกไป
ขณะนั้น ‘มารดาพฤกษาแห่งแรงกระหาย’ อาศัยสัญลักษณ์ ‘แรงกระหาย’ จับตำแหน่งร่างแท้ของ ‘ราชันเร้นลับ’ ไคลน์ได้แล้ว แต่ไคลน์มิได้ใส่ใจ เพียงรีบ ‘ปลูกถ่าย’ แรงกระหายต่างๆ ที่ผุดขึ้นในจิตใจ ออกไปยังหุ่นเชิดแต่ละตนอย่างรวดเร็ว
หุ่นเชิดเหล่านั้น บ้างตะกละตะกลาม บ้างเดือดดาลพิโรธ บ้างแววตาเปี่ยมด้วยความรักใคร่ บ้างเต็มไปด้วยความกระหาย แต่พริบตาเดียวก็ถูกปลดการควบคุม สิ้นชีวิตไปในทันที
หุ่นเชิดที่เหลือยังคงโอบล้อม ‘มารดาพฤกษาแห่งแรงกระหาย’ ต่อไป
ในขณะเดียวกัน เหล่าเงาที่ท่องเที่ยวในสายธารโชคชะตา พลันพุ่งทะยานขึ้น รวมตัวเป็นเสื้อคลุมสีดำมหึมา
ความโง่เขลา!
ไคลน์ใช้สัญลักษณ์ ‘โง่เขลา’ โจมตี ‘เทวีโชคชะตา’!
…………
ณ สมรภูมิซึ่งมีแก่นแท้ต้นกำเนิดสี่ชิ้น กับผู้ปกครองแห่งวันวานสององค์
‘ผู้ตรวจการเหนือห้วงมิติ’ มองเห็นความจริงจากห้วงมิติที่สูงกว่า จนค้นพบจุดอ่อนภายในร่างผสานระหว่าง ‘ปรมาจารย์สวรรค์’ กับเงาของ ‘จักรพรรดิฟ้า’
พระองค์รีบทะยานขึ้นสู่มิติที่สิบ หวังทำลายการเชื่อมโยงภายในร่างที่กำลังเกิดการผสาน
ขณะนั้น ‘ปรมาจารย์สวรรค์’ โบกไม้ปัดลงมา
ความรู้อันยิ่งใหญ่ไพศาล ทะลวงผ่านหลายมิติ หลั่งไหลเข้าสู่ห้วงสมองของ ‘ผู้ตรวจการเหนือห้วงมิติ’ ทันที
ความรู้เหล่านี้ไม่เพียงสับสนยุ่งเหยิง ปริมาณมหาศาล จนแม้แต่ ‘ผู้ปกครองแห่งวันวาน’ ยังไม่อาจดูดซับได้หมดในเวลาอันสั้น ทว่ายังกลับมีชีวิตจิตใจของตัวเอง กลายเป็นสิ่งมีชีวิตพิสดารรูปร่างประหลาด ฉีกกระชากห้วงความคิด จิตสำนึก และจิตวิญญาณของ ‘ผู้ตรวจการเหนือห้วงมิติ’
พวกมันถึงขั้นปลุกปั่นให้ความรู้ดั้งเดิมที่ ‘ผู้ตรวจการเหนือห้วงมิติ’ ครอบครองอยู่ เกิดมีชีวิตและแข็งข้อขึ้นตาม
ปีศาจแห่งความรู้ ความลับอันบ้าคลั่ง!
‘ผู้ตรวจการเหนือห้วงมิติ’ ตกอยู่ในความอลหม่านทันที จมดิ่งในการต่อสู้กับตนเอง
ความอลหม่านของพระองค์นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงในทุกห้วงมิติ บรรดาเส้นสายพิสดารที่ขดตัวอยู่ ทยอยคลี่ออกมา รวมตัวเป็นภาพวาดแผ่นหนึ่ง โอบห่อเงาอันเลือนรางของ ‘ปรมาจารย์สวรรค์’ และ ‘จักรพรรดิฟ้า’ เข้าไป
เมื่อเงาเลือนรางของ ‘ปรมาจารย์สวรรค์’ และ ‘จักรพรรดิฟ้า’ เข้าสู่ภาพวาด ภายในนั้นก็ปรากฏดวงอาทิตย์ ปรากฏดาวเคราะห์ รวมถึงกฎเกณฑ์นานาประการ
‘ผู้ตรวจการเหนือห้วงมิติ’ มิได้หวังว่า สิ่งนี้จะผนึกแก่นแท้ต้นกำเนิดทั้งสองได้ เพียงแต่เป็นการถ่วงเวลาด้วยวิธี ‘ซ่อนทางออก’ ให้ตัวเองมีเวลาปรามความรู้ในตัว รวมถึงปรามการถาโถมของกระแสภายนอก
พระพุทธเจ้ากายทองคำขนาดมหึมา เห็นดังนั้นก็รีบจะย้อนเวลาให้กลับไปเมื่อครู่ ให้เงาเลือนรางของ ‘ปรมาจารย์สวรรค์’ และ ‘จักรพรรดิฟ้า’ หลุดออกมานอกภาพ
ทว่ายังไม่ทันทำสำเร็จ บนกายทองคำก็ผุดเงาบิดเบี้ยวขึ้นมาเป็นแถวเป็นแนว พวกมันคือพระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ พระอรหันต์ และวิทยราชทั้งหลาย ล้วนแล้วแต่เป็นจิตตกค้างของผู้เป็นหนึ่งเดียวกับเต๋าในอดีตกาล
พวกพระองค์ถูกปลุกให้ตื่นกันถ้วนหน้า พร้อมกับถูกกัดกร่อน!
นี่คืออิทธิพลจาก ‘เสียงเพรียกนิรันดร์’
พระองค์คือสัญลักษณ์แห่งจิตวิญญาณของสรรพชีวิต!
หากสิ่งใดเกิดจากการรวมตัว ทั้งยังมีจิตวิญญาณหลายกระแส เสียงเพรียกนิรันดร์ก็เป็นดังศัตรูตัวฉกาจ!
ในทางตรงข้าม ‘อันธการนิรันดร์’ ก็สามารถทำให้จิตวิญญาณอันยุ่งเหยิงวุ่นวายเหล่านี้ จมลงสู่ห้วงนิทราได้เช่นกัน
อสูรทมิฬก็ประสบชะตากรรมเดียวกัน ถึงขั้นร้ายแรงยิ่งกว่า
เงามืดนับไม่ถ้วนพลุ่งพล่านออกจากร่างของตัวเอง แทะเล็มร่างกายของ ‘เจ้าสำนักมืด’ และฟาโบธี
ทั้งสองทำได้เพียงกดข่มอย่างสุดกำลัง ต่อสู้กับตัวเอง ไม่อาจทำสิ่งอื่นได้อีก
ความมืดอันสงบนิ่งจากจุดห่างไกล แผ่คลื่นมาถึงในพริบตา ปลอบโยนความอลหม่านของพระพุทธเจ้ากายทองคำกับอสูรทมิฬ ช่วยให้แก่นแท้ต้นกำเนิดทั้งสองหลุดพ้นจากสภาวะคับขันได้อย่างฉิวเฉียด
แต่ความมืดนี้ก็ถูก ‘จอมราชันแห่งความเสื่อมถอย’ ทำลายลงในพริบตา
เมื่อนึกถึงเรื่องที่ว่า พวกตนต้องทนถูก ‘เสียงเพรียกนิรันดร์’ กระตุ้นจิตวิญญาณครั้งแล้วครั้งเล่า รวมถึงเรื่องที่ความช่วยเหลือจากอมานีซิสอาจมาไม่ทันเวลาเสมอไป ‘เจ้าสำนักมืด’ กับฟาโบธีหันมาสบตากันทันที แววตาทั้งคู่ลุกโชนด้วยความชั่วร้ายอันเด็ดเดี่ยว
สู้ตาย!
ให้พวกพระองค์รับรู้ว่า การกลืนกินพวกเราต้องแลกมาด้วยราคาแสนสาหัส!
อสูรทมิฬจุดชนวนทุกแรงกระหายรอบข้าง ให้ระเบิดในพริบตาเดียว
แรงกระหายที่จะรวมตัวของ ‘เสียงเพรียกนิรันดร์’ ปะทุขึ้นฉับพลัน ในสภาวะที่หา ‘ทุ่งร้างแห่งความรู้’ ไม่พบชั่วคราว พระองค์จึงเปลี่ยนเป้ามายัง ‘โลกเงามืด’ แทน
สำหรับพระองค์แล้ว นี่เป็นทางเลือกที่ไม่ค่อยดีนัก ปกติจะไม่พิจารณา แต่สุดท้ายก็ยังเป็นหนึ่งในทางเลือก!
สืบเนื่องจาก แรงกระหายถูกจุดชนวนจนไม่มีเวลาคิดเรื่องอื่น พระองค์พลันพุ่งทะลุออกมาจากก้นบึ้งหัวใจของอสูรทมิฬ แปรสภาพเป็นจิตวิญญาณอันบ้าคลั่ง เป็นจิตสำนึกไร้รูป แล้วเข้าเล่นงานดวงวิญญาณของฟาโบธีกับ ‘เจ้าสำนักมืด’ อย่างเกรี้ยวกราด หวังบดขยี้พวกพระองค์ให้พินาศโดยเร็ว
ฟาโบธีกับ ‘เจ้าสำนักมืด’ หัวเราะก้องกังวาน
นี่แหละคือสิ่งที่พวกพระองค์ปรารถนา!
พวกพระองค์คว้าเอาความแจ่มชัดสุดท้าย พลีกาย ‘สาปแช่ง’ ตนเอง ‘สาปแช่ง’ ทุกสิ่งที่เกาะติดอยู่บนร่างกาย
ตายไปด้วยกันให้หมด!
เพลิงสีเลือดลุกโชนบนร่างอสูรทมิฬทันที เปลี่ยนพระองค์ให้กลายเป็นกระต่ายยักษ์ เปลี่ยน ‘เสียงเพรียกนิรันดร์’ ที่เดิมไร้รูปให้กลายเป็นจิตและจิตสำนึกของกระต่าย
เพลิงสีเลือดยังคงเผาไหม้ต่อไป หวังพรากทุกชีวิตโดยรอบให้สิ้นซาก
อามุนด์ในทะเลแห่งความโกลาหลเห็นดังนั้น แม้จะประหลาดใจกับทางเลือกของพวกฟาโบธีบ้าง แต่ก็ยังคงลุกขึ้นยืน
โอกาสที่พระองค์รอคอยมาถึงแล้ว!
อามุนด์ยื่นมือไปข้างบน อาศัยอำนาจที่ได้รับมาล่วงหน้า หยิบสิ่งของชิ้นหนึ่งออกมาจาก ‘ปราสาทต้นกำเนิด’
มันคือเอกลักษณ์ ‘ผู้ถูกล่าม’!
เอกลักษณ์ ‘ผู้ถูกล่าม’ ไม่เพียงปนเปื้อนมลทินจาก ‘มารดาพฤกษาแห่งแรงกระหาย’ ชนิดที่แม้แต่ ‘ราชันเร้นลับ’ ไคลน์ก็ไม่อาจขจัดได้ในเวลาอันสั้น แต่มันยังเป็นส่วนประกอบสำคัญของ ‘โลกเงามืด’ ด้วยเช่นกัน สามารถใช้เชื่อมโยง ‘มารดาพฤกษาแห่งแรงกระหาย’ กับ ‘โลกเงามืด’ ที่แต่เดิมเป็นหนึ่งเดียวกัน
บัดนี้ อามุนด์จะอาศัยการเชื่อมโยงดังกล่าว ส่งบาดแผลที่ ‘โลกเงามืด’ ได้รับไปให้ ‘มารดาพฤกษาแห่งแรงกระหาย’ เฉกเช่นที่เคยจัดการ ‘หมอกไม่จีรัง’ ในอดีต!
พระองค์คาดไม่ถึงว่า ฟาโบธีกับ ‘เจ้าสำนักมืด’ จะทำลายตนเองรวดเร็วเพียงนี้ เดิมทีก็แค่หวังอาศัยช่วงชุลมุนขณะที่ ‘โลกเงามืด’ ถูกโจมตีจนได้รับความเสียหาย จึงค่อยลงมือ
บัดนี้ ในเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ขึ้น ก็ย่อมต้องฉวยโอกาสคว้าเอาไว้
……………………………………………………..