ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 1169 ความช่วยเหลือ ....................
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 1169 ความช่วยเหลือ ....................
ตอนที่ 1169 ความช่วยเหลือ
………………..
แว่นตาขาเดียวที่เบ้าตาขวาของอามุนด์ส่องแสงอันรุ่งโรจน์ในพริบตา
พระองค์หายวับไปจากเบื้องหลังไม้กางเขนมหึมาเหนือ ‘ทะเลแห่งความโกลาหล’ อาศัยโลกดาราเป็นเครื่องนำทาง ‘ท่องเที่ยว’ ไปยังห้วงอวกาศดำทะมึนที่ห่างจาก ‘โลกเงามืด’ เพียงสองเท่าของระยะทางระหว่างโลกกับดวงจันทร์
ขณะเดียวกัน พระพุทธรูปทองคำมหึมาก็ถูก ‘เจ้าสำนักมืด’ และฟาโบธีกระตุ้นแรงกระหายอย่างไม่เลือกหน้า ทว่าโชคยังดีที่ความปรารถนาซึ่งครอบงำความคิดของพระองค์ ล้วนเป็น ‘ความประสงค์โปรดสรรพสัตว์ให้พ้นทุกข์’ ด้วยเหตุนี้จึงเพียงนิ่งงันไปชั่วอึดใจเดียว ก่อนจะร่วมศึกด้วยความดุดันยิ่งขึ้น บนมือกลั่นเป็นธรรมจักรสามสีแห่งปรอท ลาพิสลาซูลี และดำสนิท ประกอบด้วยลวดลายซับซ้อนและสัญลักษณ์นานาชนิด
ท่ามกลางเสียงบรรยายธรรมอันกึกก้อง สายธารแห่งชะตาอันเลือนรางเส้นหนึ่งเริ่มปรากฏ แล้วถูกดูดเข้าสู่ธรรมจักรศักดิ์สิทธิ์ขนาดมหึมานั้น ผลักดันให้หมุนไปยังสัญลักษณ์ใดสัญลักษณ์หนึ่ง
สายธารแห่งชะตานี้เป็นของ ‘เสียงเพรียกนิรันดร์’!
ด้วยอิทธิพลดังกล่าว ‘เสียงเพรียกนิรันดร์’ ที่ถูก ‘สาป’ ให้จิตสำนึกและวิญญาณเป็นกระต่าย มิอาจหลุดพ้นจากร่างปีศาจดำสนิท ประหนึ่งถูกโชคชะตาตรึงไว้ที่นั่น จำต้องรับมรสุมคำสาปที่ทวีความดุเดือด ลุกโชนเป็นเปลวเพลิงสีโลหิต
แม้แต่กับผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลาย โชคชะตายังคงน่าอัศจรรย์!
เหตุการณ์นี้ส่งผลให้สรรพชีวิตในแดนดาราจักรปัจจุบัน ต่างประสบภาวะจิตสำนึกยุ่งเหยิง วิญญาณเข้าสู่ภวังค์ไปพร้อมกัน การก่อกวนเช่นนี้จะค่อยๆ แผ่ขยายวงกว้าง สร้างคลื่นกระเพื่อมไปถึงสรรพชีวิตในแดนดาราจักรอื่น แต่จะอ่อนกำลังลงเรื่อยๆ จนกระทั่งสูญสลาย
‘เสียงเพรียกนิรันดร์’ สัญลักษณ์แห่งจิตสำนึกและวิญญาณ!
อีกฟากหนึ่ง ‘ผู้ตรวจการเหนือห้วงมิติ’ ที่ขณะนี้ประทับอยู่ในมิติเบื้องสูง รวมถึงเงาของ ‘ปรมาจารย์สวรรค์’ และ ‘จักรพรรดิฟ้า’ ที่ถูกขังไว้ในภาพวาดมิติ มิได้ถูกกระตุ้นแรงกระหายมากนัก เพียงแต่ตกอยู่ในภาวะชะงักงันชั่วครู่
อามุนด์ยกสองมือขึ้น ปล่อยให้ตุ๊กตาจิ๋วมายาที่ถูกผ้าพันแผล หนาม และกุหลาบพันรอบแล้วรอบเล่า ลอยมาอยู่เบื้องหน้า
เอกลักษณ์ ‘ผู้ถูกล่าม’
จ้องมองเอกลักษณ์นี้ อามุนด์สัมผัสได้อย่างแจ่มชัดถึงสายสัมพันธ์ทางศาสตร์เร้นลับอันมั่นคงระหว่างมันกับ ‘โลกเงามืด’ และ ‘มารดาพฤกษาแห่งแรงกระหาย’ จึงเตรียมจะอาศัยอภิสิทธิ์ของเส้นทาง ‘ข้อผิดพลาด’ ยกระดับความเชื่อมโยงนี้ ให้กลายเป็นสายสัมพันธ์ระหว่างร่างแบ่งภาคกับร่างหลัก ระหว่างตนเองกับตนเอง เพื่อให้ความเสียหายรวมถึงเหตุการณ์ต่างๆ สามารถส่งผ่านไปยัง ‘มารดาพฤกษาแห่งแรงกระหาย’ ได้ด้วย
อามุนด์หันหน้าไปทางทิศของ ‘ทะเลแห่งความโกลาหล’ เปล่งเสียง ‘เฮ้อ’ พลางส่ายศีรษะแผ่วเบา
สำหรับพระองค์แล้ว จุดจบจะต้องจบลงด้วยชัยชนะเท่านั้น การถูกแย่งชิงแก่นแท้ต้นกำเนิดไปส่วนใหญ่ แต่อารยธรรมยังคงสืบต่อบนดาวดวงหนึ่ง ณ ขอบจักรวาล เป็นเพียงการปลอบประโลมและหลอกลวงตนเอง อาจเป็นแค่การเลื่อนจุดจบออกไปชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น
ทั้งนี้ เป็นเพราะชัยชนะของเหล่า ‘ผู้ปกครองแห่งวันวาน’ มิได้หมายความว่าเรื่องราวจะจบลง หากแต่เป็นสัญญาณการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ของสถานการณ์ทั้งจักรวาล เมื่อพระองค์ทั้งหลายแย่งชิงแก่นแท้ต้นกำเนิดที่ปรารถนามาได้แล้ว จะไม่รองรับหรือ? หากรองรับแล้ว ก็จะถือกำเนิดผู้ทรงอานุภาพทัดเทียมเสาหลักขึ้นทีละองค์!
ยามนั้น หาก ‘วัฏจักรแห่งชะตา’ รองรับ ‘กุญแจแห่งแสง’ เข้าไป อามุนด์เองย่อมไม่กล้าออกจากดาวดวงนี้อีก ได้แต่ดำรงชีพอย่างฝืดเคืองภายใต้ความคุ้มครองของ ‘ราชันเร้นลับ’
หากมองแค่กรณีของความพ่ายแพ้ นี่ยังนับเป็นบทสรุปที่ดีที่สุด เพราะหากปล่อยให้ ‘เทวมารดาเสื่อมทราม’ สมบูรณ์และฟื้นคืนสภาพ จนพระองค์ปฏิบัติตามพันธสัญญา ยื่นช่วยเหลือ ‘พระเจ้าดั้งเดิม’ ให้หวนคืนมา เช่นนั้นแม้แต่ ‘ราชันเร้นลับ’ ก็จะตกอยู่ในภาวะวิกฤต
เสาหลักสององค์นี้ ซึ่งมีทั้งฝีมือและเจตจำนง ย่อมสามารถลงนามในพันธสัญญาผ่าน ‘ผู้รับรอง’ เพื่อร่วมมือกันได้อย่างสนิทใจ ช่วยกันแยกชิ้นส่วนและผนึก ‘ราชันเร้นลับ’ รับประกันว่าราชันสวรรค์จะไม่มีวันคืนชีพกลับมาอีก!
หากเป็นเช่นนั้น ‘ราชันเร้นลับ’ ไคลน์อาจสู้ไม่ได้ แต่อาจหลบหนีได้ ส่วนดาวเคราะห์ ณ ขอบจักรวาลดวงนั้นก็จะสูญเสียการคุ้มครองโดยสิ้นเชิง
อามุนด์ดึงสายตากลับมา จ้องมองเอกลักษณ์ ‘ผู้ถูกล่าม’ เบื้องหน้า หัวเราะในลำคอพลางกล่าว
“ตัวข้าคือผู้ปล้น ไม่ใช่ผู้ถูกปล้น”
เสียงยังไม่ทันขาดคำ แว่นตาขาเดียวตรงเบ้าตาขวาของอามุนด์ก็เปล่งประกายจ้ายิ่งกว่าเดิม
แสงสว่างดังกล่าวทำให้ห้วงอวกาศมืดมิดโดยรอบ ได้ต้อนรับความสว่างไสว ต้อนรับยามกลางวัน
…………
‘ราชันเร้นลับ’ ไคลน์เพิ่งจะใช้สัญลักษณ์ ‘ความโง่เขลา’ ต่อเทวี ‘โชคชะตา’ ก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นเงาแดงฉานไม่ถ้วน หลับใหลและจมกลับสู่กระแสหลัก จมสู่ลำธารสาขาน้อยใหญ่ของสายธารโชคชะตา ยังคงมุ่งรบกวน ขัดขวาง และถ่วงเวลาเป็นหลักต่อไป
ทั้งนี้ เพราะเขาได้อนุญาตตามคำขอของอามุนด์ ที่ต้องการจะใช้เอกลักษณ์เส้นทาง ‘ข้อผิดพลาด’ และ ‘ประตู’
ทั้งนี้ เพราะเขาได้รับข้อมูลจากโลกวิญญาณ จึงตัดสินใจเปลี่ยนเป้าหมายหลักในการโจมตีไปเป็น ‘มารดาพฤกษาแห่งแรงกระหาย’ แทน
มหาพฤกษาประหลาดที่ปกคลุมด้วยเกล็ดปฐมกาล ถูกปิดกั้นสัมผัสทางพลังวิญญาณ ไม่อาจรับรู้ข่าวสารจากโลกวิญญาณ ย่อมไม่ทราบว่าเกิดเหตุการณ์ใดขึ้นในสมรภูมิอีกแห่งหนึ่ง จนกระทั่งเมื่อพระองค์เห็นไคลน์นับไม่ถ้วนลอยขึ้นมา ทุกร่างล้วนกางแขนออก ฉายภาพประตูแสงสีดำอมเขียวออกมาเบื้องหน้า จึงเกิดลางสังหรณ์เลวร้ายขึ้นมาทันที
ไคลน์เสริมพลังการเชื่อมโยงทางศาสตร์เร้นลับ เสริมพลังสัญลักษณ์ที่อามุนด์ได้ ‘ปรับแต่ง’ ไว้ ข้ามผ่านแดนดาราจักรนับไม่ถ้วน เชื่อมโยงมายังสมรภูมิปัจจุบัน!
‘มารดาพฤกษาแห่งแรงกระหาย’ ยังไม่ทันหาทางรับมือ เสียงคำรามอันคุ้นเคยของ ‘เสียงเพรียกนิรันดร์’ ก็ดังกึกก้องภายในดวงจิต ทั้งจิตสำนึกและวิญญาณต่างถูกทำลายย่อยยับ
ในพริบตาต่อมา พระองค์ก็ลุกโชนด้วยเปลวเพลิงสีโลหิต ส่งเสียงคำรามอันโหยหวน ร่างต้นไม้ใหญ่พังทลายลงอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นกระต่ายหูยาวที่มีเกล็ดแห่งปฐมกาลปกคลุม
ไคลน์เคยซ้อมรับมือกับสถานการณ์คล้ายคลึงเช่นนี้มาก่อน เพียงแต่มิได้คาดคิดว่า ‘มารดาพฤกษาแห่งแรงกระหาย’ จะบาดเจ็บสาหัสถึงเพียงนี้ เฉกเช่นที่เขาไม่อาจล่วงรู้ได้ก่อนว่า อสูรทมิฬที่ฟาโบธีกับ ‘เจ้าสำนักมืด’ ผสานเข้าด้วยกัน จะมีอารมณ์ผันผวนถึงเพียงนี้ แค่กระตุ้นเล็กน้อยก็ระเบิดปะทุสุดขีด
ขณะที่เขากำลังจะฉวยจังหวะผนึกหรือสังหาร ‘มารดาพฤกษาแห่งแรงกระหาย’ กระต่ายหูยาวที่มีเกล็ดปฐมกาลกลับระเบิดความดุดันและความละโมบออกมาอย่างรุนแรง
พระองค์ใช้ประโยชน์จากสายสัมพันธ์ทางศาสตร์เร้นลับที่ ‘สาป’ ตนเองในทางย้อนกลับ ปลดปล่อยอำนาจ ‘การหลอมรวม’ โดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย ปล่อยให้ตนถูกลากไปยังสถานที่ตั้งของ ‘โลกเงามืด’ ไปสู่สมรภูมิอีกแห่งหนึ่ง!
ร่างของ ‘มารดาพฤกษาแห่งแรงกระหาย’ อันตรธานไปจากตำแหน่งเดิม หลบลี้การขัดขวางของไคลน์ ผ่านเข้าสู่โลกดารา
สรรพสิ่งใดมีด้านดีย่อมมีด้านร้าย นี่คือกฎพื้นฐานแห่งจักรวาล ในทางกลับกันก็เช่นเดียวกัน
หุ่นเชิดของไคลน์ทั้งหลาย พลิกชายเสื้อคลุม ชูฝ่ามือขวา สอดมือเข้าไปในความว่างเปล่า พยายาม ‘ปลูกถ่าย’ สายสัมพันธ์ทางศาสตร์เร้นลับระหว่าง ‘มารดาพฤกษาแห่งแรงกระหาย’ กับ ‘โลกเงามืด’ ไปยังหุ่นเชิดตนหนึ่ง เพื่อให้กระต่ายหูยาวที่มีเกล็ดแห่งปฐมกาลปกคลุม ‘กลับมา’ โดยไม่อาจขัดขืน
ขณะนี้เอง เขาเห็นแสงพระจันทร์แดงฉายลงมา ต้นโอ๊กอันเลือนรางที่ค่อนข้างทรุดโทรม แทงงอกขึ้นบนสายสัมพันธ์ทางศาสตร์เร้นลับระหว่าง ‘มารดาพฤกษาแห่งแรงกระหาย’ กับ ‘โลกเงามืด’ ตรึงสัญลักษณ์ที่สอดคล้องกันไว้มั่น
การ ‘ปลูกถ่าย’ ของไคลน์จึงล้มเหลว
เทวมารดาเสื่อมทราม!
‘เทวมารดาเสื่อมทราม’ ยื่นมือช่วยเหลือ ‘มารดาพฤกษาแห่งแรงกระหาย’ ข้ามห้วงอวกาศ!
ไคลน์รู้สึกทั้งประหลาดใจและไม่ประหลาดใจนัก
ที่ไม่ประหลาดใจนักก็เพราะ เขาทราบดีอยู่แล้วว่า ‘เทวมารดาเสื่อมทราม’ กับ ‘มารดาพฤกษาแห่งแรงกระหาย’ เคยผูกสัญญากันไว้ต่อหน้า ‘พระเจ้าดั้งเดิม’ ฝ่ายหลังได้สังเวย ‘พฤกษาเงา’ ช่วยให้ฝ่ายแรกข้ามผ่านบาเรียได้สำเร็จ ฝ่ายแรกจึงต้องตอบแทนคืนหนึ่งครา ส่งอิทธิพลมาจากโลกดาราตามสัญญาที่ผูกพัน
ส่วนที่ประหลาดใจก็คือ ไคลน์พบว่า ‘เทวมารดาเสื่อมทราม’ ฟื้นฟูสภาพและเยียวยาบาดแผลได้รวดเร็วเหนือความคาดหมาย บัดนี้พระองค์ฟื้นตัวไปมากแล้ว ไม่ต้องหวาดหวั่นต่ออิทธิพลของลูเมี่ยนอีก เพียงแต่ยังต้องขจัดการกดทับของสัญลักษณ์แห่งการทำลายล้าง เยียวยาบาดแผลให้หายขาด พระองค์จึงจะกล้าหาญยื่นมือช่วยเหลือข้ามห้วงอวกาศ แทรกแซงสมรภูมิอีกครา
สมแล้วที่เป็นสัญลักษณ์ของ ‘การเกิดใหม่’
แน่นอนว่า ภาวะอ่อนแรงจากการใช้สัญลักษณ์พิเศษของ ‘ตัวอ่อนปฐมกาล’ ยังคงอยู่
‘เทวมารดาเสื่อมทราม’ จะไม่ลงมือโดยแบกรับผลกระทบด้านลบสองชั้นเด็ดขาด หากยังเยียวยาตัวเองไม่เสร็จสมบูรณ์
เมื่อถูกขัดขวางเช่นนี้ ไคลน์ก็จนปัญญาจะหยุดยั้ง ‘มารดาพฤกษาแห่งแรงกระหาย’
กระต่ายมหึมาที่มีเกล็ดปฐมกาลปกคลุม ถูกย้ายผ่านโลกดารามาถึงหน้า ‘โลกเงามืด’ ที่ยังคงลุกโชนอยู่
พระองค์ที่กำลังอ่อนแอลง เลือกเปล่งเสียงคำรามทันที ปลุกเร้า ‘ความอยากมีชีวิตรอด’ ของสรรพชีวิตในแดนนี้
ชั่วพริบตา องค์พุทธเจ้าทองคำขนาดมหึมาหันกายหนีไปไกลลิบ
อามุนด์พาเอกลักษณ์ของ ‘ผู้ถูกล่าม’ ‘ท่องเที่ยว’ กลับไปหลังไม้กางเขนมหึมาในตำแหน่งของ ‘ทะเลแห่งความโกลาหล’
ร่างของ ‘ผู้ตรวจการเหนือห้วงมิติ’ ‘ปรมาจารย์สวรรค์’ และ ‘จักรพรรดิฟ้า’ ต่างเลือกหลบลี้ไปชั่ววินาที
ภายใน ‘โลกเงามืด’ ‘เสียงเพรียกนิรันดร์’ ที่ถูก ‘สาป’ ซ้ำเติมจนบาดเจ็บสาหัส พลันเกิดความคิดและอารมณ์บางประการ
สภาพของพระองค์บัดนี้ทรุดหนักยิ่งนัก…
ในหมู่ ‘ผู้ปกครองแห่งวันวาน’ อื่นๆ ก็ใช่ว่าจะไม่มีใครรองรับแก่นแท้ต้นกำเนิดของพระองค์ได้…
นักล่าที่อ่อนแอย่อมกลายเป็นเหยื่อ…
ความอยากมีชีวิตรอดอันแรงกล้าทำให้ ‘เสียงเพรียกนิรันดร์’ หนีออกจาก ‘โลกเงามืด’ ตามสัญชาตญาณ พยายามคืนสู่ความไร้รูปร่าง แล้วหลบลี้ไปสู่แดนดาราจักรอื่นเพื่อซ่อนตัว
เมื่อปราศจากการขัดขวางขององค์พุทธเจ้าทองคำ ความพยายามของพระองค์จึงประสบผลสำเร็จ
ส่วน ‘โลกเงามืด’ ในขณะนี้ จิตสำนึกและวิญญาณของเหล่าผู้เป็นหนึ่งเดียวกับเต๋าดั้งเดิม ถูกเผาผลาญจนหมดสิ้นแล้ว ของฟาโบธีก็เช่นกัน ‘มารดาพฤกษาแห่งแรงกระหาย’ ฉวยโอกาส อาศัยพลังการหลอมรวม ดูดโลกที่เงามืดกระจัดกระจายใบนี้ เข้าหาตัวเองด้วยกำลัง
จากนั้น พระองค์ในร่างกระต่ายมหึมาก็อุ้ม ‘โลกเงามืด’ พุ่งเข้าสู่โลกดารา หลบหนีไปไกล ไม่สนใจสิ่งอื่นใดทั้งสิ้น ไม่หยุดชะงักแม้แต่น้อย
พระองค์ที่บาดเจ็บสาหัสอยู่แต่เดิม ไม่มีเวลาจะเรียกคืนเอกลักษณ์ของ ‘ผู้ถูกล่าม’ และเอกลักษณ์ของ ‘นรก’ รวมทั้งตะกอนพลังที่สอดคล้องกัน คิดเพียงว่าต้องหนีให้พ้นจากตรงนี้ ซ่อนตัวให้มิด เพื่อรองรับ ‘โลกเงามืด’ อย่างดีในช่วงเวลาข้างหน้า!
เหตุการณ์ข้างต้นเกิดขึ้นในชั่วพริบตา จนกระทั่ง ‘มารดาพฤกษาแห่งแรงกระหาย’ อันตรธานไปจากแดนดาราจักรนี้ การขัดขวางของ ‘รากเหง้าแห่งภัยพิบัติ’ ลูเมี่ยน และ ‘อันธการนิรันดร์’ อมานีซิสจึงค่อยทยอยมาถึง ร่างของไคลน์ที่ถูก ‘เทวมารดาเสื่อมทราม’ รบกวน ก็ปรากฏขึ้นอย่างถี่ยิบด้วยผลของแฟลช
ไคลน์เข้าใจสถานการณ์โดยรวมได้ทันที โดยพบว่าหลังจากเหตุการณ์เมื่อครู่ แม้ฝ่ายตนจะเสีย ‘โลกเงามืด’ ไปชั่วคราว แต่สถานการณ์กลับเปิดกว้างแล้ว แก่นแท้ต้นกำเนิดสามชิ้นต้องรับมือกับ ‘ผู้ปกครองแห่งวันวาน’ เพียงหนึ่งองค์เท่านั้น
แน่นอนว่ายังไม่อาจประมาทเลินเล่อ ดูแคลนศัตรู เพราะการที่ ‘เสียงเพรียกนิรันดร์’ ในสภาพบาดเจ็บสาหัสหนีไป ก็เพียงเพราะความอยากมีชีวิตรอดกำลังพลุ่งพล่าน อีกครู่หนึ่งอาจแอบย่องกลับมาจับตามองใหม่ หากฝ่ายตนยังไม่ได้เปรียบ พระองค์อาจเข้าร่วมศึกอีกครา จึงต้องรีบฉวยเวลาให้มั่น
ไคลน์ตั้งใจจะถ่วงเวลา ‘เทวีโชคชะตา’ กับ ‘เจ้าดารา’ ไปพลาง ติดตาม ‘มารดาพฤกษาแห่งแรงกระหาย’ ไปพลาง ถือโอกาสที่พระองค์บาดเจ็บสาหัสและยังไม่ทันซ่อนตัว แย่งชิง ‘โลกเงามืด’ กลับคืนมา พร้อมทั้งรบกวน ‘วัฏจักรแห่งชะตา’ เป็นระยะ เพื่อสร้างโอกาสให้ลูเมี่ยนและ ‘เทพธิดารัตติกาล’
วินาทีถัดมา ร่างที่แฟลชถี่ยิบของเขาหยุดนิ่ง พลางหันเหสายตาไปยังตำแหน่งของ ‘ทะเลแห่งความโกลาหล’
แสงจันทร์สีแดงฉายมาจากโลกดารา สาดส่องลงบนร่างมนุษย์แสงขนาดมหึมา นำพา ‘การเกิดใหม่’ ของจิตสำนึกต่างๆ
นี่ยังรวมถึงจิตสำนึกของกรีชา·อาดัม รวมทั้งของเฮราเบอร์เก้นและเลโอเดโร เช่นเดียวกับของ ‘พระเจ้าดั้งเดิม’
ทว่าจิตสำนึกของ ‘พระเจ้าดั้งเดิม’ ในทีแรกก็ใกล้จะครองความได้เปรียบอยู่แล้ว
……………………………………………………..