ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 1170 ‘สัญลักษณ์แห่งอดีต’
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 1170 ‘สัญลักษณ์แห่งอดีต’
ตอนที่ 1170 ‘สัญลักษณ์แห่งอดีต’
………………..
เมื่อแสงจันทร์สีแดงสาดส่อง ไคลน์ก็รู้ว่ากรีชา·อาดัมคงทนได้ไม่นานแล้ว พระองค์เพียงแต่อาศัยการหลอมรวมจิตสำนึกของเฮราเบอร์เก้นและเลโอเดโร จึงพอรักษาสมดุลชั่วคราวได้ สามารถใช้พลังระดับกึ่งวันวาน แต่เมื่อถูกมอบ ‘การเกิดใหม่’ ปัญหาต่างๆ ที่สะสมไว้เพื่อรอระเบิด คงถูกเร่งให้ปะทุก่อนกำหนด
เมื่อ ‘พระเจ้าดั้งเดิม’ ได้เปรียบอย่างแท้จริง และ ‘เทวมารดาเสื่อมทราม’ ฟื้นคืนสภาวะปกติ สถานการณ์คงไม่อาจแก้ไขได้แล้ว
ณ ขณะนี้ ในสมองของไคลน์มีแผนฉุกเฉินสามแผน
แผนแรกคือ ให้ ‘เทพธิดารัตติกาล’ ลงมือ บังคับจิตสำนึกของกรีชา·อาดัมและ ‘พระเจ้าดั้งเดิม’ ให้เข้าสู่ภวังค์หลับ เพื่อยื้อเวลาออกไป หรือไม่ก็ ตัวพระองค์เองหาทางสังหารกรีชา·อาดัม ยุติความเป็นไปได้ที่ ‘พระเจ้าดั้งเดิม’ จะอาศัยความช่วยเหลือจาก ‘เทวมารดาเสื่อมทราม’ เพื่อคืนชีพในอนาคตอันใกล้
ปัญหาของแผนนี้คือ ผลลัพธ์จะปลดปล่อย ‘ต้นกำเนิดความหิวโหย’ ออกมา เมื่อถึงตอนนั้น พระองค์มีโอกาสมากที่จะกัดกินกรีชา·อาดัมคำโต จากนั้น ผู้ยิ่งใหญ่ที่ไม่เคยพอรายนี้ย่อมเบนเป้าไปหาลูเมี่ยนเพื่อรองรับ ‘นครภัยพิบัติ’ เมื่อนำไปรวมกับเรื่องที่ ‘เสียงเพรียกนิรันดร์’ อาจกลับมาในเวลาไม่นาน สถานการณ์จะพังทลายลงอย่างสิ้นเชิง
แผนที่สองคือ อาศัยสัญลักษณ์ ‘การเปลี่ยนแปลง’ ชะลอการเปลี่ยนแปลงที่ไม่ดีบนตัวกรีชา·อาดัม ยังคงให้พระองค์ถ่วงเวลา ‘ต้นกำเนิดความหิวโหย’ เอาไว้ ส่วนตัวเองล้มเลิกการไล่ล่า ‘มารดาพฤกษาแห่งแรงกระหาย’ ไปก่อน อย่าเพิ่งคิดเรื่องการนำ ‘โลกเงามืด’ กลับมา พลางถ่วงเวลา ‘เทวีโชคชะตา’ และ ‘เจ้าดารา’ พลางเข้าร่วมการต่อสู้ของแก่นแท้ต้นกำเนิดสามชิ้นที่เหลือ เพื่อต่อกร ‘ผู้ตรวจการเหนือห้วงมิติ’ โดยหวังสร้างความเสียหายหนัก หรือแม้กระทั่งกำจัด ‘ผู้ปกครองแห่งวันวาน’ รายนี้โดยเร็ว
นี่จะช่วยให้บรรดาแก่นแท้ต้นกำเนิดเบามือลง แบ่งพวกพระองค์ไปช่วยลูเมี่ยนกับ ‘เทพธิดารัตติกาล’ เพื่อปิดฉากการต่อสู้ฝั่งนั้น หากทำสำเร็จ ตราบใดที่ตอนนั้น ‘พระเจ้าดั้งเดิม’ ยังไม่ฟื้นคืนชีพ สถานการณ์ก็จะยังควบคุมได้ และดีขึ้นตามลำดับแน่นอน
ปัญหาของแผนนี้คือ เมื่อไคลน์เข้าไปพัวพันเชิงลึกในศึกกับ ‘ผู้ตรวจการเหนือห้วงมิติ’ จนถูกอิทธิพลสัญลักษณ์ของอีกฝ่ายกระทบ ก็จะยากที่จะดูแลแดนดาราจักรอื่นซึ่งมี ‘เทวีโชคชะตา’ และ ‘เจ้าดารา’ ไปพร้อมกัน หากพวกพระองค์ลงมือ สถานการณ์จะยิ่งวุ่นวายและเลวร้ายขึ้น
แผนที่สาม ยังคงอาศัยสัญลักษณ์ ‘การเปลี่ยนแปลง’ ให้กรีชา·อาดัมทนต่อไปอีกสักครู่ จากนั้น ไคลน์จะไม่เข้าร่วมการศึกของแก่นแท้ต้นกำเนิดสามชิ้นกับ ‘ผู้ตรวจการเหนือห้วงมิติ’ ไม่ไปรบกวน ‘วัฏจักรแห่งชะตา’ ไม่พัวพันกับสนามรบของลูเมี่ยนและ ‘เทพธิดารัตติกาล’ และยิ่งไม่ไปไล่ตาม ‘มารดาพฤกษาแห่งแรงกระหาย’ โดยจะหันมาใช้พลังเต็มพิกัดเพื่อรับมือ ‘เทวีโชคชะตา’ และ ‘เจ้าดารา’
แม้จะเป็นหนึ่งต่อสอง แต่สัญลักษณ์ของ ‘ผู้ปกครองแห่งวันวาน’ ทั้งสองไม่ได้กดข่มเขา ยิ่งเมื่อ ‘ราชันเร้นลับ’ ไคลน์ใช้สัญลักษณ์เสาหลักเสริมเข้าไป ขอเพียง ‘พระเจ้าดั้งเดิม’ ยังไม่คืนชีพ เขาจะสามารถต้านการก่อกวนระยะไกลของ ‘เทวมารดาเสื่อมทราม’ รวมถึงทำร้าย ‘เทวีโชคชะตา’ และ ‘เจ้าดารา’ จนบาดเจ็บหนัก บังคับให้พวกพระองค์ล้มเลิกแล้วหลบหนีไป หรือผนึกพวกพระองค์ระยะสั้น
หลังจากนั้น ไคลน์ก็สามารถไปสลับกับ ‘เทพธิดารัตติกาล’ รับมือ ‘วัฏจักรแห่งชะตา’ ด้วยตนเอง ส่วน ‘เทพธิดารัตติกาล’ ก็ไปทำให้กรีชา·อาดัมเข้าสู่ภวังค์นิทรา และต้านทาน ‘ต้นกำเนิดความหิวโหย’
ในสถานการณ์หนึ่งต่อหนึ่ง ไคลน์มีความมั่นใจที่จะจัดการ ‘วัฏจักรแห่งชะตา’ ได้รวดเร็ว ก่อนที่ ‘เทวมารดาเสื่อมทราม’ จะรักษาตัวเองเสร็จแล้วย้อนกลับมาใหม่ แต่ถ้าไม่ได้อยู่ในสถานการณ์หนึ่งต่อหนึ่ง ไคลน์ก็ยังสามารถถ่วง ‘จอมราชันแห่งความเสื่อมถอย’ ไปพร้อมกัน ให้ลูเมี่ยนที่เตรียมการไว้ล่วงหน้า แสดงให้ ‘จอมราชันแห่งความเสื่อมถอย’ เห็นในเวลาอันสั้นว่าอะไรคือ ‘รากเหง้าแห่งภัยพิบัติ’
ปัญหาเดียวของแผนนี้คือ ต้องแข่งกับเวลา เวลาแม้แต่น้อยก็เสียไม่ได้ มิฉะนั้นจะพบกับความล้มเหลว!
ส่วนแนวคิดการนำเอกลักษณ์เส้นทาง ‘จันทรา’ และเอกลักษณ์เส้นทาง ‘มารดา’ ป้อนให้ ‘ต้นกำเนิดความหิวโหย’ เพื่อชักนำ ‘เทวมารดาเสื่อมทราม’ ให้หันไปลงมือกับ ‘ต้นกำเนิดความหิวโหย’ แทน เมื่อลองคำนวณแล้วจะพบว่าไม่มีความเป็นไปได้เชิงสาระ เว้นแต่ ‘ราชันเร้นลับ’ ไคลน์จะไปหา ‘เทวมารดาเสื่อมทราม’ ตอนนี้เลย ทำให้พระองค์ ‘โง่เขลา’ และลงมือ ‘หลอกลวง’ ให้สำเร็จ มิฉะนั้น ‘เทวมารดาเสื่อมทราม’ สามารถรอจนกระทั่งสถานการณ์วุ่นวายยิ่งขึ้น รอจนทั้งสองฝ่ายต่างบาดเจ็บหนัก แล้วจึงค่อยย้อนกลับมา
และหากไคลน์ไปหา ‘เทวมารดาเสื่อมทราม’ ด้วยตัวเอง แม้นั่นจะเป็นเสาหลักที่อ่อนแอและบาดเจ็บ เขาก็จะไม่อาจแบ่งสมาธิไปยังสนามรบอื่นได้ในเวลาสั้น
ไคลน์ตัดสินใจทันที ร่างที่แฟลชถี่ยิบชูชายเสื้อโค้ตขึ้น
การเปลี่ยนแปลง!
สัญลักษณ์นี้อาบลงบนร่างมนุษย์แสงขนาดมหึมา ช่วยชะลอการเปลี่ยนแปลงที่ไม่ดีจากแสงจันทร์สีแดง
ต่อจากนั้น ไคลน์ย้ายอามุนด์ใน ‘ทะเลแห่งความโกลาหล’ ไปยังดาวเคราะห์ขอบจักรวาล เหลือไว้เพียงเอกลักษณ์ ‘ผู้ถูกล่าม’ และตะกอนพลังลำดับ 1 ‘เทพแห่งความงาม’ จากลิลิธ เพื่อ ‘ปลูกถ่าย’ พวกมันไปยัง ‘ปราสาทต้นกำเนิด’
จัดการสิ่งเหล่านี้เสร็จ ร่างที่แฟลชถี่ยิบของไคลน์ก็หายไปจากแดนดาราจักรนี้
เขากลับสู่สนามรบเดิม เตรียมจะต่อกรกับ ‘เทวีโชคชะตา’ และ ‘เจ้าดารา’ อย่างสุดกำลัง!
………..
เมื่อครั้งอามุนด์ปรากฏตัว ณ ดาวเคราะห์ขอบจักรวาล โดยยังไม่หลุดพ้นจากอิทธิพลของ ‘อยากมีชีวิตรอด’ เอาแต่ซ่อนตัวอยู่ในเขตคุ้มครอง ไม่กล้าออกไปไหน
บนสมรภูมิท้องฟ้านอกเขตคุ้มครอง ฟรังก้าและเหล่าเทวทูตต่างค้นพบด้วยความตกตะลึงว่า ‘กามเทพ’ และพวก ‘เลวิอาธาน’ พร้อมกันหายตัวไป กลับเข้าสู่จักรวาลโดยไร้ร่องรอย
ภาพนี้ช่วยให้ความกดดันของพวกพระองค์ลดลงไม่น้อย
ทุกครั้งที่เหล่า ‘กามเทพ’ ผู้สง่างามยิงศรออกมา จะพรากเอา ‘หัวใจแท้’ ไปหนึ่งดวงเสมอ ก่อให้เกิดความขัดแย้งภายใน
‘เลวิอาธาน’ ยิ่งปลุกเร้าความอิจฉาและความไม่พอใจของเทวทูตหลายองค์ เกือบทำให้กองพลสีเลือดของ ‘เทวทูตสีชาด’ เมดีซีแตกกระจาย โชคดีที่ ‘เดอะสตาร์’ เลียวนาร์ด อาเรียนน่า และ ‘บริวารอำพราง’ อื่นๆ คอยทำให้เทวทูตที่ได้รับผลกระทบเข้าสู่ภวังนิทราทันที โดยมี ‘จัสติส’ ออเดรย์กับเทวทูตเส้นทาง ‘ผู้ชม’ องค์อื่นๆ ช่วยรักษาตามอาการได้ทันเวลา บ้างก็ ‘สะกดจิต’ บ้างก็ ‘ปลอบโยน’ หรือปลูกฝังบุคลิกภาพเสมือน กองทัพเทวทูตจึงไม่เกิดปัญหาใหญ่
ตอนนี้ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม การที่ ‘กามเทพ’ และเหล่า ‘เลวิอาธาน’ ถอนตัวออกจากสนามรบ ล้วนทำให้ ‘แม่ทัพใหญ่’ เมดีซีผ่อนคลายลง
…………
ภายในห้วงอวกาศไร้ขอบเขตที่บ้างก็ปกคลุมด้วย ‘หมอกสงคราม’ บ้างก็มืดมิด
เสียงของลูเมี่ยนดังขึ้นในห้วงจิตของ ‘อันธการนิรันดร์’ อมานีซิส
“เปลี่ยนกลยุทธ์ จัดการ ‘วัฏจักรแห่งชะตา’ ก่อน”
ก่อนหน้านี้ ลูเมี่ยนหวังอาศัยการเตรียมการล่วงหน้าของตน สร้างความเสียหายหนักหรือแม้กระทั่งกำจัด ‘จอมราชันแห่งความเสื่อมถอย’ ในเวลาอันสั้น จึงกำหนดให้ ‘จอมราชันแห่งความเสื่อมถอย’ เป็นเป้าหมายโจมตีหลัก
เขาและ ‘อันธการนิรันดร์’ อมานีซิสเกือบจะสำเร็จถึงสามครั้ง แต่ล้วนถูก ‘วัฏจักรแห่งชะตา’ ขัดขวาง บ้างก็ ‘ย้อนวัฏจักร’ กลับไปยังเหตุการณ์ก่อนหน้า บ้างก็ได้รับอิทธิพลจากโชคชะตาที่ ‘ถูกลิขิตไว้แล้ว’
นี่ทำให้ลูเมี่ยนได้รับผลกระทบจากสัญลักษณ์ ‘เสื่อมโทรม’ ซึ่งมีนิยามว่า ‘สิ่งใดที่จะเสื่อม ย่อมต้องเสื่อม’ สมดุลภายในร่างกายจึงยิ่งเปราะบางลงทุกที ระยะเวลาที่สามารถคงสภาพก็สั้นลงไปอีกหนึ่งนาที
ดังนั้นลูเมี่ยนจึงคิดว่า ตนไม่ควรติดอยู่กับการพัวพันและฝืนเอาชนะกันไปมาแบบนี้ ต้องหาช่องทางฝ่าวงล้อมอื่น เช่น จัดการตัวสนับสนุนก่อน กำจัดคนที่คอยก่อกวนอยู่ข้างๆ
แม้ว่าในระยะเวลาอันสั้น ‘วัฏจักรแห่งชะตา’ คือเป้าหมายที่จัดการได้ยากกว่า ‘จอมราชันแห่งความเสื่อมถอย’ ไม่ว่าจะด้วยสัญลักษณ์ ‘วัฏจักร’ หรือสัญลักษณ์ ‘ถูกลิขิตไว้แล้ว’ ที่ผสานกับ ‘อนาคต’ ล้วนช่วยให้พระองค์แทบจะไม่ถูกโจมตีเลย แต่ในสถานการณ์ที่ไม่ทางเลือกอื่นแล้ว ลูเมี่ยนก็ยังอยากลองเสี่ยงดู
เขาสังเกตเห็นแสงจันทร์สีแดงเข้มที่สาดส่องลงมา จึงตระหนักดีว่าตอนนี้เวลามีจำกัด!
ทันใดนั้น เขาก็สร้าง ‘หมอกสงคราม’ ปกคลุมห้วงอวกาศแห่งนี้อีกครั้ง แล้วสลับตำแหน่งของตนกับ ‘อันธการนิรันดร์’ อมานีซิส
‘อันธการนิรันดร์’ อมานีซิสจึงได้พบกับ ‘จอมราชันแห่งความเสื่อมถอย’ ในรูปลักษณ์มัมมี่ทองคำ
หนังสือประหลาดที่งูหุ้มด้วยขนนกขดเป็นวง ซึ่งพระองค์กำลังถืออยู่ พลันเปิดออกเสียงดังพึบพับ ข้างในเขียนชื่อ ‘จอมราชันแห่งความเสื่อมถอย’ เต็มไปหมด
ความตาย!
อมานีซิสใช้สัญลักษณ์ ‘ความตาย’!
เวลาที่เชื่องช้าอยู่แล้วรอบตัว ‘จอมราชันแห่งความเสื่อมถอย’ ยิ่งเชื่องช้าลงไปอีก ผลักดันร่างของพระองค์เข้าสู่ส่วนลึกของระลอกแสงอันเลือนราง
ที่นั่นราวกับเป็นจุดสิ้นสุดของเวลา ปลายทางของการเปลี่ยนแปลง
‘จอมราชันแห่งความเสื่อมถอย’ ไม่ได้หลบหนีจากอิทธิพลของสัญลักษณ์ ‘ความตาย’ แต่อาศัยประโยชน์จากการเป็น ‘จุดสิ้นสุดของสายธารเวลา’ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของพระองค์ เปลี่ยนให้ ‘ความตาย’ มาถึงเฉพาะในช่วงเวลานั้น ไม่ส่งผลกระทบต่อปัจจุบัน
ขณะที่อมานีซิสจัดการกับ ‘จอมราชันแห่งความเสื่อมถอย’ ลูเมี่ยนที่มีทัศนวิสัยกระจ่างชัดภายใน ‘หมอกสงคราม’ ก็ค้นพบ ‘วัฏจักรแห่งชะตา’
มือขวาของร่างกายที่มีใบหน้าโอลัวร์และใบหน้าจินนากำแน่นทันที
พวกเธอทำให้ความขัดแย้งทั้งหมดในมิติโดยรอบปะทุขึ้นฉับพลัน วันสิ้นโลกแปรเปลี่ยนเป็นวังวนปฐมกาล ส่งผลให้ดาวเคราะห์น้อยข้างๆ พร้อมกับเวลา อวกาศ และโชคชะตา ต่างก็ถูกกลืนหายไปพร้อมกัน
วังวนปฐมกาลนี้ แผ่ขยายอย่างรวดเร็วไปยัง ‘วัฏจักรแห่งชะตา’ แต่เป้าหมายที่เล็งไว้กลับไม่ใช่กายเนื้อของอีกฝ่าย หากแต่เป็นสาขาที่ถูกตรึงไว้ภายในสายธารแห่งชะตาสีปรอท
มันต้องการให้สาขานั้นเข้าสู่วันสิ้นโลก กลับคืนสู่ปฐมกาล ด้วยวิธีนี้จะสามารถทำลายสัญลักษณ์ ‘ถูกลิขิตไว้แล้ว’ ของ ‘วัฏจักรแห่งชะตา’ ได้
ร่างกายทั้งสามของ ‘วัฏจักรแห่งชะตา’ เริ่มหมุนรอบจุดหนึ่ง
พระองค์ต้องการกระตุ้น ‘วัฏจักร’ ที่ปัจจุบันไม่อยู่ในขอบเขตอิทธิพลของวังวนปฐมกาล เพื่อรีเซตสถานะของที่นี่
ในเวลานี้ ‘อันธการนิรันดร์’ อมานีซิสพลันละทิ้งการใช้อิทธิพลสัญลักษณ์ต่อ ‘จอมราชันแห่งความเสื่อมถอย’ แล้วอาศัยการเชื่อมโยงระหว่างทีม ทำให้ความมืดลึกล้ำไหลบ่าออกจากห้วงอวกาศใกล้ลูเมี่ยนราวกับสายน้ำ ดึงดูดเวลาและอวกาศของมิติดังกล่าว ทำให้พวกมันหลอมรวมเข้าสู่ตัวเองอย่างรวดเร็ว
‘อันธการนิรันดร์’ ก็คือ ‘ผู้หลอมรวมกาลอวกาศ’!
แม้ว่าสัญลักษณ์นี้ยังไม่สมบูรณ์ แต่ก็ทำให้การหมุนของ ‘วัฏจักรแห่งชะตา’ หยุดชะงักลง ทำให้พระองค์ดูเหมือนแมลงในอำพัน
‘รากเหง้าแห่งภัยพิบัติ’ ลูเมี่ยนคว้าโอกาสนี้ ทำให้วังวนปฐมกาลแผ่ขยายไป กลืนสาขาโชคชะตาที่ถูกตรึงไว้ กลืนจุด ‘วัฏจักร’ ที่ถูกตั้งไว้ล่วงหน้า
จากนั้น วังวนปฐมกาลที่รองรับทุกสีสันและความเป็นไปได้ เริ่มกลืน ‘วัฏจักรแห่งชะตา’ ที่ประกอบด้วยกายเนื้อสามร่าง ทำให้พระองค์สลายในทันที กลับคืนสู่ปฐมกาล
ลูเมี่ยนและอมานีซิสต่างไม่มีเวลายืนยันผลลัพธ์ เพราะ ‘จอมราชันแห่งความเสื่อมถอย’ ทำให้ ‘หมอกสงคราม’ ดำเนินไปสู่จุดจบแล้ว จากนั้นก็ใช้สัญลักษณ์ ‘สั่งตาย’ กับพวกพระองค์
วินาทีถัดมา ในตำแหน่งที่วังวนปฐมกาลสลายไป ร่างกายสีดำสนิทของ ‘วัฏจักรแห่งชะตา’ ปรากฏออกมาใหม่ พร้อมกับร่างกายสีปรอทและร่างกายที่ประกอบด้วยแสงแห่งการไถ่บาป โดยยังคงประสานมุทราอยู่
สัญลักษณ์ ‘อดีต’!
อดีตไม่สูญหาย ปัจจุบันไม่ดับสูญ!
ลูเมี่ยนเข้าใจเรื่องหนึ่งในทันที นั่นคือ ต้องใช้พลังที่เกี่ยวข้องกับเสาหลักที่สี่เท่านั้น จึงจะทำให้การดำรงอยู่ระดับ ‘วัฏจักรแห่งชะตา’ ถูกลืมเลือนได้ ทำให้ประวัติศาสตร์ในอดีตของพระองค์ถูกลบล้าง นี่ถึงจะสร้างความเสียหายหนักและสังหารพระองค์ได้อย่างแท้จริง
แน่นอน ‘ราชันกาลอวกาศ’ ผู้ครอบครองสัญลักษณ์ ‘ประวัติศาสตร์’ แม้จะปลิดชีพ ‘วัฏจักรแห่งชะตา’ ไม่ได้ แต่สามารถทำให้พระองค์ทรมานยิ่งกว่าตายได้แน่นอน
……………………………………………………..