ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 1173 ‘รองรับ’
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 1173 ‘รองรับ’
ตอนที่ 1173 ‘รองรับ’
จอมราชันแห่งความเสื่อมถอยสัมผัสได้ว่า เสียงเรียกหาเทพแห่งโรคทั้งมวล ได้พุ่งตรงไปยังรากเหง้าแห่งภัยพิบัติที่อยู่ตรงหน้า ทำให้ทั้งสองฝ่ายมีตัวตนซ้อนทับกัน เปิดโอกาสให้พระองค์ยึดครองร่างเป้าหมายได้โดยตรง
ทว่าพระองค์มิได้ฉกฉวยโอกาสนี้ จอมราชันแห่งการเสื่อมถอยหาได้โง่เขลาเบาปัญญา การสังหารรากเหง้าแห่งภัยพิบัติให้ดับสูญเสียก่อน แล้วจึงค่อยรองรับแก่นแท้ต้นกำเนิด นี่ต่างหากคือหนทางเดียวที่ถูกต้อง!
หากยึดครองร่างฝ่ายตรงข้ามเดี๋ยวนี้ ย่อมหมายความว่า ทั้งสองฝั่งจะต้องปะทะกันในระดับจิตวิญญาณ จอมราชันแห่งความเสื่อมถอยยังไม่มีความมั่นใจว่าจะชนะได้อย่างแน่นอน เมื่อถึงเวลานั้น หากพลั้งพลาดแพ้ไป ก็จะกลายเป็นพระองค์ถูกรากเหง้าแห่งภัยพิบัติรองรับและกลืนกินแทน กลายเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มจิตสำนึกนั่น ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเข้าสู่สงครามระดับจิตวิญญาณแล้ว หากจอมราชันแห่งความเสื่อมถอยพ่ายแพ้ แม้แต่โอกาสหลบหนีก็จะไม่มี เพราะนั่นเป็นคู่ต่อสู้ระดับเดียวกัน
ด้วยเหตุนี้ ผู้ปกครองแห่งวันวานที่มีความคิดปกติคนใด ย่อมไม่มีทางใช้โอกาสที่ลูเมี่ยนมอบให้นี้
สำหรับลูเมี่ยน เมื่อเตรียมแผนนี้ไว้แล้ว ก็ย่อมต้องมีกลยุทธ์ต่อเนื่องอยู่แล้ว
เจ้ายังมีความคิดปกติ ไม่ได้โง่เขลาเบาปัญญางั้นรึ? ไม่เป็นไร งั้นข้าจะทำให้เจ้าโง่เอง!
ขณะที่บรรดาศาสนิกชนร้องเรียกหา ‘เทพแห่งโรคผู้ยิ่งใหญ่’ ขณะที่จอมราชันแห่งความเสื่อมถอยปล่อยศรไม่พลาดเป้าและวิชาสั่งตายใส่ตน ลูเมี่ยนก็กระตุ้นรอยประทับพันธสัญญาจากมิสเตอร์ฟูล ซึ่งเขายังใช้ได้อีกหนึ่งครั้ง
ปั่นหัว!
พันธสัญญานี้ เดอะฟูลไคลน์ทำขึ้นหลังรองรับปราสาทต้นกำเนิดแล้ว พลังที่ยืมมาจึงแฝงสัญลักษณ์แห่งความโง่เขลาไว้ด้วย
เมื่อรอยประทับพันธสัญญาบนตัวลูเมี่ยนเปล่งแสงสีเขียวดำ ท่วงท่าที่จอมราชันแห่งความเสื่อมถอยผลักฝ่ามือซ้ายออกมา ก็เริ่มชะงักช้าลงทันใด
พระองค์ลังเล พระองค์หยุดชะงัก
สำหรับผู้ยิ่งใหญ่ที่แท้จริงอย่างจอมราชันแห่งความเสื่อมถอย อำนาจ ‘ปั่นหัว’ ที่กึ่งราชันเร้นลับใช้นั้น ย่อมคงอยู่ได้ไม่นาน ฤทธิ์ก็ไม่แรงพอจะทำให้พระองค์เสียสติ จนกระทำตามสัญชาตญาณดิบ
แต่ลูเมี่ยนก็ไม่ได้หวังว่าจะสำเร็จด้วยวิธีนี้เพียงอย่างเดียวอยู่แล้ว
ขณะนี้ เศียรตรงกลางของเขาเริ่มหัวเราะ แฝงไว้ด้วยการยั่วยุอย่างรุนแรง ราวกับกล่าวว่า “เจ้าเป็นผู้ยิ่งใหญ่โดยกำเนิดแท้ๆ แต่ดันไม่กล้าสู้ข้าที่เป็นเพียงมนุษย์ต่ำต้อยเลื่อนลำดับขึ้นมา? หากไม่คว้าโอกาสตอนนี้ ก็รอให้ข้ากลืนกินเจ้าแล้วกัน! เจ้าถูกมารดาพฤกษาแห่งแรงกระหายกระตุ้นความอยากมีชีวิตรอดแล้วหรือไร ถึงได้ไม่กล้าแม้แต่จะปะทะจิตสำนึกกับข้าผู้ต่ำต้อยนี้ตรงๆ? เช่นนั้นก็จงกลับไปมุดอยู่ในครรภ์เทวมารดาเสื่อมทราม ให้นางคลอดเจ้าออกมาใหม่พร้อมจิตสำนึกใหม่เถิด”
ขณะเดียวกัน ใบหน้าของโอลัวร์และจินนาก็ฉีกยิ้มกว้าง สลับกันมองไปยังจอมราชันแห่งความเสื่อมถอย
พลังยั่วยุผสานกับพลังเสน่ห์! ในระดับที่ใกล้เคียงกับการเป็นสัญลักษณ์แล้ว!
ร่างอีกหนึ่งของลูเมี่ยน ใบหน้าวังวนปฐมกาลถูกผลักดันด้วยจิตสำนึกหลักของเขา เริ่มปล่อยอำนาจการรวมตัวจากนครภัยพิบัติออกมา
ใบหน้าทูดอร์ที่เปี่ยมด้วยความกระหาย กับใบหน้าชีคที่ทอดสายตาด้วยความสนใจ ต่างร่วมมือกับความพยายามครั้งนี้อย่างลงตัว อาศัยกฎการรวมตัวของตะกอนพลัง ส่งคำเชิญอันยั่วยวนที่สุดไปยังจอมราชันแห่งความเสื่อมถอย
มาเถิด จงมารองรับแก่นแท้ต้นกำเนิดนี้เถิด จงมายึดครองร่างกายของพวกเราเถิด!
จอมราชันแห่งความเสื่อมถอยที่ยังคงจมอยู่ในภาวะโง่เขลา เมื่อเผชิญหน้ากับพลังยั่วยุ พลังเสน่ห์ และอำนาจการรวมตัวของตะกอนพลัง ก็ไม่อาจควบคุมตนได้อีกต่อไป ในการมองเห็นเหลือเพียงสิ่งที่ทั้งน่าชิงชังทั้งเย้ายวนใจ พระองค์ก้าวมาตรงหน้าลูเมี่ยนโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย ปล่อยให้แผ่นทองคำที่ปกคลุมกายเนื้อหลุดร่อนเอง เผยให้เห็นร่างเน่าเปื่อยรุนแรง มีหนองสีเหลืองเขียวอมฟ้าไหลเยิ้ม
กายเนื้อดังกล่าวพองขยายในพริบตา อึดใจเดียวก็กลืนลูเมี่ยนผู้มีสามเศียรสามกายหกกรเข้าไปจนหมด
ชั่วพริบตา ภายในห้วงจิตสำนึกของลูเมี่ยน พื้นกระเบื้องหินที่เปรอะเปื้อนโลหิต ได้มีพรมเชื้อราสีเหลืองเขียวน่าสะอิดสะเอียนปกคลุม ส่วนจอมราชันแห่งความเสื่อมถอยมองเห็นร่างหลายร่างปรากฏขึ้นตรงหน้า
นั่นได้แก่โอลัวร์ผมดำตาสีน้ำตาลเข้ม จินนาที่ทำหน้ารังเกียจ ชีคที่ทำหน้าตื่นเต้นเร้าใจ อลิสต้า·ทูดอร์ที่แววตาเต็มไปด้วยความบ้าคลั่ง และใบหน้าวังวนปฐมกาลที่ยืนนิ่งไม่ไหวติง
เบื้องหลังพวกเขาคือมังกรหายนะที่ขดพันร่างเป็นสองวง
ถัดจากมังกรหายนะคือบันไดทอดสู่ตำแหน่งสูงอนันต์ ลูเมี่ยนในชุดเสื้อเชิ้ตขาว เสื้อกั๊กดำ กางเกงสีเข้ม นั่งบนบัลลังก์เทพที่เปรอะเปื้อนโลหิตสีแดงฉาน เท้าขวาวางพาดบนหัวเข่าซ้าย จ้องมองจอมราชันแห่งความเสื่อมถอยจากเบื้องบน ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม
หลังกลายเป็นรากเหง้าแห่งภัยพิบัติและก้าวพ้นลำดับ จิตสำนึกทั้งหลายของลูเมี่ยนแท้จริงแล้วได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวตามนิยาม ขณะนี้ก็ยังคงเป็นหนึ่งเดียวเช่นกัน เขาเพียงใช้พลังนักสร้างฝันแปลงจิตสำนึกของทั้งหกแขนตน ให้ปรากฏเป็นหกร่าง เพื่อสะดวกในการปล่อยพลังต่างๆ ในภายหลัง บนโลกความจริง หกแขนของเขาก็ใช้พลังต่างกันได้เช่นกัน แต่ไม่รวมถึงสัญลักษณ์
…………
จิตสำนึกและวิญญาณของเทวีโชคชะตา ซึ่งผสานตัวเองกลับมาอีกครั้งท่ามกลางโชคชะตาที่พันเกี่ยวในสายธารสีเงิน กำลังจะลอยขึ้นสู่ผิวน้ำเพื่อหลุดพ้นจากที่นี่ สร้างกายเนื้อกลับมาอีกครั้ง
ทว่ากลับได้เห็นราชันเร้นลับไคลน์ สวมหมวกผ้าไหมทรงกึ่งสูง เสื้อคลุมยาวสีดำ ปรากฏกายอยู่เบื้องบน
ไคลน์ยื่นฝ่ามือซ้ายที่สวมถุงมือสีดำสนิทไปยังพระองค์
ขโมย!
ไคลน์จะดึงจิตสำนึกและวิญญาณของเทวีโชคชะตาออกจากสายธารแห่งชะตา ฉกมาไว้ในกำมือตน!
ที่เขาไม่ทำเช่นนี้ในทีแรก เพราะเทวีโชคชะตายังไม่มีเจตนาจะออกจากสายธารสีเงิน พระองค์พันเกี่ยวกับโชคชะตาของสรรพสิ่งทั้งจักรวาล หนักหนาเหลือคณา ขโมยไม่ขยับ และเมื่อเทวีโชคชะตาได้ร่างกายคืนแล้ว ราชันเร้นลับก็ไม่อาจขโมยจิตสำนึกและวิญญาณของผู้ปกครองแห่งวันวานออกจากกายเนื้อที่หลอมรวมเป็นหนึ่งได้โดยตรง มีเพียงโอกาสนี้เท่านั้นที่จะทำให้เขาบรรลุจุดหมาย
ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อใด เบื้องหน้าร่างของไคลน์มีสิ่งของชิ้นหนึ่งลอยปรากฏขึ้นมา
มันคือต้นไม้รูปร่างคน แปลกประหลาดพิสดาร ปกคลุมด้วยเมือกดำขลับ
นี่คือตะกอนพลัง ‘เทพหายนะ’ ลำดับ 1 แห่งเส้นทาง ‘ผู้ถูกล่าม’
ครั้นลักขโมยจิตสำนึกและวิญญาณของ ‘เทวีโชคชะตา’ มาได้แล้ว เขาจะรีบยัดสิ่งที่ไร้รูปกายนี้เข้าไปในตะกอนพลังเทพหายนะ แล้วใช้อำนาจของสัญลักษณ์ผนึกให้สำเร็จ
เนื่องด้วยเส้นทาง ‘ผู้ถูกล่าม’ มีสัญลักษณ์แห่ง ‘พันธนาการ’ ตะกอนพลังลำดับสูงที่สอดคล้องกันจึงเป็นวัสดุผนึกชั้นเลิศ
จิตสำนึกและวิญญาณของ ‘เทวีโชคชะตา’ หลุดพ้นจากสายธารมายาสีปรอทอย่างไม่อาจขัดขืน เตรียมจะปรากฏบนฝ่ามือไคลน์อยู่รอมร่อ แต่ทันใดนั้น แสงจันทร์แดงฉานก็สาดส่องลงมา ต้นโอ๊กผุพังต้นหนึ่งผุดขึ้นกลางความว่างเปล่า ‘ตรึง’ จิตสำนึกและวิญญาณของ ‘เทวีโชคชะตา’ เอาไว้
‘เทวมารดาเสื่อมทราม’ มาช่วยเหลือธิดาองค์โตของพระองค์แล้ว
…………
ภายในมิติจิตสำนึกของลูเมี่ยน
‘จอมราชันแห่งความเสื่อมถอย’ ที่ยังหลงเหลืออิทธิพล ‘ความโง่เขลา’ อยู่บ้าง ยื่นฝ่ามือซ้ายซึ่งเปี่ยมไปด้วยอำนาจ ‘ไม่พลาดเป้า’ และ ‘สั่งตาย’ ไปยังเงาร่างมังกรหายนะในระยะไกล
พระองค์ใช้สัญลักษณ์ ‘เสื่อมโทรม’ อย่างสุดกำลัง ทำให้กาลเวลารอบข้างเคลื่อนไหวช้าลง แต่กลับเร่งไปสู่จุดจบอย่างรวดเร็ว
เงาของ ‘มังกรหายนะ’ ซึ่งเป็นตัวแทนแขนข้างหนึ่งของลูเมี่ยน ไม่ได้หลบหลีก ทั้งยังหลบไม่พ้นด้วย ศีรษะทั้งสองข้างซ้ายขวาของพระองค์พ่นเพลิงทมิฬแห่งการทำลายล้างที่อัดแน่นด้วยความบ้าคลั่งไปยังฝ่ามือเน่าเปื่อยนั้น
ร่างของชีคสร้างวันสิ้นโลกขึ้นตรงหน้า ก่อกำเนิดวังวนปฐมกาลที่รองรับทุกความเป็นไปได้และทุกสีสัน ปล่อยให้มันแผ่ขยายไปยังฝ่ามือซ้ายและร่างแท้ของ ‘จอมราชันแห่งความเสื่อมถอย’
ร่างของอลิสต้า·ทูดอร์มีตราประทับโลหิตปรากฏเด่นชัดตรงหว่างคิ้ว มือขวากำหมัดทุบใส่ความว่างเปล่าเบื้องหน้า ความว่างเปล่านั้นแตกสลายเป็นแผ่นๆ ในพริบตา ลากทั้งกาลอวกาศให้พังทลายไปหา ‘จอมราชันแห่งความเสื่อมถอย’
นี่คืออำนาจสัญลักษณ์ ‘ทำลายล้าง’ ของ ‘นักบวชสีชาด’
โอลัวร์มิได้ใช้อำนาจของ ‘รากเหง้าแห่งภัยพิบัติ’ และ ‘หายนะล้างโลก’ ของตน เพียงรับพลังมาจากเพื่อนร่วมทีมอย่าง ‘อันธการนิรันดร์’ อมานีซิส ปล่อยให้ความมืดหนาทึบที่ทำให้ทุกสิ่งจมสู่ความเงียบงันหลั่งไหลลงมายังสถานที่แห่งนี้ ปกคลุมไปยัง ‘จอมราชันแห่งความเสื่อมถอย’
จินนารวบรวมพลังเป็นดาบใหญ่สีส้มแสดในมือ ฟาดฟันไปยังทิศทางของ ‘จอมราชันแห่งความเสื่อมถอย’
ส่วนใบหน้าวังวนปฐมกาลก็ประคองคัมภีร์สีซีดขาว ซึ่งงูมีปีกขดพันเป็นรูปเล่ม ปล่อยให้มันเปิดออกอย่างไร้เสียง
ในชั่วขณะนี้อำนาจแห่งปฐมกาล ทำลายล้าง ความตาย ความเงียบนิรันดร์ สนธยา พร้อมทั้งการโจมตีของ ‘จอมราชันแห่งความเสื่อมถอย’ เมื่อครู่ ล้วนผสานเข้าด้วยกันภายในมิติจิตสำนึก อำนาจเหล่านี้บางส่วนผลักไสกัน บางส่วนหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว ยุบตัวอย่างรวดเร็วกลายเป็นจุดดำลึกล้ำน่าสะพรึง
จุดดำนี้ฉุดกระชากมิติจิตสำนึกภาพรวม ดูดกลืนพลังทุกอย่างเข้าไปข้างใน ทำให้โดยรอบปรากฏรอยแตกนับไม่ถ้วน ลุกเป็นเพลิงทมิฬลึกล้ำ
ภายใต้อิทธิพลดังกล่าว กาลเวลากำลังจะถึงจุดสิ้นสุด อวกาศก็จะกลับคืนสู่จุดดำอันไร้เสถียรภาพ
ไม่ว่าจะเป็นลูเมี่ยนหรือ ‘จอมราชันแห่งความเสื่อมถอย’ ขณะนี้ต่างก็ไม่อาจหลุดพ้นจากมิติจิตสำนึก ไม่อาจหนีพ้นจุดเอกภาพแห่งกาลอวกาศ ไม่อาจหนีพ้นภาวะ ‘สรรพสิ่งกำลังรวมเป็นหนึ่ง’!
แม้พลังนี้จะยังไม่ถึงขั้นเสาหลักที่สี่อย่างแท้จริง ทั้งยังคงไว้ได้เพียงชั่วครู่สั้นๆ แต่ก็เพียงพอต่อการสังหารจิตสำนึกของ ‘ผู้ปกครองแห่งวันวาน’ ได้แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น จุดเชื่อมต่อกับ ‘วัฏจักร’ ภายในมิตินี้ได้ดับสูญไปแล้ว ‘วัฏจักรแห่งชะตา’ ยังถูก ‘อันธการนิรันดร์’ อมานีซิสถ่วงเอาไว้ ยากจะช่วยเหลือ ‘จอมราชันแห่งความเสื่อมถอย’ ได้
ด้วยเหตุนี้ ลูเมี่ยนจึงไม่หวั่นเกรงการโจมตี ‘ไม่พลาดเป้า’ และ ‘สั่งตาย’ แม้แต่น้อย
ทุกคนที่นี่จะต้องตาย
เช่นเดียวกับครั้งก่อนที่ ‘เจ้าสำนักมืด’ และฟาโบธีดึงดูด ‘เสียงเพรียกนิรันดร์’ เข้าสู่ร่างตน แล้วลงมือสาปแช่งตัวเอง เพียงแต่พลังจิตสำนึกของพวกพระองค์ยังห่างชั้นกันเกินไป ไม่อาจก่อให้เกิดการต่อสู้ในมิติจิตสำนึก ประวิงเวลา ‘เสียงเพรียกนิรันดร์’ เอาไว้ไม่อยู่ จำต้องพึ่งพา ‘กุญแจแห่งแสง’ ช่วยเหลือ จึงจะกักขังคู่ต่อสู้ได้อย่างแท้จริง อีกทั้งพวกพระองค์ก็ไร้ฤทธานุภาพจะสังหาร ‘ผู้ปกครองแห่งวันวาน’ ทำได้เพียงสร้างบาดแผลสาหัสเท่านั้น
แต่ลูเมี่ยนถือเป็นผู้ยิ่งใหญ่ขนานแท้ ครั้นเข้าสู่กระบวนการรองรับแล้ว หากปราศจากแรงภายนอกช่วยเหลือ ‘จอมราชันแห่งความเสื่อมถอย’ ย่อมไม่อาจหลุดพ้นจากศึกสงครามระดับจิตสำนึกและวิญญาณได้เลย ลูเมี่ยนยังสามารถรวบรวมพลังที่เกี่ยวข้องกับเสาหลักที่สี่ ฆ่าตัวตายพร้อมกับลบล้าง ‘จอมราชันแห่งความเสื่อมถอย’ ไปด้วยกัน
มิติจิตสำนึกที่เริ่มยุบตัวเข้าหาจุดดำ กำลังเต็มไปด้วยเพลิงทมิฬอันลึกล้ำ
‘จอมราชันแห่งความเสื่อมถอย’ ที่ถูกขังอยู่ภายในนี้พลันเกิดความคิดเพียงหนึ่ง
สังหาร ‘รากเหง้าแห่งภัยพิบัติ’ ให้ได้ก่อน ทำให้พลังเสาหลักที่สี่ขาดการค้ำจุน ไร้เสถียรภาพ แล้วสลายไปเอง!
นี่คือหนทางเดียวที่ ‘จอมราชันแห่งความเสื่อมถอย’ จะรอดชีวิต
ณ ปลายขั้นบันไดสู่ความสูงอนันต์ บนบัลลังก์เทพอาบโลหิต มิติจิตสำนึกรอบกายลูเมี่ยนแตกปริแยกออก เต็มไปด้วยเพลิงทมิฬลึกล้ำที่ลุกโชนโชติช่วง
ลูเมี่ยนที่นั่งไขว่ห้างขวาทับซ้าย ยังคงนั่งนิ่งไม่ไหวติง เพ่งมองลงมายัง ‘จอมราชันแห่งความเสื่อมถอย’ ที่พยายามสังหารเงาลวงตาเหล่านั้นเพื่อปลิดชีพเขา รอยยิ้มกลับกลายเป็นแจ่มใสผิดปกติ
เปล่าประโยชน์น่า
ข้ากำลังจะสิ้นลม เจ้าเองก็จะดับสูญไปพร้อมกัน
……………………………………………………..