ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 1178 ความหมายของการปกป้อง ....................
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 1178 ความหมายของการปกป้อง ....................
ตอนที่ 1178 ความหมายของการปกป้อง
………………..
ราชอาณาจักรโลเอ็น กรุงเบ็คลันด์ วิหารนักบุญเลียวนาร์ด
‘เดอะสตาร์’ เลียวนาร์ด เหลือบตามององค์อันทีโกนัสที่ประทับอยู่ข้างกาย ชั่งใจครู่หนึ่งจึงเอ่ยถาม
“ไม่จำเป็นต้องถักทอความทรงจำเดิมของพระองค์มาใส่จริงหรือ?”
อันทีโกนัสผู้มีผมหงอกครึ่งศีรษะ แต่ใบหน้ายังคงเยาว์วัย ส่ายศีรษะแผ่วเบาแต่ยังไม่ตอบ
เวลาผ่านไปอีกสองสามอึดใจ ร่างหนึ่งปรากฏขึ้นหน้าประตูวิหาร เป็นสตรีผู้หนึ่ง สวมเสื้อคลุมโบราณมีฮู้ด ผมดำยาวสยาย โฉมงดงาม สีหน้าเจือความงุนงง เหมือนเด็กน้อยกำลังหลงทาง
อันทีโกนัสเคลื่อนกายเข้าไปหาอย่างรวดเร็ว
สตรีผู้นั้นเมื่อเห็นเขา ก็ยังคงทำหน้างุนงง ไม่ทราบว่าพระองค์คือผู้ใด แต่ด้วยเหตุผลบางประการ เธอกลับรู้สึกอุ่นใจในทันที ความหวาดหวั่นค่อยๆ จางหาย รู้สึกว่าบุรุษตรงหน้านี้น่าไว้วางใจยิ่ง
อันทีโกนัสหยุดยืนอยู่หน้าเธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่แฝงทั้งความปีติและกังวล
“ไปกันเถิด”
สตรีโฉมงามผู้นั้นมิได้ลังเล ผงกศีรษะรับแผ่วเบา
“อื้อ”
อันทีโกนัสผ่อนคลายลงทันที พลางยิ้มแล้วหันกายเดินนำทาง
ทั้งสองเดินเคียงข้างกันผ่านลานกว้าง นกพิราบหลายตัวทยอยโผบินเต็มท้องฟ้า
เลียวนาร์ดจ้องมองจนร่างทั้งสองลับสายตา จึงค่อยเดินกลับเข้าวิหาร
ใกล้ถึงหน้าประตู เขาเห็น ‘เหยี่ยวราตรี’ หลายนายที่สวมถุงมือสีแดง เดินฉับๆ ออกมาด้วยฝีก้าวรวดเร็ว
“เกิดเรื่องอะไรขึ้น?” เลียวนาร์ดถามตามนิสัย
บรรดา ‘ถุงมือแดง’ เหลือบตามองเขา ต่างยกมือทำสัญลักษณ์ดาวบนหน้าอกด้วยความเคารพ ผู้เป็นหัวหน้ากลุ่มกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงเร่งร้อน
เลียวนาร์ดพยักหน้ารับ ไม่รั้งพวกเขาให้เสียเวลา เพียงเดินลงบันไดที่ทอดลงเบื้องล่าง กลับสู่ส่วนใต้ดินของวิหาร
เขาเดินเข้าห้องของตน นั่งลงบนเก้าอี้พนักพิง หยิบหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งขึ้นมาอ่าน
…………
‘เทวทูตกาลเวลา’ พาลีส โซโรอาสเตอร์ เดินตามหลัง ‘เมจิกเชี่ยน’ ฟอร์ส ผ่านประตูที่ก่อตัวจากแสงดาวอันเจิดจ้า จนพบว่าบนท้องฟ้าคล้ายกับมีดวงอาทิตย์สองดวง เห็นยานบินสีเงินดำลำแล้วลำเล่า บ้างลงจอดที่ท่าอวกาศ บ้างมุ่งหน้าสู่จักรวาลอันไร้ขอบเขตเพื่อปฏิบัติภารกิจ
“ที่นี่คือดาวลัวปาฟ มีอารยธรรมเจริญก้าวหน้ามาก นับถือ ‘กลุ่มดาว’”
“เมื่อพบพวกเขา ท่านทั้งหลายอย่าได้แปลกใจ แม้ชาวดาวนี้จะมีรูปร่างคล้ายกิ้งก่า แต่สามารถสื่อสารอย่างฉันมิตรได้ พวกเขาก็จะไม่แสดงความสงสัยต่อการปรากฏตัวของพวกเรา ที่นี่เป็นศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนของแดนดาราจักรหลายแห่งในละแวกนี้อยู่แล้ว” ‘เมจิกเชี่ยน’ ฟอร์สแนะนำสิ่งต่างๆ แก่ ‘คณะทัวร์’
‘จัดจ์เมนต์’ ซิล ‘เฮอร์มิท’ แคทลียา ‘เท็มเพรนซ์’ ชารอน รวมถึง ‘เฮล่า’ จากศาสนจักรรัตติกาล ต่างตั้งใจฟังอย่างจดจ่อ
‘เทวทูตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์’ ไรเน็ตต์ ถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“เรียกพวกเขาว่ากิ้งก่าตรงๆ ได้หรือไม่”
“ไม่ได้” เมจิกเชี่ยนส่ายหน้าทันทีโดยไม่ลังเล “แม้แต่ในใจก็ไม่ควรคิด วิธีสื่อสารของพวกเขาคือการแลกเปลี่ยนทางจิต แน่นอนว่า ด้วยระดับของพวกท่าน ไม่ต้องกังวลว่าจะถูกพวกเขาได้ยินสิ่งที่ไม่ควรได้ยิน และทางนั้นก็จะไม่บุ่มบ่ามสอดแนมความคิดของท่าน ในเรื่องนี้พวกเขาเคยทำพลาดมาหลายครั้งแล้ว คราวก่อนเกือบทำให้อารยธรรมต้องสูญสิ้นไป”
เมื่อได้ยินเรื่องการแลกเปลี่ยนทางจิต ฟรังก้ามองไปรอบๆ
“ครั้งนี้มาดามจัสติสไม่ได้มาด้วยหรือ?”
‘จัดจ์เมนต์’ ซิลช่วย ‘เมจิกเชี่ยน’ ฟอร์สตอบ
“ช่วงนี้มาดามจัสติสยุ่งอยู่กับการผลักดันให้สภาผ่านกฎหมายจำกัดพระราชอำนาจ กฎหมายคุ้มครองสิทธิผู้ใช้แรงงาน และกฎหมายขยายสิทธิเลือกตั้งให้ครอบคลุมประชาชนมากขึ้น ท่านบอกว่าการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงเกินไปจะเกิดปัญหา ทำได้แต่ค่อยเป็นค่อยไป”
อย่างนี้นี่เอง…ขณะที่ฟรังก้าเข้าใจแล้ว มาดามเมจิกเชี่ยนจึงกำชับเตือน ‘เดอะซัน’ เดอร์ริคเป็นพิเศษ
“อย่าเผยแพร่ความเชื่อของมิสเตอร์ฟูลบนดาวดวงนี้ ควบคุมตัวเองไว้”
“ครับ” ‘เดอะซัน’ เดอร์ริคพยักหน้าด้วยความจริงใจ
‘แฮงแมน’ อัลเจอร์ข้างๆ หยิบกระจกบานหนึ่งออกจาก ‘กระเป๋านักเดินทาง’ บนผิวกระจกฉายภาพ ‘จุดแสงคำวิงวอน’ ของนักบวชวิหารเทพสมุทร รวมถึงผู้ศรัทธาคนสำคัญ และผู้วิเศษบนเรือปรากฏ
“ได้ผลจริงด้วย” อัลเจอร์แสดงความขอบคุณต่อไพ่ ‘เอ็มเพรส’ ฟรังก้า
เมื่อเป็นเช่นนี้ เขาก็ไม่ต้องกังวลว่าการออกมาเที่ยว จะทำให้พลาดภารกิจสำคัญของวิหารเทพสมุทรและเรือ ‘โทสะสีคราม’ แล้ว
“มันแน่อยู่แล้ว” ฟรังก้ายิ้มพลางชี้ไปยังโอลัวร์ข้างๆ “นี่เป็นกระจกที่ ‘ผู้ครองโลกในกระจก’ มอบให้เชียวนะ”
กระจกลักษณะนี้ล้วนมีเป็นคู่ บานหนึ่งวางไว้บนโลก แฝงไว้ด้วยกลิ่นอายที่แยกออกมาจากตัวเอง เพื่อให้สามารถตอบสนองในละแวกใกล้เคียง จากนั้น กระจกบานที่ไม่อาจตอบกลับได้จริง จะเชื่อมต่อผ่านโลกในกระจกไปยังกระจกอีกบานที่เชื่อมโยงกัน ทำหน้าที่ส่งต่อคำวิงวอน ทั้งหมดนี้อยู่ในขอบเขตอำนาจของ ‘ผู้ครองโลกในกระจก’
ด้วยวิธีนี้ จึงแก้ปัญหาการตอบสนองคำวิงวอนข้ามแดนดาราจักรของเหล่าเทวทูตได้ โดยไม่ต้องรบกวนมิสเตอร์ฟูลให้ช่วยส่งต่อ
โอลัวร์เจ้าของผมดำหนาดก งดงามเลอโฉม กำลังเพ่งมองป้อมปราการเหล็กที่ลอยอยู่บนฟ้าด้วยความอยากรู้อยากเห็น ป้อมนั้นใหญ่โตราวกับเมืองหนึ่ง
ทันใดนั้น เธอได้ยินฟรังก้าหัวเราะในลำคอ
“ฉันนึกถึงมุกตลกเก่าๆ อันหนึ่งได้”
“มุกอะไรหรือ” โอลัวร์ถามอย่างเป็นกันเอง
ฟรังก้ากล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง
“ถ้า ‘คณะทัวร์’ ของพวกเราถูกวาดเป็นภาพ ภาพนั้นควรตั้งชื่อว่าอะไร?”
ขณะที่คนอื่นๆ ยังทำหน้างุนงง โอลัวร์เริ่มเดาได้รางๆ ว่าฟรังก้าจะเล่นมุกอะไร จึงยิ้มออกมาล่วงหน้า
ฟรังก้า ‘อะแฮ่ม’ แล้วเฉลยกับทุกคน
“ชื่อภาพก็คือ ‘มิสเตอร์มูนเก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน’”
…………
สาธารณรัฐอินทิส กรุงทรีอาร์
ฟรังก้าที่เพิ่งกลับจากการเที่ยว สวมหมวกแฟลตแก๊ปใบหนึ่ง ก้าวเท้าออกจากเรือน
ขณะผ่านโรงเรียนใกล้เคียง เธอเห็นอ็องโตนีที่กำลังสอดส่องรอบข้างขณะรอลุดวิกเลิกเรียน แต่ก็มิได้เข้าไปรบกวน
ไม่นานนัก เธอก็มาถึงวิหารที่เพิ่งสร้างเสร็จได้ไม่กี่สัปดาห์
วิหารนักบุญออเดรย์ สังกัดศาสนจักรเดอะฟูล
ฟรังก้าเพิ่งผ่านประตูใหญ่ ก็เห็นสุนัขขนทองตัวหนึ่ง สวมอาภรณ์ขาวสะอาด เดินไปมาท่ามกลางบรรดาศาสนิกชน บ้างสนทนา บ้างสวดมนต์ให้พร บ้างทักทายกันเรียบง่าย บรรยากาศอบอุ่นชื่นมื่น
ไม่มีสาวกคนใดรู้สึกแปลกใจที่สุนัขขนทองพูดภาษาคนได้ ต่างเรียกขานอย่างเคารพว่า ‘ท่านอาร์ชบิชอป’
ฟรังก้าก็มิได้เตือนพวกเขา เพียงหาที่นั่งตามอำเภอใจ ยิ้มมองภาพตรงหน้าด้วยความเบิกบาน
เธอไม่ได้ไปวิหารนักบุญฟรังก้าที่ขึ้นตรงกับศาสนจักร ‘เจ้าแห่งภัยพิบัติ’ แต่จงใจมาที่นี่ ก็เพื่อเก็บเกี่ยวความสุขจากภาพตรงหน้านี่เอง
มองอยู่ครู่หนึ่ง ฟรังก้าเตรียมจะจากไป ก็พลันเห็นบุคคลที่ตนรู้จักแต่อีกฝ่ายไม่รู้จักตน นั่งลงบนม้านั่งฝั่งตรงข้ามทางเดิน
เธอคือสตรีผมดำ ตาสีน้ำตาล โฉมงามเรียบร้อย สวมกระโปรงกางเกงสีเข้ม
เมลิสซา·โมเร็ตติ
“คุณมากรุงทรีอาร์ได้ยังไง?” ฟรังก้าเดินไปนั่งข้างเมลิสซาอย่างสนิทสนม
เมลิสซาหันมามอง ตาพร่าไปชั่วขณะเพราะรูปโฉมอันเลิศล้ำ แต่เมื่อฟรังก้าจงใจลดเสน่ห์ลง เธอก็ฟื้นจากภวังค์ได้ แล้วเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“ท่านคือ?”
“ฉันคือฟรังก้า·โรลังด์ พอจะเคยได้ยินชื่อบ้างไหม?” ฟรังก้าพยายามยิ้มให้ดูเป็นมิตร
ขณะเดียวกัน เธอนึกเสริมในใจ แต่ฉันรู้จักพี่ชายของเธอ ไคลน์·โมเร็ตติ
คนบ้านเดียวกัน!
เพื่อนข้างห้อง!
เมลิสซานิ่งไปชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยตอบ
“ฉันเคยได้ยินชื่อเสียงของท่าน…”
“อย่าเรียกท่านเลย” ฟรังก้าโบกมือ “คุณมาทรีอาร์ได้ยังไง?”
เมลิสซาชั่งใจอยู่ครู่แล้วกล่าว
“ฉันได้รับทุนรัฐบาลให้มาศึกษาต่อที่สถาบันวิจัย สังกัดศาสนจักรเทพจักรกลไอน้ำ”
“อ้อ อย่างนี้นี่เอง” ฟรังก้าเข้าใจในทันที แล้วอมยิ้ม “ถ้าคุณเคยได้ยินชื่อฉัน ก็แปลว่าเป็นผู้วิเศษแล้วใช่ไหม?”
เรื่องนี้เธอรู้มานานแล้ว ที่ถามตอนนี้ก็เพื่อหาประเด็นคุย
เมลิสซาพยักหน้ารับ
“ใช่ค่ะ ฉันเป็น ‘นักดาราศาสตร์’ ลำดับ 5 เส้นทางนักปราชญ์แล้ว”
“ย่อยโอสถเสร็จหรือยัง? มีวัตถุดิบสำหรับก้าวสู่ครึ่งเทพหรือยัง?” ฟรังก้าเอาใจใส่ถามไถ่เมลิสซา เช่นเดียวกับที่เคยห่วงใยลูเมี่ยนน้องชายคนบ้านเดียวกัน
“ย่อยเสร็จแล้ว หลังเรียนจบคราวนี้ ควรจะได้วัสดุด้วย แต่ในส่วนของพิธีกรรม…ฉ…ฉันรู้สึกขัดใจ…” เมลิสซากังวลเรื่องนี้มาพักหนึ่งแล้ว ต่อหน้าฟรังก้าที่งดงามจนผู้คนคลายความระแวดโดยไม่รู้ตัว เธอจึงปิดบังความคิดไว้ไม่อยู่
พิธีกรรมเลื่อนลำดับเป็น ‘นักแปรธาตุ’ คือ ‘ดูดกลืนพลังชีวิตทั้งหมดในพื้นที่หนึ่ง ทำให้ผืนดินกลายเป็นทะเลทราย ทะเลสาบแห้งขอด’
ฟรังก้ายิ้มงามราวแสงตะวัน
“ไม่ใช่เรื่องใหญ่หรอก พิธีกรรมน่ะ ย่อมมีทางเลือกอื่นเสมอ อย่างเช่น หาดาวเคราะห์ไร้สิ่งมีชีวิต หรือไม่ก็ให้เธอไปฝึกตนก่อน เมื่อบำเพ็ญเพียรสำเร็จแล้ว จึงขอให้ ‘ปรมาจารย์สวรรค์’ มอบคัมภีร์ที่สอดคล้องกับ ‘นักแปรธาตุ’”
“รอจนเธอคุ้นเคยกับพลังนั้นล่วงหน้า สุดท้ายจึงค่อยดื่มโอสถ เมื่อถึงตอนนั้น ข้อกำหนดของพิธีกรรมย่อมลดน้อยลงอย่างมาก…”
เมลิสซาตอนแรกฟังอย่างตั้งใจ แต่ฟังไปฟังมาก็เริ่มฉงน
การมอบคัมภีร์คืออะไร?
‘ปรมาจารย์สวรรค์’ เป็นใคร?
ฟรังก้าเห็นความงุนงงของเธอ จึงกล่าวยิ้มๆ
“เราไปหาร้านกาแฟสักแห่ง นั่งจิบกาแฟคุยกันเถอะ ฉันจะอธิบายให้ละเอียด”
“ได้ค่ะ” เมลิสซาลุกขึ้นยืนด้วยความกระหายใคร่รู้และความรักในกลไก
ออกจากวิหารนักบุญออเดรย์ ระหว่างเดินหาร้านกาแฟ ฟรังก้าถามขึ้นลอยๆ
“พวกเบ็นสันก็ได้สัมผัสโลกศาสตร์เร้นลับ กลายเป็นผู้วิเศษแล้วเหมือนกันใช่ไหม?”
“ค่ะ” เมลิสซาพยักหน้าเบาๆ
“เป็นเรื่องดี” ฟรังก้าทอดถอนใจ “แม้โลกศาสตร์เร้นลับจะอันตราย แต่หากไม่เลื่อนลำดับสูงเกินไป ในสภาพแวดล้อมปัจจุบันก็ไม่มีปัญหาอะไร อีกอย่าง เมื่อถึงลำดับหนึ่งแล้ว ผู้วิเศษจะมีชีวิตยืนยาวขึ้น ยังมีวิธีต่ออายุขัยอีกมากมาย เป็นเรื่องดีจริงๆ…”
ฟังคำกล่าวของฟรังก้า เมลิสซาพลันหวนนึกถึงประสบการณ์หลายปีที่ผ่านมา
เพราะหลงใหลกลไก เธอจึงได้พบศาสนิกชนของ ‘เทพจักรกลไอน้ำ’ พร้อมสัมผัสพลังวิเศษ
ครั้นกลายเป็นผู้วิเศษแล้ว ก็ค่อยๆ รู้จัก ‘เหยี่ยวราตรี’ แห่งศาสนจักรเทพธิดารัตติกาล พบปะเลียวนาร์ด·มิเชล และบรรดาเพื่อนร่วมงานของพี่ชายอย่างไคลน์ จนเริ่มเข้าใจความจริงของเหตุการณ์ครั้งนั้น
ต่อมาภายหลัง เธอยิ่งรู้มากขึ้นเรื่อยๆ…
ขณะความคิดหมุนวน เมลิสซานึกถึงถ้อยคำที่มิสเตอร์เลียวนาร์ดบอกเธอเมื่อไม่กี่วันก่อน
“ช่วงนี้สภาพของเขายังไม่ค่อยดี พวกคุณติดต่อผ่านพิธีกรรมได้อย่างเดียว รออีกสักสองสามปี เขาน่าจะกลับมาเดินบนผืนแผ่นดินได้อีกครั้ง…”
อีกสองสามปี…เมลิสซามองถนนเบื้องหน้าที่ย้อมเป็นสีทองด้วยแสงตะวันอันสดใส รอยยิ้มบางๆ ผุดขึ้นบนใบหน้าโดยไม่รู้ตัว
……………………………………………………..