ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 1179 ฝัน (จบ)
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 1179 ฝัน (จบ)
ตอนที่ 1179 ฝัน (จบ)
………………..
“ถ้าจะเลื่อนเป็นลำดับ 3 เมื่อไร ก็มาหาฉันได้เลยนะ” ฟรังก้ายืนอยู่ตรงหัวมุมถนน ชัก ‘ใบหน้าแห่งความลับ’ ออกจากกระเป๋านักเดินทาง ชูให้อีกฝ่ายดูครู่หนึ่ง
เมลิสซายิ้มพลางพยักหน้ารับ โบกมือลาพี่สาวใจดีผู้นี้ แล้วเดินเข้าสู่สถาบันวิจัยในสังกัดของศาสนจักรเทพจักรกลไอน้ำ
หลังจากพูดคุยกันในร้านกาแฟนานกว่าชั่วโมง ฟรังก้าจึงเดินมาส่งเธอถึงที่นี่
ครั้นเงาร่างของเมลิสซาลับหายเข้าไปในประตูอาคารหลังนั้น ฟรังก้าจึงหันกายเดินเอื่อยๆ ใต้ร่มเงาของต้นเมเปิลอินทิส กลืนหายเข้าไปในถนนที่คึกคักผู้คน
ตลอดเส้นทางดังกล่าว เธอพบเห็นชาวทรีอาร์ที่มีรสนิยมพิสดารเช่นเคย ทั้งยังเห็นนักพรตและพระภิกษุที่เดินจาริกมาจากทวีปเหนือ รวมถึงหนุ่มสาวจากทวีปตะวันตกที่มาศึกษาเล่าเรียน บ้างยังคงแต่งกายแบบดั้งเดิม บ้างก็เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม
ฟรังก้ายังได้เห็นวิหารที่สร้างขึ้นใหม่หลายแห่ง ซึ่งเป็นของศาสนจักรเดอะฟูล ศาสนจักรอันธการนิรันดร์ และศาสนจักรเจ้าแห่งภัยพิบัติ นับเป็นสามศาสนาหลักที่โลกทั้งโลกนับถือในยุคนี้
จากบรรดาทั้งสาม ศาสนจักรอันธการนิรันดร์เกิดจากการรวมตัวของศาสนจักรเทพธิดารัตติกาล ศาสนจักรเทพสงคราม และศาสนจักรเทพมรณา ส่วนศาสนจักรเจ้าแห่งภัยพิบัติมีต้นกำเนิดจากนิกายโรคและนิกายนางมาร
ในหมู่ศาสนาจารีตที่เหลือ มีเพียงศาสนจักรเทพจักรกลไอน้ำเท่านั้นที่ยังคงอิทธิพลเดิมไว้ได้ ส่วนศาสนจักรสุริยันเจิดจรัส ศาสนจักรวายุสลาตัน ศาสนจักรพระแม่ธรณี และศาสนจักรเทพแห่งปัญญาความรู้ แม้ยังคงดำรงอยู่ แต่ก็กลายเป็นทางเลือกรองลงมา มีอิทธิพลจำกัด ชาวทรีอาร์จำนวนมากถึงกับหันไปนิยมสมัยใหม่ เข้าฌานหรือบำเพ็ญเพียร
ขณะที่ความคิดแปรผัน ฟรังก้าก็หันสายตาไปยังวิหารสุริยันเจิดจรัสที่อยู่ด้านหน้าเยื้องๆ
แม้จะมีลานกว้างขวางกั้นอยู่ แต่กระจกสีของวิหารก็ยังส่งภาพด้านในมาสู่นัยน์ตาของเธอได้อย่างแจ่มชัด
ตรงแท่นบูชามีไม้กางเขนประดับทองคำตั้งตระหง่าน ด้านหน้ามีร่างหนึ่งคุกเข่าลง ก้มกายสวดวิงวอนอย่างสงบนิ่ง
ร่างดังกล่าวมีผมยาวสีเงิน สวมเสื้อคลุมผ้าฝ้ายเรียบง่าย ไม่ใช่ใครนอกจากเทวทูตโชคชะตาโอโรเลอุส
พระองค์กลับมาจากทวีปตะวันตกแล้ว ผนวกรวมชุมนุมแสงเหนือเข้ากับศาสนจักรสุริยันเจิดจรัส ให้ชุมนุมแสงเหนือกลายเป็นเงาใต้แสงตะวัน รับหน้าที่ทำสิ่งที่นักบวชทำได้ไม่สะดวก ดำเนินการลงทัณฑ์แทน
ฟรังก้าถอนหายใจด้วยอารมณ์ซับซ้อน ดึงสายตากลับมา
อีกฝ่ายทำให้เธอนึกถึงวิล·อัสติน ราชาเทวทูตอีกองค์หนึ่งของเส้นทางโชคชะตา พระองค์เองก็กลับมายังกรุงเบ็คลันด์แล้ว
“ต่อให้ภายหน้าจะบรรลุเป็นพระเป็นเจ้า ตอนนี้ก็ต้องเชื่อฟังมารดาก่อน ตั้งใจศึกษาเล่าเรียน พัฒนาตัวเองทุกวัน…” ฟรังก้าพึมพำ แล้วจงใจอ้อมไปยังเขตหอดูดาว จนได้พบยูเลียนพี่ชายของจินนากับมาดามเบลล่าอดีตสมาชิกนิกายมอสส์ที่หน้าประตูอพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่ง คนแรกเปี่ยมด้วยความมั่นใจ ทะเยอทะยาน คนหลังสีหน้าสงบนิ่ง ไร้ความกังวลใดๆ
ทั้งคู่ได้ผูกสมรสเป็นสามีภรรยา เลือกตั้งรกรากที่ซูสิต คราวนี้กลับมาทรีอาร์เพื่อจัดพิธีวิวาห์โดยเฉพาะ จินนาได้ร่วมอวยพรและเป็นสักขีพยาน
หลังจากแน่ใจว่า ยูเลียนกับเบลล่าขึ้นรถม้าเช่าไปยังสถานีรถไฟไอน้ำแล้ว ฟรังก้าจึงผ่อนลมหายใจ เดินเตร่ต่อไปตามใจปรารถนา บ้างก็อยู่บนถนน บ้างก็อยู่ในกระจก
ครู่ต่อมา เธอกลับมายังเขตตลาด เห็นทั้งถนนอลเวงและโรงแรมระกาทอง
ฟรังก้ายิ้มแล้วเดินเข้าไป มุ่งตรงลงไปยังบาร์ใต้ดินอย่างคุ้นเคย สั่งอัปแซ็งต์สีเขียวมรกตมาหนึ่งแก้ว
เธอที่สวมหมวกแฟลตแก๊ปจิบเพียงอึกเดียว ก็ส่ายหน้าอย่างรังเกียจ
เหล้าบ้านี่ไม่เคยอร่อยเลยสักครั้ง!
“เจ้าของโรงแรมระกาทองเปลี่ยนมืออีกแล้วหรือ?” เธอถามเถ้าแก่บาร์ปาวาร์·นีซองต์
ปาวาร์·นีซองต์ที่ผูกผมหางม้าตอบโดยไม่เงยหน้า
“ครับ ได้ยินว่าเศรษฐีคนหนึ่งซื้ออสังหาริมทรัพย์ทั้งถนนไป แต่เขาสัญญาว่าจะไม่เปลี่ยนแปลงโรงแรมระกาทอง อย่างมากก็แค่ปรับปรุงตกแต่งใหม่”
“ชื่ออะไร?” ฟรังก้าถามด้วยความอยากรู้โดยไม่ได้ทำนาย
ปาวาร์·นีซองต์นึกคิดครู่หนึ่งแล้วตอบ
“เหมือนจะชื่อ…เดนิส น่ะครับ”
เดนิส? ผู้แจ้งสารของมิสเตอร์ฟูล? กลายเป็นอัศวินเลือดเหล็กลำดับ 4 แล้ว ยังคิดเรื่องการซื้ออสังหาริมทรัพย์อยู่อีกหรือ? แถมยังบังเอิญซื้อได้อาคารที่ผู้ทรงอำนาจสูงสุดแห่งเส้นทางนักบวชสีชาดเคยพักอยู่ด้วย…นี่ก็นับเป็นกฎการรวมตัวของตะกอนพลังด้วยเหมือนกัน? ลางสังหรณ์ทางพลังวิญญาณของฟรังก้าช่วยยืนยันอย่างรวดเร็ว ทำให้เธออดขำไม่ได้
ทันใดนั้น เสียงอึกทึกครึกโครมก็ดังมาจากด้านหลังเธอ
เธอเอียงตัวมองไปทางนั้น เห็นชายหนุ่มคนหนึ่ง สวมเสื้อเชิ้ตขาว เสื้อกั๊กสีดำไม่ติดกระดุม ถือเบียร์ขวดหนึ่ง กระโดดขึ้นไปบนโต๊ะกลม ร้องบอกคนทั้งหลายอย่างร่าเริง
“ท่านสุภาพบุรุษและสุภาพสตรีทั้งหลาย ข้ากลับมาแล้ว!”
“แม้ว่าอยู่ที่ซูสิต ข้าจะได้เลื่อนขั้นเพิ่มเงินเดือนอีกครั้ง กลายเป็นชนชั้นกลางอย่างแท้จริง เป็นคนมีอารยะที่แท้จริง ส่วนการกลับมาทรีอาร์นั้น ได้ตำแหน่งสูงกว่าเดิมแค่ขั้นเดียว แต่ข้าก็ยังเลือกกลับมา!”
“พวกท่านไม่อยากรู้หรือว่าเพราะเหตุใด?”
“เพราะว่า นี่คือทรีอาร์ที่น่าชิงชัง แต่ก็เป็นทรีอาร์ที่น่ารักยิ่ง!”
“ชนแก้ว!”
………..
ครั้นถึงยามบ่าย ฟรังก้ากลับมายังคฤหาสน์ของตน
ถึงเวลาชุมนุมทาโรต์หน้าพระพักตร์ประจำเดือนแล้ว
ไม่นานนัก ร่างของเธอก็ปรากฏขึ้นเหนือหมอกสีเทา นั่งข้างมาดามเท็มเพรนซ์ชารอน
เธอถือไพ่ ‘เอ็มเพรส’
มาดามจัสติส มิสเตอร์แฮงแมน มาดามเมจิกเชี่ยน มิสเตอร์ซัน มาดามจัดจ์เมนต์ มิสเตอร์สตาร์ มาดามเฮอร์มิท และมิสเตอร์มูน ต่างก็มาถึงแล้วเช่นกัน
ราชันเร้นลับไคลน์ปกคลุมด้วยหมอกสีเทา นั่งอยู่หัวโต๊ะ ในม่านหมอกด้านหลังพระองค์ ดูเหมือนมีหนวดลื่นเลื่อมหลายเส้นวูบผ่านไปมา
มาดามจัสติสลุกขึ้นยืน ก่อนจะโค้งคำนับเป็นคนแรก
“ทิวาสวัสดิ์ มิสเตอร์ฟูล~”
บรรดาสมาชิกอย่างเป็นทางการของชุมนุมทาโรต์ ล้วนคุ้นชินกับการเรียกขานเช่นนี้มากกว่า
หลังจากโค้งคำนับทักทายเสร็จสิ้น เมจิกเชี่ยนฟอร์สกลับมานั่งลง พลางเหลือบมองไปยังปลายสุดของโต๊ะสำริดอย่างเก้อเขิน
“มิสเตอร์ฟูล เดือนนี้พวกเราไม่มีอะไรจะแลกเปลี่ยนมากนัก เพราะส่วนใหญ่ล้วนท่องไปในห้วงดารา”
“ถ้าอย่างนั้นก็เล่าประสบการณ์การท่องเที่ยวให้ข้าฟังสิ”
จากนั้น เขาเสริมอีกประโยค
“ขอละเอียดหน่อยนะ”
เมจิกเชี่ยนฟอร์สไตร่ตรองครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ย
“คราวนี้ พวกเราเดินทางไปยังดาวลัวปาฟ และได้พบกับเทพจักรกลไอน้ำที่นั่นด้วย พระองค์สนใจในความรู้และวิชาการของดินแดนนั้นอย่างยิ่ง…”
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ เมจิกเชี่ยนฟอร์สเหลือบมองมิสเตอร์ฟูลแวบหนึ่ง พบว่าเขาตั้งใจฟังอย่างจดจ่อ จึงวางใจและเล่ารายละเอียดเพิ่มเติม
ภายใต้การเสริมเติมเต็มของมิสเตอร์แฮงแมน เอ็มเพรสฟรังก้า และคนอื่นๆ ประสบการณ์การเดินทางครั้งนี้ได้ถูกถ่ายทอดอย่างมีชีวิตชีวา ทำเอาจัสติสออเดรย์กับเดอะสตาร์เลียวนาร์ดที่พลาดโอกาสนี้ไป รู้สึกเหมือนได้ร่วมเดินทางไปด้วย ยิ่งเสียดายหนักกว่าเดิม
ไคลน์ยิ้มจางๆ พลางนั่งฟังอย่างสงบเงียบ ไม่ขัดจังหวะใดๆ
…………
เมื่อชุมนุมทาโรต์สิ้นสุดลง และกลับสู่โลกแห่งความจริง ฟรังก้าเดินตรงไปยังกระจกเงาเต็มตัวในห้องนอนใหญ่
เธอก้าวข้ามผิวกระจกอย่างผ่อนคลาย ท่ามกลางความรู้สึกร่วงหล่นอันแปลกประหลาด จนกระทั่งมาถึงดาวเคราะห์อันรกร้างวังเวง
แล้วหมอกบางๆ ก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าเธอ
เธอก้าวเข้าไป
สิ่งที่ประจักษ์แก่สายตาคือเมืองในอดีต
มีตึกระฟ้า มีรถยนต์วิ่งไปมา มีเครื่องบินทะลุเมฆ มีผู้คนถือโทรศัพท์มือถือ
ทันใดนั้น ไฟสูงสองดวงส่องเข้ามา แทบทำให้ฟรังก้าตาบอด
รถที่เรียกผ่านแอปฯ คันหนึ่งแล่นมาจอดตรงหน้าเธอ
ฟรังก้าเปิดประตูรถ นั่งลงเบาะหลัง พลางบ่นกับคนขับที่สวมแว่นขาเดียวบนตาขวา
“ปิดไฟสูงไม่ได้หรือ?”
คนขับชี้ไปยังของประดับรูปดวงอาทิตย์สีทองบนคอนโซลกลาง พลางกล่าวยิ้มๆ
“หลังจากขโมยมันมาแล้ว ก็ปิดไม่ได้อีกเลย”
ฟรังก้าไม่พูดอะไรอีก ปล่อยให้รถแล่นไปตามถนน ชื่นชมทิวทัศน์ของเมืองในอดีต แต่ยังแฝงสถาปัตยกรรมจากทรีอาร์อยู่ไม่น้อย
มองไปได้ครู่หนึ่ง ลางสังหรณ์ทางพลังวิญญาณดลใจให้เธอหันสายตากลับมา เพ่งความสนใจไปยังจอภาพในรถ
จอภาพกำลังฉายข่าว หญิงงามที่ทั้งเย้ายวนและบริสุทธิ์ผุดผ่องผู้หนึ่ง กำลังยืนอยู่หลังแท่นแถลง ใบหน้าเปี่ยมด้วยความตื่นเต้น
“พลเมืองทั้งหลาย ฉันคือนายกเทศมนตรีชีคของท่าน ต่อจากนี้ สิ่งที่ฉันจะทำคือยกเลิกสัญญาณไฟจราจรและทางม้าลาย…”
พระองค์เพิ่งกล่าวถึงตรงนี้ จอภาพก็ปรากฏลายเส้นสั่นๆ พร้อมกับส่งเสียงครืดคราด
ครั้นภาพกลับมาชัดเจนอีกครั้ง นายกเทศมนตรีชีคกลับทำหน้าเคร่งขรึม
“ฮ่าๆ เมื่อครู่ล้อเล่นน่ะ ทีนี้เข้าเรื่องกันเถอะ”
ฟรังก้า ‘จิ๊’ เบาๆ พลางหันไปมองนอกหน้าต่างอีกครั้ง
ที่นั่นมีวิหารแบบทรีอาร์หลังหนึ่งตั้งตระหง่าน ผู้คนเดินขวักไขว่ คึกคักยิ่งนัก
มองผ่านหน้าต่างและกระจก ฟรังก้าเห็นบุคคลผู้หนึ่ง ยืนอยู่หน้าแท่นบูชาของวิหาร พระองค์ทรงผมยาวสีเลือด สวมคลุมดำย้อมเลือด ใบหน้างดงาม ท่าทางองอาจแต่ไม่คมกริบ
ไม่ใช่ใครนอกจากอลิสต้า·ทูดอร์
พระองค์เป็นนักบวชประจำวิหารแห่งนี้
รถยังคงแล่นต่อไป ไม่นานก็มาถึงลานกว้างใหญ่แห่งหนึ่ง
กลางลานมีรูปปั้นประหลาดตั้งตระหง่าน ดูคล้ายกับวังวน แต่สีสันกลับยากจะบรรยาย ราวกับหลอมรวมทุกสถานการณ์เอาไว้
รถวิ่งไปจนถึงชานเมืองจึงค่อยหยุด
ที่นี่มีหมู่บ้านแห่งหนึ่ง มีทุ่งหญ้าเขียวขจีและลำธารไหลเอื่อยๆ
ฟรังก้าลงจากรถ โบกมือทักทายสาวน้อยที่เลี้ยงห่านริมน้ำพร้อมชายหนุ่มที่อยู่ข้างกาย นับเป็นการทักทายกันแล้ว
เธอเดินตามถนนชนบท เข้าสู่หมู่บ้านอย่างคุ้นเคยประดุจกลับบ้าน เห็นเสาหินดินสูงหลายสิบเมตรตั้งอยู่ไกลๆ ยอดเสามีร่างสามเศียรหกกรนั่งนิ่งขัดสมาธิ ปล่อยให้ลมพัดฝนสาด แดดเผาน้ำค้างชโลม
ฟรังก้ามุ่งตรงไปยังร้านเหล้าคร่ำครึ ไม่แปลกใจที่พบลูเมี่ยนในเสื้อเชิ้ตขาว เสื้อกั๊กดำ นั่งอยู่หน้าเคาน์เตอร์บาร์ ข้างมือวางแก้ว ‘นางฟ้าหยก’
ส่วนจินนาสวมกระโปรงยาวเบาสบาย ยืนร้องเพลงอันเร่าร้อนให้ชาวนาชาวไร่ฟังกลางร้านเหล้า
ฟรังก้ายิ้มออกมา มองจินนาแสดงไปพลาง เดินไปนั่งข้างลูเมี่ยนที่เคาน์เตอร์บาร์
“ไวน์แดงอ่อนหนึ่งแก้ว” เธอดีดนิ้วเรียกบาร์เทนเดอร์ แล้วหันไปถามลูเมี่ยน “โอลัวร์ล่ะ?”
ลูเมี่ยนผมสีเลือดยิ้มน้อยๆ
“อยู่บ้าน เขียนบันทึกการเดินทาง”
ฟรังก้า ‘โฮ่’ คำหนึ่ง แล้วพูดกับลูเมี่ยนอย่างร่าเริง
“ฉันจะกลับไปอยู่ทวีปตะวันตกสักพัก โอลัวร์ตอบตกลงแล้ว คุณจะไปด้วยไหม?”
“ได้” ลูเมี่ยนหันตัวไป ยิ้มพลางชี้ไปกลางร้านเหล้า “จินนาจะไปหรือไม่ คุณไปถามเธอเองเถอะ”
ฟรังก้าหันมองตาม พอดีเห็นจินนาร้องถึงท่อนสุดท้าย ใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส พลางยื่นมือเชิญชวนมาทางเธอกับลูเมี่ยน
เสียงเพลงอันรื่นเริงก้องกังวานไปทั่วร้านเหล้า
“ตราบใดทรีอาร์ยังอยู่”
“โลกก็จะสุขไปชั่วนิรันดร์!”
(จบบริบูรณ์)
……………………………………………………..