ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 434 อาศัยสภาพแวดล้อมพิเศษ
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 434 อาศัยสภาพแวดล้อมพิเศษ
ตอนที่ 434 อาศัยสภาพแวดล้อมพิเศษ
……….
ในอุโมงค์มีที่มีเสาหินหลายต้นคอยค้ำยัน ฟรังก้าผู้ไม่สนใจว่าจะมีโคมไฟคาร์ไบด์หรือไม่ เหลียวมองลูเมี่ยนด้วยสีหน้าเจือความกังวล
“การใช้หัวใจนั่นเลื่อนลำดับจะไม่มีปัญหาแน่หรือ? ถึงคุณจะดูไม่กลัวคำสาปของตระกูลเซารอน แต่มันก็ยังส่งผลกับสถานะของตัวคุณหลังจากดื่มโอสถเข้าไป ซึ่งอาจเป็นต้นตอของความล้มเหลว…อันที่จริง ฉันว่าคุณควรรับข้อเสนอของการ์ดเนอร์ การดื่มโอสถลำดับ 9 ถึง 7 อีกชุดอาจทำให้คุณแข็งแกร่งขึ้นเล็กน้อย แต่ก็เท่านั้น ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพสักหน่อย ควรเลือกวิธีที่ปลอดภัยกว่าถึงจะถูก”
นางมารสุขสมรายนี้ได้ฟังเรื่องราวในคูหาใต้ดินของปราสาทหงส์แดงจากปากลูเมี่ยนแล้ว รวมถึงเนื้อหาส่วนใหญ่ในจดหมายของมาดามเมจิกเชี่ยน
นอกจากจะประหลาดใจกับการดำรงอยู่ของ ‘ทหารพิเศษ’ และเสียงคำรามของเทวทูตผู้บ้าคลั่ง เธอยังกังวลกับแนวคิดของลูเมี่ยน ผู้ต้องการนำตะกอนพลังของ ‘ช่างทำหุ่น’ กับหัวใจเหี่ยวแห้งของแมงมุมดำกลายพันธุ์มาปรุงเป็นโอสถดื่ม
ลูเมี่ยน ผู้ถือโคมไฟคาร์ไบด์ หัวเราะในลำคอ
“ผมมั่นใจถึงเลือกวิธีนี้”
“คุณมีวิธีขจัดอิทธิพลจากสายเลือดที่ตกค้างอยู่ในหัวใจนั่นหรือ?” ฟรังก้าไม่ค่อยเชื่อนัก
พูดถึงตรงนี้ ดูเหมือนเธอจะเพิ่งเอะใจได้
“พวกเรากำลังจะไปไหน? ไม่ใช่ว่าคุณหาที่ดื่มโอสถหรอกหรือ เอาแค่ห้องเปลี่ยวๆ ปลอดคนก็พอแล้ว ไม่เห็นจำเป็นต้องเดินลึกลงมาใต้ดินเลย”
ลูเมี่ยนหัวเราะ
“ก็เพราะจุดหมายปลายทางมันพิเศษเพียงพอ ผมถึงมั่นใจว่ามันจะข่มอิทธิพลจากสายเลือดตกค้างของตระกูลเซารอนในหัวใจดวงนั้นได้”
ขณะเดียวกัน ในระหว่างการเลื่อนลำดับ มันยังสามารถลดทอนอันตรายที่เกิดจากมลทินภายในร่างกายได้ด้วย!
“จุดหมายคือที่ใด?” ฟรังก้าชักเริ่มสงสัย
ลูเมี่ยนตอบยิ้มๆ
“ถึงแล้วก็รู้เอง”
“บัดซบ! ฉันล่ะเกลียดคนที่พูดไม่จบประโยคจริงๆ!” ฟรังก้าสบถอย่างอดไม่ได้
…………
“ปลายทางของคุณคือที่นี่สินะ” ผ่านไปครึ่งชั่วโมง ฟรังก้าชี้ไปยังประตูหินบานใหญ่ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ แต่ด้านหน้าถูกดัดแปลงเล็กน้อย พลางถามด้วยความประหลาดใจเจือเข้าใจ
ภาพของกะโหลกศีรษะ แขนกระดูกสีขาว ดอกทานตะวัน รวมถึงเครื่องหมายเชิงไอน้ำจำนวนมาก ถูกสลักไว้บนบานประตูหิน
นี่คือทางเข้าสุสานใต้ดิน เบื้องหน้าคือจักรวรรดิแห่งความตาย!
“สักแห่งภายในนั้นแหละ” ลูเมี่ยนนำเทียนไขสีขาวออกจากกระเป๋าสะพายที่ใส่ถุงมือสนับ ‘ทุบตี’ แล้วโยนให้ฟรังก้า พร้อมกับกล่าวยิ้มๆ “ผมจะดื่มโอสถภายใต้การจับตาของเทพ”
“ภายใต้การจับตาของเทพ?” ฟรังก้ามองหน้าลูเมี่ยนด้วยความกังขา รู้สึกว่าหมอนี่เริ่มติดนิสัยแย่ๆ ของ ‘โหราจารย์’ มาบ้างแล้ว:
ไม่พูดภาษาคน!
ลูเมี่ยนไม่อธิบาย จุดเทียนไขสีขาวเล่มหนึ่ง ถือมันเดินเข้าไปในสุสานใต้ดิน
มีผู้ดูแลเข้ามาเตือนเหมือนทุกที และเด็กหนุ่มก็รับปากเหมือนทุกที ทั้งสองเดินตามทางไปเรื่อยๆ จนลงมาถึงสุสานใต้ดินชั้นสาม เห็นเสาบูชาหินขนาดมหึมาสองต้น และเห็นลานเล็กๆ ที่ล้อมรอบมัน
หลังจากย่ำเท้าเข้าไปในอาณาเขตที่สะอาดสะอ้านผิดคาด ฟรังก้าพลันกระจ่าง
“คุณคิดจะอาศัยความพิเศษของที่นี่?”
เธอเคยสำรวจสุสานใต้ดิน แต่ไม่เคยสำรวจลึกลงมาถึงชั้นสาม เพียงเคยได้ยินจากลูเมี่ยนว่า ที่นี่มีลานบูชาอยู่ คอยรองรับเสาสองต้นที่เป็นตัวแทนของสุริยันเจิดจรัสกับเทพจักรกลไอน้ำ
ภายใต้การคุ้มครองของเสาบูชาสองต้นนี้ ต่อให้เทียนไขในมือดับไป มนุษย์ในลานก็จะไม่ถูกความมืดกลืนกิน จนหายไปอย่างไร้ร่องรอย
“ใช่” ลูเมี่ยนยิ้ม
เด็กหนุ่มยื่นเทียนไขสีขาวให้ฟรังก้า แล้วเดินไปทางเสาหินที่แกะสลักตราศักดิ์สิทธิ์สุริยัน จนกระทั่งหยุดยืนหน้าเสาหินขรุขระต้นใหญ่ซึ่งเต็มไปด้วยลวดลายดอกทานตะวันและสัญลักษณ์เส้นทรงกลด ลูเมี่ยนกางแขนสองข้างออกด้วยความเคารพยำเกรง แล้วสวดวิงวอนจากก้นบึ้ง
“สุริยันจงเจริญ!”
แผนของเด็กหนุ่มคือ อาศัยความพิเศษของสุสานใต้ดิน รวมถึงการคุ้มครองจากลานบูชาแห่งนี้ คอยข่มสายเลือดตกค้างของเซารอนและอิทธิพลจากมลทินแห่งชะตากรรมในร่างกาย
ตามประสบการณ์ของเด็กหนุ่ม อิทธิพลดังกล่าวมาจากภายนอกเป็นส่วนใหญ่ หรือไม่ก็มาจากแหล่งกำเนิดที่สอดคล้องกัน เช่น จากฟอม็องดา·เซารอน ผู้ถูกผนึกอยู่ในส่วนลึกของคูหาใต้ดิน และจากพลังของชะตากรรมที่อยู่นอกบาเรีย
เมื่อปราศจากอิทธิพลภายนอก ก็จะเหลือเพียงมลทินในร่างกาย ซึ่งคอยฉวยโอกาสขณะที่ร่างกายขาดสมดุลระหว่างการเลื่อนลำดับ หรือขณะที่ผนึกเกิดการเปลี่ยนแปลง ซึ่งลูเมี่ยนเคยลิ้มรสมาแล้วในการเลื่อนลำดับสามครั้งก่อนหน้า โดยเชื่อว่าตนรับมือไหว เพราะมลทินจะไม่ได้รับการสนับสนุนจากภายนอก เนื่องจากถูกความพิเศษของสุสานใต้ดินกับพรคุ้มครองจากเสาบูชากดทับไว้
แรงบันดาลใจของวิธีนี้มาจากตอนที่ ‘สร้อยเบียทริซ’ เปลี่ยนสถานะกลายเป็นของวิเศษ ตอนนั้นมาดามเมจิกเชี่ยนอธิบายว่า สภาพแวดล้อมพิเศษก็สามารถตัดการเชื่อมต่อได้เช่นกัน ป้องกันมิให้พรย้อนกลับไปสู่รากเหง้า หนึ่งในตัวอย่างคือบริเวณรอบๆ บ่อน้ำสตรีซามาเรีย
ลูเมี่ยนเชื่อว่า แม้ลานบูชาในสุสานใต้ดินอาจไม่พิเศษเท่ารอบๆ บ่อน้ำสตรีซามาเรีย แต่ก็คงไม่แย่กว่ากันนัก หลังจากผ่านการกรองสองชั้นโดยความประหลาดของสุสานใต้ดินกับพรคุ้มครองจากเสาบูชาของสุริยันเจิดจรัส อิทธิพลจากภายนอกจะต้องบั่นทอนลงหลายส่วนแน่นอน
อีกทั้ง ความศักดิ์สิทธิ์ของลานบูชาแห่งนี้มาจากพรคุ้มครองของเทพแท้จริง ลูเมี่ยนจึงไม่ต้องกังวลว่าการดื่มโอสถเพื่อเลื่อนลำดับตรงนี้ จะดึงดูดให้สภาพแวดล้อมรอบๆ หันมาแว้งกัดตน
มองดูลูเมี่ยนกล่าว ‘สุริยันจงเจริญ’ จากก้นบึ้งหัวใจ ฟรังก้าถึงกับพูดไม่ออก
อยู่ใต้ ‘สายตา’ ของเทพจริงๆ!
แต่คุณไม่กลัวถูกชำระล้างในฐานะที่เป็นสาวกของมิสเตอร์ฟูลหรือ?
สวดวิงวอนจบ ลูเมี่ยนกลับมาหาฟรังก้า นำขวดน้ำหอมรูปทรงสวยงามออกมายื่นให้อีกฝ่าย
“นี่คือ?” ฟรังก้าถามอย่างฉงน
“น้ำหอมอำพันเทา” สีหน้าของลูเมี่ยนเดี๋ยวมืดเดี๋ยวสว่างท่ามกลางแสงเทียนที่สั่นไหว “หลังจากผมดื่มโอสถ คุณคอยดูท่าทีไว้ ถ้าคิดว่าผมไม่ปกติเมื่อไร รีบคลายเกลียวฝาแล้วเอาปากขวดมาจ่อจมูกผม”
เดิมทีเขาคิดจะทำเอง แต่ในหนนี้ ด้วยอิทธิพลจากสายเลือดตกค้างของตระกูลเซารอน แถมยังอยู่ในลำดับกลางแล้ว เด็กหนุ่มกังวลว่าสถานการณ์อาจย่ำแย่กว่าปกติ ตัวเขาอาจไม่มีความสามารถในการเปิดขวด และถ้าเปิดทิ้งไว้ตั้งแต่เริ่ม จิตใต้สำนึกก็อาจจดจำว่านั่นคือสิ่งที่ตัวเองทำ จนทำให้ขาดประสิทธิผล
“ตกลง” ฟรังก้าเห็นว่าลูเมี่ยนไม่คิดจะอธิบาย จึงกลั้นความฉงนใจเอาไว้ก่อน มิได้ปริปากถามออกไป
ลูเมี่ยนมองบันไดกว้างๆ ที่นำไปสู่สุสานใต้ดินชั้นสอง แล้วจึงเสริม
“อีกเรื่องหนึ่งคือ อย่าปล่อยให้มีนักท่องเที่ยวมารบกวนผม”
“คุณคิดว่าฉันโง่หรือไง” ฟรังก้ากลอกตา
เรื่องแค่นี้ก็ยังต้องกำชับ?
ลูเมี่ยนไม่พูดพร่ำทำเพลง นำแก้วเบียร์คริสตัลออกจากกระเป๋าสะพาย
อาศัยกระบอกตวงช่วย อันดับแรก เด็กหนุ่มเทเลือดสีแดงเข้มของ ‘ช่างทำหุ่น’ ลงไป 80 มิลลิลิตร จากนั้นก็เทต่อมพิษของแมงมุมดำกลายพันธุ์ กับผงอำพันบด 10 กรัมที่รวบรวมมาในช่วงหนึ่งเดือนก่อนหน้า ตามด้วยผลโอ๊กขาว 2 ลูก
วัตถุดิบเหล่านี้มีพลังวิญญาณเข้มข้น หรือเป็นสัญลักษณ์ของบางสิ่ง เมื่อนำมารวมกันจึงยังไม่ละลายทันที แต่เกิดฟองฟูมสีดำลอยหน้า
ลูเมี่ยนบรรจงวางสิ่งที่คล้ายสมองมนุษย์สีเลือดลงไป ตามด้วยหัวใจเหี่ยวแห้งลงในของเหลวสีเลือด
เกิดเสียงซ่าหนึ่งครั้ง หมอกเลือดเอ่อล้นขึ้นมาแล้วหดกลับลงไป บรรดาของแข็งต่างๆ ในแก้วพลันแตกตัว ผสมผสานเป็นเนื้อเดียว ทำให้สีของโอสถเข้มขึ้นเรื่อยๆ
ฟองอากาศเดือดปุดๆ พร้อมกับแตกตัว จนในท้ายที่สุด ของเหลวในแก้วเบียร์ก็เปลี่ยนเป็นสีเหล็กดำ ลอยหน้าด้วยสนิมเหล็กสีแดง
ฟรังก้าเห็นดังนั้นก็พึมพำเสียงแผ่ว
“อย่างที่คิด คนเล่นกลยุทธ์ใจมักสกปรก โอสถก็เลยสกปรกแบบนี้…”
มองไปยังโอสถสีเลือดเข้มที่ยังคงไม่อยู่สุข ลูเมี่ยนถอดกระเป๋าสะพายกับกระติกสนาม โยนไว้ด้านข้าง
หลังจากโยน ‘คำลวง’ ให้ฟรังก้า เขาถอนหายใจเงียบ พยายามปรับสภาพจิตใจ
ผ่านไปสักยี่สิบสามสิบวินาที เด็กหนุ่มนั่งขัดสมาธิ มือจับแก้วเบียร์มั่นคง กระดกดื่มโดยปราศจากความลังเล
โอสถมีกลิ่นสนิมแรงมาก พอเข้าปากก็รู้สึกเย็น เหมือนงูที่เลื้อยท่ามกลางความมืด มันลื่น เย็นยะเยือก
ลูเมี่ยนมิได้ร้อนผ่าวดังถูกแผดเผาเหมือนคราวก่อน แต่กำลังเย็นสะท้านไปทั่วร่าง ราวกับเปลวไฟทั้งหมดในตัวถูกโอสถดูดซับเข้าไป
ขณะเดียวกัน ศีรษะเริ่มเผชิญความปวดที่คุ้นเคย เบื้องหน้าปรากฏภาพหลอนกะทันหัน ความคิดและข้อมูลที่มีกลายเป็นของจริง เรียงร้อยเข้าด้วยกันเป็นภาพจิตรกรรมย่อส่วน สานเป็นใยแมงมุมทับซ้อนหลายชั้น
มันฉีกสมองของลูเมี่ยนออกเป็นชิ้นๆ โสตประสาทได้ยินเสียงแผ่วเบาเหมือนดังไกลอนันต์ แต่ก็ใกล้มหันต์ อารมณ์ดุร้ายและบ้าคลั่งแผ่ขยายออกไปทุกส่วน
แต่พวกนี้ไม่ถือว่ารุนแรง ความเจ็บปวดจากอย่างแรกไม่ทำให้ลูเมี่ยนถึงกับหมดสติ หรือต้องเกลือกกลิ้งทุรนทุราย อย่างมากก็แค่เผลอชักสีหน้าบิดเบี้ยวดุร้ายโดยไม่รู้ตัว สองหมัดกำแน่น ครวญครางด้วยความเจ็บปวดอย่างไม่อาจหักห้าม ส่วนอย่างหลังสามารถอดทนได้ง่ายๆ ด้วยคุณสมบัติของภิกษุบิณฑบาต
ฝ่ามือขวาของลูเมี่ยนเริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลง รู้สึกร้อนวูบวาบเบาๆ
ในที่สุด ลูเมี่ยนเริ่มแสบร้อนเหมือนถูกไฟเผา คราวนี้มันคุกรุ่นอยู่ภายในสมอง แต่ก็ค่อนข้างเลือนรางลวงตา
ระหว่างกระบวนการ จากด้านข้าง ฟรังก้านึกอยากจะเปิดขวดน้ำหอมอยู่หลายหน แต่เพียงแค่คิด ลูเมี่ยนก็เริ่มกลับเป็นปกติ
พูดแล้วเหมือนนาน แต่ในความเป็นจริง มันเพิ่งผ่านไปเพียงยี่สิบสามสิบวินาที มือที่เคยกำแน่นของลูเมี่ยนเริ่มคลายออก ใบหน้าอันบิดเบี้ยวค่อยๆ กลับเป็นปกติ
ฟู่…ลูเมี่ยนพ่นไอร้อนออกจากปาก พร้อมกับลืมตา
“สำเร็จแล้ว?” ฟรังก้าถามตามความเคยชิน
ลูเมี่ยนที่ยังรู้สึกเจ็บแปลบตามศีรษะและร่างกาย ตอบติดตลก
“ถ้าไม่สำเร็จ คุณคงเริ่มสู้กับผมที่คลุ้มคลั่งไปแล้ว”
นี่ง่ายกว่าการเลื่อนลำดับสามครั้งก่อนหน้าเสียอีก
“ใครจะรู้ล่ะ การคลุ้มคลั่งของ ‘นักวางแผน’ อาจเป็นการแสร้งทำตัวปกติก็ได้ แล้วหาจังหวะโจมตีทีเผลอ…” ฟรังก้าทราบดีว่าตนปากพล่อยไปแล้ว แต่ก็เถียงกลับตามสัญชาตญาณ
ลูเมี่ยนยกมือลูบขมับกับหน้าผาก พบว่าถึงจะเจ็บ แต่ความคิดกลับยิ่งกระจ่างชัดกว่าแต่ก่อน
เด็กหนุ่มรีบทบทวนเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ จนตระหนักว่าในบางรายละเอียดเล็กๆ อาจแฝงไว้ด้วยปัญหา
นี่เป็นข้อสังเกตที่เขาไม่เคยพบเจอมาก่อน
ยกตัวอย่างเช่น อ้างอิงจากในฝันร้าย อีแลต กวีผู้มักเข้าร่วมเกมเค้กพระราชา ควรจะกลายเป็นครึ่งคนครึ่งหุ่นขี้ผึ้งนานแล้ว พร้อมเสียสติและทำร้ายตัวเองหรือคนรอบข้างได้ทุกเมื่อ แต่ไม่เพียงเขาจะดูปกติดี ยังสามารถเข้าออกอารามพระหฤทัยที่มีปัญหา แถมยังบังเอิญไปเห็นอัลบัส·เมดีซีเข้าด้วย!
……………………………………………………..