ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 442 ถือโอกาสสวมบทบาท
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 442 ถือโอกาสสวมบทบาท
ตอนที่ 442 ถือโอกาสสวมบทบาท
……….
เมื่อเห็นฟรังก้าปรากฏตัวต่อหน้าเธอในรูปลักษณ์ของปอลีนา จินนาอดทึ่งกับความวิเศษของเครื่องประดับ ‘คำลวง’ ไม่ได้
นี่เหนือกว่าพลังแปลงโฉมของ ‘นักแสดง’ แห่งเส้นทางมารดาพฤกษาแห่งแรงกระหายหลายสิบเท่า เป็นการปลอมตัวที่อัศจรรย์ที่สุดเท่าที่เธอเคยเห็นมา
ฟรังก้ามองดู ‘ตัวเอง’ ในกระจกเต็มตัว ลูบไล้ใบหน้าแผ่วเบาพลางหัวเราะ
“สไตล์นี้ก็ไม่เลวเหมือนกัน”
“คุณไม่ชอบอะไรบ้างดีกว่า” ลูเมี่ยนจิกกัด
“นี่เรียกว่ามีสายตาที่เข้าใจและชื่นชมความงาม!” ฟรังก้าเปิดตู้เสื้อผ้าของปอลีนา เลือกชุดนอนสองชิ้นที่ซ่อนสิ่งของได้เยอะ แล้วเข้าห้องน้ำในห้องนอนใหญ่ไปเปลี่ยนเสื้อผ้า
ในไม่ช้า ‘คุณนายปอลีนา’ ก็เดินออกมา แม้จินนาจะรู้อยู่แล้วว่านี่คือฟรังก้า แต่กลับแยกตัวจริงตัวปลอมไม่ออกในแวบแรก
รอให้ฟรังก้าเข้าสู่สถานะ ‘ล่องหน’ ลูเมี่ยนก็ป้อน ‘ยาสารภาพ’ ใส่ปากปอลีนาที่กำลังนอนหมดสติ
เด็กหนุ่มกะเกณฑ์เวลา รู้สึกว่าใกล้จะได้เวลาแล้ว จึงหยิบเกลือดมวิเศษออกมา ยื่นไปจ่อจมูกปอลีนา
ท่ามกลางเสียงจามฮัดชิ้ว ลูเมี่ยนปิดฝาขวดแล้วถอยกลับไปยังช่องว่างข้างๆ ตู้เสื้อผ้า เพื่อมิให้ปอลีนาตื่นมาเห็นตน
จินนาชักปืนลูกโม่กระบอกเล็กจากเข็มขัดหนังสีน้ำตาลตรงเอว ย่อตัวลงต่ำ จ่อปากกระบอกไว้กลางหน้าผากปอลีนา เตรียมลั่นไกทุกเมื่อ
ปอลีนาได้สติตื่น สิ่งแรกในการมองเห็นคือใบหน้าที่สวมหน้ากากสีเงินขาวปกปิดครึ่งบน
บนใบหน้านอกหน้ากาก แม้ผิวจะไม่เรียบเนียนนัก ยังมีตำหนิเล็กน้อย แถมยังถูกเครื่องสำอางบดบัง แต่ความโค้งมนและเส้นต่างๆ ยังคงงดงาม จนแม้แต่เพศเดียวกันยังอดมองค้างไม่ได้
ถัดมา ปอลีนารับรู้ถึงความเย็นจากปากกระบอกปืน พบว่าศีรษะของตนกำลังถูกจ่อด้วยลูกโม่กระบอกหนึ่ง
เธอเกร็งตัวตามสัญชาตญาณ
จินนาไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายแสดงความฉงนหรือร้องขอความเมตตา ยิงคำถามตรงประเด็นทันที
“บูวาร์·ปงแปโรจะมาเมื่อไร”
“ในวันสองวันนี้…”
เธอยังพูดไม่ทันจบ ก็รีบหุบปากฉับ ใบหน้าเผยอาการตกตะลึง
ท…ทำไมเราถึงพูดในสิ่งที่คิดออกไป?
จินนาเตรียมพร้อมอยู่แล้ว ยิงคำถามที่สองต่อทันที
“ในช่วงสองเดือนมานี้ พวกผู้ชายลึกลับที่แวะเวียนมาหาคุณในยามวิกาล ใครคือบูวาร์·ปงแปโร หรือทุกคน?”
ปอลีนาดิ้นรนขัดขืนอยู่สักพัก แต่สุดท้ายก็พูดออกมา
“ไม่ใช่ทุกคน…บูวาร์ตัวจริงจะมาแค่สัปดาห์ละครั้งเท่านั้น ที่เหลือเป็นตัวปลอมที่ถูกส่งมาอำพรางสายตา และทุกๆ สองสามครั้งเขาจะแปลงโฉมไปเรื่อยๆ …เขามีวิชาแปลงโฉม”
จินนาถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“นอกจากบูวาร์·ปงแปโร คุณนอนกับใครอีกไหม”
ปลอมตัวจนถึงพริกถึงขิง หรือแค่ฉาบฉวย?
“ไม่” ปอลีนากลืนน้ำลายแล้วเล่าต่อ “บูวาร์หึงหวงแรงมาก ในเมื่อฉันกลายเป็นคนรักของเขาแล้ว ทางนั้นก็ไม่อนุญาตให้นอนกับใครอีก พวกตัวปลอมที่ถูกส่งมา อย่างมากก็คุยกันเล็กน้อย กินมื้อเย็นด้วยกัน เดินเล่นในห้องนอนสักพักแล้วก็กลับ”
หึงหวงแรงมาก…ลูเมี่ยนผู้แอบฟังในมุมมืด สมองเริ่มประมวลผล ระลึกถึงองค์ความรู้เชิงศาสตร์เร้นลับที่ได้รับขณะกลายเป็น ‘ผู้ถือพันธสัญญา’
เพียงพริบตา เด็กหนุ่มพบสัตว์พันธสัญญากับพลังที่สอดคล้องกับเงื่อนไข
“สัตว์มารเงาดำ” สัตว์โลกวิญญาณที่อาศัยในเงาของสิ่งมีชีวิต ลูกหลานพวกมันจะถือกำเนิดจากการ ‘ปอกเงา’ ออกจากร่างต้น ร่างต้นที่สูญเสียเงาจะตายทันที…
สามารถได้รับพลัง ‘สับเปลี่ยนเงา’ จาก ‘สัตว์มารเงาดำ’ โดยการบูชายัญเงาของมนุษย์หนึ่งคน ผลข้างเคียงคือ จะทำให้ความหึงหวงรุนแรงขึ้นมาก…
พลัง ‘สับเปลี่ยนเงา’ สามารถใช้ได้ระหว่างต่อสู้ โดยเป้าหมายการสับเปลี่ยนเงาจะต้องถูกควบคุมไว้ล่วงหน้า หรือยอมจำนนด้วยตัวเอง ผลของพลังสับเปลี่ยนเงาคือ เรียกเป้าหมายมารับความเสียหายแทนตัวเอง ช่วยให้รอดชีวิตจากการโจมตีอันน่าพรั่นพรึง โดยระยะห่างระหว่างร่างต้นกับเป้าหมายต้องไม่เกินยี่สิบเมตร…
“พวกตัวปลอมนั่นได้ค่าจ้างเท่าไรกันนะ…” จินนาล้อเลียนพลางหัวเราะ แล้วหันมาถาม “บูวาร์·ปงแปโรเทียบเท่าผู้วิเศษลำดับใด มีพลังพันธสัญญาอะไรบ้าง”
ปอลีนาเม้มปากแน่น ไม่อยากตอบ
ผ่านไปสองสามวินาที เธอก็มิอาจควบคุมแรงกระหายที่จะเล่าเรื่อง จึงอ้าปากพูด
“บูวาร์เป็น ‘นักพรต’ เขาบอกว่า ‘นักล่าชะตากรรม’ คือลำดับสำคัญที่สุดของเส้นทางชะตากรรมก่อนจะได้รับเทวบารมี ต้องสร้างคุณูปการอย่างใหญ่หลวงจึงจะได้รับพรดังกล่าว เขายังขาดอีกไม่น้อย”
“เขาเคยพูดว่า ‘นักพรต’ สามารถมีพลังพันธสัญญาได้ถึงหกชนิด แต่ฉันไม่แน่ใจว่าเป็นกรณีทั่วไปหรือเฉพาะกรณีพิเศษ”
ลูเมี่ยนซึ่งพิงอยู่ข้างตู้เสื้อผ้า หยอกล้อในใจทันที
“เทอร์มีโพลอส เข้าใจที่เธอพูดไหม?”
เด็กหนุ่มมิได้ถามออกไป เพราะทราบดีว่าเทอร์มีโพลอสคงไม่ตอบคำถามทำนองนี้อยู่แล้ว
ปอลีนาพูดต่อ
“เขาไม่เคยแสดงพลังทั้งหมดต่อหน้าฉัน ตอนร่วมรักก็ใส่ชุดนอนตลอด ไม่เคยเปลือยท่อนบน”
“ฉันเห็นเขาเดินออกจากความมืด และรู้ว่าเขาเลี้ยงโหงพรายสามตัว เขายังแนะนำให้ฉันเลือกพลัง ‘ลางสังหรณ์อันตราย’ โดยบอกว่ามันมีประโยชน์มาก”
“ฝังเงามืด…เลี้ยงโหงพราย…ลางสังหรณ์อันตราย…สับเปลี่ยนเงา…วิชาแปลงโฉม…รวมเป็นพลังพันธสัญญาห้าชนิด…ถ้าบูวาร์·ปงแปโรไม่มีอะไรพิเศษ ก็น่าจะเหลือพลังปริศนาอีกหนึ่งชนิด ต่อให้เขาแข็งแกร่งกว่า ‘นักพรต’ ทั่วไป รวมๆ แล้วไม่น่าจะมีพลังเกินแปดชนิด…” ลูเมี่ยนสรุปภาพรวมอย่างรวดเร็ว
ราคาของ ‘ฝังเงามืด’ คือความฝันปกติของผู้ทำพันธสัญญา ผลข้างเคียงเชิงลบคือ จะกลายเป็นคนสุดโต่งและหลงผิดมากขึ้น ราคาของ ‘เลี้ยงโหงพราย’ คือ ร่างของทารกสามร่างที่ตายตั้งแต่ยังไม่เกิด ผลข้างเคียงเชิงลบคือ ต้องใช้พลังชีวิตตัวเองเลี้ยงโหงพราย และอาจถูกโหงพรายกัดกินเสียเอง วิธีแก้ไขคือการเพาะเนื้องอก ลักษณะคล้ายกับการให้นม ส่วน ‘ลางสังหรณ์อันตราย’ เป็นการสังเวยความสามารถในการสืบพันธุ์ ผลข้างเคียงเชิงลบคือ กลายเป็นคนจิตอ่อน…
พลังของ ‘ผู้ถือพันธสัญญา’ ช่างพิสดารโดยแท้…หลังจากกลายเป็น ‘แม่มด’ และเข้าใจองค์กร ‘คนบาป’ มากขึ้น จินนาก็เริ่มมีข้อมูลของเส้นทางชะตากรรมอย่าง ‘ผู้ถือพันธสัญญา’ ‘ภิกษุบิณฑบาต’ ‘นักพรต’ จึงเข้าใจเหตุผลที่ลูเมี่ยนมีพลังอย่าง ‘วิชาฮึ่มฮ่า’ และ ‘ข้ามโลกวิญญาณ’
เธอคิดครู่หนึ่ง แล้วถามต่อไป
“นอกจากพลังทางพันธสัญญา บูวาร์·ปงแปโรยังมีสมบัติวิเศษหรืออาวุธวิเศษอะไรอีกบ้างไหม”
ปอลีนาสั่นสะท้านอย่างไร้สาเหตุ
“ข…เขามีกระเป๋าสองใบที่ไม่ให้ฉันแตะเลย เวลาเลือกชุดนอนก็มักจะเลือกแบบที่มีกระเป๋าเสื้อหรือกระเป๋ากางเกงตลอด”
พกบางสิ่งไว้กับตัวด้วยสินะ…ไม่รู้ว่าทำอะไรได้…แต่อย่างน้อยก็รับประกันว่าศึกนี้จะได้เก็บเกี่ยว…ลูเมี่ยนปล่อยให้ความคิดล่องลอย
ตามจังหวะที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ผนวกกับข้อมูลที่ได้รับจากการสอบปากคำ จินนาถามปอลีนาเกี่ยวกับการวางตัวต่อหน้าบูวาร์·ปงแปโร รวมถึงท่าทางน้ำเสียงขณะโต้ตอบกับพ่อบ้านและคนรับใช้ และพลังวิเศษกับทรัพย์สินของเธอเอง
จนกระทั่งลูเมี่ยนโยนยาสลบของสมาคมเสียวซ่านกลับมาให้ จินนาจึงหยุดซักถาม ใช้มือซ้ายที่ไม่ได้ถือปืนรับไว้
จากนั้น ปอลีนาก็หมดสติไปอีกครั้ง
“เธอมีพลัง ‘ฟื้นตัว’ คล้ายคลึงกับการฟื้นฟูตัวเองของพวกแวมไพร์ ผลของยาสลบคงอยู่ไม่นานเท่าที่ควร อย่าประวิงเวลานานนักเลย” จินนาลองเสนอแนะ “ทำไมไม่ฆ่าเธอทิ้งเสีย?”
ลูเมี่ยนมองหน้า ‘แม่มด’ มือใหม่ แล้วหัวเราะหึๆ ในคอ
“จิตใจคุณนี่โหดเหี้ยมเหมือนกันนะ”
“การไม่ใจดำกับสาวกเทพมาร เท่ากับเป็นการทำร้ายคนบริสุทธิ์” จินนาเม้มปากพูด
“ถูกเผง!” ฟรังก้าในรูปลักษณ์เหมือนปอลีนา ยกเลิกสถานะ ‘ล่องหน’ พร้อมกับออกปากเห็นด้วย
ยิ่งเธอมอง ‘แม่มด’ จินนาก็ยิ่งหลงรัก ถึงแม้อีกฝ่ายจะจงใจแต่งหน้าให้ขี้เหร่ แถมยังสวมหน้ากากบดบังครึ่งหน้า แต่ฟรังก้ามีสายตาที่สอดส่ายหาความงามอยู่เสมอ
ลูเมี่ยนหัวเราะเยาะหยัน
“พวกคุณไม่ได้ยินหรือไง บูวาร์·ปงแปโรมีพลัง ‘ลางสังหรณ์อันตราย’ ต่อให้คุณสองคนต่อต้านการทำนาย แต่ถ้าปอลีนาตายไป พรก็จะหวนกลับสู่รากเหง้า แล้วบูวาร์จะไม่ได้รับการตักเตือนจากโชคชะตาเลยหรือ?”
“ตอนนี้ยังพอมีเวลา ผมจะให้อ็องโตนีเข้ามา ถึงเขาจะไม่มีส่วนร่วมในการต่อสู้เลย แต่ก็มีประโยชน์กับแผนของผมมาก”
ลูเมี่ยนไม่เพียงต้องการจับบูวาร์·ปงแปโร แต่ยังจะถือโอกาสนี้สวมบทบาทเป็น ‘นักวางแผน’ ด้วย!
“ฉันรู้น่า” ฟรังก้าเบิกตากว้าง “ฉันแค่เห็นด้วยกับประโยคที่ว่า เราต้องใจดำกับสาวกเทพมารบ้าง”
เธอพูดไปพลางถอดจี้เงิน ‘คำลวง’ แล้วโยนมันให้จินนา ส่วนลูเมี่ยนเริ่มเรียกอ็องโตนี·รีด ให้อีกฝ่ายแอบเข้ามาทางผนังด้านนอกของห้องนอนใหญ่
…………
สายฝนโปรยปรายในราตรีสีดำ โคมไฟแก๊สริมถนนทั้งสองฝั่งแผ่แสงสลัวรางเลือนตลอดคืน
ณ บ้านเลขที่ 20 ถนนระเบียง ชายคนหนึ่งสวมหมวกผ้าไหมทรงสูง ใส่สูทสีดำ ผูกเนกไทสีเข้ม กดกริ่งประตูบ้าน
ใบหน้าดูธรรมดา คิ้วสั้นหนา นัยน์ตาสีน้ำเงินเข้ม เมื่อเดินไปตามถนนอาเขตอันครึกครื้น ก็แทบไม่ตกเป็นเป้าความสนใจจากผู้คน
บุคคลที่เปิดประตูคือพ่อบ้าน เขามองแขกผู้มาเยือนครู่หนึ่ง พลางแอบส่งสัญญาณลับ
ผู้มาเยือนโต้ตอบด้วยท่าทางกอดมือเป็นวงกลม แล้วถามกลับไป
“ปอลีนาอยู่ไหน”
“คุณนายรออยู่ในห้องนอนครับ” พ่อบ้านตอบอย่างสุภาพ
ชายคนนั้นพยักหน้า เดินข้ามห้องนั่งเล่นแล้วขึ้นบันได จนมาถึงหน้าห้องนอนใหญ่
เขาไม่ได้เคาะประตู ถือวิสาสะหมุนลูกบิดเข้าไปทันที
ในห้องนอนใหญ่อันกว้างขวางอบอุ่น ไฟติดผนังทุกดวงดับมืด มีเพียงเทียนสีเหลืองส่องแสงสลัว ระคนไปด้วยกลิ่นหอมอ่อนๆ ให้เลือดลมสูบฉีด
ชายคนนั้นมองปอลีนาที่นอนตะแคงอยู่บนเตียง พลางพูดยิ้มๆ
“ทำไมเห็นคุณแล้ว ผมถึงได้กระชุ่มกระชวยขนาดนี้กันนะ”
“บรรยากาศพิเศษสำหรับคุณโดยเฉพาะ” ปอลีนากล่าวนุ่มนวล
ชายคนนั้นเอาแต่จ้องสัดส่วนโค้งเว้าอันงดงาม เลือดสูบฉีดพลุ่งพล่าน พลางหัวเราะในคอแผ่วเบา
“ทำไมคุณถึงดูเย้ายวนยิ่งกว่าทุกครั้งเลยล่ะ”
ชายคนนั้นกลืนน้ำลายดังอึก ในใจเริ่มระแวงบรรยากาศที่ต่างออกไปแต่ร่างกายกลับก้าวไปข้างหน้าโดยมิอาจหักห้าม
……………………………………………………..