ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 443 กับดักในกับดัก
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 443 กับดักในกับดัก
ตอนที่ 443 กับดักในกับดัก
ชายที่ต้องสงสัยว่าเป็นบูวาร์·ปงแปโรเดินไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ทันใดนั้นก็ได้สติกลับมาบางส่วน
เขาดึงเนกไทหูกระต่ายสีเข้มใต้คอเสื้อ ไม่นานนักก็ปรากฏร่างอันพร่ามัวสามร่าง หนึ่งร่างบนศีรษะ สองร่างบนบ่าทั้งสองข้าง
ร่างเหล่านี้ถือว่าไม่ใหญ่ คล้ายกับทารกแรกเกิด ผิวขาวซีด ใบหน้ากลมกลึงกำลังบิดเบี้ยวเหยเก แววตาดูเกรี้ยวกราด
เลี้ยงโหงพราย!
โหงพรายลวงตาสีใสทั้งสามตัวมุดเข้าไปตรงหน้าอกบูวาร์·ปงแปโร แต่ละตัวยึดครองคนละจุด ดูดกินอย่างบ้าคลั่ง
เพียงพริบตา ร่างของพวกมันก็เริ่มคมชัด พลางกรีดร้องด้วยความทุกข์ทรมาน แล้วแยกตัวออกจากรากเหง้า ล่องลอยไปคนละทิศด้วยความเร็วสูง ตรงไปตามส่วนต่างๆ ของบ้านเลขที่ 20 ถนนระเบียง
พวกมันราวกับไร้ตัวตน ทะลุผ่านกำแพงและประตู เพียงครู่เดียวก็สำรวจทั่วตู้เสื้อผ้า โต๊ะทำงาน ห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า และห้องน้ำในห้องนอนใหญ่ ไม่ละเว้นมุมใดๆ ที่มือสังหารอาจดักซุ่มอยู่
โหงพรายตัวที่หน้าตาเจ้าเล่ห์ ผิวขาวปนเขียว ถึงกับตั้งใจสำรวจเงาดำทุกซอกมุมภายในห้อง เพื่อยืนยันให้แน่ใจว่า จะไม่มีผู้วิเศษคนใดซ่อนตัวอยู่ในสภาพแวดล้อมพิเศษเหล่านี้ได้
เห็นปอลีนาลืมตา มองมาด้วยดวงตาเปียกชื้นปนงุนงง บูวาร์·ปงแปโรรีบอธิบายอย่างเผลอไผล
“ลางสังหรณ์อันตรายของผมแจ้งว่า มีบางสิ่งไม่ชอบมาพากลซ่อนอยู่ในบ้านหลังนี้ จึงต้องระวังตัวเป็นพิเศษ จะพลาดไม่ได้เด็ดขาด”
“รอผมกำจัดภัยซ่อนเร้นให้หมดก่อน พร้อมกับยืนยันความปลอดภัย เราค่อยมาเพลิดเพลินกับค่ำคืนอันแสนวิเศษนี้กัน”
ด้วยเหตุผลบางประการ น้ำเสียงของบูวาร์ออดอ้อนกว่าตอนที่เคยพูดกับปอลีนาในอดีต ดูเต็มใจจะอธิบาย ประหนึ่งว่าการแต่งกายและบรรยากาศที่อีกฝ่ายลงทุนสร้างขึ้น สะกดใจเขาได้อยู่หมัด กลายเป็นถูกดึงดูดและอยากเอาอกเอาใจ
เสียงของบูวาร์·ปงแปโรเพิ่งจะเงียบไป โหงพรายตัวหนึ่งก็ลอยออกจากห้องนอนใหญ่ ค้นหาห้องถัดไปต่อ
ร่างที่มีผิวขาวสลับเขียวของมัน ลอยมาถึงสุดทางเดิน ทะลุผ่านตู้เสื้อผ้าแล้วมุดเข้าไป
วินาทีถัดมา มันเห็นร่างหนึ่งถูกมัดไว้แน่นหนา ในปากถูกผ้าอุดอยู่
ร่างดังกล่าวสวมชุดนอนสีขาวอ่อน เสื้อผ้ายับย่น เผยเนื้อหนังมังสาเป็นส่วนใหญ่ รูปโฉมงดงาม ท่าทางดูเลอค่า รูปร่างอวบอิ่ม ภาพรวมดูคล้ายผลไม้สุก ไม่ใช่ใครนอกจากปอลีนาอีกคน!
โหงพรายที่มีใบหน้าบิดเบี้ยวส่งเสียงกรีดร้องทันที รีบกลับมาอยู่ในอ้อมอกของบูวาร์·ปงแปโร รีบเข้าไปดูดหน้าอก พร้อมกับถ่ายทอดภาพที่ตนเพิ่งเห็นให้เจ้าของ
สีหน้าของบูวาร์·ปงแปโรเปลี่ยนไปทันที กระจ่างว่าตนตกหลุมพราง และกำลังถูกซุ่มโจมตี
โชคดีที่เขารอบคอบเพียงพอ จนตระหนักถึงอันตรายล่วงหน้า!
ร่างกายของผู้ประสานงานขององค์กร ‘คนบาป’ รายนี้กลายเป็นสีดำ หลอมเป็นเนื้อเดียวกับเงาตัวเอง คืบคลานไปทางเงามืดที่เกาะแนบผนัง
ความสามารถในการซ่อนตัวที่มากับพลัง ‘ฝังเงามืด’ ของเขา แตกต่างจากการ ‘หลบในเงา’ ของผู้วิเศษส่วนใหญ่ โดยฝ่ายหลังจะอาศัยคุณสมบัติ ‘ไร้แสง’ ของเงาเพื่อบดบังรูปร่าง ส่วนเขาใช้พลังเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นเงา กลายเป็นส่วนหนึ่งของเงามืดอย่างแท้จริง ดุจดังสิ่งมีชีวิตพิเศษที่กลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อม แต่ก็ง่ายที่จะหลงเข้าไปในมิติอื่นซึ่งเชื่อมต่อกับเงามืด
บัดนี้ บูวาร์·ปงแปโรคล้ายกับดำดิ่งลงสู่มหาสมุทรสีดำ ร่างกายของเขาบานออก หลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกับหยดน้ำสีดำที่นี่
เขา ‘ว่าย’ ออกไปอย่างไวว่อง ตรงไปยังห้องสุดทางเดิน
เขาอยากช่วยปอลีนา อยากหนีออกจากถนนระเบียงไปด้วยกัน
แรงกระหายอยากครอบครอง ‘โฉมงามชูรส’ กำลังรุนแรงผิดวิสัย
ระหว่างที่บูวาร์กำลังว่ายผ่านเงาดำ ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียง ‘เป๊าะ’
แสงสีเหลืองอมส้มจากโคมแก๊สติดผนัง สว่างจ้ากะทันหัน เปลวไฟท่วมท้นทุกตารางนิ้วภายในกล่องครอบโคมไฟ
โคมแก๊สติดผนังทุกดวงบนทางเดินกลายเป็นดวงอาทิตย์ย่อส่วน ขับไล่เงาดำในบริเวณใกล้เคียงจนหมดสิ้น
บนพื้นเหลือเพียงเงาดำรูปคน คดเคี้ยวเลื้อยเลี้ยวเหมือนงู
จินนาผู้ใช้ ‘คำลวง’ แปลงโฉมเป็นสาวใช้ พุ่งออกจากห้องด้านข้าง พร้อมกับยิงเพลิงทมิฬหนึ่งก้อนใส่เงาของบูวาร์·ปงแปโร
ผู้ประสานงานขององค์กร ‘คนบาป’ รายนี้ พลันลิ้มรสความเจ็บปวดรวดร้าวและความอ่อนแอจากส่วนลึกของดวงวิญญาณ
เขาใช้ ‘สับเปลี่ยนเงา’ โดยไม่ลังเล
ในบ้านเลขที่ 20 ถนนระเบียง พ่อบ้านกับคนรับใช้ที่ติดตามปอลีนาล้วนกลายเป็นสาวกชะตากรรมกันหมดแล้ว ยอมจำนนต่อบูวาร์·ปงแปโรผู้เปรียบเสมือนทูต เงาของพวกเขาจึงสามารถสลับสับเปลี่ยนกันได้!
เงาดำดังกล่าวลุกพรวดขึ้นมายืน ลำตัวของมันค่อนข้างหนา มิได้แบนราบเหมือนเงาทั่วไป ก่อนจะค่อยๆ กลายเป็นบูวาร์·ปงแปโร
ส่วนเงาบนทางเดินถูกเพลิงทมิฬแผดเผาจนกระทั่งหายลับไป สาวใช้ส่วนตัวในห้องเริ่มชักกระตุก ไม่นานก็มีเปลวไฟสีดำลูกเล็กๆ ทยอยไหลออกจากจมูก หู ปาก และหางตา ร่างกายไม่กระดุกกระดิก สิ้นลมหายใจ
บูวาร์·ปงแปโรถือโอกาสขณะที่ ‘สับเปลี่ยนเงา’ กำลังออกฤทธิ์ รีบใช้พลังพันธสัญญาอีกครั้ง
เขาวิ่งพรวดไปข้างหน้า จนเกิด ‘ภาพตกค้าง’ หลายสิบหลายร้อยภาพเป็นทางยาว
ร่างของเขากะพริบวูบวาบท่ามกลางภาพตกค้างเหล่านี้ ซ้ำยังเปลี่ยนตำแหน่งตลอดเวลา ทำให้จินนามิอาจเล็งเป้า มิอาจจำแนกแยกแยะ
เพียงพริบตา บูวาร์·ปงแปโรพร้อมภาพตกค้างเป็นพรวนขบวนยาว รีบวิ่งเข้าไปในห้องที่ปอลีนาถูกมัดแล้วเปิดตู้เสื้อผ้าออก
แววตาของปอลีนาเผยความดีใจ โหยหา และคาดหวัง พลางมองมือขวาของบูวาร์ที่กำลังถูกฉาบด้วยประกายโลหะอันคมกริบ
เพียงพริบตา ผู้ประสานงานขององค์กร ‘คนบาป’ ตัดเชือกฉับ ตั้งใจจะพาปอลีนาหนีออกจากวงล้อม
เขามีพลังสัญญาอยู่แปดชนิด ยังเหลืออีกหนึ่งที่ยังไม่ได้งัดมาใช้
ขณะเดียวกัน เมื่อเชือกถูกคลายออก ปอลีนาย้อนระลึกถึงประสบการณ์เมื่อครั้งถูกบูวาร์ทารุณกรรมซ้ำๆ ระลึกถึงความเจ็บปวดรวดร้าวที่ราวฝังลึกเข้าไปในก้านสมอง
ความเกลียดชังอันยากจะหักห้ามควบคุม พลันพลุ่งพล่านอยู่ภายในใจของหญิงสาว นึกอยากให้คนที่ทำร้ายตนได้รับการลงทัณฑ์จากโชคชะตา
ทันใดนั้น เธอยกมือขวา
สัญญาณเตือนภัยในสมองของบูวาร์ร้องระงมทันที เป็นผลมาจาก ‘ลางสังหรณ์อันตราย’ อันแรงกล้า
ทว่า ด้วยระยะห่างเพียงเท่านี้ ไม่มีปฏิกิริยาของใครจะเร็วไปกว่า ‘วิชาประกายอสนี’ อีกแล้ว
ประกายไฟสีเงินขาวจำนวนมากพุ่งออกจากฝ่ามือปอลีนา ชนเข้ากับร่างบูวาร์จนเกิดเสียงลั่นเปรี๊ยะ ร่างกายฝ่ายหลังชาไปชั่วขณะ กระทั่งความคิดก็เหมือนถูกประกายไฟฟ้ากลืนหาย หยุดการทำงานชั่วคราว
ฟรังก้าที่มีใบหน้าเหมือนปอลีนา แอบเข้าใกล้บูวาร์ในรัศมีห้าเมตรมาได้สักพักแล้ว พลางเล็ง ‘แหวนลงทัณฑ์’ ที่สวมเตรียมไว้ไปทางอีกฝ่าย
ดวงตาของเธอเปล่งประกายวาบหนึ่ง ทันใดนั้น บูวาร์แอ่นตัวกระตุกแผ่วเบาทันที ความเจ็บแปลบคล้ายดวงวิญญาณถูกฉีกแล่นไปทั้งร่าง สมองขาวโพลนชั่วขณะ
ทะลวงจิต!
ป๊าบ!
จินนารีบถลันเข้าประชิดเป้าหมาย มือข้างหนึ่งกำแน่น พลางซัดใส่กกหูของบูวาร์อย่างจัง โดยไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้ฟื้นตัวด้วยความอดกลั้นของ ‘นักพรต’
ผู้ประสานงานขององค์กร ‘คนบาป’ หมดสติไปทันที
ก่อนจะสิ้นสติโดยสมบูรณ์ บูวาร์เห็นรองเท้าหนังสีดำผูกเชือก พร้อมกับได้ยินเสียงเยาะเย้ยแผ่วเบา
“จะจัดการกับแก ฉันไม่ต้องลงมือเองด้วยซ้ำ”
…………
บูวาร์ดิ้นรนจนหลุดพ้นจากความมืดมิด พร้อมกับได้สติคืนมา
สิ่งแรกที่เห็นคือ ขาขวาที่พาดอยู่บนหัวเข่าซ้าย กับรองเท้าหนังสีดำผูกเชือกคู่เดิม ถัดมาก็เลื่อนไปเห็นชายหนุ่มคนหนึ่ง กำลังเอนกายพิงพนักโซฟาเดี่ยว สองมือวางลงบนที่พักแขน
บูวาร์คิดจะใช้พลังตามสัญชาตญาณ แต่ความคิดกลับรู้สึกเหมือนจมลงไปในบ่อโคลน ไร้การตอบสนอง
วินาทีถัดมา เขาเพิ่งสังเกตเห็นว่า สองเท้าของตนกลายเป็นกีบเท้าวัวเรียบร้อยแล้ว ตามเนื้อตัวหุ้มหนังวัวสีน้ำตาล
ศาสตร์สร้างปศุสัตว์…บูวาร์เข้าใจสถานการณ์ทันที ก่อนจะเห็นชายหนุ่มผมสีทองปนดำ กำลังเปิดถุงผ้าสีเทาอมฟ้าที่ตนเคยซ่อนไว้ในกระเป๋าเสื้อด้วยท่าทางสบายๆ
นั่น…บูวาร์กลั้นหายใจตามสัญชาตญาณ หวังว่าอีกฝ่ายจะหยิบสิ่งของภายในนั้นออกมา
ผ่านไปสักพัก เขาก็เห็นชายหนุ่มคนเดิมหยิบเหรียญทองออกจากถุงผ้าสีเทาอมฟ้า บนเหรียญสลักวิหคสุริยันนูนต่ำ มูลค่าห้าเฟลคิน
ใช่! อย่างนั้นแหละ! บูวาร์คาดหวังผลสืบเนื่องของเหตุการณ์
ขณะเดียวกันเขาก็เพ่งสมาธิ รวบรวมความสนใจ เพื่อ ‘อ่านชะตา’ ของเด็กหนุ่ม
นี่คือหนึ่งในพลังไม่กี่อย่างที่ไม่ถูกจำกัดโดย ‘ศาสตร์สร้างปศุสัตว์’
ทันใดนั้น สีหน้าของบูวาร์บนหนังวัวผู้ซื่อสัตย์ ก็พลันเหม่อลอยเซื่องซึมกะทันหัน
เขาพบดวงชะตาของศัตรูมีแทบทุกสิ่ง เต็มไปด้วยสีสันซ้อนทับกัน แปรเปลี่ยนผกผันอยู่ตลอดเวลา!
ความเจ็บปวดแล่นเข้าสู่สมองกะทันหัน บูวาร์รีบหลับตาปี๋ตามสัญชาตญาณ พลางสัมผัสถึงของเหลวอุ่นๆ เหนียวหนืด กลิ่นเลือดลอยโชยมาจากตำแหน่งลูกตา
บูวาร์ที่เริ่มฟื้นตัวจากอาการบาดเจ็บอันเกิดจากการมองในสิ่งที่ไม่ควรมอง ก็ได้ยินเด็กหนุ่มคนเดิมกล่าวอย่างยียวน
“แกคิดว่าฉันจะหยิบเหรียญทองกาลกิณีนี่ไป จนเกิดการแลกเปลี่ยนโชคชะตากัน ทำให้ทางนี้เริ่มดวงซวย เพื่อที่แกจะได้หลุดพ้นจากสภาพในตอนนี้?”
หมอนี่รู้จัก ‘ศาสตร์เปลี่ยนชะตา’…แถมยังรู้จัก ‘ศาสตร์สร้างปศุสัตว์’ ด้วย…เป็นคนจากองค์กรอื่นที่ศรัทธาชะตากรรมเหมือนกัน หรือว่า…ชื่อหนึ่งผุดวาบในห้วงความคิดของบูวาร์·ปงแปโร
ลูเมี่ยน·ลี?
ลูเมี่ยนคล้ายกับสังเกตเห็นความคิดของบูวาร์ จึงยิ้มอย่างไร้อารมณ์
“นึกว่าแกจะคอยระวังฉันอยู่ทุกลมหายใจเสียอีก”
ใจของบูวาร์หล่นวูบ ไม่หลงเหลือความหวังลมๆ แล้งๆ อีกต่อไป เตรียมใจจะอาศัยพลังวิญญาณสั่นสะเทือนอากาศในหนังวัว เพื่อเอ่ยพระนามของท่านผู้นั้นอย่างคลุมเครือ
แต่ไม่นานเขาก็พบว่า พลังวิญญาณของตนใกล้แห้งเหือดเต็มที จิตใจอ่อนแอผิดวิสัย แม้แต่เรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ก็ทำไม่สำเร็จ
“ในเมื่อแกเข้าใจสถานการณ์ของตัวเองแล้ว ก็คงจะตอบคำถามฉันได้แล้วสินะ” ลูเมี่ยนกล่าวด้วยรอยยิ้ม
บูวาร์อ้าปากโดยไม่ทันคิด พร้อมกับส่งเสียง ‘ม๊อ’
ใจจริงเขาอยากสื่อสารกับอีกฝ่ายแต่ทำได้เพียงส่งเสียงร้องเหมือนวัว
จินนาในชุดทหารรับจ้างหญิง ยกเครื่องพิมพ์ดีดสีทองเหลืองมาวางไว้ตรงหน้าบูวาร์
นี่เป็นข้อเสนอจากฟรังก้า:
ไม่จำเป็นต้องกังวลว่า บูวาร์·ปงแปโรที่ถูก ‘ศาสตร์สร้างปศุสัตว์’ เปลี่ยนเป็นวัวจะตอบคำถามไม่ได้ ตราบใดที่เขาไม่ใช่คนไม่รู้หนังสือ อีกทั้งยังมีสติปัญญาระดับหนึ่ง ก็ยังพอสื่อสารกันได้ผ่านแป้นพิมพ์ ข้อเสียเพียงอย่างเดียวคือความเร็วจะไม่มากนัก
เห็นวัวตัวไม่ใหญ่มากนั่งลงด้วยขาหลังสองข้างอย่างยากลำบาก แล้ววางสองขาหน้าลงบนแป้นพิมพ์ ฟรังก้าที่ยืนมองจากด้านข้าง คอยเตรียมตัวยับยั้งพฤติกรรมอันโง่เขลาของอีกฝ่าย พลางพึมพำในใจไร้เสียง
ตอนนี้ก็ไม่มีใครรู้แล้วว่า คนที่กำลังนั่งหน้าแป้นพิมพ์คือมนุษย์หรือวัวกันแน่…
ลูเมี่ยนมองบูวาร์ปราดหนึ่ง แล้วถามเข้าประเด็น
“ครอบครัวซ็องซงอยู่ที่ไหน”
……………………………………………………..