ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 444 ผู้นำของ ‘คนบาป’
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 444 ผู้นำของ ‘คนบาป’
ตอนที่ 444 ผู้นำของ ‘คนบาป’
วัวน้อยสีน้ำตาลบรรจงเคาะขาหน้าของมันลงบนเครื่องพิมพ์ดีดกลไกที่มีขนาดไม่สมส่วนกับร่างกาย ทุกการกดต้องระมัดระวังอย่างยิ่งเพื่อมิให้ไปโดนแป้นพิมพ์ใกล้เคียง
ลูเมี่ยนเล่นเหรียญทองกาลกิณี รอคำตอบเต็มๆ จากบูวาร์ด้วยความอดทน
ระหว่างนี้ เด็กหนุ่มทบทวนเนื้อหาของปฏิบัติการในใจ
ตั้งแต่แรก เขาไม่คิดจะลงมือด้วยตัวเอง หนึ่งคือ เพื่อสวมบทบาทเป็น ‘นักวางแผน’ สองคือ เพื่อให้สมาชิกในทีมเล็กๆ นี้ประสานงานกันได้ดีขึ้น เพิ่มระดับความกลมเกลียวขณะลงมือ
ยึดความหึงหวงของบูวาร์·ปงแปโรเป็นที่ตั้ง เด็กหนุ่มวางแผนโดยใช้ปอลีนาตัวจริงเป็นจุดศูนย์กลาง — ผ่านการฝัง ‘การชักจูงทางจิต’ ซ้ำๆ โดยฝีมืออ็องโตนี·รีด ความเกลียดชังที่สะสมจากการถูกทารุณของคุณนายคนนี้ค่อยๆ ถูกหมักหมมบ่มเพาะ จนกลายเป็นเมล็ดพันธุ์ เมื่อใดก็ตามที่พันธนาการทางกายถูกปลดปล่อย ก็จะเริ่มงอกเงยในทันที
เพื่อมิให้ ‘ลางสังหรณ์อันตราย’ ของบูวาร์ทำงานก่อนเวลาอันควร ลูเมี่ยนไม่เพียงบอกให้ฟรังก้าเตรียม ‘ต่อต้านการทำนาย’ ไว้ล่วงหน้า แต่ยังกำชับให้พวกพ้องคนนี้ปลอมตัวเป็นปอลีนา ‘แบบจงใจเผยความผิดปกติ’ ทำให้เหยื่อเชื่อโดยปริยายว่าคนที่ถูกมัดคือปอลีนาตัวจริง
ซึ่งแน่นอน นั่นคือตัวจริง ก่อนที่บูวาร์จะตัดเชือก ปอลีนาแทบไม่รู้สึกเกลียดชังเขาเลย มีเพียงความโหยหาที่จะถูกช่วยเหลือ เป็นความรู้สึกจากก้นบึ้งจิตใจที่ไม่มีการแสดงใดลอกเลียนแบบได้ เพียงพอที่จะทำให้บูวาร์ปักใจเชื่อ จนไม่ไปกระตุ้นให้ ‘ลางสังหรณ์อันตราย’ ทำงาน
สำหรับบทบาทของจินนา หนึ่งคือ ลงมือโจมตีกดดันเหยื่อ ไม่ปล่อยให้เป้าหมายมีเวลาว่างสังเกตสภาพแวดล้อม หรือคิดคำนึงถึงรายละเอียด บีบให้บูวาร์รีบวิ่งไปหาปอลีนา พยายามพาทาสรักของตนหนีออกจากถนนระเบียงบ้านเลขที่ 20 โดยเร็ว สองคือ ทำให้ศัตรูเชื่อโดยปริยายว่าการซุ่มโจมตีกระจุกตัวอยู่รอบห้องนอนใหญ่ ส่วนห้องที่มัดปอลีนาตัวจริงไว้ค่อนข้างปลอดภัยไร้ปัญหา
ผลคือ บูวาร์ ‘วิ่งหน้าตั้ง’ ตามที่ลูเมี่ยนคาดการณ์ไว้ จนกระทั่งตกหลุมพราง
หากไม่ได้วางจุดสำคัญของแผนไว้ที่ปอลีนาตัวจริง ด้วย ‘ลางสังหรณ์อันตราย’ ที่บูวาร์ครอบครองอยู่ ต่อให้ฟรังก้าแสดงได้สมจริง เหมือนปอลีนาทุกกระเบียดนิ้ว แต่อีกฝ่ายก็จะรู้ตัวล่วงหน้าอยู่ดี แล้วปล่อยโหงพรายที่เลี้ยงไว้ออกมา ตรวจสอบสถานการณ์ด้วยความไม่ประมาท
“จากผลการสวมบทบาท กับดักคือ ‘แผน’ ที่ง่ายและตรงไปตรงมาที่สุด และการวางแผนจะช่วยยกระดับกับดักให้ลึกซึ้งซับซ้อนยิ่งขึ้น…” ลูเมี่ยนสัมผัสถึงความคืบหน้าของโอสถ พลางถอนใจเบาๆ
ขณะเดียวกัน เมื่อเห็นว่าบูวาร์กำลังกดเท้าวัวโดยไม่มีท่าทีพิรุธหรือพยายามจะเล่นตุกติก ฟรังก้าที่กำลังล่องหนก็ผ่อนคลายลงหลายส่วน
เธออดไม่ได้ที่จะย้อนนึกถึงบทสนทนาระหว่างตน ผู้ปลอมตัวเป็นปอลีนา กับผู้ประสานงานขององค์กร ‘คนบาป’ รายนี้ ทันใดนั้น ใบหน้าก็แดงระเรื่อร้อนผ่าวทันที
น่าอายเกินไปแล้ว! น่าอายฉิบหาย!
ในที่สุด บูวาร์ก็เสร็จสิ้นการสนทนาผ่านแป้นพิมพ์ครั้งแรก
จินนาดึงกระดาษที่มีตัวอักษรอยู่เต็มพืดออกจากเครื่องพิมพ์ดีดกลไก แล้วอ่านเร็วๆ ให้ลูเมี่ยนกับฟรังก้าฟัง
“เกือบสองเดือนก่อน ครอบครัวซ็องซงไปที่ใดสักแห่ง จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่กลับ”
“ผมก็ไม่รู้ว่าเป็นที่ใด ฟังจากเนื้อหาที่อีกฝ่ายเล่า มันเกี่ยวข้องกับเรื่องสำคัญบางอย่าง”
“ก่อนหน้านี้ นายหญิงกองสตาส์แห่งตระกูลซ็องซงเกิดเสียสติ เพื่อมิให้เธอที่ควบคุมตัวเองไม่ได้ก่อเรื่องกระโตกกระตาก จนไปดึงดูดความสนใจจากผู้วิเศษทางการ ส่งผลเสียลุกลามมาถึงสมาชิกคนอื่นขององค์กร สามีของเธอ อัวซอง·ซ็องซง จึงร่วมมือกับลูกๆ เพื่อสังหารเธอ ส่งเธอกลับคืนสู่อาณาจักรของพระองค์”
ถูกฆ่าทิ้งเพราะเสียสติ? พวกแกมีมโนภาพแบบไหนถึงพากันเชื่อว่าตัวเองไม่ได้เสียสติ? แค่ยังไม่บ้าหนักข้อจนเกินเยียวยา อยู่ในระดับที่ทัศนคติบิดเบี้ยวพอประมาณ ผิดเพี้ยนไปจากคนปกติ แต่ยังรู้จักปลอมตัวอยู่บ้าง…หลังฟังจบ ลูเมี่ยนพึมพำไร้เสียงสองสามคำ
ในสายตาของเด็กหนุ่ม นับตั้งแต่เริ่มเชื่อมโยงกับองค์ซ่อนเร้นนามว่าชะตากรรม สาวกเหล่านั้นก็ไม่ใช่คนปกติอีกต่อไป ล้วนถูกปนเปื้อนมากบ้างน้อยบ้าง มีอาการทางจิตซ่อนเร้น วันดีคืนดีก็เสียสติหรือแตกสลายโดยสิ้นเชิง
หากลูเมี่ยนไม่มีผนึกของมิสเตอร์ฟูล ไม่มีอิทธิพลของตะกอนพลังมาช่วยถ่วงดุล ป่านนี้ก็คงบ้ายิ่งกว่ากองสตาส์ที่บูวาร์เอ่ยถึง และคงน่ากลัวยิ่งกว่าด้วย
จินนาที่ยืนคั่นกลางระหว่างเด็กหนุ่มกับบูวาร์ อดไม่ได้ที่จะส่งเสียงฟ่อ ในใจยิ่งเชื่อว่าความใจดำต่อสาวกเทพมารคือสิ่งที่ถูกต้องแล้ว
คนพวกนั้นได้สูญสิ้นสามัญสำนึกไปแล้ว พูดว่าจะฆ่าภรรยาหรือมารดาของตนก็ทำ พูดว่าจะกำจัดก็ทำ!
แม้แต่ญาติตัวเองยังทำได้ลงคอ ก็คงพอเดาได้ไม่ยาก ว่าพวกเขาจะมองคนรอบข้างด้วยสายตาแบบใด!
“มีใครบ้างที่ไป ‘สถานที่ลึกลับ’ ที่แกเอ่ยถึง” ลูเมี่ยนถามต่อ
ต่อกๆๆ วัวน้อยกดแป้นพิมพ์อีกครั้ง
คราวนี้ มันชำนาญกว่าเมื่อครู่ไม่น้อย เนื้อหาคำตอบปรากฏขึ้นบนกระดาษทีละคำ
“ท่านเจ้าคุณอัวซอง·ซ็องซง ซึ่งเป็นผู้นำของเรา ได้รับวิวรณ์จากพระองค์ จึงพาเหล่า ‘นักล่าชะตากรรม’ ในกรุงทรีอาร์ไปที่นั่นด้วยกัน”
“อัวซอง·ซ็องซงคือผู้นำองค์กรคนบาป?” ลูเมี่ยนถามด้วยความประหลาดใจไม่เบา
ตามคำบอกเล่าของ ‘ฉันมีเพื่อนอยู่คนนึง’ อัวซอง·ซ็องซงเลือกเข้าร่วมองค์กร ‘คนบาป’ เพราะกำลังจะล้มละลายไม่ใช่หรือ? ต่อมาประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนชะตา จนได้รับพลังพรมาครอบครอง
ต่อกๆๆ คำตอบใหม่ถูกพิมพ์ลงบนกระดาษ จินนาอ่านออกเสียงทันที
“เขาคือคนแรกที่เผยแผ่ศรัทธาแห่งชะตากรรมในกรุงทรีอาร์ เมื่อเกือบสามปีก่อนได้รับเทวบารมี กลายเป็น ‘คนในวง’”
“เขาชอบปลอมตัว ต่อหน้าผู้ร่วมมือจะแกล้งทำเป็นว่า ตนเป็นเพียงสมาชิกหลักคนหนึ่งขององค์กร มิใช่ผู้ก่อตั้ง”
“ภรรยาของเขา ลูกๆ ของเขา ล้วนถูกเขาพาเข้าสู่โลกศาสตร์เร้นลับ กลายเป็นผู้ได้รับพรจากชะตากรรม ยกเว้นโรชที่ตายไป ภรรยาของเขากับลูกอีกสามคนตอนนี้ล้วนเป็น ‘นักล่าชะตากรรม’ แต่แน่นอน กองสตาส์ถูกกำจัดไปแล้ว”
เป็นถึงครึ่งเทพ ‘คนในวง’ แต่กลับติดต่อ ‘โลกิ’ และ ‘ฉันมีเพื่อนอยู่คนนึง’ ด้วยฐานะของผู้วิเศษลำดับกลาง เจ้าเล่ห์เพทุบายจริงๆ …สองคนนั้นจะรู้ตัวหรือเปล่านะ ถ้าไม่รู้ละก็ หึๆ …ไอ้พวกหลงตัวเอง คิดว่าคนรอบข้างล้วนไม่มีสมอง เป็นเพียงเหยื่อสำหรับหลอกใช้และคั้นคุณค่า…ใครกันแน่ที่เป็นนักล่า ใครกันแน่ที่เป็นเหยื่อ? ลูเมี่ยนเย้ยหยันสมาชิกหลักสองคนของ ‘วันเอพริลฟูล’ ในใจ
ขณะเดียวกัน เด็กหนุ่มเริ่มเข้าใจองค์กร ‘คนบาป’ มากขึ้น
นิกายเทพมารนี้ถูกบ่มเพาะขึ้นโดยมีครอบครัวซ็องซงเป็นแกนหลัก
ส่วนอัวซอง·ซ็องซงได้สัมผัสกับศรัทธาแห่งชะตากรรมอย่างไร ได้รับพรจากเทพมารอย่างไร นั่นเป็นอีกประเด็นหนึ่ง
ตอนนี้ดูเหมือนว่า เขาคงล้มเหลวในธุรกิจ ใกล้สิ้นเนื้อประดาตัวเต็มที ในสถานการณ์ที่ไม่มีทางเลือกอื่น จึงได้ลองทำทุกวิถีทาง
“ทำไมอัวซอง·ซ็องซงถึงไม่ยอมให้กิโยม·เบเนต์รู้ว่า เขาคือผู้นำขององค์กรคนบาป?” ลูเมี่ยนต้องการยืนยันรายละเอียด
กิโยม·เบเนต์เป็นถึง ‘นักล่าชะตากรรม’ ลำดับ 5 แล้ว มิได้ด้อยไปกว่าคนในครอบครัวซ็องซงหรือสมาชิกหลักคนอื่น ซ้ำยังเหนือกว่าบูวาร์·ปงแปโรเสียอีก
วัวน้อยใช้เครื่องพิมพ์ดีดอีกครั้ง เพื่อสนองแรงกระหายที่อยากระบายความในใจ
“ท่านเจ้าคุณอัวซองเห็นว่ากิโยม·เบเนต์ทะเยอทะยานเกินไป หากยอมให้มีส่วนร่วมในกิจการหลัก อาจกลายเป็นคนเย่อหยิ่งจองหอง พลาดพลั้งทำเรื่องไม่เป็นเรื่อง”
สรุปคือ การที่กิโยม·เบเนต์ประกอบพิธีสังเวยล่วงหน้าในหมู่บ้านกอร์ตู สร้างความไม่พอใจให้อัวซองอย่างมาก มองว่าอีกฝ่ายทำให้การเสด็จเยือนของเทวทูตแห่งชะตากรรมเสียของ แต่ก็ยังเห็นแก่หน้าองค์ซ่อนเร้นนามชะตากรรม จึงมิได้ลงโทษ ‘นักล่าชะตากรรม’ ผู้นี้ทันที ทำได้เพียงอดทนอดกลั้น ข่มความไม่พอใจไว้ รับกิโยม·เบเนต์เข้าองค์กรชั่วคราว แต่ผลักไสให้อยู่ชายขอบ? ลูเมี่ยนสรุปทัศนคติเบื้องต้นของอัวซอง·ซ็องซงจากคำตอบของบูวาร์
เด็กหนุ่มครุ่นคิดสักพัก แล้วเปลี่ยนคำถาม
“หลังจากอัวซอง·ซ็องซงไปที่นั่นแล้ว เขาติดต่อกลับมาหาบ้างไหม? แล้วแกมีหน้าที่อะไร ทำไมถึงคิดว่าตัวเองต้องระมัดระวัง ห้ามเกิดข้อผิดพลาดเป็นอันขาด?”
ดูท่าวัวน้อยจะยิ่งชำนาญเครื่องพิมพ์ดีดขึ้นเรื่อยๆ
“ก่อนออกเดินทาง ท่านเจ้าคุณอัวซองแจ้งว่าจะไม่ติดต่อกลับมาเป็นระยะเวลาสามเดือน โดยจะกลับมาอีกครั้งเมื่อเรื่องราวยุติแล้ว”
“ผมกับสมาชิกอีกสองสามคนมีหน้าที่คอยบริหารจัดการสิ่งต่างๆ เช่น ติดต่อกับสาวกในความรับผิดชอบของตัวเอง ให้พวกเขาทุ่มเทกับการสวดวิงวอน บริหารกิจการของตัวเองให้ดีตลอดสามเดือนนี้ ห้ามก่อเรื่องโดยเด็ดขาด พวกเราสองสามคนก็เช่นกัน”
วิวรณ์จาก ‘ชะตากรรม’ แจ้งว่า ภัยพิบัติจะบังเกิดภายในสามเดือน? นับจากที่อัวซอง·ซ็องซงกับพรรคพวกหายตัวไป ก็ผ่านมาสองเดือนกว่าแล้ว…อีกไม่เกินสามสัปดาห์ ปัญหากำลังจะปะทุ? กระชั้นชิดเกินไปแล้ว…ลูเมี่ยนถามไถ่รายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับครอบครัวซ็องซงและองค์กรคนบาป แต่เห็นได้ชัดว่าบูวาร์·ปงแปโรก็ไม่มีข้อมูลมากนัก ทราบเพียงเนื้อหาของงานในมือ
ในที่สุด ลูเมี่ยนชี้ไปทางสิ่งของจำนวนหนึ่งซึ่งหยิบออกจากกระเป๋าเสื้ออีกฝ่าย แล้วเอ่ยถาม
“พวกนี้คืออะไร ทำอะไรได้บ้าง”
วัวน้อยใช้เครื่องพิมพ์ดีดมอบคำตอบอย่างว่าง่าย
“สิ่งที่คุณหยิบเมื่อครู่คือเหรียญทองกาลกิณีที่สร้างจาก ‘ศาสตร์เปลี่ยนชะตา’”
“ครั้งหนึ่งผมเคยเจอคนที่โชคร้ายสุดขีด จึงใช้ ‘ศาสตร์เปลี่ยนชะตา’ ช่วยมอบเส้นทางชีวิตใหม่ให้ เขาจึงกลายมาเป็นผู้ศรัทธาของพระองค์ เหรียญทองกาลกิณีคือผลผลิตจากการช่วยเหลือในครั้งนั้น”
เคย…ลูเมี่ยนขมวดคิ้วเบาๆ
“ผลของ ‘ศาสตร์เปลี่ยนชะตา’ ของ ‘นักพรต’ ดำรงอยู่ได้นานแค่ไหน”
เมื่อครั้งที่เด็กหนุ่มยังเป็น ‘ภิกษุบิณฑบาต’ หลังจากใช้พิธีกรรมย้ายโชคชะตาของเป้าหมายใส่วัตถุ ผลจะคงอยู่ได้เพียงสามวัน หากเกินกำหนดนี้แล้วยังหาคนมารับโชคชะตาแทนไม่ได้ มันจะย้อนกลับสู่เจ้าของเดิม โดยไม่สามารถถ่ายโอนได้อีก
หลังจากกลายเป็น ‘ผู้ถือพันธสัญญา’ ลูเมี่ยนก็ไม่มีโอกาสได้ใช้ ‘ศาสตร์เปลี่ยนชะตา’ อีกเลย แต่ก็พอกะเกณฑ์ได้คร่าวๆ จากความรู้ด้านศาสตร์เร้นลับที่มาพร้อมกับพร ว่าฤทธิ์ของพิธีกรรมจะนานขึ้นเป็นห้าถึงเจ็ดวัน
ขณะพูด เด็กหนุ่มก้มมองเหรียญ 5 เฟลคินในมือ พบว่ามันถูกห่อหุ้มด้วยดวงชะตาสีแดงเข้มจนเกือบดำ พยายามกัดกร่อนเข้าหาตัวเขา แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้
โชคร้ายธรรมดาน่าจะส่งผลต่อเราได้อยู่ แต่โชคร้ายแบบสุดขั้วจะกระทบกับ ‘โชคชะตาอันยุ่งเหยิง’ ที่พันเกี่ยวระหว่างตัวเรากับเทอร์มีโพลอส หากศักดิ์ไม่สูงพอ ก็คงยากที่จะสั่นคลอนกระแสเดิม…ลูเมี่ยนลองประเมินเบื้องต้น
วัวน้อยพิมพ์ตอบกลับมาต่อกๆ
“สิบสามวัน นี่คือขีดจำกัดของ ‘ศาสตร์เปลี่ยนชะตา’ ถ้าอยากให้นานกว่านี้ก็ต้องอาศัยพลังของ ‘นักล่าชะตากรรม’”
“ภายในสิบสามวัน หากผมไม่มีศัตรูที่ต้องจัดการ ก็จะสุ่มเลือกเป้าหมายเพื่อรับเคราะห์กรรมแทน จากนั้น เมื่อเหยื่อเริ่มโชคร้าย ผมก็จะเผยแผ่ความเชื่อแห่งชะตากรรม ช่วยเขาเปลี่ยนดวงชะตา แล้วได้รับเหรียญทองกาลกิณีมาใหม่ พร้อมกับผู้ศรัทธาใหม่อีกคน”
“บัดซบ! นี่มันเครื่องจักรนิรันดร์ชัดๆ!” ฟรังก้าในสถานะล่องหนอดไม่ได้ที่จะรำพันในใจ
……………………………………………………..