ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 459 ราคาของกำนัล
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 459 ราคาของกำนัล
ตอนที่ 459 ราคาของกำนัล
……….
หลังจากฟรังก้ากับจินนาที่นั่งข้างเตียงพูดจบ บรรยากาศในห้องก็พลันเงียบสงัดและหนักอึ้ง
สองสามวินาทีถัดมา ลูเมี่ยนหัวเราะจิกกัดตัวเอง
“อย่างน้อย พวกพระที่อารามในหุบเขาลึก ตอนทำเรื่องไม่ดีก็ยังพยายามหลบๆ ซ่อนๆ แสดงว่ายังมีความยำเกรงอยู่บ้าง ศาสนจักรเทพจักรกลไอน้ำอาจไม่ได้มีปัญหาในภาพรวม พระส่วนใหญ่ หรือพูดได้ว่าเกือบทั้งหมดยังปกติดีอยู่”
“ผมก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน” อ็องโตนี·รีดยกมือวาดสัญลักษณ์สามเหลี่ยมกลางหน้าอก
ลูเมี่ยนพูดต่อ
“สถานการณ์ตอนนี้ลุกลามไปถึงระดับที่ทีมเล็กๆ ของเราหมดสิทธิ์เข้าไปมีส่วนร่วมแล้ว ควรส่งไม้ต่อให้ ‘ผู้ชำระ’ กับ ‘จิตแห่งจักรกล’ ไปจัดการปัญหาของอารามในหุบเขาลึก”
สิ่งที่เด็กหนุ่มไม่ได้พูดคือ ชุมนุมทาโรต์ยังคอยจับตามองเรื่องนี้อยู่ในเงามืด เพราะสุดท้ายแล้ว ไม่มีใครรู้ว่าภายในสองศาสนจักรใหญ่ยังหลงเหลือภัยซ่อนเร้นอีกมากเพียงใดที่ยังไม่ปะทุ หากมีใครสักคนไปกระตุ้นก่อนถึงเวลาอันควร ก็อาจทำให้พวกหน่วยพิเศษพลาดโอกาสสืบสาวไปถึงต้นตอปัญหาของอารามในหุบเขาลึก
“ตกลง” ฟรังก้าเห็นด้วย
เธอเองก็มีแผนในเรื่องนี้อยู่แล้ว
หลังจากได้ข้อสรุป ฟรังก้ากับจินนาออกจากโรงแรมระกาทอง เดินกลับไปยังถนนเสื้อนอกขาว
ลูเมี่ยนเปิดผ้าม่านหน้าต่าง แหงนมองดวงจันทร์สีแดงบนฟ้า พลางพูดกับอ็องโตนี·รีดที่กำลังเดินไปทางประตูห้อง ด้วยน้ำเสียงเหมือนไม่ใส่ใจ
“ตัวเลือกที่ดีที่สุดของคุณคือ พรุ่งนี้หลังจากตื่นนอน รีบไปที่สถานีรถไฟไอน้ำซูสิตทันที ซื้อตั๋วเดินทางออกจากกรุงทรีอาร์ ยิ่งเป็นเที่ยวเช้าเท่าไรก็ยิ่งดี”
อ็องโตนีในชุดลายพรางสีเขียวทหารชะงักฝีเท้า บรรจงหันกลับมามองแผ่นหลังลูเมี่ยน
“หือ?”
ลูเมี่ยนรินเบียร์อ่อนที่ดื่มแทนน้ำเปล่าใส่แก้ว จิบหนึ่งอึก แล้วพูดโดยยังมองออกไปนอกหน้าต่าง
“พักหลังมานี้ คุณติดตามพวกเราจนได้รับรู้เรื่องราวไม่น้อย คงจะมองออกแล้วว่าปัญหาที่ซุกซ่อนอยู่ในกรุงทรีอาร์ร้ายแรงเพียงใด หายนะที่ใกล้จะมาเยือนนั้น มันคงยิ่งใหญ่และสาหัสสากรรจ์มาก ถ้าไม่รีบออกไปเสียตั้งแต่ตอนนี้ บางทีคุณอาจไม่มีโอกาสอีกแล้ว”
“ส่วนเรื่องการแก้แค้น เรื่องการตามหาฟิลิปที่แกล้งตาย คุณสามารถสานต่ออีกครั้งหลังจากหายนะจบลงแล้ว ไม่มีใครห้ามไม่ให้คุณย้อนกลับมายังกรุงทรีอาร์หลังจากออกไปแล้วสักหน่อย”
อ็องโตนี·รีดเงียบไปสองสามวินาที ก้าวเดินเชื่องช้าไปยืนข้างลูเมี่ยน แหงนมองท้องนภายามราตรีด้านนอกเช่นกัน ก่อนจะกล่าว
“แล้วทำไมพวกคุณถึงไม่หนีไปล่ะ”
ลูเมี่ยนพูดยิ้มๆ
“คุณไม่ใช่ ‘ผู้ชม’ หรือไง? มองไม่ออกหรือว่าเราสามคนล้วนมีภารกิจติดตัว ไม่ใช่นึกจะหนีก็หนีได้”
อ็องโตนีหันศีรษะไปด้านข้าง มองใบหน้ากับดวงตาลูเมี่ยนอยู่นานโดยไม่พูดไม่จา
ลูเมี่ยนยังคงถือแก้วเบียร์อ่อน ตามองออกไปนอกหน้าต่าง แต่แววตาดูเหม่อลอยเลือนราง
ผ่านไปสักพัก เด็กหนุ่มพูดยิ้มๆ
“อีกอย่าง ผมมีพลังสำหรับเอาตัวรอดจากหายนะระดับนั้น แถมยังปกป้องฟรังก้ากับจินนาพร้อมกันได้ แต่ช่วยได้แค่สองคนเท่านั้น คุณคิดว่าตัวเองสำคัญเทียบเท่าผู้หญิงสวยๆ ที่สนิทสนมลึกซึ้งกับผมหรือไง?”
คำว่า ‘ปกป้อง’ ของเด็กหนุ่ม หมายถึงการพาฟรังก้ากับจินนา ‘เทเลพอร์ต’ ไปยังวิหารเดอะฟูล ณ ท่าเรือลาวีน
อ็องโตนียังคงไม่ตอบสนอง แต่หันกลับไปมองท้องฟ้ายามวิกาลด้านนอกอีกครั้ง
เขาบรรจงหยิบซองบุหรี่ออกจากเสื้อผ้า ดึงบุหรี่ออกมาหนึ่งมวนแล้วใส่ปากคาบ จุดไฟด้วยไม้ขีด
หลังจากอัดบุหรี่สุดปอดอยู่สองสามหน สลับกับพ่นควันสีขาว ‘นักจิตบำบัด’ ผู้นี้ก็พึมพำกับตัวเอง
“ผมเกิดและเติบโตที่ชายฝั่งตะวันตกของทะเลกลาง แถวนั้นเต็มไปด้วยเมืองอุตสาหกรรม สาวกเทพจักรกลไอน้ำจึงมีมากกว่าสุริยันเจิดจรัส”
“ที่ทะเลกลางลมแรงมาก ฤดูร้อนไม่ร้อนระอุ แต่ชื้นมาก ฤดูหนาวหิมะตกหนา ทุกหนแห่งขาวโพลน บริเวณรอบๆ ก็มีแต่ป่าทึบ หรือไม่ก็เป็นหลุมเป็นบ่อจากการขุดถ่านหินและเหล็ก”
“หลังจากผมโชคดีได้เป็นผู้วิเศษ ความฝันยิ่งใหญ่ที่สุดคือการเกษียณอายุจากกองทัพอย่างปลอดภัย เก็บเงินก้อนหนึ่ง ซื้อที่ดินแปลงหนึ่งในเมืองเล็กๆ บ้านเกิด หาแปลงที่ติดกับป่า จ้างคนมาช่วยทำไร่ทำนา ยามว่างก็แอบเข้าป่าล่าสัตว์ เดินเล่นชายทะเล หรือออกเรือตกปลา อา…คุณคงไม่รู้ แต่ปลาในทะเลกลางกินแทบไม่ได้เลย เต็มไปด้วยมลพิษจากอุตสาหกรรม คนท้องถิ่นไม่เคยชายตามองมัน เว้นแต่จะไม่มีทางเลือกแล้วจริงๆ”
พอพูดถึงตรงนี้ น้ำเสียงอ็องโตนี·รีดก็ต่ำลงไปอีกระดับ
“ถ้าผมได้กลับชายฝั่งตะวันตกของทะเลกลาง กลับไปยังบ้านเกิดตอนนี้เลย ผมอาจไม่มีวันได้ใช้ชีวิตแบบนั้น ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เงินทอง แต่จิตใจต้องผ่อนคลายเพียงพอ”
“จนถึงทุกวันนี้ ผมยังฝันร้ายบ่อยๆ ว่าค่ายของเราถูกโจมตี ศพเกลื่อนกลาด ทุกครั้งจะได้ยินเสียงหัวใจเต้นรัวแรง ผมจินตนาการได้เลยว่า ถ้าตัวเองออกจากกรุงทรีอาร์พรุ่งนี้เลย ต่อไปเวลาเห็นข่าวและรูปเกี่ยวกับหายนะในกรุงทรีอาร์ตามหน้าหนังสือพิมพ์ ผมต้องฝันร้ายแบบเดียวกันแน่นอน คงฝันเห็นกรุงทรีอาร์ถูกเพลิงเผาผลาญ ศพกองเกลื่อน”
“เมื่อตอนนั้น ผมหนีหัวซุกหัวซุนเพราะอาการผวา แต่คราวนี้ ผมไม่อยากหนีอีกแล้ว”
อ็องโตนี·รีดอัดบุหรี่อีกครั้ง
โดยไม่รอให้ลูเมี่ยนเย้ยหยัน เขาเสริมขึ้นมาเอง
“ผมรู้ดีว่าตัวเองคงไม่มีประโยชน์มากนัก และอันที่จริงมันก็ไม่ใช่เรื่องของผมสักเท่าไร แต่ผมอยู่ในกรุงทรีอาร์มาหลายปีแล้ว รู้จักสายข่าวไม่น้อยเลย รู้จักเพื่อนบ้านละแวกใกล้เคียง รู้จักเด็กๆ ที่เอาข่าวมาแลกกับลูกอมหรือโกเปต์ ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ผมไม่อยากต้องอ่านข่าวการตายของพวกเขา ไม่อยากเห็นใบหน้าทุกข์ทรมานของพวกเขาทุกครั้งที่หลับตาลง”
“ผมอยากร่วมมือกับพวกคุณให้ถึงที่สุด ลองพยายามอย่างสุดความสามารถจนกว่าจะไม่เหลือหนทางแล้วจริงๆ จึงค่อยคิดถอนตัว”
“คุณไม่ต้องเข้าใจผมก็ได้ นี่อาจเป็นแค่การตัดสินใจอย่างหลงผิดของคนไข้ที่มีปัญหาทางจิตรุนแรง”
ลูเมี่ยนหัวเราะ
“พูดยังกับคนอื่นไม่มีปัญหาทางจิต”
ก่อนที่ฉันจะรักษาตัว ก็เคยมีปัญหาทางจิตรุนแรงกว่านายตั้งเยอะ!
อ็องโตนี·รีดเริ่มยิ้มเบาๆ
“คุณถึงได้เลือกที่จะอยู่ต่อไง”
เขาหมุนตัวกลับ อัดบุหรี่ที่เหลือแค่ก้นสั้นๆ แล้วออกจากห้อง 207
ลูเมี่ยนชื่นชมทัศนียภาพยามราตรีของกรุงทรีอาร์ ฟังเสียงอึกทึกครึกโครมยามดึกของถนนอลเวงที่ราวกับจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง พลางดื่มเบียร์อ่อนในแก้วจนหมด
จากนั้น เด็กหนุ่มนั่งลง รูดผ้าม่านปิด เริ่มเขียนจดหมายถึงมาดามเมจิกเชี่ยน
“มีเบาะแสใหม่ครับ…”
“ตอนนี้มีอยู่สามทิศทางการสืบสวน”
“หนึ่ง อารามในหุบเขาลึกกับอารามพระหฤทัย”
“สอง ใช้ประโยชน์จากความสัมพันธ์อันแนบแน่นที่ผมอาจมีกับ ‘หอพัก’ ด้วยการเดินลงใต้ดิน ตรงไปยังริมแม่น้ำที่จินนาเจอพระ แล้วเดินตามสัญชาตญาณไปเรื่อยๆ ดูว่าจะพาไปหา ‘หอพัก’ ได้หรือไม่”
“สาม ลงมือกับการ์ดเนอร์·มาร์ติน เพราะในเมื่อชุมนุมกางเขนเลือดเหล็กกับพรรคเผาถ่านร่วมมือกัน และพรรคเผาถ่านก็เชื่อมโยงกับปัญหาของอารามในหุบเขาลึก แสดงว่าพวกเขาต้องอยู่ฝ่ายเดียวกัน ย่อมต้องรู้อะไรบางอย่าง”
หลังจากส่งจดหมาย ลูเมี่ยนก็เดินไปเดินมาภายในห้อง ทั้งกังวลทั้งหงุดหงิด ระคนตื่นเต้นเล็กน้อย
ไม่นานนัก มาดามเมจิกเชี่ยนตอบกลับมา
“ทางแรก เราจะรับผิดชอบเอง ทางที่สอง ที่ฉันไม่ได้เอ่ยถึงมันในจดหมายฉบับก่อนหน้า ก็เพราะวิธีนี้อันตรายกับเธอเกินไป แล้วอีกอย่าง คนของหอพักก็สังเกตเห็นคำเตือนที่กาเบรียลมอบให้เธอแล้ว ทางนั้นต้องยกระดับการป้องกันแน่”
“ทางที่สาม เธอจะลองทำดูได้ แต่ขอเตือนว่า พวกเธอต้องเตรียมตัวให้พร้อมก่อนลงกับการ์ดเนอร์·มาร์ติน”
ท่ามกลางความเงียบสงัด เปลวไฟสีแดงฉานพลันลุกโชน เผาทำลายกระดาษในมือจนไม่เหลือซาก ลูเมี่ยนวางแผนจะรีบนอนสักงีบเพื่อฟื้นฟูสภาพจิตใจ พอรุ่งเช้าก็จะไปปรึกษาแผนการกับฟรังก้า จินนา และอ็องโตนี
…………
อพาร์ตเมนต์ 601 บ้านเลขที่ 3 ถนนเสื้อนอกขาว
ฟรังก้ามิได้เปลี่ยนไปใส่ชุดนอนกับกางเกงนอนผ้าฝ้าย ยังคงแต่งตัวเตรียมจะออกไปข้างนอก
เมื่อเห็นเธอเดินกระสับกระส่ายไม่หยุด จินนาจึงถามด้วยความสงสัย
“กังวลอะไรอยู่?”
ฟรังก้าถอนหายใจแล้วตอบ
“ฉันว่าจะไปหาการ์ดเนอร์ตอนนี้เลย ถึงเมื่อครู่ชาร์ลจะไม่ได้พูด แต่ก็เดาได้ไม่ยากว่าในอีกวันสองวัน เขาจะชักชวนพวกเราไปจัดการกับการ์ดเนอร์ นี่เป็นจุดเปราะบางเดียวที่ทีมของเราพอจะทะลวงเข้าไปได้ เฮ้อ…ฉันต้องรีบตักตวงย่อยโอสถ ‘สุขสม’ ให้ได้มากที่สุด”
จินนามองใบหน้าด้านข้างของฟรังก้า เม้มปากเล็กน้อย แล้วเปลี่ยนเรื่องคุย
“เธอไม่ได้มีคู่ขาหลายคนหรอกหรือ? ถึงจะขาดการ์ดเนอร์·มาร์ตินไปก็ยังมีคนอื่นๆ อีกนี่?”
ฟรังก้าอดไม่ได้ที่จะกระแอมไอ หัวเราะแห้งๆ แล้วพูด
“หมดไปนานแล้ว หมดไปนานแล้ว ตอนนี้คู่ขาของฉันเหลือแค่การ์ดเนอร์กับพวกคู่ขาของเขา”
จินนาหัวเราะหึๆ แล้วพูดหยอกด้วยน้ำเสียงติดตลก
“ถ้าไม่มีการ์ดเนอร์·มาร์ติน ก็ให้ชาร์ลช่วยสิ”
“ไม่ได้ๆ ไม่ได้หรอก!” ฟรังก้าโบกมือปฏิเสธรัวๆ “ฉันยังข้ามกำแพงจิตใจของตัวเองไม่ได้”
พูดจบเธอก็เดินไปที่ประตู
“ไปถนนน้ำพุก่อนนะ”
จินนาเก็บรอยยิ้ม เตือนอย่างจริงจัง
“อย่าเผลอออกอาการแปลกๆ ล่ะ”
“รู้น่า” สีหน้าฟรังก้าจริงจังขึ้น “จะไม่ทำให้การ์ดเนอร์รู้สึกเหมือนฉันไปดูแลเขาก่อนตายเด็ดขาด”
พูดจบ เธอก็เปิดประตูออกไป
เมื่อเห็นเงาหลังของอีกฝ่ายหายลับไปพร้อมกับประตูที่ปิดสนิท จินนาก็ถอนหายใจเงียบงัน
ถัดมา หญิงสาวเหลือบมองถุงผ้าสีเทาขาวบนโต๊ะกาแฟ แล้วพึมพำกับตัวเอง
“เมื่อไรจะได้เจอวิล เมื่อไรจะได้เอาถุงนี้ไปให้กันนะ…”
…………
ยามดึก จินนาสะดุ้งตื่นจากความฝัน
เธอฝันถึงวิล ฝันว่าอีกฝ่ายอยู่ในโพรงใต้ดินแห่งหนึ่ง
แม้จะเป็นเพียงความฝัน แต่จินนากลับรู้ได้อย่างชัดแจ้งว่าพิกัดดังกล่าวอยู่ตรงไหน และจะไปถึงได้อย่างไร
จินนาพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ เปลี่ยนไปใส่ชุดทหารรับจ้างหญิงตัวเดิม ถือถุงผ้าสีเทาขาว ออกจากห้อง 601 แล้วใช้ทางลงใต้ดินบนถนนเสื้อนอกขาวที่อยู่ไม่ไกล
เธออาศัยวิวรณ์และการชี้นำจากพลังวิญญาณ บางครั้งก็ลงไป บางครั้งก็เลี้ยว บางครั้งก็ลอดผ่านช่องแคบ จนกระทั่งพบโพรงเหมืองร้างในความฝันเข้าจริงๆ
วิลที่แต่งกายเหมือนตอนกลางวัน ยืนอยู่กึ่งกลางโพรงเหมือง ถือโคมไฟฟักทองสีส้ม ท่าทีไม่ค่อยมีความสุขที่ต้องรอ เหมือนเด็กที่พยายามหนีออกมาเที่ยวแต่ถูกพ่อแม่หรือครูจับได้
“ใช่สิ่งที่เธอต้องการไหม?” จินนายื่นถุงผ้าสีเทาขาวที่บรรจุถังสีจำนวนหนึ่งกับพู่กันหลายด้ามให้
วิลรับมา แต่ไม่ได้เปิดถุง กลับควักของที่ถูกเรียกว่า ‘เหรียญทองนำโชค’ ออกมาทันที พลางพูดด้วยท่าทีถอนหายใจ
“นี่คือรางวัลของคุณ”
“นี่คือโชคดีของคุณ ขณะเดียวกันก็เป็นโชคร้าย หรือก็คือ คุณจะต้องประสบพบเจอกับหลายสิ่ง และยังต้องแบกรับภาระที่สำคัญบางอย่าง…”
“ตอนนี้คุณอาจยังไม่เข้าใจ แต่สักวันจะเข้าใจเอง”
ตั้งแต่เขตตลาดถูกผู้ศรัทธาเทพมารนำพาหายนะเข้ามา เราก็ไม่มีทางให้ถอยแล้ว…ต้องเดินหน้าสถานเดียว ลุยต่อไปในโลกแห่งศาสตร์เร้นลับที่แสนอันตราย เราจึงจะปกป้องคนที่ตัวเองอยากปกป้องได้…จินนารำพันเงียบสองสามประโยค รับเหรียญทองปอนด์ที่มีตัวอักษรโลเอ็นมาถือ กวาดตามองดูสองสามครั้งแล้วถาม
“ใช้อย่างไร?”
“พกติดตัวไว้ก็พอ” วิลโบกมือ ถือโคมไฟฟักทองเดินหายเข้าไปในส่วนลึกของโพรงเหมืองร้าง
จินนาเก็บเหรียญทองนำโชค ระหว่างกำลังเดินกลับผิวดิน เธอพลันตกตะลึงเมื่อพบว่าตนลืมเส้นทางไปหมดแล้ว
ในขามา เธอเดินตามการชี้นำของพลังวิญญาณมาเรื่อยๆ แต่ตอนนี้สติสตังกลับมาแจ่มใสอีกครั้ง ความรู้สึกเหล่านั้นหายเป็นปลิดทิ้งไปแล้ว
จินนาจึงจำใจต้องหาทางกลับเอง โดยยึดหลักทั่วไปคือ ‘หาทางขึ้น’
พอเดินไปสักพัก เธอก็พบว่าพื้นดินสั่นสะเทือนรุนแรงหลายครั้ง ราวกับเกิดระเบิดครั้งใหญ่จากที่ไกลๆ
แผ่นดินไหว? หรือจะเป็นความผิดปกติแบบไหนอีก? จินนาขมวดคิ้ว พลางเร่งฝีเท้าเพื่อรีบจำแนกหาทางขึ้น
พอเธอเพิ่งเลี้ยวอ้อมหน้าผาตรงหน้า พื้นใต้ฝ่าเท้าก็ว่างเปล่าทันที
เดิมที พื้นตรงนี้ก็ทรุดตัวหนักอยู่แล้ว หนนี้เกิดถล่มลงไปโดยสิ้นเชิง
ท่ามกลางเสียงดังกรอบแกรบ จินนาไม่อาจทรงตัวให้มั่นคง ร่วงหล่นลงไปยังส่วนลึกด้านล่าง
หญิงสาวรีบปรับท่าทางร่างกาย อาศัยพลังของ ‘นักลอบสังหาร’ ทำให้ตัวเองเบาหวิวเหมือนขนนก ร่อนลงไปอย่างนุ่มนวล
……………………………………………………..