ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 460 ปฏิกิริยาลูกโซ่
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 460 ปฏิกิริยาลูกโซ่
ตอนที่ 460 ปฏิกิริยาลูกโซ่
……….
เขตเนินเขา เหมืองหินในหุบเขาลึก
คนเฝ้าประตู ‘หลับ’ ไปอีกครั้ง พร้อมกับถูกสมาชิก ‘จิตแห่งจักรกล’ สองคนหิ้วไปยังที่ไกลๆ
ฮารามิค·ไฮเดิน แต่งกายในชุดนักบวชสีขาว หมวกผ้าสำหรับนักบวช กำลังมองเข้าไปในโพรงเหมืองที่ประตูเปิดอ้า ใบหน้าเปี่ยมล้นด้วยความอ่อนโยนเมตตา มีเงามืดฉาบอยู่เล็กน้อย
หลังจากที่ศาสนจักรเทพจักรกลไอน้ำสูญเสียมุขมณฑลปกครองทั้งหมดในราชอาณาจักรโลเอ็นไป อดีตอาร์ชบิชอปประจำกรุงเบ็คลันด์และหนึ่งในสภาศักดิ์สิทธิ์รายนี้ก็ต้องระเห็จกลับสำนักงานใหญ่ในอินทิส ตลอดหลายปีหลังจากนั้น เขาคอยตระเวนไปตามสถานที่ต่างๆ ในฐานะ ‘นักดับเพลิง’ เพื่อคลี่คลายคดีเหนือธรรมชาติร้ายแรง
แตกต่างจากนักบวชและพระส่วนใหญ่ในศาสนจักรเทพจักรกลไอน้ำ ฮารามิค·ไฮเดินทราบดีว่า แม้ผิวเผินแล้วโลกจะยังดูสงบสุข แต่ความจริงผุพังไปมากมาย เต็มไปด้วยปัญหาซ่อนเร้น ศาสนาจารีตกับหน่วยงานภาครัฐต้องพยายามอย่างหนักเพื่อรักษาความสงบเอาไว้อย่างเต็มกลืน
ฮารามิคดึงความคิดกลับมา ถอนหายใจเงียบงัน แล้วหันไปพูดกับสังฆานุกรจิตแห่งจักรกลข้างๆ
“ลงมือได้ พระองค์จะคอยคุ้มครองพวกเรา”
“ไอน้ำจงพวยพุ่ง!”
ขณะพูด เขาวาดตราศักดิ์สิทธิ์สามเหลี่ยมบนหน้าอก
หลังจากที่สังฆานุกรจิตแห่งจักรกลร่างใหญ่ออกคำสั่งกวาดล้าง สมาชิกทีมบางคนก็แบกวัตถุรูปทรงคล้ายกระบอกปืนสีเหล็กดำ บางคนถือปืนกลไอน้ำแบบไม่มีกระเป๋าสะพายหลัง พ่วงสายกระสุนสีทอง บางคนหยิบม้วนหนังออกมา บางคนหยิบยันต์โลหะชนิดต่างๆ บางคนก็เล็งแหวน ไม้เท้า หรือวัตถุอื่นๆ มาข้างหน้า
บึ้มมม!
ลูกไฟสีทองคล้ายดวงอาทิตย์ย่อส่วน พุ่งออกจากปากกระบอกปืนก่อนใครเพื่อน ตกลงใจกลางโพรงว่างๆ ของเหมืองหิน
ตามหลังมาด้วย ‘กระสุนปืนใหญ่’ หลากสีสัน รวมถึง ‘กระสุนปืน’ หลากหลายรูปทรง เกิดเป็นแสงสว่างลุกโชน เกิดเป็นคลื่นกระแทกแผ่ขยายไปทุกทิศ ทยอยกวาดล้างเหมืองหินในหุบเขาลึกซ้ำไปซ้ำมา แต่ยังรักษาโครงสร้างของถ้ำเอาไว้ พังทลายไปเพียงเล็กน้อยมาก
หลังจากกระหน่ำกวาดล้างอยู่สองสามหน ช่องลับในเหมืองก็ถูกระเบิดจนเปิดออก เผยให้เห็นสภาพภายใน
ดวงตาของฮารามิคส่องประกายสีแดงเข้มที่ไม่เหมือนมนุษย์ เขามองเห็นชัดเจนว่าหมอกสีขาวที่คอยปกคลุมถ้ำลับจนถึงเมื่อครู่ บัดนี้ถูกชะล้างไปเกือบหมดแล้ว บนผนังหินสองฝั่งเต็มไปด้วยแขนขามนุษย์
อาร์ชบิชอปก้าวไปข้างหน้า นำพาสองทีมจิตแห่งจักรกลเดินผ่านเหมืองหินเข้าไปในถ้ำลับ
ก่อนเข้าไป เขาหันหลังกลับ มองออกมาด้านนอกเหมืองหิน มองไปยังอารามในหุบเขาลึกที่อยู่ไม่ไกลออกไป
ที่นั่น อาร์ชบิชอปประจำกรุงทรีอาร์กำลังคุมเชิงด้วยสมบัติปิดผนึก
ฮารามิคเริ่มตรวจสอบแขนขามนุษย์บนผนังถ้ำ พบว่าพวกมันเชื่อมต่อกับเฟืองและเพลาข้อเหวี่ยง ราวกับเป็นชิ้นส่วนทดลองบางอย่าง
ทีมจิตแห่งจักรกลเริ่มกวาดล้างระลอกใหม่ตามคำสั่งของสังฆานุกร จนกระทั่งแขน ขา รวมถึงส่วนประกอบจักรกลต่างๆ ล้วนกลายเป็นเถ้าถ่านหรือเศษซาก ทุกคนจึงค่อยเริ่มเดินลึกเข้าไปในถ้ำลับ แล้วมุ่งหน้าลงอุโมงค์
หลังจากทำซ้ำกระบวนการเดิมอีกสองสามหน ฮารามิคผู้สวมหมวกนักบวช เจ้าของเรือนผมสีขาวโพลน พร้อมด้วยคนของจิตแห่งจักรกล ก็เดินมาถึงห้องโถงกว้างๆ ที่ดูเหมือนห้องทดลองขนาดมหึมา
ที่นี่ แขนมนุษย์ที่ผสานเข้ากับชิ้นส่วนจักรกล คอยเคลื่อนไปตามรางบนเพดาน คว้าและหยิบชิ้นส่วนจากตู้ อ่างน้ำ โต๊ะยาว หรือหีบเหล็ก แล้วส่งพวกมันไปยังเตาไฟในส่วนลึกสุดของห้องโถง
ตรงนั้นมีซากศพมนุษย์กองสุมอยู่สองสามร่าง ข้างๆ มีร่างหนึ่งยืนอยู่ ประกอบจากชิ้นส่วนจักรกลหัวจรดเท้า
‘เขา’ สูงกว่าสามเมตร ดวงตาเทียมข้างหนึ่งเหมือนมรกตเขียว อีกข้างดั่งทับทิมแดง ล้วนค้ำยันด้วยชิ้นส่วนจักรกลจำนวนมาก ตรงขมับถูกครอบด้วยวัสดุพิเศษโปร่งแสง เผยให้เห็นสมองสีเทาขาวกำลังเคลื่อนไหวอยู่ภายใน
ยักษ์จักรกลกำลังจ้องมาทางพวกฮารามิคที่กระจายตัวอยู่หน้าทางเข้าโถง ปล่อยเสียงหัวเราะดังกึกก้องอันเกิดจากการเสียดสีของโลหะ
“ตกใจไหม? ไม่ต้องพึ่งกำลังจากไอน้ำ ไม่ต้องอาศัยการขับเคลื่อนจากร่างกายมนุษย์ ก็สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ รวมถึงการต่อสู้ด้วย…น่าเสียดาย ลำดับของฉันต่ำเกินไป ยังไม่สามารถเปลี่ยนแม้กระทั่งสมอง”
“ทีนี้คงเลิกสงสัยแล้วสินะ ทางนี้ต่างหากที่เป็นลูกรักของพระองค์ คำสอนที่เราได้ยินต่างหากคือคำสอนแท้จริง ส่วนพวกแก ทั้งกายใจล้วนถูกความรุ่งเรืองและความสุขสบายกัดเซาะ จนเหินห่างบัลลังก์ของพระองค์ไปเรื่อยๆ!”
ฮารามิคกวาดตามองซ้ายขวา เห็นสมาชิกจิตแห่งจักรกลทุกคนดูตื่นตัวดี ไม่มีใครหวั่นไหวสั่นคลอน เขาพอใจเล็กน้อย พยักหน้ารับ
จากนั้นก็หันไปมองยักษ์จักรกล ใบหน้าเปี่ยมเมตตากรุณา ไม่มีอารมณ์ใดโดดเด่นเป็นพิเศษ
“ใช้ ‘มณีวิญญาณ’ สินะ?”
“การหลอม ‘มณีวิญญาณ’ จากมนุษย์น่ะ ไม่ว่าจะมองมุมใดก็โหดร้ายป่าเถื่อนเกินไป ซ้ำยังสิ้นเปลืองยิ่งกว่าการใช้ไอน้ำเป็นพลังขับเคลื่อนเสียอีก”
“โกลด ผมเคยเข้าใจว่าคุณแค่หลงผิดไปชั่วครู่ พอไปถึงอารามในหุบเขาลึกก็จะค่อยๆ ตื่นจากความหลง แต่ไม่นึกเลยว่า ตอนนี้คุณกลายเป็นพวกนอกรีตเต็มตัวแล้ว!”
“นอกรีต?” คนยักษ์จักรกลหัวเราะเสียงดัง “พวกแกต่างหากที่นอกรีต! นานแค่ไหนแล้วที่พวกแกไม่ได้รับวิวรณ์จากพระองค์?”
“ได้รับมาตลอด” ฮารามิคตอบอย่างใจเย็น “โกลด บอกผมมาว่า ‘หอพัก’ อยู่ที่ไหน พวกคุณกำลังรวมหัวกับเหล่าเทพมาร วางแผนการใหญ่เกี่ยวกับทรีอาร์ยุคที่สี่ใช่ไหม?”
โกลดผู้กลายร่างเป็นยักษ์จักรกล สองตาส่องประกายสีแดงเขียว กล่าวด้วยมาดองอาจสง่างาม
“พวกแกห่างไกลจากคำสอนของพระองค์มานานแล้ว ไม่หลงเหลือจิตวิญญาณแห่งการเสียสละอีกต่อไป”
“อนาคตของโลกนี้ โอกาสที่พระองค์จะได้เถลิงบัลลังก์สูงสุด ล้วนซุกซ่อนอยู่ในทรีอาร์ยุคที่สี่ ยิ่งเปิดมันเร็วเท่าไหร่ ความหวังก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น!”
ยักษ์จักรกลไม่รอให้ฮารามิคตอบโต้ กล่าวเสียงเย็นชา
“ฉันจะแสดงให้พวกแกเห็นว่าใครกันแน่ที่นอกรีต ใครกันแน่ที่เป็นผู้ศรัทธาในพระองค์!”
เมื่อเขาพูดจบ ตาเทียมทั้งสองข้างก็พลันส่องแสง ทั่วห้องโถงเกิดเสียงอึกทึกครึกโครม ชิ้นส่วนจักรกลต่างๆ ส่งเสียงดังกังวานด้วยความรู้สึกลึกลับ
เพียงพริบตา สมาชิกจิตแห่งจักรกลที่เตรียมจะยิงถล่มห้องทดลอง ต่างก็เห็นภาพฉายคล้าย ‘ม้วนกระดาษ’ ผืนแล้วผืนเล่า พรรณนาถึงความเป็นมาของมนุษย์ เริ่มจากการหลุดพ้นความเป็นสัตว์ ค่อยๆ พัฒนาตัวเอง จนก่อตั้งอารยธรรมในแต่ละยุคสมัย
ม้วนกระดาษเหล่านี้ล้วนเลือนรางและหนักอึ้ง บางเบาและยิ่งใหญ่ไพศาล ฮารามิคกับพรรคพวกเหมือนได้หลอมรวมเข้ากับมนุษย์ในภาพ สัมผัสได้ถึงความลึกซึ้งและรุ่งโรจน์ของอารยธรรม
ทันใดนั้นเอง ‘นอกภาพวาด’ ก็ปรากฏหนึ่งใบหน้า
‘เขา’ สวมมงกุฎสูง โพรงจมูกเน่าเปื่อยจนเหลือเพียงสองรูดำ ในดวงตาประกอบจากแผนที่ดาวนับพัน กำลังมองฮารามิคกับพรรคพวกอย่างตะกละตะกลาม มองอารยธรรมที่พวกเขาครอบครองอยู่
จากนั้นก็ปรากฏอีกหลายใบหน้า แนบชิดอยู่กับผิวของม้วนกระดาษโดยไร้เสียงหรือลมหายใจ บางหน้าถูกไม้บรรทัดแบ่งศีรษะออกเป็นสองซีก บางหน้าปิดทับด้วยกระดาษสีเหลืองที่เต็มไปด้วยอักขระโบราณพิสดาร บางหน้ามีรวงข้าวสาลีและต้นข้าวขึ้นเต็ม บางหน้าประกอบขึ้นจากสารพัดสัญลักษณ์ จนเกือบเป็นรูปร่างมนุษย์
แต่ละใบหน้าใหญ่โตยิ่งกว่าใบหน้าฮารามิคและทุกคนรวมกัน พวกมันแนบอยู่กับม้วนกระดาษ จ้องมองฉากด้านในอย่างเอาเป็นเอาตาย
สมาชิกจิตแห่งจักรกลที่เห็นใบหน้าเหล่านี้ ต่างเกิดความประหวั่นพรั่นพรึงจากก้นบึ้งของหัวใจ ราวกับอารยธรรมกำลังจะถูกกวาดล้าง
ขณะพวกเขาใกล้จะคลุ้มคลั่ง ใบหน้าเหล่านั้นก็อันตรธานหายไปอย่างน่าประหลาด เฉกเช่นในตอนที่ปรากฏออกมา
วิสัยทัศน์ของฮารามิคกลับเป็นปกติ ยักษ์จักรกลโกลด รวมถึงห้องทดลองที่กำลังทำงานอย่างบ้าคลั่ง ฉายในดวงตาของเขาอีกครั้ง
อาร์ชบิชอปผู้นี้ไม่หวั่นไหวแม้แต่น้อย น้ำเสียงยิ่งทวีความโกรธแค้นอยู่หลายส่วน
“นอกรีต!”
ท่ามกลางเสียงดังกังวาน เขาใช้มือขวากดหักข้อมือซ้ายตัวเอง เผยให้เห็นท่อโลหะสีดำเข้มหนักๆ
เสียงเฟืองขบกันดังสนั่น แสงสว่างดุจยามกลางวันลุกโชน ปกคลุมทั่วทั้งห้องทดลอง
สมาชิกจิตแห่งจักรกลก็เริ่มเปิดฉากโจมตีตามๆ กันไป
บึ้มมม!
เหมืองหินในหุบเขาลึกสั่นสะเทือนหนักหน่วง ประหนึ่งเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงอยู่ไม่กี่วินาที
…………
ทรีอาร์ใต้ดิน นอกประตูหินที่พรรคเผาถ่านหายตัวไป
ลูกไฟสีแดงฉานลูกแล้วลูกเล่าลอยอยู่กลางอากาศ ส่องสว่างอุโมงค์อันมืดทึบ
‘เพลิงพิโรธ’ เดนิส สวมเสื้อลินิน คลุมด้วยแจ็กเกตสีน้ำตาล กางเกงขายาวสีเข้ม รองเท้าบูตหนังสีดำ มือข้างหนึ่งล้วงกระเป๋า จ้องมองประตูหินที่อยู่ไม่ไกล
เรือนผมและคิ้วสีเหลืองอมน้ำตาล คาบหญ้าป่าไว้ในปาก ดวงตาสีน้ำเงินเข้มแต่เปล่งประกาย กวาดมองไปรอบๆ
ชายแต่งกายคล้ายลูกเรือราวยี่สิบคนกระจายตัวอยู่รอบเดนิส บางคนควงมีดสั้น บางคนเช็ดลำกล้องปืนลูกโม่ บางคนบิดคอไปมา…
ลูกเรือผมน้ำตาลคนหนึ่ง ซึ่งกำลังยิ้มกว้าง ตัดสินใจทำลายความเงียบสงัด หันมาพูดกับ ‘เพลิงพิโรธ’ เดนิส
“กัปตัน ทำไมพวกเราต้องช่วยรัฐบาลอินทิสไล่ล่าพวกพรรคเผาถ่านด้วยล่ะ? แถมยังไม่ได้ค่าตอบแทน!”
เดนิสชำเลืองมองอีกฝ่าย ถุยหญ้าป่าในปากทิ้งแล้วสบถเบาๆ
“แม่เย็*! อยากเห็นกรุงทรีอาร์ล่มสลายนักหรือไง?”
“พวกนายยังเป็นคนอินทิสอยู่ไหม?”
ขณะพูด เขาก็กำหมัดฟาดไปทางประตูหิน
ไอ้พวกโง่นี่ ไม่รู้หรือไงว่ากัปตันของพวกเอ็ง มีอสังหาฯ ในกรุงทรีอาร์นับไม่ถ้วน?
ยิ่งกำปั้นพุ่งออกไป เปลวไฟสีขาวโชติช่วงก็ยิ่งรวมตัวหนาแน่นอยู่บนหมัดของเดนิส จนกระทั่งกลายเป็นลูกไฟที่แผ่กลิ่นอายแห่งความพินาศ
บึ้มมม!
พื้นดินสั่นสะเทือน ประตูหินแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ
…………
จินนาร่อนลงสู่ความมืดที่ราวกับไร้ก้นเหว ระหว่างทางถูกหินแหลมขูดถากเล็กน้อย แต่ไม่ได้รับบาดเจ็บรุนแรง
หลังจากร่วงหล่นไม่รู้นานเท่าไร ในที่สุดสองเท้าของเธอก็ได้สัมผัสกับพื้นแข็ง
นัยน์ตาสีน้ำเงินงามสะท้อนภาพอาคารหลังหนึ่ง
ตึกสีเบจหลังนี้เอียงเล็กน้อย สามชั้นล่างมีกลิ่นอายของยุคโรซายล์อย่างโดดเด่น เน้นการใช้เสา ผนัง ซุ้มโค้ง และหน้าต่างบานใหญ่ ส่วนสองชั้นบนสุดดูหยาบกร้าน ราวกับถูกต่อเติมเป็นการชั่วคราว
นี่มัน…จินนาถึงกับผงะไปครู่หนึ่ง
เธอคุ้นเคยกับอาคารตรงหน้าเป็นอย่างดี
นี่คือโรงแรมระกาทอง!
ขณะนี้มีแสงไฟสว่างจากห้องต่างๆ ในโรงแรมระกาทอง จินนาเห็นชายหญิงคู่หนึ่งกำลังกอดรัดกันนัวเนีย พลางมองออกมานอกหน้าต่างชั้นสาม
ฝ่ายชายสวมแว่นกรอบดำ ผมสีน้ำตาลหวีเรียบ ฝ่ายหญิงสวมชุดกระโปรงยาวสีฟ้าอมเขียว ใบหน้าอวบอิ่ม ดวงตาสีน้ำตาลเจือความรู้สึกลึกลับล่องลอยอย่างประหลาด
ตึกตัก ตึกตัก! หัวใจของจินนาเต้นระรัว
เธอไม่เคยเห็นฝ่ายหญิง แต่รู้จักฝ่ายชายเป็นอย่างดี
เขาคือกาเบรียล นักเขียนบทละครที่หายตัวไป!
……………………………………………………..