ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 469 ‘กำลังเสริม’
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 469 ‘กำลังเสริม’
ตอนที่ 469 ‘กำลังเสริม’
……….
เขตเอราโต ค่ายทหารสำหรับกองทัพที่ประจำกรุงทรีอาร์
ในค่ำคืนแสงจันทร์ริบหรี่ ทหารจำนวนมากวิ่งออกจากอาคารต่างๆ จัดขบวนโดยปราศจากความสับสนอลหม่าน บ้างก็เคลื่อนปืนใหญ่หลายกระบอก ระดมยิงสิ่งกีดขวางในระยะไกล บ้างก็แบกปืนไรเฟิลคนละกระบอก แบ่งเป็นหลายกลุ่มย่อย ค่อยๆ เคลื่อนทัพไปทางเขตถนนหลวง
ในกลุ่มคนข้างต้นยังมีบุคลากรที่สวมเป้ไอน้ำ บางคนก็ถืออาวุธยักษ์ กลุ่มนี้มักประจำการในจุดสูง หรือไม่ก็ตำแหน่งที่ซ่อนตัวได้ง่าย
ในห้องหนึ่งของอาคารในค่ายทหาร อัลบัส ผู้มีเรือนผมสีแดงประหนึ่งย้อมมา นั่งอยู่บนเก้าอี้นายทหาร พลางวางส้นเท้าพาดขอบโต๊ะตรงหน้า
ในการมองเห็นของเขา ศีรษะจำนวนหนึ่งกำลังลอยกลางอากาศ แต่ละเศียรเชื่อมกับกระดูกสันหลังโชกเลือด ลากยาวเหมือนหางยาวๆ
เศียรเหล่านั้นบินไปหาศพไร้หัว ซึ่งต่างก็สวมเสื้อนอกสีน้ำเงินปักด้ายทองของทหาร แล้วนำกระดูกสันหลังสีขาวซีดเปื้อนเลือดจ่อเข้ากับคออันว่างเปล่า ก่อนจะสวมเข้าไป
กึก! พวกเขา ‘ติดตั้ง’ เสร็จพร้อมกัน หันซ้ายหันขวาสักพักเพื่อทำความคุ้นเคยกับร่างใหม่
ทหารกลุ่มที่เพิ่งถูกสร้างใหม่ รีบคว้าอาวุธแล้วทำตามคำสั่งบางอย่าง วิ่งออกจากห้องไปอย่างมีระเบียบวินัย
อัลบัส·เมดีซีเดาะลิ้นพลางกล่าว
“เป็นภาพที่ชวนให้คิดถึงจริงๆ …”
“คืนนี้จะมีลำธารเลือดไหมนะ?”
…………
ภายนอกกลุ่มอาคารสีครีมอมขาวที่เต็มไปด้วยยอดแหลม แถมยังทาสีทองอร่ามจนถ้วนทั่ว
‘เมจิกเชี่ยน’ กับ ‘จัสติส’ ได้ยินเสียงปืนใหญ่คำรามสนั่น
“ก่อกบฏก่อนกำหนด?” ‘เมจิกเชี่ยน’ ในเสื้อเชิ้ตสีขาวผูกหูกระต่าย สวมกระโปรงยาวสีเบจ ดวงตาส่องประกายดาวระยิบระยับ ราวกับกำลังมองทะลุสิ่งกีดขวางทางโลกวิญญาณ จนเห็นความเคลื่อนไหวในตำแหน่งค่ายทหาร
ผลการทำนายด้วยโหราศาสตร์ก่อนหน้านี้บ่งชี้ว่า ต้องใช้เวลาอีกสักพักกว่าหายนะจะปะทุ จนกระทั่งจินนาจับตัวพระกึ่งจักรกลได้ แล้วพบว่าพวกเขาเชื่อมโยงกับสาวกเทพมาร เมื่อเธอขนส่งสีกับพู่กันเสร็จ โชคชะตาก็เกิดพลิกผันทันที ฟันเฟืองลวงตาเริ่มขับเคลื่อนอย่างเป็นทางการ
หายนะเริ่มขึ้นก่อนกำหนด โดยฝ่ายผู้ลงมือยังขาดการเตรียมตัวที่ดีพอ
‘จัสติส’ ในชุดกระโปรงสีฟ้าอ่อน ฟังเสียงปืนใหญ่คำรามอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“การปฏิวัติด้วยขุมกำลังเพียงเท่านี้ ชัดเจนว่าไม่อาจโค่นล้มรัฐบาลอินทิสในปัจจุบันได้แน่ อย่างมากก็แค่สร้างความโกลาหลช่วงสั้นๆ …”
“หรือว่ายังมีการนัดหยุดงาน เดินขบวน ประท้วง และจลาจลร่วมด้วย?”
“เรื่องพวกนี้ล้วนเป็นจุดแข็งของ ‘ชุมนุมกางเขนเลือดเหล็ก’ และพรรคเผาถ่าน การหายตัวไปของการ์ดเนอร์·มาร์ตินกับลูกน้องบางส่วน ก็อาจมีจุดประสงค์เพื่อจุดประกายความวุ่นวาย แต่ตอนนี้ดูเหมือนทั้งสองฝ่ายจะยังสามัคคีกันไม่มากพอ ขาดการประสานงานที่มีประสิทธิภาพ ยังไม่ถึงระดับที่จะก่อให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ได้” ‘เมจิกเชี่ยน’ มองไปทางตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นที่ตั้งของเขตหอรำลึก เขตตลาด และเขตสวนพฤกษศาสตร์
‘จัสติส’ พยักหน้าเบาๆ พลางกล่าว
“นี่แสดงให้เห็นว่า ความพยายามของทางเราก็มิได้ไร้ค่าเสียทีเดียว”
“พวกเขาถูกบีบให้ลงมือก่อนกำหนด ทำได้ขนาดนี้ก็นับว่าดีมากแล้ว”
เมื่อเธอพูดจบ ‘ตุ๊กตา’ ผู้ส่งสารในชุดกระโปรงสั้นสีทองอ่อนก็เดินออกจากความว่างเปล่า ส่งจดหมายจาก ‘จัดจ์เมนต์’ ให้กับ ‘เมจิกเชี่ยน’
“สายัณห์สวัสดิ์ มิสจัสติส ขอให้พบเจอแต่สิ่งดีๆ นะ” ผู้ส่งสารทักทายอย่างร่าเริง
เธอเป็นสิ่งมีชีวิตจากโลกวิญญาณที่รักความสะอาด ชื่นชอบความสมบูรณ์แบบ และหลงใหลในความงาม โดยมิสจัสติสตรงตามรสนิยมของเธอทุกประการ
ในทางกลับกัน นายจ้างของเธอกลับเต็มไปด้วยข้อบกพร่อง จนเธออดรนทนไม่ไหว ตัดสินใจเพิ่มงานให้ตัวเอง แต่นั่นก็นำมาซึ่งความสนิทสนมและความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างทั้งสองฝ่าย
‘เมจิกเชี่ยน’ คลี่กระดาษจดหมาย รีบกวาดตาอ่าน สีหน้าแววตาเปลี่ยนไปเล็กน้อย
“โลกในภาพวาด…”
“อาโรเดสมองเห็นสถานการณ์คร่าวๆ ของโลกในภาพวาดได้โดยอาศัยเหรียญทองนำโชคนั่น กับผนึกของมิสเตอร์ฟูลในตัวลูเมี่ยน?”
“บางฉากของถนนใหญ่ตลาด…”
หลังจากพึมพำ ‘เมจิกเชี่ยน’ ก็หันไปบอกกับ ‘จัสติส’
“ฉันพอจะเข้าใจแล้วว่า พวกสาวกเทพมารคิดจะทำอะไร รวมถึงเข้าใจด้วยว่าทำไมถึงใช้รูปแบบ ‘หอพัก’ และแก่นแท้ของ ‘ห้อง’ พวกนั้น”
“เราจะมัวประวิงเวลาไม่ได้แล้ว ต้องรีบลงมือทันที ควบคุมตัวหรือกำจัด ‘มาดามจันทรา’ ให้ได้ แล้วไปตามหาโลกในภาพวาด”
‘จัสติส’ พยักหน้า
“ตกลง”
เธอคลี่ยิ้มทันที พลางเอ่ยปาก
“จงเชื่อใจพวกพ้อง เชื่อใจผู้ร่วมมือของเรา”
“อา” เพียง ‘เมจิกเชี่ยน’ ก้าวไปทางอารามพระหฤทัยหนึ่งก้าว ชายกระโปรงยาวสีเบจก็ปลิวไสวทันที
เธอยกสองมือขึ้น รอบกายปรากฏหมู่ดาวพราวพรายนับไม่ถ้วน
หมู่ดาวเหล่านี้ดูห่างไกลยิ่งนัก แต่ก็หนาแน่นจนชวนให้เข้าใจผิด คิดว่าเป็นท้องฟ้ายามราตรีเหนือที่ราบสูง
แสงจากดวงดาวพราวพรายส่องกระทบพื้นผิวอารามพระหฤทัย
‘เมจิกเชี่ยน’ กระชากมิติว่างเปล่าตรงหน้า ท่าทางเหมือนกำลังออกแรงยกของหนัก
ท่ามกลางการสั่นสะเทือนรุนแรงแต่เงียบงัน อารามพระหฤทัยที่เต็มไปด้วยยอดแหลมตั้งตระหง่าน พร้อมกับดินแดนใต้มัน ถูก ‘โยน’ เข้าสู่ความมืดมิดอันเวิ้งว้างว่างเปล่า รอบด้านมีลมพายุโหมกระหน่ำ ห้อมล้อมด้วยความมืดทึบทับซ้อนกัน
แทบจะในเวลาเดียวกัน แสงแดดอันเจิดจ้าเส้นแล้วเส้นเล่าทยอยสว่างขึ้นเหนือกลุ่มอาคารที่เชื่อมต่อกันเป็นผืน ประหนึ่งดวงอาทิตย์ขนาดย่อมถูกสร้างขึ้นมานับพัน
แสงเหล่านั้นต่อต้านลมพายุอันมืดมิด พยายามส่องสว่างความว่างเปล่าที่ถูกซ่อนเร้น
ร่างของ ‘เมจิกเชี่ยน’ กับ ‘จัสติส’ หายไปจากตำแหน่งทันที โผล่อีกครั้งท่ามกลางอวกาศที่ทุกด้านโค้งงอเข้ามาหา ประหนึ่งกำลังหดตัวเป็นทรงกลมสีดำ
สุนัขพันธุ์โกลเด้นฯ ตัวใหญ่ที่นั่งยองอยู่ไม่ห่าง ใช้ ‘ล่องหนทางใจ’ แล้วคอยจับตาดูสถานการณ์รอบๆ อย่างเอาจริงเอาจัง ช่วยเฝ้าระวังไว้เต็มที่
…………
โลกในภาพวาด ถนนใหญ่ตลาด
โครงกระดูกจำนวนมาก สีเหลืองอมแดงเข้ม เคลือบสนิมเหล็ก ทยอยคลานออกจากความมืดในตำแหน่งคาบาเร่ต์ลมเอื่อย
พวกมันแผ่กลิ่นอายความตายอันแรงกล้า อีกทั้งยังส่งกลิ่นคาวเลือดและสนิมเหล็กคละคลุ้ง กลิ่นเหล่านี้เมื่อปะปนระคนกัน ก็พลันก่อให้เกิดและคอยค้ำจุนความรู้สึกอันบ้าคลั่งดุร้าย
ความรู้สึกดังกล่าวราวกับเป็นรูปธรรม เพียงพริบตาก็สั่นคลอนบาเรียคริสตัลที่ปกคลุมความมืดไว้รอบด้าน ในช่วงแรกสร้างรอยแตกนับไม่ถ้วน แต่ไม่นานก็แหลกสลายไปอย่างไร้สุ้มเสียง
ได้เห็นฉากดังกล่าว ได้เห็นหญิงสาวในเดรสสายเดี่ยวสีขาวที่กำลังพาครอบครัวซ็องซงเข้ามา ได้เห็น ‘ห้อง’ จำนวนมากที่มีบรรยากาศคล้ายซาฟารีทยอยเข้ามาในถนนใหญ่ตลาด คำพูดของ ‘ตุ๊กตา’ ผู้ส่งสารผุดวาบขึ้นในหัวลูเมี่ยนทันที
โครงกระดูกเก่าๆ พวกนั้น!
เด็กหนุ่มคิดไวทำไว มือซ้ายคว้าแขนของจินนาพลางถ่ายจิตเข้าไปในฝ่ามือขวาอีกครั้ง
รอยแผลเป็นสีแดงกลับมานูนพองอีกครั้ง ส่งผลให้กลิ่นอายอันดุดัน บ้าคลั่งผิดวิสัย และหยิ่งผยองเหนือใคร ปะทุออกจากร่างกายลูเมี่ยนทันที ทำเอาท้องฟ้าสีคราม เมฆสีขาว และดวงตะวันทางทิศตะวันตกถึงกับสั่นไหวเต็มสองตา
ซาฟารีกับ ‘ห้อง’ ที่เหลือพากันชะงักงัน สั่นเทิ้มอย่างห้ามไม่อยู่ แม้จะเคยมีประสบการณ์มาก่อนแล้วก็ตาม
สองภูตที่อยู่ด้านนอกจนถึงเมื่อครู่ ยิ่งเผยสีหน้าตื่นตระหนกกว่าใคร เข้าใจว่ามีบุคคลสถานะสูงส่งมาเยือน และโลกในภาพวาดกำลังจะพังถล่ม
โครงกระดูกเก่าๆ สีเหลืองซีด ผุพังไม่สมประกอบ ต่างเอี๊ยดอ๊าดขยับกาย ก้มศีรษะให้ลูเมี่ยนเป็นการใหญ่โดยพร้อมเพรียง มิได้บุกโจมตีมนุษย์ที่อยู่ใกล้ที่สุดอย่างเคยชิน
ลูเมี่ยนเงยคางเล็กน้อย ใช้นิ้วมือขวาชี้ไปทาง ‘ห้อง’ เหล่านั้น รวมถึงทั้งสองภูตอย่างเย็นชาผิดมนุษย์
เหล่าโครงกระดูกในชุดเกราะขาดวิ่น ถืออาวุธสนิมเขรอะ ล้วนกลายร่างเป็นลูกไฟสีขาวโชติช่วงในบัดดล พุ่งเป้าตรงเข้าหาศัตรูตัวจริง
นัยน์ตาของภูตสวมหมวกเบเร่ต์สีน้ำเงินขยายวงกว้างทันที พลันกางมือกดลงบนความว่างเปล่าอีกครา
ร่างของเธอกลับไปเป็นพร่ามัว ฉาบล้นด้วยความไร้อารมณ์ ไร้ความรู้สึกยิ่งกว่าเก่า ราวกับซุกตัวอยู่อีกโลกหนึ่ง
บึ้ม!
ลูกไฟสีขาวพุ่งบรรจบกับร่างของเธอ แล้วระเบิดกลางอากาศด้วยพลังมหาศาล แต่กระนั้นกลับไม่อาจส่งอิทธิพลไปถึงโลกลึกลับอันห่างไกล ไร้ซึ่งพิษสงในการทำอันตรายเป้าหมาย
‘จิตรกร’ สวมกางเกงแดงเพิ่งกระแทกพื้นจนกระดูกหัก ยังหลงเหลืออาการงุนงงอยู่บ้าง เปลี่ยนสถานะของตัวเองไม่ทัน จึงคิดจะพึ่งพาความเร็วสุดขั้วอันได้มาในลำดับ 8 เพื่อหลบหนีจากวิกฤติ แต่เพิ่งจะได้เด้งตัวจากพื้น ก็โดนลูกไฟสีขาวโพลนชนเข้าอย่างจัง
บึ้ม!
‘ภูต’ ผู้นี้ถูกระเบิดจนเนื้อหนังพังเละ ช่องท้องเหวอะหวะ ไส้ไหลเยิ้ม แขนซ้ายขาดกระเด็น ทั่วผิวกายเต็มไปด้วยแผลไหม้เกรียม
เขาสลบไสลทันที กระแสชีวิตไหลทะลักไม่หยุด
ส่วนลูกไฟสีขาวที่พุ่งไปทางซาฟารีกับกาเบรียล ถูกดึงเข้าสู่ทุ่งร้างกะทันหัน ห่างจากนางแบบเจ้าของใบหน้าว่างเปล่าเลื่อนลอยไปนับร้อยเมตร
ยิ่งบินก็ยิ่งสิ้นแรง ลอยไปได้อีกสักหนึ่งสองร้อยเมตรก็หัวปักดิน ระเบิดสนั่นลั่นทุ่ง
คงเพราะเป็นตัวอันตรายอันดับหนึ่ง หญิงสาวในเดรสยาวสีขาวสายเดี่ยว ผมดำหยักศก ใบหน้าสะสวย ดูราวกับไร้วิญญาณ จึงถูกลูกไฟสีขาวโชติช่วงหมายหัวพร้อมกันหลายดวง
แต่บรรดาลูกไฟอันตรายเหล่านั้น หากไม่บังเอิญเลี้ยวอ้อมฝ่ามือของนางแบบภาพวาด ก็ชิงระเบิดตัวเองก่อนถึงเป้าหมาย หลายลูกลอยขึ้นฟ้าอย่างน่าฉงน บินสูงลิบลับ ระเบิดกลายเป็นดอกไม้ไฟ
ราวกับ ‘ห้อง 7’ มีโชคชะตาที่จะไม่ถูกโจมตี
ไม่ไกลจากซาฟารีนัก คือสตรีในชุดกระโปรงยาวสีแดงสด โฉมงามสะคราญ แววตาเลื่อนลอยไม่ต่างกัน แผ่บรรยากาศห่างเหินตลอดเวลา
เธอเอาแต่ยืนจ้องลูกไฟสีขาวโชติช่วงที่พุ่งเข้าหาดุจดังดาวตก ไม่ขยับเขยื้อนร่างกายแม้แต่น้อย
ลูกไฟดวงนั้นริบหรี่ลงเรื่อยๆ หดตัวลงอย่างต่อเนื่อง ในวินาทีก่อนจะปะทะเป้าหมาย มันก็ดับวูบไป คืนร่างเป็นโครงกระดูกสีเหลืองอมทองที่ถือหอกยาวขึ้นสนิม
โครงกระดูกซวนเซอยู่สองสามที แล้วก็แตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ตามเศษกระดูกถูกเกาะกุมด้วยความโรยรา
ใกล้กับร้านกาแฟฝั่งตรงข้ามเยื้องกัน มีสุภาพสตรีในชุดดำเรียบหรู รูปร่างอวบอิ่ม ดูคล้ายกับสูญเสียพลังวิญญาณไปหมดสิ้น ใบหน้าเหม่อลอยผิดวิสัยอย่างยิ่ง แต่ขณะเดียวกันกลับแสดงแววตาแฝงความกระหาย พลางอ้าปากรอรับลูกไฟสีขาวโชติช่วงที่พุ่งตรงมา ยกสองมือที่กำช้อนส้อมเงินขึ้น
ฉึบ! เธอฉีกลูกไฟสีขาวออกเป็นสองซีก
ภายในช่องปากของหญิงสาวปรากฏภาพลวงตาของกระแสน้ำวนและเขี้ยวแหลม ฮุบกลืนลูกไฟครึ่งน้อยที่ถูก ‘ปลดอันตราย’ แล้วเข้าไป
บึ้ม!
ลูกไฟอีกครึ่งใหญ่เสียสมดุล เฉไปจากเป้าหมายด้วยมุมเอียง ระเบิดกระจกร้านกาแฟแตกยับเยิน พลิกคว่ำโต๊ะเก้าอี้ด้านในและกำแพงด้านข้างจนป่นปี้
ข้างความมืดในตำแหน่งคาบาเร่ต์ลมเอื่อย ลูเมี่ยนเห็นกองทัพโครงกระดูกเก่าแปลงกายเป็นลูกไฟสีขาวโชติช่วง โจมตีใส่ ‘ห้อง’ ต่างๆ รวมถึงภูตทั้งสอง แต่มิได้อยู่รอดูผลลัพธ์ มิได้ฉวยโอกาสผสมโรงโจมตี เพียงงุดหน้าคว้าแขนจินนา กระทืบพื้นด้วยเท้าขวา พุ่งทะยานไปยังจุดเดิมของคาบาเร่ต์ลมเอื่อย ไปยังตำแหน่งที่พวกโครงกระดูกเก่าคลานออกมา
……………………………………………………..