ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 470 สามเศียรหกกร
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 470 สามเศียรหกกร
ตอนที่ 470 สามเศียรหกกร
……….
ลูเมี่ยนพาจินนาวิ่งฝ่าความมืดที่ควรเป็นคาบาเร่ต์ลมเอื่อย ก่อนที่ ‘ห้อง’ ต่างๆ ใน ‘หอพัก’ กับภูตหมวกเบเร่ต์สีน้ำเงินจะหลุดพ้นจากศึกพัวพันกับโครงกระดูก
วิสัยทัศน์ของเด็กหนุ่มกลายเป็นสีดำไปครู่หนึ่ง แต่ไม่นานก็เห็นเสี้ยวแสงพลังวิญญาณจุดเล็กๆ อยู่เบื้องหน้า
พวกมันรวมตัวกันดุจดังดวงดาวพราวพราย เบียดเสียดแน่นขนัด ประหนึ่งม่านกำมะหยี่สีดำที่ประดับประดาด้วยเพชร หรือเม็ดทรายอันไร้สิ้นสุดท่ามกลางผืนวารี
ใจกลางกลุ่มแสงพลังวิญญาณเหล่านี้ ประตูบานใหญ่ที่ดูหนัก ทั้งลึกลับทั้งเก่าแก่ เริ่มถูกวาดขึ้นอย่างบิดเบี้ยว
ทั้งบานเป็นสีดำเหล็ก พื้นผิวเหมือนถูกสาดด้วยเลือดสดถังใหญ่ คราบสนิมแดงเปื้อนเปรอะถ้วนทั่ว
…………
ทรีอาร์ใต้ดิน ภายในโพรงเหมืองที่ยากจะสำรวจพบ
‘จิตรกร’ ที่อยู่ในสถานะไม่ถูกสัมผัส แต่ก็สัมผัสใครไม่ได้ มองดูกองทัพโครงกระดูกสีเหลืองคลานเข้าไปในภาพวาดสีน้ำมันผืนยักษ์บนกำแพงหิน ทันใดนั้น ในตำแหน่งของคาบาเร่ต์ลมเอื่อยที่ควรว่างเปล่า กลับมีเส้นสีดำเหล็กกับสีแดงเข้มค่อยๆ วาดออกมาเอง ร่างเค้าโครงประตูบานคู่ที่ไม่ควรมีอยู่จริง
“ยังไม่ถึงเวลา…ยังไม่ถึงจุดนั้นเลยนะ…” จิตรกรที่ขากางเกงมีชายครุยได้แต่มองตาค้าง ประหนึ่งไม่อยากเชื่อในการเปลี่ยนแปลงตรงหน้า
ถึงแม้ตนกับพรรคพวกจะพยายามวาดประตูในจิตนาการบานนี้มาโดยตลอด แต่พวกเขาก็ทราบดีว่ามันจะล้มเหลวแน่นอน วาดไปได้เพียงหนึ่งในห้าก็ต้องกลับมาเริ่มใหม่อีกครั้ง ที่ยังไม่ยอมแพ้ก็เพราะอยากสั่งสมประสบการณ์ไว้ก่อน รอจนกระทั่งถึงพิธีกรรม จะได้วาดส่วนสำคัญที่สุดออกมาในเวลาอันสั้นที่สุด
อีกทั้ง พวกเขาทำงานหลักของตัวเองเสร็จแล้ว นั่นคือการวาดภาพสีน้ำมัน ‘หอพัก’ ถือว่ากำลังว่างอยู่ ไม่สู้ลองวาดประตูไปเรื่อยๆ บางทีอาจเกิดปาฏิหาริย์สักครั้งก็ได้
บัดนี้ ปาฏิหาริย์มาถึงแล้ว ในยามที่พวกเขามิได้ลองทำด้วยซ้ำ!
‘จิตรกร’ จ้องมองการเปลี่ยนแปลงตรงหน้าอย่างหลงใหล ทั้งคาดหวังทั้งประหลาดใจยิ่งนัก
เขาอดไม่ได้ที่จะเงยหน้า มองไปยังเพดานโพรง รำพันกับตัวเองในใจ
“ไม่จำเป็นต้องให้ฝ่ายบนดินร่วมมือ ก็ทำให้ประตูปรากฏได้?”
“เป็นเพราะความวุ่นวายในโลกภาพวาดเมื่อสักครู่?”
“ถ้าบนดินไม่ประสานงานให้ทันท่วงที ต่อให้ประตูปรากฏแล้ว ก็ไม่มีทางอ้อมผ่านผนึกเข้าไปได้อยู่ดี…”
…………
ลูเมี่ยนกับจินนาดำดิ่งลงสู่ความเวิ้งว้างอันมืดมิดเบื้องล่าง ไม่อาจหยุดยั้งตัวเองได้เลย หล่นลงไปในห้วงอวกาศที่ประดับประดาด้วยจุดแสงพลังวิญญาณ กับประตูบานคู่สีเลือดที่มีสนิมเกาะอยู่เต็ม
แทบจะในเวลาเดียวกัน บริเวณอกซ้ายของลูเมี่ยนเริ่มร้อนวาบ ข้างหูเหมือนได้ยินเสียงเพรียกน่าพรั่นพรึงจากสถานที่ไกลอนันต์ ดังแว่วอย่างเลือนราง
เด็กหนุ่มคุ้นเคยกับสิ่งนี้ดี มันหมายความว่ามลทินแห่งชะตากรรมในร่างกาย หรือก็คือเทอร์มีโพลอส พยายามกระทำบางสิ่ง จนผนึกของมิสเตอร์ฟูลเกิดปฏิกิริยาตอบสนอง
แต่หนนี้ตัวลูเมี่ยนไม่ได้ตั้งใจสร้างรอยร้าวบนผนึก เพื่อหวังช่วงชิงพลังแห่งชะตากรรมเหมือนคราวก่อนๆ จึงไม่ตกอยู่ในสภาพทุกข์ทรมานเจียนตายเจียนคลุ้มคลั่ง ไม่รู้สึกเหมือนถูกของมีคมปักทะลุกะโหลก เพียงแค่สับสนงุนงงเล็กน้อยเท่านั้น
ในห้วงภวังค์ ลูเมี่ยนเห็นซาฟารี เห็น ‘ห้อง 7’ ในชุดเดรสสายเดี่ยวสีขาว เห็น ‘ห้อง’ อื่นๆ ซึ่งหน้าตาและการแต่งกายต่างกัน แต่บรรยากาศแทบจะเหมือนกันหมด
พวกเธอคงถูกดึงออกจากโลกในภาพวาดด้วยเช่นกัน ซ้อนทับกับถนนใหญ่ตลาดของปลอม
แสงสลัวพร่าส่องออกจากตำแหน่งอกซ้ายของ ‘ห้อง’ เหล่านี้พร้อมกัน ประหนึ่งพวกเธอมีผนึกอยู่บนตัวเช่นกัน
ลูเมี่ยนหน้ามืดตาลาย เริ่มแยกไม่ออกว่าฉากที่กำลังเห็นเป็นของจริงหรือปลอม
ซาฟารีกับอีกสิบเอ็ด ‘ห้อง’ ก้าวสู่ห้วงอวกาศ ล้อมรอบเด็กหนุ่มไว้ทุกทิศทาง ระหว่างพวกเธอกับเขาคล้ายกับมีสายใยลึกลับล่องหนเชื่อมโยงกันอยู่
จินนาที่ถูกลูเมี่ยนจับแขนพาดำดิ่งลงสู่ความเวิ้งว้าง พลันตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลงบางอย่าง จึงหันศีรษะไปด้านข้าง
เธอเห็นผิวหนังบนบ่าซ้ายขวาของลูเมี่ยนเริ่มยุบพอง แล้วมีสองเศียรโผล่ออกมาอย่างน่าขนลุก
เศียรหนึ่งเหมือนลูเมี่ยนตอนอายุราวสิบขวบ ใบหน้าเต็มไปด้วยคราบสกปรก สายตาอาฆาตเหี้ยมโหด ส่วนอีกเศียรใกล้เคียงวัยสามสิบ ผมสีแดงเลือด ดวงตาสีดำเหล็ก ดุดันบ้าคลั่ง
นี่มัน…จินนารู้สึกเหมือนกำลังหลงทางในฝันร้าย ได้แต่ตาค้างมองพวกพ้องกลายเป็นสัตว์ประหลาด
ร่างกายของลูเมี่ยนเริ่มขยายใหญ่ผิดมนุษย์มนา มือที่กำลังคว้าจินนาดูเหมือนกำลังถือตุ๊กตาขนาดเท่าฝ่ามือ
แขนอีกหนึ่งคู่งอกออกมาจากแผ่นหลัง อีกหนึ่งคู่จากซี่โครง ดูแปลกประหลาดพิลึกพิลั่น
ลูเมี่ยนมิได้เพิกเฉยการเปลี่ยนแปลงของตน โดยมองเห็นรูปลักษณ์ปัจจุบันผ่านกระจกตาของจินนา
ยักษ์สามเศียรหกกร!
ช่างละม้ายคล้ายกับสัตว์ประหลาดในซากปรักหักพังหมู่บ้านกอร์ตูอย่างยิ่ง!
แต่ลูเมี่ยนตระหนักดีว่าตนยังมีสติสัมปชัญญะครบถ้วน กลับยิ่งแน่ใจด้วยซ้ำว่าผนึกของมิสเตอร์ฟูลยังอยู่บนอกซ้ายตามเดิม เช่นเดียวกันกับเทอร์มีโพลอส
ทันใดนั้น เสียงกระแทกลวงตาดังก้องกังวาน เนื่องจากลูเมี่ยนหล่นลงมาชนกับประตูใหญ่ที่ดูหนัก ทั้งลึกลับทั้งเก่าแก่บานดังกล่าว จนมันสั่นไหวไปมา ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด ทำท่าว่าจะเปิดออก
จุดแสงพลังวิญญาณบนม่านกำมะหยี่ดำพลันส่องแสงระยิบระยับ ช่วยให้ประตูสีดำเหล็กเปื้อนเลือดเปื้อนสนิมกลับคืนสู่สภาวะมั่นคงดังเดิม
เห็นภาพดังกล่าว กอปรกับเหตุการณ์ที่ผ่านมา ลูเมี่ยนพลันเข้าใจแจ่มแจ้งทันทีว่า ‘หอพัก’ คืออะไร เหตุใดถึงเรียกตนว่า ‘ห้องหมายเลข 1’ รวมถึงเป้าหมายของเหล่าสาวกเทพมาร และแผนการของพวกเขา
แนวคิดของหอพักคงเกิดขึ้นหลังจากหายนะ ‘พฤกษาเงา’
ไมป์·ไมเออร์ที่ถูกผลักไส แอบไปสร้างความสัมพันธ์กับคนจากนิกายเทพมารอื่น ช่วยให้พวกเขารู้ถึงการมีอยู่ของลูเมี่ยน รู้ถึงสภาพของเด็กหนุ่ม
จากนั้น พวกเขาเริ่มเลียนแบบสถานการณ์ของลูเมี่ยนซึ่งมี ‘ผู้รับพรจากเทพมาร’ ถูกผนึกอยู่ในร่าง โดยการสร้าง ‘หอพัก’ ขึ้นมา สร้าง ‘ห้องหมายเลข 2’ ถึง ‘ห้องหมายเลข 13’ แล้วเชิญชวนผู้รับพรจากเทพมารต่างๆ เข้าพำนัก อาศัยหลักการ ‘สร้างความคล้ายคลึง’ เป็นหมู่คณะ ทำให้เกิดความเชื่อมโยงต่อกันทางศาสตร์เร้นลับ
เมื่อถึงช่วงเวลาสำคัญ เมื่อลูเมี่ยนเข้าสู่โลกในภาพวาด ทุกสิ่งที่กระทำต่อ ‘ห้อง’ อื่นๆ ใน ‘หอพัก’ ก็เท่ากับเป็นการกระทำต่อลูเมี่ยนด้วย
ดังนั้น เมื่อ ‘หอพัก’ ก่อรูปร่างและ ‘ห้อง’ ทั้งหมดมาอยู่รวมกัน ลูเมี่ยนจึงได้รับผลกระทบอย่างไม่อาจเลี่ยง
เมื่อสักครู่ ทุก ‘ห้อง’ ได้แสดง ‘ศักดิ์’ ของคนในห้องตัวเองออกมา การเปลี่ยนแปลงในทำนองเดียวกันจึงเกิดกับลูเมี่ยนด้วย
และ ‘คนในห้อง’ ของเขาคือเทอร์มีโพลอส ผู้มีศักดิ์เป็นเทวทูต!
ผ่านพิธีกรรมของ ‘หอพัก’ ซึ่งอาศัยหลักการ ‘ความคล้ายคลึง’ ทางศาสตร์เร้นลับ ตอนนี้แม้ลูเมี่ยนจะไม่มีพลังของเทวทูต ไม่มีร่างสัตว์ในตำนานแท้จริง อีกทั้งผนึกก็มิได้เสียหาย แต่เด็กหนุ่มกลับได้รับศักดิ์ของเทวทูตชั่วคราวอย่างน่าอัศจรรย์!
นี่ยังอธิบายถึงสาเหตุที่อัวซอง·ซ็องซงกับคนที่เหลือไม่ยอมออกจาก ‘ห้อง’ มาจัดการกับลูเมี่ยนตรงๆ
ในเมื่อเทอร์มีโพลอสถูกผนึกอยู่ พวกเขาเองก็ต้องเป็นเช่นนั้น ต้องรักษาสภาพนี้ไว้จนกว่าพิธีกรรมจะเสร็จสิ้น!
แน่นอน เหล่าสาวกเทพมารมิได้ใจประเสริฐ หวังดีช่วยให้ลูเมี่ยนได้รับศักดิ์ของเทวทูตแห่งชะตากรรมชั่วคราว เป้าหมายของพวกเขามีเพียงการอาศัยวิธีนี้เพื่อ ‘เปิดประตู’ สู่ทรีอาร์ยุคที่สี่
อาศัยศักดิ์ของเทวทูตในการเปิดประตู!
ดังนั้น ‘หอพัก’ จำเป็นต้องสอดคล้องกับบางส่วนของเขตตลาด มีความคล้ายคลึงกันในด้านสภาพแวดล้อม
ลูเมี่ยนเริ่มคาดเดาว่า ใต้ดินตรงจุดที่ตรงกับคาบาเร่ต์ลมเอื่อย อาจเป็นตำแหน่งที่ตราผนึกอ่อนแอ หรือแม้กระทั่งเคยเกิดปัญหามาก่อน กองทัพโครงกระดูกที่ฟังคำสั่งของอลิสต้า·ทูดอร์ปีนป่ายขึ้นมา หรือมีมลทินรั่วไหล จนส่งผลกระทบต่อบ้านเลขที่ 13 ถนนใหญ่ตลาด
นี่ทำให้ลูเมี่ยนเริ่มตงิดใจว่า การที่ตนตรงมายังเขตตลาดเลย แล้วเข้าพักในโรงแรมระกาทอง จะเกี่ยวข้องกับ ‘แรงดึงดูด’ ที่ใต้ดินในละแวกนี้กระทำต่อ ‘นักล่า’ หรือไม่
จากข้อมูลสำคัญนี้ คาบาเร่ต์ลมเอื่อยในโลกภาพวาดจึงถูกเว้นว่างไว้ กลายเป็นสีดำมืด โดยที่ถนนรอบๆ กับผู้คนที่สัญจรไปมาเป็นประจำ ยังคงถูกจำลองรูปลักษณ์ให้เหมือนจริง
เมื่อพิธีกรรมที่สอดคล้องกันเริ่มขึ้น เขตตลาดบนดินกับเขตตลาดใต้ดินอาจสลับด้านกัน จริงกลายเป็นเท็จ เท็จกลายเป็นจริง ด้วยวิธีนี้ ตราผนึกที่ตรงกับคาบาเร่ต์ลมเอื่อยจะถูกเปิดเผยอย่างไร้การป้องกัน หรือถูกทำให้อยู่ในสภาพอ่อนแอสุดขีด
เมื่อถึงตอนนั้น ลูเมี่ยนผู้มีศักดิ์เป็นเทวทูต ก็จะมีสิทธิ์ ‘เปิด’ ประตูสู่ทรีอาร์ยุคที่สี่!
การที่ไมป์·ไมเออร์ หวนกลับมายังเขตตลาด คงเพื่อใช้ความสามารถของ ‘นักแสดง’ ในการสวมรอยเป็นคนนั้นคนนี้ เข้าไปสำรวจบ้านคนหลังแล้วหลังเล่า ช่วยให้พวก ‘ภูต’ เข้าใจภาพรวมของย่านนี้อย่างละเอียด เพื่อวาดภาพ ‘หอพัก’ ผืนยักษ์นี้ให้สำเร็จ
แต่เขากลัวว่าจะทำให้ลูเมี่ยนกับฟรังก้าไหวตัวทัน จึงหลีกเลี่ยงห้องของทั้งสอง ทำให้ไม่เข้าใจรายละเอียดภายในมากพอ
ลูเมี่ยนมองประตูลึกลับใต้ร่างกาย พยายามถอยห่างออกมา แต่ไม่ว่าจะดิ้นรนอย่างไรก็สลัดไม่หลุด เหมือนมีแม่เหล็กยักษ์หลังประตูคอยดึงดูดตนที่มีศักดิ์เทวทูต จนถูกผลักเข้าหาประตูอย่างมิอาจเลี่ยง
ต้องขอบคุณจุดแสงพลังวิญญาณนับไม่ถ้วนในความมืดรอบกาย ประตูเก่าแก่เปื้อนเลือดเปื้อนสนิมเหล็กจึงยังไม่เปิดออกไปด้านหลัง
ลูเมี่ยนเชื่อว่าคงเพราะ ‘พิธีกรรมหอพัก’ ยังไม่ได้เริ่มต้นเสียทีเดียว
ตนกับจินนาบุกรุกโลกในภาพวาดก่อนเวลา ทำให้แผนการต่างๆ ของเหล่าสาวกเทพมารยุ่งเหยิงไปหมด!
ตอนนี้ หากหวังให้ ‘พิธีกรรมหอพัก’ สำเร็จลุล่วง อยากให้บนดินและใต้ดินสลับกลับด้าน ยังมีอีกอย่างน้อยสองจุดสำคัญที่ยังไม่ประสานกัน
หนึ่ง แต่เดิมต้องทำลายทรีอาร์ สังหารผู้คนส่วนใหญ่เพื่อเปิดผนึกใต้ดิน ตอนนี้มีการสลับจริงเท็จ มีศักดิ์เทวทูตชั่วคราว มีการค้นพบจุดอ่อนของตราผนึก ทำให้เงื่อนไขลดลงไปมาก แต่ถึงจะลดต่ำแค่ไหน การจลาจลวุ่นวายที่จะนำความปั่นป่วนมาสู่ทรีอาร์บนพื้นดิน ก็ยังจำเป็นอยู่ดี
สอง โลกในภาพวาดเป็นช่วงบ่าย ดวงอาทิตย์เพียงแค่คล้อยต่ำ ท้องฟ้ายังสว่างจ้า ในขณะที่โลกความจริงเป็นยามราตรี แสงจันทร์ริบหรี่ ความมืดหนาทึบ
…………
เขตตลาด ถนนใหญ่ตลาด
อ็องกูแลม·เดอ·ฟรองซัวในเสื้อโค้ตสีน้ำตาลกระดุมสองแถว เขียนความลับของสุสานเก่าวิหารนักบุญโรแบร์ลงบนกระดาษ วางไว้ในบ้านลับที่ ‘ดาบซ่อนแขน’ แจ้งไว้ล่วงหน้า หวังให้เธออ่านมันทันเวลา
สังฆานุกรของ ‘ผู้ชำระ’ รายนี้พาหุ่นยนต์ของตนเดินไปหาอิมเรกับวาเลนไทน์ที่รออยู่ใกล้ๆ คาบาเร่ต์ลมเอื่อย
พอดีกับตอนนั้นเอง เขาได้ยินเสียงปืนใหญ่คำรามกึกก้อง
อ็องกูแลมหันศีรษะไปโดยสัญชาตญาณ เห็นท้องฟ้าเหนือทรีอาร์หลายจุดสว่างไสวด้วยเปลวไฟ
กองทัพกบฏ? อ็องกูแลมขมวดคิ้ว
ตอนนี้ ‘ผู้ชำระ’ เกือบทั้งหมดในแต่ละเขต ต่างกระจายกันไปยับยั้งการนัดหยุดงาน การเดินขบวน และการประท้วงหลังรุ่งสาง
ใครจะรู้ว่าในค่ายทหารกลับเกิดปัญหาขึ้นมา!
ข่าวกรองเรื่องการนัดหยุดงานครั้งใหญ่ถูกส่งมาถึงพวกเราอย่างประจวบเหมาะ ก็เพื่อให้ทางนี้กระจายกำลัง จนไม่สามารถระดมพลมาแก้ปัญหาในค่ายทหารได้ทัน? นี่คือ ‘แผนการ’ ของชุมนุมกางเขนเลือดเหล็ก? อ็องกูแลมผุดข้อสงสัยในทันที
……….
เขตเอราโต หลังจากอารามพระหฤทัยถูกโยนเข้าสู่กระแสพายุปั่นป่วนที่ห้อมล้อมด้วยความมืด ผืนทุ่งร้างก็แผ่ออกจากภายในอารามทันที
เสียงของ ‘มาดามจันทรา’ ดังขึ้นอย่างไร้ต้นตอ น้ำเสียงฟังดูหยอกเย้าขณะกล่าวกับ ‘เมจิกเชี่ยน’ และ ‘ความยุติธรรม’
“พวกแกคงคิดไม่ถึงแน่ ว่าครั้งนี้ใครให้ที่พักพิงพวกเรา…”
ยังไม่ทันสิ้นคำ เสียงร้องของทารกก็ดังแทรกขึ้นมา
“อุแว้!”
เสียงร้องของทารกเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา นำพาแสงอาทิตย์สีทองที่เรืองรองอย่างไร้สิ้นสุดมาด้วย
อารามพระหฤทัยกลายเป็นดวงตะวันโชติช่วง ส่องแสงทะลวงผ่านกระแสพายุปั่นป่วนและห้วงอวกาศบิดเบี้ยวในทันที
ในกรุงทรีอาร์บนโลกความจริง ผู้คนที่ยังคงหลับใหลต่างต้องลืมตาตื่นเพราะแสงอาทิตย์
ฟรังก้ากับอ็องโตนี·รีดในอพาร์ตเมนต์ 601 เงยหน้าขึ้นโดยสัญชาตญาณ มองท้องฟ้าที่สว่างจ้ากะทันหัน
ดวงอาทิตย์สีทองอร่ามตรึงค้างอยู่กลางท้องนภา คล้อยไปทางตะวันตกเล็กน้อย
……………………………………………………..