ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 483 ประวัติศาสตร์ซ่อนเร้น
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 483 ประวัติศาสตร์ซ่อนเร้น
ตอนที่ 483 ประวัติศาสตร์ซ่อนเร้น
‘เมจิกเชี่ยน’ ในเสื้อเชิ้ตสีขาวผูกโบหูกระต่าย สวมชุดกระโปรงยาวสีเบจ ทอดสายตามองไปยังพายุทอร์นาโดอันน่าพรั่นพรึง ซึ่งสูงจากพื้นดินจรดท้องฟ้า ดวงตาส่องประกายราวกับบรรจุท้องนภายามราตรีไว้ทั้งผืน
“ฟอม็องดา·เซารอน เป็นผู้พิชิตลำดับ 1 จริงๆ …เพราะอย่างนี้สินะ หลังจากพระองค์คลุ้มคลั่งแล้วลงใต้ดิน จึงยังสามารถส่งอิทธิพลมาถึงสมาชิกตระกูลเซารอนรุ่นแล้วรุ่นเล่า…เพราะอย่างนี้สินะ ตระกูลเซารอนซึ่งในตอนนั้นยังเป็นตระกูลราชวงศ์ ถึงกับเสื่อมโทรมลงในชั่วข้ามคืน” ‘เมจิกเชี่ยน’ กล่าวด้วยความรู้สึกหวนคิด
‘จัสติส’ กล่าวด้วยความสงสัย
“ไม่รู้ว่าผู้นำคนก่อนของลัทธิเร้นลับอย่างซาราธ กับจักรพรรดิโรซายล์ มีบทบาทอย่างไรบ้าง ในเหตุการณ์ที่ฟอม็องดา·เซารอนคลุ้มคลั่งแล้วเข้าสู่ทรีอาร์ยุคที่สี่…ทางสาขาตระกูลเซารอนที่ถือครองสมบัติปิดผนึกระดับ ‘0’ ยังคงยืนกรานว่า พวกพระองค์วางแผนสังหารฟอม็องดา เป็นสารตั้งต้นทำให้ ‘ผู้พิชิต’ รายนี้เกิดคลุ้มคลั่ง ฝ่ายแรกถึงกับทิ้งคำทำนายเอาไว้ด้วย เพื่อคอยชักจูงสมาชิกตระกูลเซารอนรุ่นแล้วรุ่นเล่า”
‘เมจิกเชี่ยน’ หัวเราะในคอ
“เมื่อนำข้อมูลจากทางลูเมี่ยน มาผนวกกับการวิจัยของฉันเกี่ยวกับตราผนึก ปัญหาในส่วนลึกของคูหาใต้ดินในปราสาทหงส์แดง ไม่ควรเกิดจากฝีมือของซาราธกับจักรพรรดิโรซายล์ เพราะนอกจากจอมอาคมลมฟ้าอากาศกับผู้พิชิตแล้ว ลำดับอื่นไม่สามารถร่วมสั่นพ้องกับความผิดปกติในทรีอาร์ยุคที่สี่ได้วันแล้ววันเล่า จนสร้างการกลายพันธุ์อันตรายในตำแหน่งที่สอดคล้องกัน ซาราธกับจักรพรรดิโรซายล์คงแค่ใช้ประโยชน์จากปัญหาที่มีอยู่เดิมในปราสาทหงส์แดง รวมปัญหาในตัวฟอม็องดา·เซารอนเอง”
ขณะพูด อาร์คาน่าใหญ่แห่งชุมนุมทาโรต์ผู้นี้ ถอนสายตาจากพายุลมกระโชกที่กวาดไปทั่วฟ้าดิน แล้วหันไปทางทรีอาร์ยุคที่สี่ซึ่งปกคลุมด้วยหมอกสีเทาจางๆ
แสงดาวในดวงตาของหญิงสาวยังไม่จางหาย คล้ายกับเธอกำลังใช้มันเพื่อค้นหาบางสิ่ง หรือเพื่อกำหนดเป้าหมายต่อไป โดยไม่มัวเสียเวลาพูดคุยเรื่อยเปื่อยในช่วงสำคัญ ซึ่งทุกนาทีมีค่ายิ่งกว่าทอง
‘จัสติส’ พยักหน้ารับแล้วกล่าว
“ถ้าเป็นฉัน หลังจากกลายเป็นเทวทูตแล้ว คงไม่ย่างกรายเข้าไปในทรีอาร์อีกเลย เพื่อหลีกเลี่ยงอิทธิพลจากความผิดปกติใต้ดิน แต่ฟอม็องดา·เซารอนกลับไม่สนใจภัยแฝง ยังคงปักหลักอาศัยอยู่ในปราสาทหงส์แดงเป็นเวลานาน…ฉันสงสัยว่า เขาคงมีความปรารถนาอย่างแรงกล้า ต่อบางสิ่งบางอย่างในทรีอาร์ยุคที่สี่”
“อย่าลืมว่าตระกูลเซารอนสร้างบรมมหาราชวังเมเปิลขาวไว้นอกกรุงทรีอาร์ด้วย สมาชิกราชวงศ์รุ่นก่อนหน้าฟอม็องดา ก็ล้วนอาศัยอยู่ในวังนั่น แทบไม่กลับมาทรีอาร์อีกเลย” ‘เมจิกเชี่ยน’ ชี้ให้เห็นว่าความจริงแล้ว ตระกูลเซารอนก็ตระหนักถึงปัญหานี้เช่นกัน ตามด้วยเสริม “ในเรื่องของฟอม็องดา·เซารอน ซาราธน่าจะมีบทบาทไม่น้อยเลย คุณก็รู้ พระองค์เป็นเทวทูตใหญ่ในเส้นทางนักทำนาย หากไม่มี ‘ความช่วยเหลือ’ จากพระองค์ แม้ฟอม็องดา·เซารอนจะเป็นผู้พิชิต แต่การทำให้ตราผนึกรั่วไหล แล้วเข้าไปในทรีอาร์ยุคที่สี่หลังจากคลุ้มคลั่ง ก็ย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย เมื่อก่อนไม่เหมือนกับในช่วงไม่กี่ปีหลัง อำนาจของผนึกยังแข็งแกร่งมาก ไม่จำเป็นต้องปรับปรุง”
‘จัสติส’ คิดสักครู่แล้วพูด
“ตอนนี้ฉันกำลังสงสัยว่า ใครคือผู้ออกแบบ ‘พิธีกรรมหอพัก’ กันแน่ ลักษณะการใช้ประโยชน์จากกฎความคล้ายคลึง รวมถึงการอาศัยช่องโหว่ต่างๆ ในศาสตร์เร้นลับ คือจุดแข็งของผู้วิเศษลำดับสูงเส้นทางนักทำนาย ผู้ฝึกหัด และนักโจรกรรม หรืออาจเป็นผู้วิเศษเส้นทางอื่น แต่เคยสนิทชิดเชื้อกับผู้วิเศษลำดับสูงเส้นทางข้างต้นเป็นเวลานาน แถมยังเรียนรู้ได้ดี”
“อาจเป็นไปได้ว่า เส้นทาง ‘ผู้ล่วงลับ’ ก็ชำนาญในแง่นี้เช่นกัน หรืออาจเป็นอิทธิพลแฝงจาก ‘ราชันสวรรค์’ พระองค์นั้น หรืออาจเป็นฝีมือของบางพระองค์ ผู้ต้องการฉวยโอกาสขณะผนึกเปิดปิดชั่วคราวเพื่อกระทำบางสิ่ง คุณก็รู้ ชุมนุมกางเขนเลือดเหล็กเคยศรัทธาในพระองค์มาก่อน การแอบชักจูงพวกเขาลับหลัง สำหรับพระองค์แล้วมิได้ยากเย็นเลย” ‘เมจิกเชี่ยน’ ยังคงสรุปคำตอบออกมาไม่ได้เช่นกัน
แสงดาวในดวงตาของเธอยังคงกะพริบไม่หยุด ดูเหมือนว่าการเพ่งมองและระบุตำแหน่งของสถานการณ์ต่างๆ ภายในหมอกสีเทา จะกระทำได้ค่อนข้างยากทีเดียว
‘เมจิกเชี่ยน’ คอยสังเกตทรีอาร์ยุคที่สี่พลางอธิบายให้ ‘จัสติส’ ฟัง
“ระดับการผนึกของสุสานใต้ดิน ล้วนสอดคล้องกับภายในนี้”
“หัวใจสำคัญของสุสานใต้ดินคือ ‘บ่อน้ำสตรีซามาเรีย’ ส่วนภายในนี้คือตำแหน่งการร่วงหล่นของ ‘จักรพรรดิโลหิต’ อลิสต้า·ทูดอร์ หรือก็คือซากพระราชวังที่พังยับเยิน รวมถึงอาณาเขตโดยรอบ บริเวณนั้นเต็มไปด้วยสารพัดมลทินจากหลายแหล่งอันตราย เทวานุภาพที่ตกค้างก็หลงเหลือในปริมาณเจือจางมาก จนสุดท้ายก็ถูกกลืนกิน อา…พูดถึงเรื่องนี้ทีไร ฉันรู้สึกว่าตัวเองควรท่องจำคำหยาบให้มากกว่านี้ ไม่อย่างนั้นคงมิอาจพรรณนาความรู้สึกที่มีต่อ ‘ความบ้าคลั่ง’ ของจักรพรรดิโลหิตได้”
“หรือก็คือ จากตรงนี้คงไม่พบอะไรเพิ่มเติมแล้ว มีแต่ต้องเข้าไปใกล้ คุณจึงจะเริ่มสังเกตเห็นว่า หมอกสีเทาของมิสเตอร์ฟูลเข้มข้นขึ้น หนาแน่นขึ้น และมอบความรู้สึกจับต้องได้มากขึ้น”
“บริเวณที่สอดคล้องกับชั้น 4 และชั้น 3 ของสุสานใต้ดิน คือทรีอาร์ยุคที่สี่ซึ่งอยู่นอกเหนือเขตพระราชวัง และในทำนองเดียวกัน มันยังคงเต็มไปด้วยมลทินกับเทวานุภาพตกค้าง หากคิดจะผ่านบางจุด ก็ต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด มิฉะนั้น กระทั่งเทวทูตก็อาจร่วงหล่น”
“บริเวณที่สอดคล้องกับสองชั้นบนของสุสานใต้ดิน คือทุ่งร้างนอกสายหมอกสีเทา มนุษย์สามารถเคลื่อนไหวได้ในระดับหนึ่ง แต่หลังจากมีฟอม็องดา·เซารอนเดินเตร็ดเตร่ ระดับความอันตรายก็แทบไม่ต่างจากทรีอาร์ยุคที่สี่นั่นแล้ว…”
เปลวไฟล่องหน ซึ่งคอยมอบแสงสว่างไปพร้อมกับปกคลุม ‘ท้องฟ้า’ ก็ดูเหมือนจะได้รับผลกระทบอย่างทั่วถึง จนเกิดเป็นวังวนขนาดมหึมา
ภายในวังวนดังกล่าว เปลวไฟล่องหนกึ่งโปร่งใสตกลงมาจากมุมสูง พุ่งดิ่งลงมายังบริเวณทุ่งร้าง ประหนึ่งดาบยักษ์เสียดแทงแหวกฟ้าดิน
พร้อมกับเหตุการณ์ดังกล่าว ผืนแผ่นดินสั่นสะเทือนหนักหน่วงยิ่งกว่าเก่า รอยแยกบนพื้นพร้อมด้วยเปลวไฟลุกโชน เริ่มขยายตัวเข้าไปในทรีอาร์ยุคที่สี่ซึ่งปกคลุมด้วยหมอกสีเทา
‘เมจิกเชี่ยน’ ไม่ได้รับผลกระทบ ยังเอาแต่เพ่งมองมหานครกึ่งซากปรักหักพังนั่นอยู่พักใหญ่
จนกระทั่ง เธอพูดกับ ‘จัสติส’
“เข้าไปกันเถอะ”
‘จัสติส’ เพียง ‘อืม’ หนึ่งเสียง ไม่มีความเห็นคัดค้าน
ทั้งสองต่างเข้าใจกันโดยปริยาย ว่าจะไม่เอ่ยถึง ‘ผู้พิชิต’ ฟอม็องดา·เซารอน เทวทูตใหญ่ผู้กำลังคลุ้มคลั่งรายนี้ เนื่องจากไม่มีความคิดจะเข้าร่วมการต่อสู้แย่งชิงตะกอนพลัง
สำหรับพวกเธอ จุดประสงค์หลักของชุมนุมทาโรต์ในเหตุการณ์นี้คือ การขัดขวางมิให้เหล่าผู้รับพรจากเทพมาร เข้าใกล้ตราผนึกชั้นในสุด เพื่อป้องกันไม่ให้อีกฝ่ายหาโอกาส ‘ปลดปล่อย’ อันตรายจากด้านในออกมา จนส่งผลกระทบต่อทรีอาร์บนพื้นดิน ส่งผลกระทบต่อโลกทั้งใบ
นอกจากนี้ ยังเป็นการค้นหาไพ่อาร์คาน่าเล็กที่สูญหายไป แล้วพาพวกเขาออกไป
ส่วนตะกอนพลังตัวแทนของเทวทูตใหญ่ ตัวแทนของลำดับ 1 ‘ผู้พิชิต’ ก้อนนั้น ขอเพียงไม่ตกไปอยู่ในมือสาวกเทพมาร ไม่ว่าใครจะได้ไปก็ไม่ถือว่าเป็นปัญหาร้ายแรงนัก แต่ถ้าทุกสิ่งราบรื่นดี ‘เมจิกเชี่ยน’ ก็ไม่รังเกียจที่จะไปเกาะขอบเวทีรับชม ดูว่าพอจะมีโอกาสฉกฉวยผลประโยชน์บ้างหรือไม่ แต่ตอนนี้ เธอไม่ใช่ผู้วิเศษลำดับสูงของเส้นทางนักโจรกรรม ที่สามารถแบ่งได้หลายร่าง แล้วเข้าร่วมมันทุกสนามรบ
จริงอยู่ เธอสามารถย้ายไปย้ายมาเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ใกล้เคียงกัน แต่อย่างน้อยก็ควรเคารพต่อหมอกสีเทาของมิสเตอร์ฟูล เคารพต่อตราผนึกหลักของทรีอาร์ยุคที่สี่ ซึ่งแน่นอนว่าต้องมีข้อจำกัดในบางแง่มุม
เมื่อแสงดาวสว่างวาบ ร่างของ ‘เมจิกเชี่ยน’ กับ ‘จัสติส’ ก็หายไปจากตำแหน่งเดิม พร้อมกันนั้น หมอกสีเทาบางๆ ที่ปกคลุมทรีอาร์ยุคที่สี่ก็เกิดระลอกคลื่นแผ่วเบา
…………
หัวของ ‘การ์ดเนอร์·มาร์ติน’ บนร่างไร้ศีรษะของโอลเซ่นเพิ่งพูดจบ ก็มีฝูงลูกไฟสีขาวโชติช่วงลอยอยู่รอบกายมากมาย ท่ามกลางเสียงหวีดหวิว พวกมันทุกลูกพุ่งเข้าหาการ์ดเนอร์·มาร์ตินผู้บาดเจ็บตรงหน้าอก
เกิดเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว ร่างของการ์ดเนอร์·มาร์ตินผู้สวมชุดเกราะสีเงินวาว ก็หายวับไปอย่างกะทันหัน
เมื่อคลื่นกระแทกจากแรงระเบิดเริ่มซาลง เขาเผยตัวอีกครั้ง ณ มุมหนึ่งของซากปรักหักพัง
ทันใดนั้น การ์ดเนอร์·มาร์ตินเห็น ‘ตัวเอง’ อีกคนหนึ่ง กลายร่างเป็นหอกเพลิงสีขาวโชติช่วง พุ่งเข้าไปในหมอกสีเทา หายเข้าไปในกลุ่มอาคารที่ไม่เป็นระเบียบของทรีอาร์ยุคที่สี่
ดวงตาของการ์ดเนอร์·มาร์ตินหรี่ลงเล็กน้อย ขณะเตรียมจะไล่ตามไป ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงคำรามอันบ้าคลั่ง โกรธเกรี้ยว และดุร้ายดังมาแต่ไกล
ทั่วร่างกายพลันแข็งทื่อทันที บนใบหน้าใต้หน้ากาก เส้นเลือดมากมายปูดโปนจนกลายเป็นสีแดงคล้ำ ประหนึ่งมีเปลวไฟไหลเวียนอยู่ภายใน
การ์ดเนอร์·มาร์ตินหมุนตัวโดยสัญชาตญาณ เตรียมวิ่งไปทางพายุลมกระโชกซึ่งดูเหมือนทูตแห่งวันสิ้นโลกในตำแหน่งไกลๆ
กลางหว่างคิ้วของเขาเริ่มกระตุก มีจุดสีแดงรางๆ ปรากฏขึ้น
จนกระทั่งการ์ดเนอร์·มาร์ตินเริ่มควบคุมตัวเองได้ จึงผ่อนลมหายใจยาวออกมา อวัยวะทุกส่วนเริ่มกลับสู่สภาพปกติ
เขามองไปยังทิศทางการหลบหนีของ ‘ตัวเอง’ อีกคน พลางพึมพำด้วยน้ำเสียงจิกกัด
“ทั้งคำพูดคำจาสุดโอหัง ทั้งการโจมตีสุดอลังการเมื่อครู่ ล้วนมีเพื่อเปิดทางสำหรับการหนี? ก็สมกับเป็นเราดี”
“แกคงรู้สินะ ถ้าลอบสังหารฉันไม่สำเร็จ หากยังดันทุรังอยู่ต่อไป สุดท้ายก็จะถูกฉันฆ่าตายแน่”
ขณะรำพัน การ์ดเนอร์·มาร์ตินก็หยิบขวดยาที่ทำจากแก้วสีเข้มออกมา ของเหลวด้านในมีสีเขียวคล้ายกับหญ้า
เขาเปิดฝาขวด กระดกดื่มยารวดเดียวครึ่งขวด ส่งผลให้บาดแผลตรงหน้าอกเริ่มสมานตัวทันที เร็วจนมองเห็นด้วยตาเปล่า
นี่คือ ‘ยารักษา’ เป็นผลผลิตจากคุณนายท่านหนึ่งของชุมนุมท่องราตรี การ์ดเนอร์·มาร์ตินได้รับมาจากฟิลิป
— ฟิลิป ผู้คอยเชื่อมโยงนิกายเทพมารต่างๆ เข้าด้วยกัน แทบไม่ขาดแคลนยาในลักษณะนี้ แต่ภายใต้ ‘พายุแสง’ เมื่อครู่ ภาชนะใดไม่แข็งแรงพอ ก็ล้วนแตกสลายไปทั้งหมด
เก็บยาอีกครึ่งขวดกลับเข้าไป การ์ดเนอร์·มาร์ตินในชุดเกราะเต็มตัวสีเงินวาว ก็เดินเข้าไปในหมอกสีเทา เข้าไปในทรีอาร์ยุคที่สี่
…………
ณ จุดซ่อนตัวสักแห่งบนถนนคับแคบ ด้านหลังซากอาคาร
ฟรังก้าซี้ดปาก พลางเห็นด้วยกับการวิเคราะห์ของลูเมี่ยน
“ก็จริง ตรงนี้คือซากปรักหักพังของเทพแห่งสนามรบ แถมยังอาจอันตรายยิ่งกว่า ไม่แปลกเลยหากทั่วทั้งเมืองจะอุดมไปด้วยโรคภัย”
เธอสงสัยว่า ยิ่งเข้าใกล้จุดร่วงหล่นของ ‘จักรพรรดิโลหิต’ อลิสต้า·ทูดอร์ โรคภัยก็จะยิ่งพิสดารและน่าสะพรึงกลัว บางโรคเหมือนถูกเพาะเลี้ยงจากซากศพเน่าเปื่อยของทวยเทพ อย่าว่าแต่ผู้วิเศษลำดับกลางและต่ำ ซึ่งแก่นสารของกายเนื้อยังไม่ต่างจากมนุษย์ธรรมดา กระทั่งนักบุญกับเหล่าเทวทูต ก็คงจะติดเชื้อและตายเพราะ ‘โรค’ ได้เช่นกัน
พูดถึงตรงนี้ ฟรังก้าลังเลเล็กน้อย ก่อนจะพูดกับจินนา
“เอาแบบนี้ดีไหม? เธอส่งเทวรูปสีดำนั่นให้อ็องโตนีไปถือแทน เพราะถ้ายังถือไว้เอง เกรงว่าอาจเกิดอันตรายขึ้นได้ ในทางกลับกัน เขายังสามารถใช้เทวรูปนั่นสร้างกระจกตัวแทนให้ตัวเอง ช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตอย่างมีนัยสำคัญ”
ฟรังก้ามองว่าไม่ใช่เรื่องดีนัก หากจินนา นางมารผู้เป็นสตรี ต้องถือเทวรูปของนางมารต้นกำเนิดไว้ข้างกายเป็นเวลานาน ไม่ว่ามันจะเป็นของแท้หรือภาพสะท้อนก็ตาม
โดยไม่รอให้จินนาตอบ ลูเมี่ยนกล่าวเสียงทุ้มต่ำ
“ให้จินนาถือไว้นั่นแหละ เธอมีเหรียญทองนำโชค”
“ก็จริง…” ฟรังก้าเพิ่งพูดจบ ก็ได้ยินเสียงกริ๊งๆ ดังจากตำแหน่งไม่ไกล
เสียงนั้นคล้ายกระดิ่งจักรยาน แต่ใสกังวานกว่า และยาวนานกว่า
……………………………………………………..