ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 484 คำเย้ยหยัน
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 484 คำเย้ยหยัน
ตอนที่ 484 คำเย้ยหยัน
…………….
แม้ในใจจะตัดพ้อรำพันว่า สถานที่ห่วยๆ เช่นนี้ เหตุใดถึงมีเรื่องวุ่นวายเกิดขึ้นไม่ขาดสาย แต่ฟรังก้าก็มิได้แปลกใจสักเท่าใด
นี่คือทรีอาร์ยุคที่สี่ ต่อให้มิใช่ดินแดนร่วงหล่นของเทพ ก็ย่อมไม่ขาดแคลนความผิดปกติอยู่แล้ว!
พวกลูเมี่ยนชะโงกหัวออกจากจุดซ่อนตัวในมุมต่างกัน ทุกคนพยายามมองไปตามทิศทางของเสียงกรุ๊งกริ๊ง
ต้นเสียงอยู่ไม่ไกลจากถนนของพวกตนนัก แต่หมอกสีเทากลับดูหนาแน่นยิ่งกว่ามาก อาคารหลังต่างๆ ก็เผยให้เห็นเพียงเลือนราง ประหนึ่งเป็นเศษเสี้ยวของหน้าประวัติศาสตร์
ในส่วนลึกของหมอก บางสิ่งคล้ายกับรถไฟไอน้ำแล่นผ่านไปอย่างเงียบงัน แต่จำนวนตู้น้อยกว่า มีเพียงสองตู้ ปราศจากปล่องควัน จากด้านบนยังมีโครงสร้างประหลาดยื่นออกมา เชื่อมต่อกับบางสิ่งบางอย่างในอากาศ
กรุ๊งกริ๊ง รถไฟขบวนดังกล่าวแล่นเข้าไปในจุดที่หมอกหนายิ่งกว่าเก่า ก่อนจะหายลับไป
แม้พวกฟรังก้าจะมองเห็นไม่ค่อยชัดเจน แต่ทุกคนต่างก็รู้สึกหวาดหวั่นเกินกว่าจะพรรณนา ประหนึ่งกำลังยืนริมขอบหน้าผา หรือเหยียบอยู่บนคมดาบปลายแหลม จนทิ่มแทงเข้าไปในหนังเนื้อของตัวเอง
พวกเขายังไม่ทันได้พิจารณาว่า การเปลี่ยนแปลงของหมอก รวมถึงฉากเมื่อสักครู่ มีความหมายว่าอย่างไร นำมาซึ่งสิ่งใด ก็พบว่าบรรยากาศรอบตัวมืดลงไปมาก ยามสนธยาผ่านพ้นไป รัตติกาลกำลังมาเยือน
หมอกหนาทึบแผ่ขยายเข้ามาตามลำดับ ปกคลุมอาณาเขตแถวนี้
แม้สัญชาตญาณของลูเมี่ยนจะเตือนว่านี่คือปัญหาใหญ่ จนอยากจะหลีกเลี่ยง แต่วิสัยทัศน์กำลังถูกครอบงำด้วยหมอกประหลาดสีดำสนิท ไม่มีทาง ‘เทเลพอร์ต’ ไปยังตำแหน่งปลอดภัยได้เลย และเขาก็ไม่ทราบด้วยว่า สถานการณ์นอกเหนือจากภายในหมอกเป็นเช่นไร ไม่ทราบว่าทุ่งร้างที่เพิ่งผ่านกันมา ปัจจุบันมีสภาพเป็นเช่นไร
หมอกเย็นเยียบ แทรกซึมเข้าสู่ผิวหนัง ทั้งฟรังก้าและจินนาต่างสั่นสะท้านอย่างมิอาจหักห้าม
แทบจะในเวลาเดียวกัน ตามจุดต่างๆ บนถนนแคบสายนี้ เปลวเทียนและตะเกียงน้ำมันทยอยสว่างขึ้นทีละกลุ่ม ทีละดวง เสียงหัวเราะ เสียงร้องไห้ และเสียงพูดคุยดังขึ้นกะทันหัน
เปลี่ยนจากความเงียบสงัด กลายเป็นมีชีวิตชีวา
ทรีอาร์ยุคที่สี่มีชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง กลับมาคึกคัก เต็มไปด้วยเสียงอึกทึกของชีวิต
โดยสัญชาตญาณ อ็องโตนีสังเกตสภาพของบ้านเรือนและถนนแคบ พบว่าภายในอาคารสีดำไม่สมมาตร มีเชิงเทียนห้อยลงมาจากด้านบน ส่องสว่างจนเห็นร่างคนริมหน้าต่าง
ร่างดังกล่าวสวมหมวกนุ่มสีดำ ครึ่งหนึ่งบุ๋มลง ครึ่งหนึ่งนูนขึ้น สวมเสื้อผ้าสีเข้มติดกระดุมลวกๆ มีรอยแผลเรียบจากไหล่ถึงเอว ตัดร่างกายตามแนวสะพายแล่ง
ดูเหมือนว่าจะเป็นแผลจากดาบใหญ่คมกริบ
ร่างกายของชายถูกฟันสะพายแล่งคนนี้ มิได้ประกอบเข้าด้วยกันอย่างเรียบร้อยนัก ดูราวกับตัวต่อฝีมือเด็กๆ
เขากำลังกัดกินพายไส้เนื้ออย่างตะกละตะกลาม อาหารถูกเคี้ยวแล้วก็ไหลลงแผล จึงค่อยร่วงหล่นลงพื้น แต่เจ้าตัวดูจะไม่เอะใจเลย
ภายในบ้านสภาพดีหลังอื่นๆ ร่างของผู้คนมากมายทยอยปรากฏ
บางคนดูเหมือนเทียนที่ละลายแล้วแข็งตัวใหม่ เลือดเนื้อเหนียวเหนอะหนะ ปะปนระคนกันจนแยกไม่ออก บางคนผิวซีดขาว มีขนนกสีขาวมันเยิ้มงอกจากรูขุมขน หนองสีเหลืองไหลอาบ บางคนร่างกายเต็มไปด้วยรูเล็ก แมลงสีดำบินเข้าออกตลอดเวลา บางคนเหลือแต่โครงกระดูกสีขาว ใบหน้าหุ้มด้วยหน้ากากหนังมนุษย์ แต่ขนาดดูจะไม่พอดีกัน บางคนเสื่อมสภาพกลายเป็นเงาดำ ราวกับถูกไฟเผา…
บนถนนคับแคบ ลูกบอลสามลูก สีเหลือง น้ำเงิน แดง สูงครึ่งคนกำลังกลิ้งไปข้างหน้า บนนั้นมีตัวตลกสวมเสื้อผ้าฉูดฉาดยืนกลับหัว
หูของตัวตลกดูไม่เหมือนมนุษย์สักเท่าไร คล้ายกับหูของสุนัข แต่แหลมกว่าเล็กน้อย ส่วนบนใบหน้าที่ทาสีแดงเหลืองนั่น มีขนสีเทาเข้มขึ้นเป็นกระจุก
นี่คือเหล่าพลเมืองทรีอาร์ยุคที่สี่ที่ตายไปนานแล้ว? เปลือกตาของลูเมี่ยนเริ่มกระตุก
เขากับพวกฟรังก้ายังสังเกตเห็นด้วยว่า จุดร่วมของร่างเหล่านี้คือ ใบหน้าเปื้อนเลือดเกรอะกรัง และสีหน้าแววตาค่อนไปทางเย็นชา
“เหมือนกับ…เหมือนกับพวก ‘คนในกระจก’ มากเลย…” ฟรังก้าพึมพำกับตัวเอง แล้วพูดด้วยน้ำเสียงหวาดหวั่น “การเปลี่ยนแปลงของหมอกสีเทาเมื่อสักครู่ คงไม่ได้พาพวกเราเข้ามายังทรีอาร์ยุคที่สี่ในกระจกหรอกนะ? ชาวเมืองทรีอาร์ยุคที่สี่ในโลกความจริงตายไปหมดแล้ว แต่คนในกระจกยังมีชีวิตอยู่?”
ยังไม่ทันขาดคำ สายตาของลูเมี่ยนกับอ็องโตนี ก็หันมาทางเธอกับจินนา
“หรือจะเป็นปัญหาจากสองเทวรูปนี่อีกแล้ว?” ฟรังก้าพูดไปพลางขนลุกไปพลาง “พอหมอกสีเทาเปลี่ยนแปลง พวกมันก็ดึงเราเข้าสู่ทรีอาร์ยุคที่สี่ในกระจก?”
“คงไม่หรอก นี่อาจเป็นการเปลี่ยนแปลงตามปกติ แขกผู้มาเยือนทุกคน ยกเว้นคนพิเศษเพียงหยิบมือเดียว หลังจากถูกหมอกสีเทาขยายตัวแผ่ปกคลุม ก็จะถูกดึงเข้ามายังซากปรักหักพังในกระจกทันที” ลูเมี่ยนมองดูถนนคับแคบที่ ‘เต็มไปด้วยชีวิตชีวา’ แล้วคิดสักครู่ก่อนพูดต่อ “เป็นไปได้มากที่สุดคือ เทวรูปสององค์นั่น ส่งอิทธิพลบางอย่างไปกระตุ้นทรีอาร์ยุคที่สี่เดิม ทำให้หมอกขยายตัวพร้อมกับเกิดความเปลี่ยนแปลง”
จินนาเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วกล่าวพลางขมวดคิ้ว
“แต่พวกเราเข้ามาสักพักแล้ว ทำไมถึงเพิ่งเกิดการเปลี่ยนแปลงเอาป่านนี้ล่ะ? ยังไม่ทันจะทำอะไรเลย…”
“จริงด้วย!” ฟรังก้าพลันนึกขึ้นได้ “ต้องเป็นฝีมือพวกคนใน ‘หอพัก’ แน่ เข้ามาแล้วก็เตร็ดเตร่ไปทั่ว ทดสอบนั่นนี่ไปเรื่อย จนไปกระตุ้นอะไรบางอย่างเข้า!”
เธอพูดยังไม่ทันขาดคำ ก็มีเสียงตะโกนสุดปอด เปี่ยมไปด้วยความหวาดผวาสุดขีด ดังมาจากตำแหน่งไม่ไกลนัก
“ช่วยด้วย!”
“ช่วยฉันด้วย!”
ลูเมี่ยนกับพรรคพวกมองไปตามเสียง เห็นชายคนหนึ่งสวมชุดสูทสีดำ ผมหวีเรียบร้อย ดูเหมือนเลขานุการของผู้มีอิทธิพลสักคน วิ่งเข้ามาในถนนอันคับแคบนี้
บนใบหน้าเต็มไปด้วยแผลหนอง ของเหลวหยดติ๋งๆ ตลอดเวลา บางคราวก็หมุนศีรษะกลับหลัง 180 องศาด้วยเสียงกร๊อบ ดวงตาเคลือบแฝงอาการหวาดผวาขณะมองกลับหลัง ประหนึ่งถูกบางสิ่งบางอย่างที่มองไม่เห็น แถมยังน่าสะพรึงกลัว ไล่ล่ามาติดๆ
“ช่วยฉันด้วย!”
ท่ามกลางเสียงร้องขอความช่วยเหลือ ร่างของชายคนดังกล่าวพลันแข็งทื่อ แล้วก็เริ่มถอยหลังอย่างห้ามไม่อยู่ ถอยเร็วขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งลอยขึ้นไปในอากาศ
“อ๊า!”
ท่ามกลางเสียงกรีดร้องจนคอแทบแตก เขาตกลงไปในหมอกสีเทาหนาทึบ ร่วงลงไประหว่างกลุ่มอาคารอันเลือนราง
วินาทีถัดมา เสียงก็หยุดกะทันหัน ทิศทางนั้นเงียบสนิท
หัวใจของพวกลูเมี่ยนเต้นระรัวทันที ต่างก็เกิดลางสังหรณ์อันตรายอย่างแรงกล้า
แม้ว่าชายในชุดสูทสีดำจะไม่ใช่คนปกติ สงสัยว่าอาจเป็นผู้รับพรจากเทพมารของ ‘สมาคมมลายสิ้นสรรพสิ่ง’ หรือ ‘นิกายโรค’ อีกทั้งยังได้รับมลทินจากภายในนี้ จนเกิดผลข้างเคียงบางอย่าง ถึงกับหมุนศีรษะกลับหลัง 180 องศาได้ แต่สิ่งที่อีกฝ่ายได้เผชิญ ก็ช่วยให้ลูเมี่ยนกับพวกอ็องโตนีตระหนักถึงความน่าพรั่นพรึง ซึ่งซุกซ่อนอยู่ในส่วนลึกของหมอกสีเทา
ราวกับทุกคนมองเห็นภาพตัวเองถูก ‘ลาก’ เข้าไปในส่วนลึกของหมอกสีเทา หายลับไปในลักษณะเดียวกัน
แต่ในเวลาแบบนี้ ทั้งสี่ไม่รู้เลยว่าพวกตนควรทำอะไร หรือหลบหนีอย่างไร ดินแดนซึ่งน่าจะเป็นซากปรักหักพังในกระจก ล้วนถูกหมอกสีเทาหนาทึบย้อมดำไปทุกหนแห่ง อันตรายลึกลับซุกซ่อนตามซอกหลืบความมืด พลางค่อยๆ คืบคลานเข้าใกล้อย่างเงียบงัน
ทันใดนั้นเอง น้ำเสียงอันน่าเกรงขามและทรงพลังของเทอร์มีโพลอส ดังก้องกังวานภายในโสตประสาทลูเมี่ยน
“วิ่งไปข้างหน้าเรื่อยๆ วิ่งไปจนถึงเสาต้นนั้น”
“ระหว่างทางห้ามหยุด ห้ามหันหลัง ห้ามเทเลพอร์ต ห้ามฉุดกระชากพวกพ้อง”
ตรงนั้นมัน…ทิศทางที่สัตว์ประหลาดเมื่อครู่ถูก ‘กลืน’ เข้าไปไม่ใช่หรือไง? ถ้าพวกเราวิ่งเข้าไป จะต่างอะไรกับการเสิร์ฟอาหารถึงปาก? ลูเมี่ยนทำตัวไม่ถูก ไม่รู้ว่าเทอร์มีโพลอสรับรู้ถึงอันตรายอย่างแท้จริง จึงมอบคำแนะนำเพื่อให้พระองค์ไม่ตายไปพร้อมกัน หรือควรระแวงว่าพระองค์กำลังฉวยโอกาสวางแผนร้าย
“จะไม่เชื่อข้าก็ได้” เสียงอันน่าเกรงขามของเทอร์มีโพลอสดังเสริม
ลูเมี่ยนยังคงนึกกังขา แต่สายตาจดจ่ออยู่กับยังทิศทางที่ผู้รับพรเทพมารถูก ‘กลืน’ หายไป
ในส่วนลึกของสายหมอก ท่ามกลางกลุ่มอาคารคลุมเครือหลังแล้วหลังเล่า บางส่วนพังทลาย บางส่วนตั้งตระหง่าน ปรากฏเสาสีดำขนาดมหึมาต้นหนึ่ง มองเห็นได้เลือนราง ทอดยาวขึ้นไปบนฟ้า
ทันใดนั้น ลูเมี่ยนฉุกคิดบางสิ่งได้
‘เสารัตติกาลกริสโมนา’ ณ ทางเข้าชั้น 4 ของสุสานใต้ดิน
โดยกริสโมนาคือนางมารลำดับสูง ผู้ร่วงหล่นใน ‘สงครามสี่จักรพรรดิ’ ร่วงหล่นในทรีอาร์ยุคที่สี่!
พระองค์ยังเป็นบุตรแห่งเทพ ทายาทตัวจริงของ ‘นางมารต้นกำเนิด’…ที่นี่คือทรีอาร์ยุคที่สี่ในกระจกจริงๆ สินะ? ลูเมี่ยนมองกวาดไปรอบตัว เมื่อเห็นว่าจุดอื่นๆ ก็มีสภาพไม่ต่างกัน จึงกัดฟันแล้วพูด
“พวกเราวิ่งไปข้างหน้า! ไปหาเสาสีดำนั่น!”
ลางสังหรณ์อันตรายร้องเตือนหนักข้อขึ้นทุกที อีกทั้ง สถานการณ์บางอย่างก็กำลังคืบคลานเข้ามา เด็กหนุ่มจึงตัดสินใจลองเสี่ยง
ไปข้างหน้า? ไม่ว่าจะเป็นฟรังก้า จินนา หรืออ็องโตนี ต่างก็ฉงนใจกับทางเลือกของลูเมี่ยน
ชายใส่สูทคนนั้นเผชิญกับอะไร ทุกคนก็ได้เห็นกับตาตัวเองไปแล้ว!
ลูเมี่ยนยืดตัวขึ้น กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“จินนา คุณถือของจากฟิลิป ระหว่างทางทุกคนห้ามหยุด ห้ามหันหลัง ห้ามฉุดกระชากพวกพ้อง!”
พูดจบ เขาก็พุ่งออกจากกำบัง
เมื่อได้ยินข้อห้ามที่เฉพาะเจาะจง ฟรังก้ามองลูเมี่ยนครู่หนึ่ง แล้วเลือกที่จะเชื่อใจ
จินนากำเหรียญทองนำโชคในมือแน่น พลางยกผ้าคลุมที่ห่อสิ่งของจากศพฟิลิป แล้วรีบตามหลังไป ส่วนอ็องโตนี เขาแก้แค้นสำเร็จแล้ว ชีวิตนี้ปราศจากความเสียดายหรือผูกพัน อีกทั้งการตัดสินใจต่างๆ ในอดีตของลูเมี่ยนก็ไม่เคยผิดพลาด อ็องโตนีจึงไม่ตั้งคำถาม เพียงเร่งฝีเท้าวิ่งตามหลังไป
ตึก ตึก ตึก! ทั้งสี่วิ่งเข้าไปในถนนแคบ ผ่านด้านข้างตัวตลก ผู้ยืนกลับหัวบนลูกบอลที่กลิ้งไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้า ทุกคนมุ่งหน้าไปยังส่วนลึกของสายหมอก จุดหมายปลายทางคือเสาสีดำต้นใหญ่นั่น
…………
ณ มุมหนึ่งของทรีอาร์ยุคที่สี่ หน้าบ้านหลังหนึ่ง สร้างจากเหล็กดำ บนพื้นผิวมีลวดลายสีแดง
ทุ่งร้างที่มีวัชพืชปกคลุม ถูกบีบอัดให้เหลือขนาดเพียงลานจัตุรัส
บนทุ่งร้างมีรถม้าเปิดประทุนสีแดงเข้มคันหนึ่ง ‘มาดามจันทรา’ แต่งกายด้วยเสื้อคลุมสีขาวหลวมๆ ผ้าคลุมหน้าสีอ่อน นั่งอยู่บนรถม้า ถามคุณนายปัวริสข้างๆ ว่า
“เป็นอะไรไปหรือ?”
คุณนายปัวริสในชุดสีดำล้วน ใช้มือขวาปิดศีรษะพลางกล่าว
“ได้ยินเสียงลูกร้องไห้อีกแล้ว…”
‘มาดามจันทรา’ พยักหน้ารับ
“มันคือสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ คุณพักอยู่ตรงนี้ไปก่อน ไว้สภาพจิตใจเป็นปกติเมื่อไรค่อยตามมา”
“คุณอยู่คนเดียวจะไม่เป็นไรหรือ?” กล้ามเนื้อบนใบหน้าคุณนายปัวริสกระตุกสลับบิดเบี้ยวเป็นพักๆ
‘มาดามจันทรา’ พูดด้วยน้ำเสียงแฝงรอยยิ้ม
“ลูกของฉันทิ้งของขวัญไว้ให้แล้ว คุณไม่ต้องเป็นห่วง”
เธอแทบไม่คิดด้วยซ้ำว่า ‘คุณนายราตรี’ จะมีประโยชน์กับแผนการของตน เหตุผลที่อีกฝ่ายได้เข้ามายังทรีอาร์ยุคที่สี่ด้วย เป็นเพราะ ‘มาดามจันทรา’ ต้องกบดานอยู่ในอารามพระหฤทัย เพื่อดึงดูดความสนใจ จนไม่ว่างเข้าไปอยู่ใน ‘หอพัก’
“ตกลง” คุณนายปัวริสพูดด้วยความเสียดาย
หลังจากรถม้าของ ‘มาดามจันทรา’ จากไปพร้อมทุ่งร้าง สีหน้าของ ‘คุณนายราตรี’ ก็กลับเป็นปกติอย่างรวดเร็ว
หลังจากรถม้าของ ‘มาดามจันทรา’ ซึ่งถูกลากจูงโดยสิ่งมีชีวิตคล้ายปีศาจสองตน เคลื่อนตัวไปได้สักระยะหนึ่ง หมอกสีเทารอบข้างก็หนาขึ้น พร้อมกับแผ่ขยายเข้ามาปกคลุม
ดวงตาของเธอหรี่ลง ในมือปรากฏสายสะดือเปื้อนเลือด
สายสะดือเส้นนี้แผ่แสงสีทองทรงกลดสดใส คอยผลักไสการกัดกร่อน ผลักไสผลข้างเคียงเชิงลบทั้งหมดออกไป
อาศัยสิ่งนี้ ‘มาดามจันทรา’ เดินทางมาถึงชายขอบของอาณาเขตที่เทพแท้จริงร่วงหล่นได้อย่างราบรื่น รอบตัวยังคงเต็มไปด้วยหมอกสีเทาหนาทึบดุจดังกำแพง
เธอพยายามเข้าใกล้ แต่กลับถูกกีดขวาง ลักษณะเหมือนคนธรรมดาไม่สามารถเดินทะลุกำแพง
‘มาดามจันทรา’ รู้สึกถึงการเรียกหาอย่างแรงกล้า แต่กลับไม่สามารถก้าวไปข้างหน้าได้แล้ว
เธอพึมพำด้วยความตกตะลึงระคนสงสัย
“ได้ยังไง…”
ขณะพึมพำกับตัวเอง สายตาของ ‘มาดามจันทรา’ ก็กวาดไปรอบๆ
ทันใดนั้น ดวงตาของเธอพลันแข็งค้าง
บนผิวของซากอาคารพระราชวังใกล้ๆ ซึ่งพังถล่มไปกว่าครึ่ง มีสีแดงฉูดฉาดแข็งตัวอยู่บนกำแพง เรียงร้อยเป็นประโยคโชกเลือดใจความว่า
“ไม่มีใครบอกพวกคุณหรือ ว่าตรงนี้ยังมีตราผนึกอีกชั้นหนึ่ง?”
……………………………………………………..