ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 507 ปัญหาแก้ไม่ตก
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 507 ปัญหาแก้ไม่ตก
ตอนที่ 507 ปัญหาแก้ไม่ตก
ปิแยร์กับบริกรของบาร์มองพวกลูเมี่ยน ดวงตาที่เต็มไปด้วยเส้นเลือดของพวกเขา เปลี่ยนจากความเฉยเมยเป็นความหวาดผวาทีละนิด
ทั้งสองกดเสียงลง พูดคำเดียวกันราวกับเป็นเสียงเพรียก
“พวกคุณรู้แล้ว…”
“พวกคุณรู้ว่าที่นี่มีโรคบ้า…”
ทันใดนั้น สีหน้าของปิแยร์พลันบิดเบี้ยว พลางคำรามอย่างเสียสติ
“พวกคุณก็ออกไปไม่ได้เช่นกัน!”
“คนข้างนอกจะล่วงรู้ พวกเราทั้งหมดจะจบสิ้น!”
เขาพุ่งร่างเข้ามาทางหน้าต่างรถไฟไอน้ำที่เปิดอยู่ พยายามปีนเข้ามา เพื่อลากพวกลูเมี่ยนออกไป
ลูกาโนลุกพรวด แล้วชกหมัดขวาออกไปราวกับกำลังเหวี่ยงจอบ
ผัวะ! ปิแยร์หมดสติไปทันที ห้อยอยู่ตรงขอบหน้าต่าง บริกรของบาร์ก็ดูเหมือนจะเสียสติไปแล้วเช่นกัน ย่ำเท้าเหยียบร่างชายวัยกลางคนที่มาเรียกลูกค้ารายนี้ พยายามกระโดดเข้ามาในตู้รถไฟ
ลูกาโนออกหมัดอีกครั้ง ชกเปรี้ยงเดียว บริกรบาร์ที่มีเส้นเลือดฝอยเต็มตาขาวก็สลบเหมือด ทับอยู่บนร่างปิแยร์
“ไม่ใช่การกลายพันธุ์เป็นสัตว์ประหลาด…” ลูเมี่ยนมองว่า ชาวเมืองสองคนนี้แค่เสียสติไปกะทันหัน
ลูกาโนหันตัวมา ถามเสียงทุ้มว่า
“เอายังไงต่อ?”
“เอายังไงต่อ?” ลูเมี่ยนทวนคำถามของ ‘แพทย์’
เหตุการณ์จนถึงตอนนี้ ไม่เพียงจะเผยความผิดปกติออกมาชัดเจน แต่ยังทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกถึงความขัดแย้งและไม่ลงรอย
โรคประหลาดที่ทำให้คนกลายเป็นบ้า พร้อมกับเลียนแบบสัตว์ตระกูลสุนัข แถมยังมีลักษณะของการระบาด บ่งบอกชัดเจนว่ามีปัจจัยเหนือธรรมชาติอยู่เบื้องหลัง แต่ในเมื่อปิแยร์กับพวกชาวเมืองไม่อยากให้โลกภายนอก รัฐบาล หรือศาสนจักรรู้ถึงการมีอยู่ของโรคบ้า ด้วยเกรงว่ามันจะนำไปสู่การถูก ‘ลบเมือง’ แล้วเหตุใดถึงยอมบอกเรื่องโรคบ้ากับลูเมี่ยนง่ายดายนัก?
อาจอธิบายได้ว่า พวกเขาถูกบีบคั้นทางจิตใจจนถึงขีดสุดแล้ว คำพูดของลูเมี่ยนที่บอกว่า ในอนาคตจะป่วยเป็นโรค จึงกลายเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้อูฐล้ม หลังจากนั้นพอรู้สึกตัวอีกที สัญชาตญาณก็รีบสั่งให้สกัดการรั่วไหลของความลับ
แต่ก็วกกลับมาคำถามเดิมของลูเมี่ยน
ทำไมไม่หนีไปล่ะ?
เมื่อต้องเผชิญกับโรคบ้า ‘ที่ติดต่อระหว่างคนได้’ โดยไม่ทราบสาเหตุ แถมยังป้องกันได้ยาก คนสมองปกติก็ควรรีบหนีออกจากเมืองดาเดลไปก่อน รอให้โรคระบาดซาลง แล้วค่อยกลับมาไม่ใช่หรือ?
หรือถ้ากังวลว่า การหลบหนีอาจดึงดูดความสนใจจากทางการ พอพวกเขาขจัดโรคบ้าได้เมื่อไร ตัดตอนชาวบ้านกลุ่มเสี่ยงติดเชื้อแฝงหมดเมื่อไร คนที่เหลือสามารถหนีออกจากเมืองพร้อมกับอาหารแห้ง มุ่งหน้าไปยังภูเขาใกล้เคียง ซ่อนตัวสักสองสามวันแล้วค่อยวางแผนกันใหม่
เว้นแต่ว่า มีพลังบางอย่างกำลังขัดขวางชาวไม่ให้ชาวเมืองดาเดลหนี!
ในจุดนี้ ลูเมี่ยนยังมั่นใจจากรายละเอียดเล็กน้อยอื่นๆ
ชาวเมืองมีข้อมูลว่า เมืองอื่นก็เคยเกิดโรคบ้าคล้ายคลึงกัน จนสุดท้ายก็ถูกทางการลบทิ้ง ตามปกติแล้ว ข่าวคราวที่มาถึงหูพวกชาวบ้านน่าจะมีเพียงว่า หมู่บ้านสักแห่งหนึ่งประสบภัยพิบัติ จนทุกคนถูกฝังกลบไม่ใช่หรือ?
นอกจากนั้น หลังจากผู้ติดเชื้อรายแรกแสดงอาการ คนที่เป็นบ้าในเวลาต่อมา กลับรวมถึงอธิการโบสถ์ ตำรวจจากสถานี และเจ้าหน้าที่จากกรมอนามัย เรียกได้ว่าไม่ขาดตกบกพร่อง โรคระบาดสามารถปิดกั้นไม่ให้ชาวเมืองดาเดลติดต่อกับทางการตั้งแต่เริ่ม
มันเหมือนกับว่า มีตัวอันตรายฉลาดๆ สักตัว กำลังจงใจแพร่กระจายโรคบ้า โดยอาศัยวิธีต่างๆ เพื่อขัดขวางมิให้ชาวเมืองหลบหนี
แต่ถ้ามีผู้อยู่เบื้องหลังจริง ทำไมถึงปล่อยให้พวกปิแยร์นำอาการป่วยมาเล่ากับแพทย์บนรถไฟไอน้ำ?
หากรถไฟไอน้ำขบวนนี้ถูกกักไว้ที่เมืองดาเดล จนพรุ่งนี้เช้าไปไม่ถึงเมืองกัตติ รับประกันได้เลยว่าผู้วิเศษทางการจะต้องลงมือสืบสวนแน่
นอกจากนี้ ถ้าลูเมี่ยนคิดจะทดลองโรคบ้าสักชนิด หรือกระทำในสิ่งที่ขัดต่อมนุษยธรรม ก็คงเลือกหมู่บ้านหรือเมืองเล็กที่ค่อนข้างปิดตาย ติดต่อกับโลกภายนอกน้อย ไม่ใช่หัวเมืองศูนย์กลางคมนาคมที่มีรถไฟไอน้ำวิ่งผ่านทุกวัน หรือแม้กระทั่งจอดค้างคืน ต่อให้ลูเมี่ยนไม่ถามสิ่งใดกับปิแยร์เลย แต่นักท่องเที่ยวคนอื่นที่เข้าเมืองดาเดลเพื่อซุกผ้าห่มอุ่นๆ หรือลิ้มรสกบน้อยสวยๆ ก็ย่อมต้องพบความผิดปกติอยู่วันยังค่ำ ไม่มีทางปิดปากได้หมดอยู่แล้ว สุดท้ายก็จะถูกสืบสวน!
จุดขัดแย้งเต็มไปหมด ไม่ลงรอย และอธิบายได้ยาก…ทั้งฉลาดทั้งโง่ ทั้งระวังทั้งประมาท…ขณะลูเมี่ยนครุ่นคิด ก็มองไปทางลูกาโนพร้อมกับกล่าว
“เราจะทำอะไรได้? ก็คงต้องหาวิธีแจ้งให้ทางการทราบนั่นแหละ อย่าบอกนะว่านายคิดจะสืบสวนต้นตอของโรคบ้าด้วยตัวเอง เพื่อช่วยปลดปล่อยคนเหล่านี้จากปัญหา? เหลือเชื่อจริงๆ นึกไม่ถึงว่านายจะสูงส่งขนาดนี้”
ลูกาโนยิ้มขวยเขิน เพราะไม่เคยคิดถึงอย่างหลังเลยสักครั้ง
“แล้วจะแจ้งทางการยังไงครับ?” เขาถามอย่างจริงใจ
เขาแทบไม่เคยทำเรื่องพรรค์นี้ เรียกได้ว่าอ่อนประสบการณ์นัก
“ง่ายๆ เลยก็คือ ไปหาตำรวจรถไฟ เล่าเรื่องที่ปิแยร์พูดให้เขาฟัง หลังจากนั้น อีกฝ่ายคงใช้วิทยุบนรถไฟเพื่อติดต่อกับหน่วยงานรับผิดชอบในเขตฟอส หรือไม่ก็แคว้นชายฝั่งบน” ลูเมี่ยนพูดอย่างไม่ใส่ใจ
ลูกาโนลังเลเล็กน้อย
“ต…แต่พวกเราในฐานะพยาน ในฐานะผู้เห็นเหตุการณ์ จะถูกเชิญไปให้ความร่วมมือ แล้วตัวตนของพวกเรา…ทั้งหมดเป็นของปลอม ถึงจะใช้สมบัติวิเศษของท่านเพื่อเปลี่ยนโฉมหน้า แต่เรื่องสถานะของผู้วิเศษมันปิดกันลำบากนะครับ”
ลูเมี่ยนคิดสักครู่ แล้วพูดยิ้มๆ
“งั้นไปหาห้องว่างๆ ปลอดคนบนชานชาลา กองระเบิดไว้สักสิบกว่ามัด แล้วจุดระเบิดทีเดียว บึ้ม! จนหลังคาปลิวกระเด็น บ้านพังยับเยิน อย่าว่าแต่คนขับรถไฟเลย พวกตำรวจรถไฟคงลนลานรีบแจ้งเบื้องบนทันที หน่วยพิเศษในเขตฟอสก็ย่อมต้องได้รับข่าว อีกทั้ง เมืองนี้อยู่ไม่ไกลจากเมืองฟอสมากนัก พอพวกเขาสืบสวนขยายผล สุดท้ายก็ต้องพบปัญหาลึกๆ ในเมืองดาเดลแน่นอน”
“เป็นยังไงบ้าง? ถ้าเป็นวิธีนี้ พวกเราก็ไม่ต้องออกหน้าเองแล้วใช่ไหม?”
ลูกาโนครุ่นคิดสักพัก
“พอทางการสืบสวนลึกลงไป ก็จะพบว่าพวกเราเคยติดต่อกับชาวเมืองดาเดล ทำให้ทางนั้นกังวลว่า เราอาจมีเชื้อโรคบ้าแฝงอยู่ในตัว สุดท้ายก็จะไม่ผ่านการตรวจสอบอยู่ดี”
ลูเมี่ยนฟังแล้วก็หงุดหงิดไม่เบา ประหนึ่งหวนระลึกถึงเรื่องราวสมัยหมู่บ้านกอร์ตู ที่หากเกิดเรื่องประหลาดในหมู่บ้าน ตนกับพี่สาวจะถูกกักตัวเป็นสองคนแรก ไม่ว่าจะเป็นปัญหาแบบใดก็ตาม
เด็กหนุ่มหัวเราะในคอ
“งั้นก็ไปสืบหาต้นตอของโรคบ้าด้วยตัวเอง แล้วระเบิดมันให้เป็นผุยผง!”
“เพียงเท่านี้ก็จะแก้ปัญหาได้อย่างเกลี้ยงเกลา แถมยังไม่ถูกทางการตรวจสอบด้วย!”
ขณะเดียวกัน เด็กชายลุดวิก ผู้กินอาหารมื้อดึกไปไม่รู้รอบแล้ว กลืนมันฝรั่งทอดในปากลงคอ แล้วพูดอย่างไม่รีบร้อน
“หลังจากแจ้งเรื่องโรคบ้าให้ทางการรู้แล้ว ทำไมเรายังต้องปักหลักอยู่ในรถไฟ รอให้พวกเขามาสอบสวนด้วยล่ะ?”
“ทำไมไม่ออกเดินทางต่อเลย เปลี่ยนตัวตน นั่งรถไฟไอน้ำขบวนอื่นไปท่าเรืออื่น?”
เอ่อ…ลูเมี่ยนชะงักไปครู่หนึ่ง
ทำไมเราถึงนึกถึงวิธีง่ายๆ แบบนี้ไม่ออกนะ?
เมื่อสักครู่ เรากับลูกาโนยิ่งถกเถียงกัน ความคิดก็ยิ่งวกวน เหมือนกำลังหาเหตุผลหรือข้ออ้าง ให้พาตัวเองเข้าไปสืบหาต้นตอของโรคบ้าในเมืองดาเดล…
คิดถึงตรงนี้ ลูเมี่ยนตกตะลึงอยู่ในใจ
เด็กหนุ่มเพ่งมองลูกาโนอย่างแนบเนียน อ่านดวงชะตาของ ‘แพทย์’ คนนี้
ดวงชะตาในอนาคตอันใกล้ของอีกฝ่าย ก็มีสีเขียวอมเหลืองปนอยู่บ้าง!
ลูเมี่ยนคลี่ยิ้ม กล่าวกับลูกาโน
“นายก็มีโอกาสเป็นโรคบ้าเหมือนกัน”
ลูกาโนอึ้งไปก่อน แล้วถามด้วยสีหน้าซีดเผือด
“จริงหรือครับ?”
“จะคิดว่าฉันล้อเล่นก็ได้นะ” ลูเมี่ยนเอียงศีรษะอย่างผ่อนคลาย หันไปพูดกับลุดวิก “เห็นไหม อ่านหนังสือเยอะๆ เรียนเยอะๆ ก็มีประโยชน์สารพัด ตัวนายในอดีตคงคิดวิธีนี้ไม่ออกหรอก รู้จักแต่เรื่องกินๆๆ”
ลุดวิกไม่สนใจ ‘นักล่า’ รายนี้ ใช้ส้อมจิ้มเนื้อแกะเข้าปาก
“ทำยังไงดี ผมจะทำยังไงดี…” ลูกาโนพึมพำพลางลองใช้พลังของ ‘แพทย์’ กับตัวเอง เผื่อจะช่วยป้องกันโรคได้
ลูเมี่ยนขัดจังหวะ
“ไม่ต้องรีบร้อน แค่มีความเสี่ยงที่จะป่วยเท่านั้น ไว้ใกล้ๆ ติดเชื้อค่อยหนีออกไปก็ยังทัน”
เด็กหนุ่มพูดพลางลุกยืน เดินออกไปนอกห้องโดยสาร
“ท…ท่านจะไปไหน?” ลูกาโนหลุดปากถาม
ลูเมี่ยนล้วงสองมือใส่กระเป๋า ตอบยิ้มๆ
“ไปแจ้งเรื่องโรคบ้าให้ทางการทราบ”
ลูกาโนพูดไม่ออก ทำหน้าไม่ถูก ได้แต่มองลูเมี่ยนก้าวออกจากห้องโดยสาร ประหนึ่งเตรียมจะไปเดินเล่น
หลังจากลูเมี่ยนเข้าห้องน้ำบนตู้รถไฟ ก็ลงกลอนประตูมิดชิด แล้วกระตุ้นรอยประทับสีดำเพื่อ ‘ข้ามโลกวิญญาณ’ ทันที
ร่างของเด็กหนุ่มหายวับไป แล้วโผล่อีกครั้งในอพาร์ตเมนต์ 702 บ้านเลขที่ 9 ถนนโอโรเซ เขตหอรำลึก กรุงทรีอาร์
ขณะนี้ ทั้งฟรังก้าและจินนาต่างก็ยังไม่หลับ คนหนึ่งกำลังอ่านนิยาย อีกคนกำลังตรึกตรองหาความรู้มาป้อนกระต่ายเซียโซ
“ก…กลับมาทำไม?” ฟรังก้าตกใจ
เธอรู้สึกเหมือนเพิ่งส่งเจ้าหนูนี่ไปโรงเรียนตอนเช้า แล้วพอตกบ่าย ก็พบว่าอีกฝ่ายกลับมานั่งไขว่ห้างกินขนมดูทีวีในบ้านอย่างไรอย่างนั้น
ลูเมี่ยนมองฟรังก้าครู่หนึ่ง แล้วพูดพลางยิ้ม
“ไปเจอเหตุการณ์เหนือธรรมชาติมา อยากฝากช่องทางของคุณช่วยแจ้งกับทางการ ให้พวกเขาไปจัดการแทน”
“อ…อีกแล้ว? เจอเหตุการณ์เหนือธรรมชาติอีกแล้ว? คุณเป็นเครื่องตรวจจับหายนะทางศาสตร์เร้นลับรึไงเนี่ย!” ฟรังก้าอุทานด้วยความประหลาดใจปนขบขัน
จินนามองลูเมี่ยน ในใจกำลังคิดว่า ดีจริงๆ ที่ชายคนนี้ออกจากกรุงทรีอาร์
“ผมก็ไม่อยากสักหน่อย” ลูเมี่ยนยักไหล่อย่างจริงใจ
ฟรังก้าถอนหายใจยาว
“ที่ไหน? เกิดอะไรขึ้น?”
“เมืองดาเดล เขตฟอส แคว้นชายฝั่งบน…” ลูเมี่ยนเล่าสถานการณ์คร่าวๆ
โรคบ้าที่ติดต่อได้ ทำเอาทั้งฟรังก้ากับจินนาพากันหวาดหวั่น
ขณะเดียวกัน ฟรังก้ารำพันในใจ
007 จะมีปฏิกิริยาแบบไหนหลังจากได้รับ ‘ของขวัญ’ ชิ้นนี้กันนะ…
เขามักจะบอกให้เราออกไปจากเขตตลาด แต่พอออกไปจริงๆ ไม่เพียงแต่คดีเหนือธรรมชาติจากเขตอื่นๆ ของกรุงทรีอาร์จะกองอยู่บนโต๊ะเขา กระทั่งหายนะทางศาสตร์เร้นลับจากแคว้นอื่นๆ ของอินทิส ก็จะพุ่งเข้าหาเขาด้วย…
เห็นไหม ปัญหาต่างๆ ไม่ได้เกี่ยวกับเราสักหน่อย ต้นตอมันมาจากลูเมี่ยนต่างหาก!
โชคยังดี หมอนี่กำลังเดินทางไปยังราชอาณาจักรเฟเนพ็อต ถ้าในอนาคตเกิดคดีเหนือธรรมชาติอะไรอีก ก็คงไม่มารบกวน ‘007’ แล้ว คงไม่ถึงกับต้องขอความร่วมมือข้ามประเทศหรอกนะ…
หลังจากเล่าสถานการณ์ในเมืองดาเดลจบ ลูเมี่ยนไม่อยู่ต่อ รีบ ‘เทเลพอร์ต’ กลับไปยังห้องน้ำบนตู้โดยสารชั้นธุรกิจ
เด็กหนุ่มหมุนก๊อกน้ำ ล้างมืออย่างไม่รีบร้อน แล้วจึงเดินกลับห้องโดยสารเล็กๆ นั่น พูดกับลูกาโนว่า
“ทางการจะตอบสนองในอนาคตอันใกล้ เราเตรียมตัวออกเดินทางกันเถอะ”
ลูกาโนลุกยืนทันที
ขณะเดียวกัน ปิแยร์ที่สลบอยู่ก็เริ่มได้สติ สลัดบริกรของบาร์ผู้ทับร่างตน ให้ตกลงไปบนชานชาลา
ลูเมี่ยนมองเขา ยิ้มแล้วพูด
“พวกเราจะอยู่ที่นี่ต่อ เพื่อสืบหาต้นตอของโรคบ้า คุณบอกได้ไหมว่าใครคือผู้ป่วยรายแรก?”
“ใครนะ…” ปิแยร์มิได้เสียสติเหมือนเมื่อครั้งลงมือกับพวกลูเมี่ยน เพียงจมอยู่ในภวังค์ความคิดอย่างน่าประหลาด
……………………………………………………..