ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 508 ผู้ป่วยรายแรก
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 508 ผู้ป่วยรายแรก
ตอนที่ 508 ผู้ป่วยรายแรก
ลูกาโนผู้ฟังอยู่ มองไปทางลูเมี่ยนด้วยความสงสัย ไม่เข้าใจว่าทำไมคนที่เพิ่งบอกว่าเตรียมจะไป ถึงได้คุยกับปิแยร์อย่างเป็นกันเอง
อีกไม่นาน ผู้วิเศษทางการก็จะมาถึงแล้ว!
ยิ่งไปกว่านั้น ยิ่งรู้มากเท่าไร ก็ยิ่งถูกสืบสวนหนักขึ้นเท่านั้น หรืออาจไปกระตุ้นต้นตอของโรคบ้า ให้มาจัดการพวกเราทันทีเลยก็ได้!
ปิแยร์ใช้เวลานึกอยู่สิบกว่าวินาที ก่อนจะพูดอย่างไม่ค่อยแน่ใจ
“คนไข้รายแรก…ดูเหมือนจะเป็นแขกคนหนึ่ง ที่เช่าพักในบาร์ของเรา…”
“คนนอก?” ลูเมี่ยนถามต่ออย่างใจเย็น
เด็กหนุ่มแจ้งเรื่องโรคบ้าให้ผู้วิเศษทางการทราบผ่านฟรังก้าแล้ว และมีแผนจะ ‘เทเลพอร์ต’ ออกไปในภายหลัง ดังนั้น ความรีบเร่งจึงไม่เท่ากับตอนก่อนหน้า เขาเพียงอยากทำความเข้าใจโรคบ้าให้มากขึ้นก่อนจากไป เพื่อหาคำอธิบายที่สมเหตุสมผลให้กับจุดขัดแย้งต่างๆ
พฤติกรรมการรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ปัญหา ค้นหาเบาะแสและคำตอบเช่นนี้ คือหนึ่งในวิธีสวมบทบาทเป็น ‘นักวางแผน’ ในเมื่อลูเมี่ยนก็ว่างอยู่พอดี จึงถือโอกาสนี้ย่อยโอสถไปในตัว
ส่วนเรื่องมลทินที่อาจปนเปื้อนเพราะ ‘เข้าใจ’ เรื่องราว ลูเมี่ยนไม่ค่อยกังวลนัก
ข้อมูลเกี่ยวกับโรคบ้า จะไปเทียบกับข้อมูลสมบัติปิดผนึก ‘0-01’ ได้หรือ?
อีกอย่าง ขอเพียงไม่ได้เป็นบ้าคาที่ หลังจากนั้นก็ยังสามารถไปหาหัวหน้า ดูว่ามีวิธีแก้ไขหรือไม่!
ปิแยร์ครุ่นคิดอย่างงุนงงอยู่สองสามวินาที
“น่าจะใช่…ผมจำไม่ได้ว่าเธอชื่ออะไร และไม่รู้ว่าเธอมาจากไหน รู้แค่ว่าอยู่ดีๆ เธอก็เป็นบ้าขึ้นมา วิ่งลงจากโรงแรมชั้นบน เข้ามาในบาร์ เพื่อไล่กัดคน แถมยังเห่าหอนไปทั่วเหมือนสุนัข”
มีคนนอกได้รับเชื้อเข้ามา แล้วแพร่โรคบ้าไปทั่วเมืองดาเดล? แล้วทำไมถึงเกิดปรากฏการณ์ผิดปกติอย่าง ‘ชาวเมืองไม่คิดจะหนี’? หรือว่ามันคืออาการอย่างหนึ่งของโรคบ้า? ลูเมี่ยนถามอย่างครุ่นคิด
“เธอได้กัดใครไหม? ต่อมาเป็นยังไง?”
“ยังไม่ทันได้กัดใคร พวกเราก็จัดการเธอได้แล้ว จับตัวไว้ได้ แล้วส่งไปให้สถานีอนามัย” ปิแยร์นึกทบทวนพลางตอบ
ส่งไปสถานีอนามัย? ลูเมี่ยนพยักหน้าช้าๆ
“ผู้ป่วยโรคบ้ารายถัดมา คือคนของกรมอนามัยสินะ?”
“ใช่ ใช่!” คราวนี้ปิแยร์ตอบอย่างมั่นใจ
ลูเมี่ยนคิดสักครู่ แล้วเปลี่ยนเรื่องถาม
“แขกคนนั้นหน้าตาเป็นยังไง?”
“เป็นหญิงสาว…หน้าซีดๆ ไม่ค่อยมีชีวิตชีวา ดวงตาไม่มีประกาย หน้าตาเป็นยังไงแล้วนะ…ผ…ผมจำไม่ได้แล้ว…” ปิแยร์ยกมือขึ้นมาลูบศีรษะอย่างอดไม่ได้
ฟังถึงตรงนี้ ลูเมี่ยนเกิดสะกิดใจกับบางสิ่ง
ถ้าต้นตอของความผิดปกติทั้งหมดในเมืองดาเดล คือคนบ้าตัวจริง หลายๆ จุดขัดแย้งก็สามารถอธิบายได้!
เดิมที ตัวต้นเชื้อก็สติไม่สมประกอบอยู่แล้ว ย่อมมีสัญชาตญาณในการแพร่กระจายเชื้อบ้าในเชิงศาสตร์เร้นลับไปสู่คนรอบข้าง จึงไม่ได้สนใจว่าจะเป็นหมู่บ้านปิดตายหรือเมืองใหญ่ใจกลางเส้นทางคมนาคม
ขณะเดียวกัน ‘เธอ’ ยังได้รับอิทธิพลจากจิตใต้สำนึก เวลาแพร่กระจายเชื้อบ้าเหนือธรรมชาติจะต้องสอดแทรกการชี้นำชาวเมืองเอาไว้เสมอ เพื่อข่มขู่ไม่ให้ชาวเมืองหนีออกไป ปิดตายทุกช่องทางที่อาจทำให้ข่าวสารรั่วไหลออกไปภายนอก แต่เนื่องจากตัวเองมีสติไม่สมประกอบ จึงคิดไม่รอบคอบพอ ไม่ได้สั่งห้ามชาวเมืองไม่ให้พูดเรื่องโรคบ้ากับผู้โดยสารรถไฟไอน้ำ
แน่นอน อาจไม่ใช่เพราะคิดไม่รอบคอบ ลูเมี่ยนค่อนข้างเอนเอียงไปทางว่า นี่เป็นสัญชาตญาณของคนบ้า ที่ต้องการให้มีคนเข้ามาพัวพันกับเมืองดาเดลมากขึ้น เพื่อแพร่กระจายเชื้อบ้าเป็นวงกว้าง จนสุดท้ายก็เกิดความขัดแย้งกันเอง ด้านหนึ่งก็ห้ามไม่ให้คนที่รู้เรื่องหนีออกจากเมือง ห้ามขอความช่วยเหลือจากทางการ แต่อีกด้านหนึ่ง กลับไม่ได้ห้ามชาวเมืองพูดคุยเรื่องโรคบ้ากับนักเดินทาง
นี่เป็นวิธีแพร่กระจายเชื้อบ้าที่ค่อนข้างปลอดภัย แม้จะถูกจำกัดวงให้แคบลงก็ตาม หากผู้โดยสารคนใดได้ฟังเรื่องโรคบ้า ก็เท่ากับว่าได้เข้าใกล้ต้นตอของโรคระบาด อย่างเช่นลูกาโน ผู้มีดวงชะตาเปลี่ยนไป เพิ่มโอกาสในการป่วยเป็นโรคบ้า ไม่เพียงเท่านั้น ก่อนหน้านี้ ทั้งเขาและลูเมี่ยนก็แทบไม่คิดถึงการหนีเลย ยิ่งพูดคุยก็ยิ่งคิดวกวน จนอยากเข้าไปสืบหาต้นตอในเมืองดาเดล
นี่คืออาการเริ่มต้นเมื่อได้รับเชื้อบ้า ความคิดจะถูกชี้นำโดยไม่รู้ตัว
พอลองมานึกดู ลูเมี่ยนสงสัยว่าหญิงสาวคนนั้น อาจเป็นผู้รอดชีวิตจากหมู่บ้านที่ ‘ถูกลบ’ ไปก่อนหน้า เป็นบุคคลติดเชื้อ ผู้หลบหนีการกวาดล้างของทางการมาได้
เธอผสมความทรงจำในเหตุการณ์ดังกล่าวเข้ากับเชื้อบ้า แล้วแพร่กระจายออกไป ดังนั้น ชาวเมืองดาเดลจึงได้ทราบข่าวว่า เคยมีหมู่บ้านแห่งหนึ่งเกิดโรคระบาดคล้ายกันมาก่อน จนถูกทางการกวาดล้างไป
เพราะโดยปกติแล้ว ชาวเมืองไม่มีสิทธิ์ได้ฟังข่าวแบบนี้ และไม่มีช่องทางในการเข้าถึงข้อมูล!
เมื่อได้ข้อสันนิษฐานเบื้องต้น ลูเมี่ยนมองสำรวจปิแยร์กับบริกรบาร์คนนั้น แล้วถามด้วยรอยยิ้ม
“หมู่บ้านที่พวกคุณเล่าให้ฟัง ที่ถูกทางการทำลายเพราะติดโรคบ้านั้น อยู่แถวไหนหรือ?”
“ด…ดูเหมือนจะอยู่ที่ใดสักแห่งในแคว้นโฮนาซิสบน…” ปิแยร์นึกทบทวนข่าวลือที่ตนเคยได้ยิน
แคว้นโฮนาซิสบน…อยู่ไกลจากแคว้นชายฝั่งบนพอสมควร แถมยังไม่มีรถไฟไอน้ำตรงไปด้วย ต้องไปเปลี่ยนแถวๆ แคว้นฝั่งตะวันตกของทะเลกลางสองสามแคว้น หรือไม่ก็กรุงทรีอาร์…พวกชาวบ้านที่แทบไม่เคยออกจากเมืองดาเดลเลย ไปได้ยินข่าวลือนี้มาจากไหน? มีกวีเร่ร่อนหรือผู้โดยสารจากแคว้นโฮนาซิสบนผ่านมาหรือไง? ยิ่งลูเมี่ยนคิด ก็ยิ่งเอนเอียงไปทางข้อสันนิษฐานเมื่อครู่
เด็กหนุ่มเลิกถาม แต่พูดหยั่งเชิงปิแยร์
“โรคบ้านี้มีคุณค่าในการวิจัยมาก พวกเราจะเข้าไปในเมืองดาเดลเพื่อสืบสวนหาต้นตอ พยายามรักษาพวกคุณให้หาย”
“แต่มันต้องใช้เวลาเตรียมตัวสักพัก และตอนนี้ก็ดึกมากแล้ว”
“พอฟ้าสาง พวกเราจะเข้าไปในเมืองดาเดล และจะไม่กลับจนกว่าจะแก้ปัญหาได้”
ลูเมี่ยนเน้นย้ำสองประเด็นคือ ‘จะเข้าไปในเมืองดาเดล’ และ ‘จะไม่กลับชั่วคราว’ ซ้ำๆ เพื่อหยั่งเชิงปิแยร์กับบริกรในบาร์
สีหน้าของทั้งคู่เปลี่ยนไปหลายครั้ง แต่ไม่ได้คลุ้มคลั่งเหมือนก่อนหน้า
ผ่านไปสองสามวินาที ปิแยร์พูดด้วยสีหน้าวิงวอน
“พรุ่งนี้พวกคุณต้องมาที่เมืองให้ได้นะ!”
“ไม่มีปัญหา” ลูเมี่ยนตอบพร้อมรอยยิ้ม
ตอนนี้เด็กหนุ่มยิ่งมั่นใจว่า เชื้อบ้าและการชักนำจิตใจที่ชาวเมืองได้รับ เกิดจากพลัง ‘โดยสัญชาตญาณ’ ของต้นตอ ไม่มีกลไกรับมือกับการเปลี่ยนแปลง ขอเพียงพวกเขาไม่ไปแตะต้องจุดสำคัญ หรือสามารถทำตัวไหลไปตามน้ำ ก็จะตบตาต้นตอของเชื้อบ้าได้อย่างแนบเนียน
เมื่อเห็นปิแยร์กับบริกร เตรียมจะเดินไปทางหน้าต่างอื่นๆ ของรถไฟไอน้ำ ลูเมี่ยนเรียกรั้งพวกเขาไว้
“เดี๋ยวก่อน”
หลังจากทั้งสองคนสะดุ้งตกใจหันกลับมา ลูเมี่ยนก็ชี้ไปทางโต๊ะระหว่างโซฟาสองตัว
“พวกคุณเก็บจานชามกลับไปด้วย”
ปิแยร์กับบริกร มองไปโต๊ะอาหารด้วยสายตางุนงง พบว่ามีแต่จานเปล่าเต็มไปหมด เหลือเพียงกระดูกและเศษอาหาร
กินหมดแล้ว? คนเสิร์ฟอาหารยังไม่ทันจะกลับเลย!
แม้ปิแยร์กับบริกรจะรู้ตัวดี ว่าพวกตนต้องอยู่นานกว่าปกติเพราะโรคบ้า แต่ก็ยังมองว่าไม่สมจริงอยู่ดี
กินเร็วขนาดนี้เชียว?
เลี้ยงสิงโตไว้สามตัวหรือไง?
เอิ้ก…เด็กชายลุดวิกหยิบผ้าเช็ดปากขึ้นมาเช็ด สีหน้าดูอิ่มเอมใจมาก
เมื่อสองชาวเมืองเก็บจานชาม หยิบกล่องอาหาร แล้วออกจากชานชาลา ลูเมี่ยนก็หันไปยิ้มให้ลูกาโน ผู้กำลังยืนมอง
“อยู่ต่ออีกสักหน่อยเถอะ ไม่ต้องรีบนักหรอก”
ทำไมถึงไม่ต้องรีบ? ถ้าพอผู้วิเศษทางการมาถึงแล้ว จะฉวยโอกาสหนียังไง? จิตใจของลูกาโนเหมือนถูกแผดเผา
ลูเมี่ยนสังเกตท่าทีของเขา พลางรำพันเงียบงัน
ดูยังไงก็เหมือนกับผู้วิเศษเถื่อนลำดับต่ำที่ความรู้น้อยทั่วไป…ไม่ได้แสดงความพิเศษแบบลุดวิกเลย…หรือเขาจะเป็นแค่ผู้วิเศษเถื่อนธรรมดาๆ ที่รับงานจากเราจริงๆ?
ขณะเดียวกัน ลูเมี่ยนรวมสมาธิ มองอ่านชะตาลูกาโนอีกครั้ง พบว่าร่องรอยสีเขียวอมเหลืองหายไปแล้ว ไม่มีเคราะห์ร้ายถึงตาย
กล่าวคือ ‘แพทย์’ รายนี้ไม่มีโอกาสติดโรคบ้าแล้ว อีกทั้งยังจะไม่ถูกลากเข้าไปพัวพันกับ ‘ปฏิบัติการ’ ของทางการเพื่อกวาดล้างความผิดปกติในเมืองดาเดล
ผ่านไปสักพัก ลูเมี่ยนได้ยินเสียงดังอึกทึกครึกโครม แลเห็นความมืดด้านนอกสว่างขึ้นกะทันหัน
เป็นแสงไฟ ส่องลงมาจากท้องฟ้า
ลูเมี่ยนเงยหน้าขึ้นมอง เห็นเงาขนาดมหึมาสองเงา กำลังลอยอยู่ท่ามกลางความมืด
มันคือเรือเหาะสองลำ ทาสีเทาเข้ม ใบพัดหมุนบ้าคลั่ง
พวกมันเล็กกว่าลำที่ลูเมี่ยนเคยเห็นในกรุงทรีอาร์ แสงไฟเริ่มรวมตัวในจุดเดียว ส่องลงมาจากด้านหน้าค่อนไปทางล่างของลำเรือ ปลายแสงสาดทอดลงบนริมขอบเมืองดาเดล
ขณะเดียวกัน เสียงเห่าหอนของสุนัขจำนวนมาก ดังระงมอีกครั้งภายในเมือง คล้ายกับหลายๆ จุดเริ่มมีความเคลื่อนไหว
ทางการประจำเขตฟอสมาถึงแล้ว? ลูเมี่ยนถอนสายตากลับ รอคอยผลลัพธ์
ภายในเมืองเต็มไปด้วยเสียงตะโกน เสียงร้อง เสียงปืน และสารพัดแสงสว่าง โดยเฉพาะแสงคล้ายแสงอาทิตย์ กินเวลาเกือบหนึ่งชั่วโมงก่อนจะสงบลงอย่างสมบูรณ์
ไม่นานนัก ตำรวจกลุ่มหนึ่งเริ่มเข้ามาในห้องโดยสาร สอบถามรายละเอียดการติดต่อกับชาวเมืองดาเดลจากพวกลูเมี่ยน ผู้แปลงโฉมและถือบัตรประจำตัวปลอม
ลูเมี่ยนไม่ได้พูดเรื่องโรคบ้า แต่บอกความจริงในเรื่องอื่นทั้งหมด
เด็กหนุ่มเตรียมพร้อมตลอดเวลา สำหรับการ ‘เทเลพอร์ต’ พาลูกาโนกับลุดวิกหนีไป
หลังจากตำรวจบันทึก ตรวจสอบตั๋วรถไฟ และบัตรประจำตัวแล้ว พวกเขาก็ออกไปจากโบกี้รถไฟ
ลูเมี่ยนรอคอยอย่างอดทน จนกระทั่งฟ้าสาง ทีมตำรวจจึงกลับมาพร้อมสัญญาสามฉบับ ขอให้พวกเขาลงนาม
เนื้อหาของสัญญาระบุว่า เหตุการณ์เมื่อคืนเป็นปฏิบัติการพิเศษทางทหาร ทุกคนต้องเก็บความลับให้มิดชิด ห้ามเปิดเผยออกสู่ภายนอกโดยเด็ดขาด
มันนับเรื่องที่เราเปิดเผยก่อนลงนามไหมนะ? ลูเมี่ยนหัวเราะในใจ แล้วเขียนชื่อปลอมลงไปอย่างไม่ลังเล
ตัวตนปลอมนี้เพิ่งเริ่มใช้ ยังไม่มีความเชื่อมโยงทางศาสตร์เร้นลับใดๆ
เมื่อตำรวจเดินออกจากโบกี้รถไฟ ลูเมี่ยน ผู้อยากลองสัมผัสกระบวนการของทางการกับตัวเองสักครั้ง เตรียมจับไหล่ของลูกาโนกับลุดวิกเอาไว้ตลอดเวลา เพื่อให้ ‘เทเลพอร์ต’ หนีได้ทันการ
เด็กหนุ่มยังไม่มั่นใจว่า สัญญาที่ลงนามด้วยชื่อปลอมจะถูกตรวจพบหรือไม่ จึงต้องหลีกเลี่ยงความเสี่ยงแฝง
ทันใดนั้น ลูเมี่ยนเห็นร่างสูงใหญ่โผล่จากด้านหลังลูกาโน
ไม่ใช่ใครนอกจากผู้ส่งสารของเขาเอง ‘ผู้สำนึกบาป’ บายินเฟล ที่มีสภาพไม่ต่างจากศพไหม้ สวมเสื้อคลุมยาวสีเข้มของนักบวช ตามร่างกายมีเพลิงสีดำลุกไหม้ประปราย
บายินเฟลส่งจดหมายพับหนึ่งฉบับลอยมาหาลูเมี่ยน
ลูกาโนตกใจเมื่อเห็นกระดาษโผล่ออกจากความว่างเปล่า เหลียวมองไปด้านหลังโดยไม่รู้ตัว ส่วนลูเมี่ยนเปิดจดหมายแล้วกวาดตาอ่านเนื้อหา
“จากข้อมูลในมือฉัน นี่คงเป็นฝีมือของสมบัติปิดผนึกที่หลุดออกมา”
“สมบัติปิดผนึกชิ้นนั้นมีรูปลักษณ์เป็นหญิงสาว ปรากฏตัวครั้งแรกในโศกนาฏกรรมแคว้นโฮนาซิสบน ในยามปกติจะไม่มีพิษภัย เพียงแต่ดูไร้ชีวิตชีวา ซีดขาว และเลื่อนลอย แต่หากเกิดเสียสติเมื่อไร เธอจะทำให้คนรอบข้างค่อยๆ ติดเชื้อบ้าเหมือนตัวเอง โดยไม่มีรูปแบบการแพร่เชื้อที่ชัดเจน”
“ในแต่ละครั้งของการเสียสติ สภาวะของเธออาจไม่เหมือนเดิม อาการของโรคบ้าก็เช่นกัน”
“แม้ในสภาวะปกติ เธอจะดูเลื่อนลอยราวกับวิญญาณไร้สติ เคลื่อนไหวด้วยสัญชาตญาณ แต่เธอมีพลังคล้ายคำสาป ถ้าบอกว่าใครต้องตาย คนนั้นก็จะตาย…”
……………………………………………………..