ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 513 ความกังวล
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 513 ความกังวล
ตอนที่ 513 ความกังวล
เมื่อได้ยินคำตอบของฟิลิปโป สายตาของโกเชียที่มองเขา แปรเปลี่ยนเป็นเร่าร้อนทันที ความชื่นชมเอ่อล้นออกมาทางสีหน้า
หนีไปแล้ว? มุมปากของลูเมี่ยนขยับเล็กน้อย เขาไม่รู้ควรวิจารณ์การกระทำของ ‘หมึกยักษ์นิลกาฬ’ ที่หันหัวกลับโดยไม่ลังเล ดำดิ่งลงไปใต้ทะเลอีกครั้งอย่างไรดี
เรื่องนี้เกินความคาดหมายไปมาก จนเด็กหนุ่มถึงกับตอบสนองไม่ถูกไปสักพัก
เรือดำน้ำสุดเจ๋งสุดอัศจรรย์ถึงเพียงนั้น โจรสลัดค่าหัวสูงลิบถึงเพียงนั้น กลับไม่ลองยิงปืนโจมตีสักนัดก่อน แต่เลือกเผ่นหนีหางจุกก้นไปด้วยความลนลาน?
ถ้ามีความกล้าแค่นี้ จะผันตัวมาเป็นโจรสลัดทำไม?
มีค่าหัว 250,000 เฟลคินได้ยังไง? ฉายาสุดป่าเถื่อน ‘จอมฉีกกระดูก’ มาจากไหน? ต่อไปอย่าออกทะเลอีกเลย!
หลังจากด่าในใจตามความเคยชิน ลูเมี่ยนก็เริ่มไตร่ตรองอย่างจริงจัง ว่าทำไม ‘จอมฉีกกระดูก’ โรเลอร์ถึงสั่งให้ ‘หมึกยักษ์นิลกาฬ’ หันหัวหนีไป โดยยังไม่ทันจะโผล่หน้ามาทักทาย
“ถ้าเรากระตุ้นออร่าตกค้างของ ‘จักรพรรดิโลหิต’ ก็ว่าไปอย่าง แบบนั้นค่อยมีเหตุผลในการหนี แต่เมื่อครู่มันอะไร?”
“อย่าบอกนะว่า ทางนั้นเพิ่งรู้ตัวว่าเลือกเป้าหมายผิด ‘สกุณาโบยบิน’ ไม่ใช่เรือพาณิชย์ที่ต้องการปล้น ก็เลยรีบไปดักเป้าหมายที่แท้จริง?”
“หรือว่าพวกเขามีลางสังหรณ์บางอย่าง หยั่งรู้ว่าถ้าลงมือปล้นเรือ ผลลัพธ์อาจจะค่อนข้างเลวร้าย?”
“แต่ถ้าเป็นเส้นทางที่ชำนาญการพยากรณ์หรือทำนายจริง ก็ควรยืนยันได้แต่แรกว่าไม่ควรมา ไม่มีเหตุผลให้ต้องพาตัวเองมาขายขี้หน้าต่อหน้าประชาชีจำนวนมาก ด้วยการแสดงให้เห็นว่า เรือดำน้ำถอยหลังกลางทะเลเป็นอย่างไร…”
“ลางสังหรณ์อันตราย? แต่ถ้ายังไม่ได้เริ่มกระทบกระทั่งกัน ลางสังหรณ์อันตรายของ ‘นักล่า’ ก็ไม่ควรร้องเตือนเร่งด่วนขนาดนั้น…”
คิดถึงตรงนี้ ลูเมี่ยนฉุกคิดถึงบางลำดับในบางเส้นทางทันที ลำดับนี้เคยทำให้เขาต้องระแวงอยู่นาน
ลำดับ 6 ‘ปีศาจ’ แห่งเส้นทาง ‘อาชญากร’!
ผู้วิเศษในลำดับนี้ มีพลังพิเศษอย่างหนึ่งเรียกว่า ‘การหยั่งรู้เจตนาร้าย’
หากมีใครสามารถคุกคามชีวิตพวกเขาได้ในช่วงเวลาหนึ่ง และเริ่มดำเนินแผนการแล้ว โดยที่ทั้งสองฝ่ายอยู่ห่างกันในระยะเพียงพอต่อการลงมือ ผู้วิเศษลำดับนี้จะรับรู้ได้ล่วงหน้า และทราบว่าอันตรายมาจากที่ใด จากใคร
“‘จอมฉีกกระดูก’ โรเลอร์เป็น ‘ปีศาจ’ งั้นหรือ? ฉายากับวิธีลงมือก็ดูจะเข้าเค้า…”
“เมื่อสักครู่ ขณะเรากำลังวางแผนล่าเขา โดยตั้งใจว่าพอเห็นตัวก็จะ ‘เทเลพอร์ต’ ไปเล่นงานทันที อีกฝ่ายรับรู้ถึงเจตนาร้ายของเราได้ รวมถึงยืนยันระดับความอันตราย จึงตัดสินใจรีบเผ่นหนี?”
“ฮัลโหล…นายเป็น ‘ปีศาจ’ ไม่ใช่หรือไง? เผ่นหนีโดยไม่สู้เนี่ยนะ? ทางนี้ยังไม่มั่นใจเลยแท้ๆ ว่าจะงัดกับ ‘ปีศาจ’ ไหว แถมนายยังอยู่บนเรือแปรธาตุของตัวเอง รอบตัวก็เต็มไปด้วยลูกน้อง ตัวนายเองก็คงไม่ขาดสมบัติวิเศษ ทำไมถึงได้ขี้ขลาดนักล่ะ?”
“แผนในหัวเรามีโอกาสประสบความสำเร็จสูงมาก ถึงขนาดว่าโรเลอร์ประเมินแล้วว่า ระดับอันตรายสูงเกินไปจนตนรับมือไม่ไหว จึงไม่คิดเสี่ยง เลือกวิธีปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูง อย่างการเผ่นหนี?” ยิ่งลูเมี่ยนครุ่นคิด ก็ยิ่งพบว่าข้อสันนิษฐานนี้ใกล้เคียงความจริง
มันยังทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกขบขันด้วย
ว่ากันตามตรง แผนของเขาเมื่อครู่ยังเลื่อนลอยอยู่พอสมควร ขาดการคำนึงถึงลำดับของ ‘จอมฉีกกระดูก’ ขาดการคำนึงถึงฝีมือของโจรสลัดรอบข้าง มิหนำซ้ำ เขายังไม่ได้คิดด้วยซ้ำว่าจะใช้ ‘ขวดเสกสรร’ อย่างไร เพื่อดึงโรเลอร์เข้าสู่สังเวียนดวลตัวต่อตัว เพราะต้องอาศัยการสังเกต ‘หมึกยักษ์นิลกาฬ’ เพิ่มเติมเพื่อตัดสินใจ
‘นักล่า’ ไม่จำเป็นต้องปรี่เข้าหาศัตรูเป็นคนแรกเสมอไป บางครั้งอาจเผยตัวเป็นคนสุดท้าย โดยมีหน้าที่เพียงการเก็บเกี่ยว
แต่ลำพังแผนการง่ายๆ แบบนี้ ผนวกกับเจตนาร้ายของเขาเอง ก็ทำให้ ‘ปีศาจ’ ขวัญหนีดีฝ่อได้แล้วหรือ?
ลูเมี่ยนสงสัยว่า โรเลอร์อาจไม่ได้ตระหนักถึงแผนการของตน เพียงแต่บนตัวเขาเต็มไปด้วยหลายสิ่ง โดยทั้งหมดล้วนมีศักดิ์สูง ไม่ว่าจะสำแดงพลังได้จริงหรือไม่ก็ตาม เช่น เทวทูตแห่งชะตากรรม, ออร่าของ ‘จักรพรรดิโลหิต’, ตราผนึกของ ‘มิสเตอร์ฟูล’, มลทินเล็กๆ จาก ‘0-01’ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ผสานเข้ากับแผนการที่ลงมือทำจริงได้ ผสานเข้ากับเจตนาร้ายอันแน่วแน่ จนปลุกเร้าความหวาดผวาในตัว ‘จอมฉีกกระดูก’ อย่างแรงกล้า จนเขารู้สึกว่าอันตรายที่กำลังจะมาเยือน มีระดับสูงเกินกว่าจะรับมือไหว จึงเกิดเหตุการณ์เมื่อครู่ขึ้น
พวก ‘ปีศาจ’ ขี้ขลาดกันขนาดนี้เชียว? ลูเมี่ยนด่าในใจอย่างไร้เสียง แล้วออกจากดาดฟ้าด้วยความรู้สึกผิดหวัง กลับไปยังห้องเฟิร์สคลาสหมายเลข 5
เวลานี้ บริกรส่วนตัวได้นำอาหารกลางวันมาส่งแล้ว ลุดวิกกำลังสนใจเพียงอาหารเอร็ดอร่อย ส่วนลูกาโนเดินวนเวียนอยู่แถวหน้าต่างด้วยสีหน้าตื่นเต้น
เห็นลูเมี่ยนกลับมา ‘แพทย์’ คนนี้ก็พูดอย่างตื่นเต้น
“เมื่อครู่มีโจรสลัดตัวเป้งโผล่มาด้วยครับ! ‘จอมฉีกกระดูก’ โรเลอร์! มือขวาคนสำคัญของ ‘พลเรือเอกทะเลลึก’ ฮาล·คอนสแตนติน เขามาด้วย ‘หมึกยักษ์นิลกาฬ’ คุณ…ท่านเคยได้ยินชื่อ ‘หมึกยักษ์นิลกาฬ’ ไหมครับ? มันคือเรือวิเศษ สามารถดำลงใต้ทะเลลึกได้ด้วย!”
“เพิ่งได้ยินคนเล่าที่บาร์เมื่อคืนนี้เอง” ลูเมี่ยนตอบอย่างซื่อตรง
ก่อนหน้านี้ เด็กหนุ่มแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับ ‘พลเรือเอกทะเลลึก’ และกลุ่มโจรสลัดของเขาเลย ทราบเพียงว่ามีพลเรือโจรสลัดชื่อนี้อยู่ เพราะฮาล·คอนสแตนตินค่อนข้างเก็บตัวเงียบ แทบไม่ปรากฏในหนังสือพิมพ์หรือนิตยสารบันทึกเรื่องราวทางทะเล กระทั่งในนิยายชุด ‘นักผจญภัยผู้ยิ่งใหญ่’ ก็ปรากฏเพียงฉายาและชื่อ เป็นแค่ตัวละครประกอบที่แทบไม่มีเส้นเรื่องของตัวเอง
ลูกาโนไม่เก็บซ่อนอารมณ์
“ผมเพิ่งเคยเห็นเรือโจรสลัดสุดวิเศษลำนั้นกับตาตัวเอง มันโผล่จากใต้ทะเลจริงๆ แถมยังบานออกได้เหมือนดอกไม้ด้วย!”
“ทีแรกผมนึกว่าเราต้องปะทะกับ ‘จอมฉีกกระดูก’ เสียแล้ว จนต้องอาศัยพลังเทเลพอร์ตของคุณเพื่อหลบหนี ใครจะไปคิดว่า ‘หมึกยักษ์นิลกาฬ’ แค่สังเกตการณ์อยู่สิบกว่าวินาที ก็เลือกที่จะจากไป”
สิบกว่าวินาที? นายประเมินค่า ‘จอมฉีกกระดูก’ สูงไปหน่อยกระมัง? แค่ไม่กี่วินาทีเท่านั้นแหละ! ลูเมี่ยนแย้งลูกาโนในใจ
ลูกาโนพูดต่อ
“เมื่อช่วงเช้า ผมมีโอกาสได้คุยเล่นกับลูกเรือหลายคน พวกเขาเล่าว่า หัวหน้าฝ่ายรักษาความปลอดภัยของ ‘สกุณาโบยบิน’ คืออดีตทหารเรือฝีมือดี รู้จักกับโจรสลัดตัวเป้งหลายคน ทีแรกก็นึกว่าแค่ราคาคุย แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่า หัวหน้าฝ่ายรักษาความปลอดภัยของเรือเราจะไม่ธรรมดาจริงๆ คงสนิทกับโจรสลัดใหญ่อย่างที่พูด ‘จอมฉีกกระดูก’ โรเลอร์ถึงไม่กล้าปล้น ‘สกุณาโบยบิน’!”
“อาฮะ” ลูเมี่ยนเห็นด้วย
ฉีก…ลุดวิกฉีกหนังกับเนื้อชุ่มน้ำมันออกจากน่องเป็ด
ลูเมี่ยนเหลือบมองเด็กชาย ผู้กำลังจดจ่อกับอาหาร แล้วก็ผุดความคิดใหม่ขึ้นมา
เจตนาร้ายและอันตรายที่ ‘จอมฉีกกระดูก’ โรเลอร์รับรู้ได้ อาจไม่ได้มีแค่อย่างเดียว ไม่ได้มาจากเราคนเดียว?
พอลุดวิกได้ยินคำว่า ‘ฉีกกระดูก’ เขาอาจจะเริ่มน้ำลายไหลแล้วก็ได้…
แต่ว่านะ เจ้าท้องไร้ก้นเดินได้คนนี้ ค่อนข้างคล้ายคลึงกับเรา ถึงภายนอกจะดูน่าเกรงขาม แต่ฝีมือจริงๆ ไม่ได้สอดรับกับความน่าเกรงขามนั่นเลย…
…………
เพื่อเฉลิมฉลองที่ ‘สกุณาโบยบิน’ ไม่ถูก ‘หมึกยักษ์นิลกาฬ’ ปล้น ในช่วงเย็น กัปตันได้จัดงานปาร์ตี้บนดาดฟ้าเรือ มีการแสดงของตัวตลก นักมายากล และนักฝึกสัตว์ เลี้ยงเบียร์คนละสามแก้ว
บาร์ชั้นสามในยามดึกยิ่งคึกคักเป็นพิเศษ ฟิลิปโปกำลังกลายเป็นจุดสนใจ ถูกบรรดาผู้โดยสารล้อมหน้าล้อมหลัง ผลัดกันชมเชยเขาพร้อมกับเลี้ยงเหล้า
พวกเขาต่างขอบคุณหัวหน้าฝ่ายรักษาความปลอดภัยคนนี้ ที่อาศัยความสัมพันธ์กับ ‘จอมฉีกกระดูก’ โรเลอร์ เกลี้ยกล่อมให้โจรสลัดตัวเป้งนั่นยอมจากไป ป้องกันมิให้ผู้โดยสารบน ‘สกุณาโบยบิน’ ต้องประสบชะตากรรมอันเลวร้าย
ลูเมี่ยนนั่งตรงเคาน์เตอร์บาร์ จิบแลงติร้อนแรง พูดคุยเรื่อยเปื่อยกับบาร์เทนเดอร์ฟรานเชสโก แต่หางตาแอบเหล่มองใบหน้าของฟิลิปโปผ่านๆ จึงสังเกตเห็นว่า ใต้รอยยิ้มเจ้าชู้ของชายวัยกลางคนผมทองตาสีฟ้าคนนี้ ซ่อนความกังวลและความหนักใจที่ปิดบังไม่มิด
กล่าวคือ ความจริงแล้วเขาไม่ได้กำลังมีความสุขนัก
อา…ยืนยันได้แล้วว่า คนที่ขู่ ‘หมึกยักษ์นิลกาฬ’ จนขวัญหนีดีฝ่อไม่ใช่เขา…หึ…นับว่ายังพอมีสติอยู่บ้าง อย่างน้อยก็รู้ว่าเมื่อหายนะใหญ่ที่กำลังเข้าประชิดเรือ เกิดเผ่นหนีไปเองอย่างผิดวิสัย มันมิใช่เรื่องน่ายินดีแต่อย่างใด แต่มักหมายความว่า มีปัญหาใหญ่กว่าซุกซ่อนอยู่บนเรือของคุณ…ลูเมี่ยนหัวเราะเงียบงันในใจ แล้วถอนสายกลับมา คุยกับบาร์เทนเดอร์ฟรานเชสโกต่อ เกี่ยวกับหญิงงามในชั้นสาม
ผ่านไปเกือบหนึ่งชั่วโมง ฟิลิปโปแทรกตัวออกจากกลุ่มคนเมามาย พาโกเชียคนรักมานั่งข้างๆ ลูเมี่ยน
เขาเคาะโต๊ะ สั่งเบียร์สีทองอร่าม แล้วกล่าวอย่างเป็นกันเอง
“นึกไม่ถึงว่าคุณจะชอบดื่มในที่แบบนี้ ทั้งเสียงดังและวุ่นวาย”
“สาวๆ ชั้นสามกระตือรือร้นกว่าเฟิร์สคลาสน่ะ” ลูเมี่ยนพอจะเดาได้ว่า เหตุใดฟิลิปโปถึงมาหาตน แต่ก็ไม่ได้ถามออกไป
ฟิลิปโปหัวเราะ
“ก็จริงของคุณ”
เขาถามผ่านๆ
“ตอนที่ ‘หมึกยักษ์นิลกาฬ’ โผล่มา คุณทำอะไรหรือเปล่า?”
“คุณลืมไปแล้ว? ตอนนั้นผมก็อยู่ไม่ห่างจากคุณนัก ดูไม่ออกหรือว่าผมทำอะไร ไม่ได้ทำอะไร?” ลูเมี่ยนตอบอย่างเถรตรง
ฟิลิปโปพยักหน้าแผ่วเบา ไม่ได้ถามต่อ
ลูเมี่ยนจิบเหล้า แล้วถามกลับพร้อมรอยยิ้ม
“คุณกำลังสงสัยว่าบนเรือมีปัญหาใหญ่ ที่ทำให้ปัญหาเล็กๆ นั่นตกใจหนีไป?”
ฟิลิปโปเอียงศีรษะ มองลูเมี่ยนครู่หนึ่ง ไม่ค่อยแปลกใจกับความคิดของเด็กหนุ่ม
“พวกคุณคุยอะไรกันน่ะ?” โกเชีย ผู้เริ่มเมามาย จับประเด็นการสนทนาของสองบุรุษไม่ค่อยได้
ต่างฝ่ายต่างพูดยังกับกำลังทิ้งปริศนา
“ผมตรึกตรองมาทั้งวัน คำอธิบายนี้สมเหตุสมผลที่สุดแล้ว” ฟิลิปโปไม่สนใจคำถามของคนรักเลย
ลูเมี่ยนถามอย่างสนใจ
“แล้วคุณสงสัยใคร”
ตั้งแต่บ่ายวาน จนถึงเที่ยงวันนี้ หัวหน้าฝ่ายรักษาความปลอดภัยคงไล่ตักเตือนผู้คนมาไม่น้อย
ฟิลิปโปวางแก้วเบียร์ลง ยกมือขึ้นนวดขมับ
หลังจากครุ่นคิดสักพัก เขาก็คลี่ยิ้ม
“ทีแรกผมคิดจะบอกคุณ แต่ตอนนี้รู้สึกว่าไม่จำเป็นแล้ว”
“ทำไมล่ะ?” ลูเมี่ยนถามต่อด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ฟิลิปโปจิบเบียร์อีกอึก แล้วหัวเราะในคอ
“ขอเพียงปัญหาใหญ่นั่นไม่ปะทุบนเรือ สำหรับผมแล้ว มันก็ไม่ใช่ปัญหา”
“ก็อย่างที่คุณเห็น มันไม่ได้แสดงตัว เอาแต่ซุ่มซ่อนมิดชิด หมายความว่าเป้าหมายของมันอาจมีเพียง เดินทางไปยังหมู่เกาะหรือท่าเรือซานตาอย่างราบรื่น”
พูดถึงตรงนี้ ฟิลิปโปเริ่มมีอารมณ์ร่วม เล่าอย่างมีประสบการณ์
“ในหลายครั้ง หากพบเห็นสิ่งผิดปกติ คนเราไม่จำเป็นต้องเข้าไปยุ่ง ไม่ต้องดิ้นรนสืบหาความจริง ทางออกที่ดีที่สุดคือ แสร้งทำเป็นไม่เห็นมัน อดทนรอให้สิ่งผิดปกติจากไปเอง”
“สิ่งผิดปกติที่ยังไม่ปะทุ ไม่นับว่าผิดปกติ การสืบสวนหรือซักไซ้อาจยิ่งไปกระตุ้นมัน ทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงโดยไม่จำเป็น ไปเร่งให้เกิดหายนะโดยใช่เหตุ”
“ขอเพียงสิ่งผิดปกตินั้นยังไม่ทำตัวเป็นภัยต่อเรา ก็จงซ่อนความเกรงกลัวเอาไว้ อย่าไปยั่วยุเป็นอันขาด ด้วยหลักคิดเหล่านี้ ผมถึงยังมีชีวิตอยู่บนทะเลได้จวบจนปัจจุบัน”
“ญาติคนหนึ่งของผมเคยบอกว่า ในบางเหตุการณ์ คนตาบอด หูหนวก เป็นใบ้ จมูกตัน จะมีโอกาสรอดชีวิตมากกว่า”
ฟิลิปโปยิ้ม ยื่นมือขวาออกมา
“คุณคิดได้แบบนี้ ผมก็สบายใจ”
เขาเข้ามาชวนลูเมี่ยนคุยก็ด้วยเหตุผลนี้ เพียงต้องการตักเตือนเด็กหนุ่มผู้ใช้ตัวตนปลอมว่า อย่าได้อยากรู้อยากเห็นเป็นอันขาด อย่าพยายามสืบหาต้นตอของปัญหาใหญ่ที่ซุกซ่อนอยู่บนเรือ
เพราะนั่นอาจทำให้ทุกคนบนเรือพลอยเดือดร้อนไปด้วย!
ลูเมี่ยน ผู้เข้าใจความนัยของฟิลิปโป เลิกคิ้วอย่างอดไม่ได้
เขาพูดแบบนี้ แสดงว่าบนเรือยังมีปัญหาใหญ่อื่นอยู่อีก?
……………………………………………………..