ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 514 คลื่นยักษ์
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 514 คลื่นยักษ์
ตอนที่ 514 คลื่นยักษ์
ลูเมี่ยนลองไตร่ตรองดูอีกครั้ง และเริ่มคิดว่าอาจไม่มีปัญหาใหญ่อื่นอีก
พอได้เห็นท่าทีของ ‘จอมฉีกกระดูก’ โรเลอร์ ฟิลิปโปก็เชื่อทันทีว่าบนเรือคงมีปัญหาใหญ่ซ่อนอยู่ แต่เขามีข้อมูลไม่มากนัก ทราบเพียงว่าผู้โดยสารหรือลูกเรือคนใดอาจมีปัญหา และใครน่าสงสัยมากกว่าใคร แต่ยังฟันธงไม่ได้ว่าใครคือตัวปัญหา แถมยังไม่กล้ายืนยัน ดังนั้น คนที่เขาสงสัยอยู่อาจไม่ใช่ปัญหาใหญ่ตัวจริง เด็กหนุ่มข้างๆ ยังใกล้เคียงเสียกว่า
กล่าวคือ ‘ปัญหาใหญ่’ อาจมีอยู่จริง นั่นคือตัวลูเมี่ยนเอง รวมถึงลุดวิก ลูกบุญธรรมคนใหม่ของเขา แต่ฟิลิปโปย่อมไม่ทราบ จึงไม่รวมทั้งสองในรายชื่อผู้ต้องสงสัย โดยหันไปให้ความสนใจคนอื่นแทน
“นอกจากเรากับลุดวิกแล้ว ยังไม่แน่ว่าจะมีปัญหาใหญ่อื่นอยู่อีกไหม คำพูดของฟิลิปโปเมื่อครู่ล้วนถูกต้อง ขอเพียงปัญหาใหญ่ไม่ปะทุออกมา ทางที่ดีคือ ไม่ควรสืบสวนหรือไปกระตุ้น ให้ทำตัวเป็นคนตาบอด หูหนวก เป็นใบ้ รอให้อีกฝ่ายไปถึงจุดหมาย ลงจากสกุณาโบยบินไป…”
“อา…แต่ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขว่า ตอนนี้ยังไม่เกิดความผิดปกติลุกลาม มิฉะนั้นก็ต้องรีบหาทางแก้ไข บางครั้งการแกล้งทำเป็นไม่เห็น ไม่ได้หมายความว่าสถานการณ์จะไม่เลวร้ายลง หายนะหมู่บ้านกอร์ตูคือบทเรียนอันเจ็บปวด…” ลูเมี่ยนครุ่นคิดพลางถอนหายใจ
เด็กหนุ่มหันกาย ยื่นมือขวาออกไปเช่นกัน จับมือกับฟิลิปโปง่ายๆ แล้วพูดยิ้มๆ
“ผมก็ยินดีที่เราคิดเห็นตรงกัน”
ฟิลิปโปถอนหายใจโล่งอก ดึงมือขวากลับ แล้วดื่มเบียร์ข้าวสาลีสีทองเกือบครึ่งแก้ว
ก่อนหน้านี้ เขาเคยกังวลว่าพวกที่ใช้ตัวตนปลอม ซึ่งน่าจะเป็นอาชญากรหนีคดี อย่างเช่นหลุยส์·แบรี อาจมีนิสัยดื้อรั้น ชอบเสี่ยงอันตรายจนไม่ฟังคำเตือนของตน โดยยืนกรานว่าจะสืบสาวปัญหาใหญ่ออกมา ต้องรู้ให้ได้ว่า ‘หมึกยักษ์นิลกาฬ’ เผ่นหนีไปเพราะเหตุใด
หากคนพวกนี้ตายไป ก็ไม่มีอะไรให้ต้องสงสาร แต่คงไม่ดีแน่ถ้าผู้โดยสารทุกคนต้องพลอยเป็นอันตรายไปด้วย
โชคยังดี ดูเหมือนว่าหลุยส์·แบรีจะเป็นคนหนุ่มที่คุยกันรู้เรื่อง
ฟิลิปโปดื่มเบียร์ค้างในแก้ว พลางหาเหตุผลมาปลอบใจตัวเอง
หมู่เกาะทะเลหมอกอยู่ไม่ไกลจากสาธารณรัฐมากนัก ไม่เช่นนั้นคงไม่ได้เป็นอาณานิคมโพ้นทะเลแห่งแรกของอินทิส สกุณาโบยบินไม่จำเป็นต้องแวะเติมเสบียงจากท่าเรืออื่นระหว่างทาง ก็แล่นฉิวไปถึงได้โดยตรง
หากสภาพอากาศยังดีอยู่ พรุ่งนี้ตอนเย็น สกุณาโบยบินควรจะได้จอดเทียบท่า ณ เมือง ‘ฟาริม’ นครหลวงแห่งหมู่เกาะทะเลหมอก แต่ถ้าเผชิญกับสภาพอากาศเลวร้าย จำเป็นต้องลดความเร็วหรือเปลี่ยนเส้นทาง หลบภัยในท่าเรืออื่นชั่วคราว ก็คงถึงช้าสุดราวๆ เที่ยงวันมะรืน
บางที ปัญหาใหญ่นั่นอาจจะลงที่ท่าเรือฟาริมก็ได้?
ในเวลาสั้นๆ แค่ประมาณหนึ่งวัน ต่อให้เกิดความผิดปกติแพร่กระจายอยู่ในที่ลับ มันก็คงไม่ถึงกับปะทุออกมา
อดทนสักหน่อยก็ผ่านไปแล้ว!
พอเตือนลูเมี่ยนเสร็จ ฟิลิปโปก็โอบคู่รักของตน โกเชีย ลงจากเก้าอี้สูง แล้วออกจากบาร์อึกทึกคึกคักนี้ไป
ลูเมี่ยนยังคงดื่มแลงติร้อนแรงในมือต่อไป ราวกับไม่ได้รับอิทธิพลทางอารมณ์แม้แต่น้อย
เด็กหนุ่มยิ้มถามบาร์เทนเดอร์ฟรานเชสโก
“ผมเคยได้ยินว่า ชาวเฟเนพ็อตส่วนใหญ่มีนิสัยติดบ้าน ต่อให้ต้องออกไปหาเลี้ยงชีพข้างนอก ก็มักแวะเวียนกลับบ้านอยู่เป็นประจำ หรือไม่ก็เขียนจดหมาย ส่งโทรเลข แต่คุณกลับเลือกจะออกนอกประเทศ แถมยังมาทำงานบนเรืออีก ยิ่งติดต่อกับโลกภายนอกได้ยากเย็น”
ฟรานเชสโกยกมือซ้าย พลางทำท่าประกอบการพูด
“ผมรักบ้านของผมก็จริง แต่ในเมื่อเป็นบ้านครอบครัวใหญ่ อยู่กันหลายชั่วอายุคน ก็มักจะเกิดสารพัดปัญหาและความขัดแย้ง คุณย่าของผมเป็นผู้หญิงฉลาด บริหารจัดการครอบครัวได้ดีก็จริง แต่สำหรับคนหนุ่มสาวแล้ว มันกลับน่าอึดอัดเกินไป ทุกวันต้องทนฟังบทเรียนชีวิตของบรรดาผู้อาวุโสในระดับที่เกินพอดี”
“อีกอย่าง บ้านผมอยู่ที่ท่าเรือซานตา สกุณาโบยบินไปจอดที่นั่นแทบจะเดือนละครั้ง สำหรับผมแล้ว นี่ทั้งเป็นงานและเป็นการเดินทางกลับบ้าน”
ตรงตามเนื้อหาในหนังสือแนะนำขนบธรรมเนียมของชาวเฟเนพ็อต…พวกเขาชอบอาศัยอยู่รวมกันหลายรุ่น เป็นครอบครัวใหญ่ ซึ่งสตรีผู้มีอาวุโสสูงสุดและเคยให้กำเนิดบุตร จะได้เป็นนายหญิงของบ้านไปโดยปริยาย เป็นผู้นำในการจัดแจงเรื่องต่างๆ ของครอบครัว ไม่ว่าฝ่ายสามีจะยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ก็ตาม…ในแง่ของศาสนา ผู้หญิงเช่นนี้เปรียบดังร่างอวตารของพระแม่ธรณีในครอบครัว…ที่ลูเมี่ยนชวนบาร์เทนเดอร์ฟรานเชสโกคุยเล่น มิใช่เพียงเพื่อผ่อนคลายเท่านั้น
หนึ่ง เขาต้องการเก็บข้อมูลของผู้โดยสารแต่ละคน ผ่านปากของบาร์เทนเดอร์รายนี้ เพราะจุดหมายปลายทางสุดท้ายของเด็กหนุ่มคือท่าเรือซานตา ซึ่งยังต้องใช้เวลาอีกห้าหกวันกว่าจะถึง ควรเก็บข้อมูลต่างๆ บนสกุณาโบยบินเอาไว้ให้มาก สอง ยืนยันความถูกต้องของความรู้ในตำรา ไปพร้อมกับศึกษาขนบธรรมเนียมประเพณีของราชอาณาจักรเฟเนพ็อต มิฉะนั้น พอไปถึงท่าเรือซานตา หากพบความขัดแย้งกับประเพณีท้องถิ่น ก็อาจต้องพลาดโอกาสเพราะฟังไม่เข้าใจ
…………
คืนหนึ่งผ่านไปอย่างสงบ ยกเว้นแต่มีเด็กคนหนึ่ง ลุกขึ้นมากินอาหารสองครั้งในยามวิกาล พลางส่งเสียงเคี้ยวจ๊อบแจ๊บ
ลูเมี่ยนไม่พบความผิดปกติอื่นใด ยกเว้นการโคลงเคลงเบาๆ ของเรือ กับเสียงคลื่นทะเลจากนอกหน้าต่าง จนเกิดเป็นสุดยอดบรรยากาศสำหรับการนอน
เมื่อเด็กหนุ่มลองคำนวณว่า สกุณาโบยบินคงได้เข้าเทียบท่าเรือฟาริม เมืองหลวงของหมู่เกาะทะเลหมอกได้อย่างราบรื่นในช่วงเย็น สภาพอากาศกลับผันผวนกะทันหัน
มหาสมุทร ที่แต่เดิมมีเพียงหมอกจางๆ ปกคลุม เกิดเดือดพล่านโดยไม่มีลางบอกเหตุ คลื่นยักษ์สูงประหนึ่งขุนเขาซัดใส่ลูกแล้วลูกเล่า
สกุณาโบยบินโคลงเคลงท่ามกลางเกลียวคลื่นทันที ปราศจากความน่าเกรงขามจากขนาดอันมหึมา
ยามนี้ มันดูราวกับใบไม้ใบหนึ่งท่ามกลางผืนฟ้าดิน ราวกับของเล่นในมือยักษาแห่งห้วงสมุทร เล็กจ้อย เปราะบาง อาจพลิกคว่ำได้ทุกเมื่อ
แต่สิ่งที่มาพร้อมคลื่นยักษ์นี้ กลับมิใช่ฉากราตรี ไม่มีสายฝนกระหน่ำโปรยปราย มีเพียงลมพายุพัดหวีดหวิว จนหมอกเหนือท้องนภาเริ่มกระจัดกระจาย เผยให้เห็นท้องฟ้าสีครามอย่างน่าฉงน
ลูกเรือบนหอสังเกตการณ์ไถลตามเชือกเส้นหนึ่งลงมา ชูกล้องส่องทางไกลในมือให้กับฟิลิปโปบนดาดฟ้า
“ลูกพี่ คลื่นนี้ไม่ปกติ!”
“มีคลื่นใหญ่แค่บริเวณของเราเท่านั้น จุดอื่นๆ สงบนิ่งมาก!”
“แถวนี้ก็ไม่มีฝนตกหนักด้วย!”
ฟิลิปโปโอบโกเชีย ผู้หน้าซีดตัวสั่นด้วยความหวาดหวั่นต่อพลังแห่งฟ้าดิน เขาขมวดคิ้วโดยสัญชาตญาณ
คลื่นทะเลผิดปกติ?
เกิดจากปัญหาใหญ่นั่นหรือ?
เขาเพิ่งจะคิดแบบนั้น สกุณาโบยบินก็ถูกคลื่นยักษ์โยนขึ้นไปกลางอากาศ แล้วตกลงบนอีกคลื่นหนึ่ง
มันมาพร้อมกับแรงกระแทกและความโคลงเคลงอันน่าประหวั่นพรั่นพรึง ผู้โดยสารหลายคนตกใจจนกรีดร้อง บ้างก็ร่ำไห้
พวกเขาต่างพากันจินตนาการว่า สกุณาโบยบินกำลังจะพลิกคว่ำ และพวกตนกำลังจะประสบภัยทางทะเล
ลูกาโนในห้องเฟิร์สคลาสหมายเลข 5 จับกรอบหน้าต่างไว้ มองดูโต๊ะอาหารกำลังเลื่อนไปอีกด้านหนึ่ง แต่สีหน้ากลับสงบนิ่งผิดวิสัย
เขาเพียงคิดว่า หากสกุณาโบยบินไปไม่รอดจริงๆ ลูเมี่ยน·ลีจะต้องพาตนกับลุดวิก เทเลพอร์ตไปยังท่าเรือฟาริมโดยตรงแน่นอน
ลูเมี่ยนมองดูทะเลสีครามอันสงบเสงี่ยมนอกคลื่นยักษ์ จนพบกลิ่นอายความไม่ชอบมาพากล
เด็กหนุ่มไม่ลังเล หยิบแว่นส่องความลับออกจากกระเป๋านักเดินทาง เพื่อตรวจสอบว่าต้นตอของ ‘ภัยธรรมชาติ’ คราวนี้เกิดจากภัยแฝงใดกันแน่
พอแว่นสีน้ำตาลกรอบทองถูกสวมลงบนสันจมูกของลูเมี่ยน อาการวิงเวียนอันคุ้นชินก็ประดังเข้ามาทันที พร้อมกับเห็นฉากต่างๆ รอบตัวปรากฏขึ้นอย่างอลหม่านวุ่นวาย
บนดาดฟ้าเรือ ฟิลิปโปผู้ถูกคลื่นยักษ์ซัดลอย รีบคว้าเชือกเส้นหนึ่งไว้อย่างชำนาญ แล้วก็กอดโกเชียล้มลงไปพร้อมกัน หัวหน้าฝ่ายรักษาความปลอดภัยคนนี้ตั้งใจให้ตัวเองอยู่ด้านล่าง เพื่อรับแรงกระแทกแทนคนรักใหม่ ท่ามกลางเสียงทึบๆ ดังลั่น ฝ่ามือของเขาถูกเชือกกรีดจนเป็นแผลปริ มีเลือดซึมออกมา
ในห้องอาหาร จานชามช้อนส้อมลอยฟุ้งเต็มอากาศ ลูกค้าหลายคนถูกเหวี่ยงไปรอบทิศทาง
ในห้องหนึ่ง ร่างสตรีนั่งอยู่ริมหน้าต่าง ดูคล้ายกำลังสะอื้นไห้ แต่ภาพรวมพร่ามัว เห็นใบหน้าได้ไม่ชัดเจนนัก
ในห้องหม้อต้มน้ำ ถ่านหินกระจายเกลื่อนไปทั่วพื้น ท้องเรือมีสัตว์จำพวกหอยเกาะอยู่เต็มไปหมด หนาแน่นจนน่าขนลุก
และใต้ผืนวารีสีคราม มีปลาประหลาดตัวหนึ่ง กำลังเงยหน้ามองสกุณาโบยบินที่โคลงเคลงขึ้นลง!
ขนาดพอๆ กับฉลามปกติ ผิวสีเทาดำไม่มีเกล็ดปกคลุม แต่แทนที่ด้วยก้อนเนื้อทรงกลมเรียงรายไปทั่ว บางส่วนของก้อนเนื้อเปล่งแสงวิบวับดุจดังดวงดาว เรียงต่อกันเป็นสัญลักษณ์พิสดาร ทั้งสองข้างของใบหน้ามีตาข้างละคู่ ส่วนปากที่ยื่นยาวออกมา ก็แหลมคมเหมือนเสาธง
รอบๆ ปลาประหลาดตัวนี้ ยังมีปลาคล้ายๆ กันอีกหลายตัว ดูเหมือนจะเป็นฝูงเดียวกัน
ลูเมี่ยนถอดแว่นส่องความลับออกทันที ยัดมันกลับเข้ากระเป๋านักเดินทาง แล้วหอบหายใจ
เบื้องต้น เขาสงสัยว่าปลาประหลาดตัวนั้น คือต้นตอคลื่นยักษ์ที่ขัดแย้งกับสภาพอากาศ — ตอนนี้ยากที่จะบอกได้ว่า ลมพายุที่กำลังพัดกระหน่ำอยู่รอบลำเรือ เกิดจากฝีมือคลื่นยักษ์ที่ซัดขึ้นซัดลงอย่างต่อเนื่อง หรือว่ามันคือต้นเหตุของทุกสิ่งกันแน่
เมื่อพิจารณาว่า ปลาประหลาดตัวดังกล่าวอยู่ใต้น้ำ ลูเมี่ยนจึงพับเก็บความคิดที่จะใช้ลูกไฟยักษ์ ส่งสัญญาณให้ปืนใหญ่ของสกุณาโบยบินระดมยิงในตำแหน่งดังกล่าว
เด็กหนุ่มกระตุ้นรอยประทับสีดำบนไหล่ขวา เพื่อ ‘เทเลพอร์ต’ ไปอยู่เหนือผิวทะเลใกล้ๆ ที่ตนเพิ่งเห็นมากับตา
ระหว่างนี้ เขาหยิบขลุ่ยกระดูกดำ ที่เต็มไปด้วยรูสีแดงเข้มออกมา
นี่คือ ‘กลอนดนตรีเคืองแค้น’ จากนายพลฟิลิป!
ร่างของลูเมี่ยนลอยกลางอากาศ ขณะร่วงหล่นลงด้านล่าง ก็ยกขลุ่ยกระดูกดำขึ้นแนบริมฝีปาก
สมัยยังอยู่หมู่บ้านกอร์ตู เด็กหนุ่มเคยเรียนเป่าขลุ่ยจากคนเลี้ยงแกะ พักหลังจึงเริ่มทบทวนและฝึกฝนเรื่อยมา บัดนี้จึงสามารถบรรเลงท่วงทำนองอันไพเราะลอยละล่อง ประหนึ่งหวนคะนึงถึงบ้านเกิด
นี่คือเพลงโปรดของคนเลี้ยงแกะในช่วงผลัดถิ่น
การรัวระเบิดของลูกไฟ ช่วยพัดพาคลื่นลมให้ลอยสูง ชะลอการร่วงลงของลูเมี่ยนได้บางส่วน ท่ามกลางเสียงขลุ่ยบรรเลง ราวกับบทเพลงที่ดังจากห้วงลึกแห่งสายธารโชคชะตา ได้แหวกผ่านกระแสคลื่นสมุทร ทะลุทะลวงเข้าสู่ ‘หู’ ของปลาประหลาดตัวนั้น รวมถึงพวกพ้องของมัน
ทันใดนั้น ปลาประหลาดพลันชะงักงัน คลื่นยักษ์สูงดุจดังภูผาถึงคราวพังถล่ม โดยไม่มีคลื่นลูกใหม่เกิดตามมา
โผละ! โผละ! โผละ! ปลาตัวเล็กกว่ารอบๆ ปลาประหลาด บางตัวหัวระเบิด บางตัวโจมตีพวกเดียวกันอย่างบ้าคลั่ง บางตัวตายคาที่พร้อมกับลอยสู่ผิวน้ำ
ความเร็วในการร่วงหล่นของลูเมี่ยนกลายเป็นความเร่ง เท้า ขา และลำตัวจมลงสู่น้ำทะเลเย็นเฉียบ
เขายังคงเป่าบทเพลงหวนคะนึงบ้านของคนเลี้ยงแกะต่อไป พลางสัมผัสได้ว่าน้ำทะเลท่วมถึงคอแล้ว ใกล้จะท่วมปากเต็มที
วินาทีถัดมา เลือดสดสีแดงเข้มไหลออกจากตาทั้งสี่ ไหลออกจากตุ่มนับไม่ถ้วนบนตัวปลาประหลาดขนาดเท่าฉลามนั่น
คลื่นยักษ์อันน่าพรั่นพรึง สงบลงได้ในพริบตาเดียว
ลูเมี่ยน ผู้โผล่พ้นน้ำเพียงครึ่งศีรษะ วางขลุ่ยกระดูกลง คลี่ยิ้มพร้อมกับใช้ ‘ข้ามโลกวิญญาณ’ อีกครั้ง
แค่ก! แค่ก! แค่ก! เมื่อร่างของเด็กหนุ่มกลับมาถึงห้องเฟิร์สคลาสหมายเลข 5 น้ำทะเลเค็มคาวก็ถูกพ่นออกจากปากไม่หยุด
เพื่อให้เสียงดนตรีมีประสิทธิภาพเพียงพอ เขาหยุดเป่าช้าเกินไป จึงเผลอกลืนน้ำทะเลไปหนึ่งคำ และในทำนองเดียวกัน เขากังวลว่าการขยับตัวมากเกินไปจะส่งผลต่อการ ‘เทเลพอร์ต’ จึงอดทนไว้จนกระทั่งกลับถึงห้อง แล้วค่อยสำรอกออกมา
นี่คือโชคร้ายในรูปแบบหนึ่งสินะ? ลูเมี่ยนรำพันอย่างอดไม่ได้
ลูกาโนมองดูเด็กหนุ่มเนื้อตัวเปียกโชก อึ้งไปครู่หนึ่งแล้วจึงเอ่ยปาก
“คลี่คลายแล้ว?”
“คงอย่างนั้น” ลูเมี่ยนตอบยิ้มๆ
รองเท้ากับขากางเกงของเขา มีรอยฉีกขาดไหม้ดำอยู่หลายจุด น้ำทะเลยังคงไหลจ๊อก
ขณะเดียวกัน เมื่อผู้โดยสารกับลูกเรือพบว่าคลื่นยักษ์สงบลงแล้ว ก็เริ่มเปล่งเสียงโห่ร้องด้วยความยินดีจากทุกสารทิศบนสกุณาโบยบิน
“สุริยันจงเจริญ!”
“ไอน้ำจงพวยพุ่ง!”
“ขอบพระทัยพระแม่แห่งสรรพสิ่ง!”
“…”
……………………………………………………..