ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 515 ปลาประหลาด
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 515 ปลาประหลาด
ตอนที่ 515 ปลาประหลาด
ฟิลิปโปมิได้ยินดีปรีดาเฉกเช่นลูกเรือและเหล่าผู้โดยสาร แต่รีบผลักโกเชียบนตัวออก โดยไม่สนใจความเจ็บปวดจากแผ่นหลังกับฝ่ามือ เขารีบวิ่งไปทางราวกั้นตรงกราบเรือ แล้วก้มมองทะเลในระยะสายตา
เขายังคงเปลี่ยนตำแหน่งไปเรื่อยๆ พยายามมองหาตำแหน่งหรือวัตถุที่อาจผิดปกติ
ทันใดนั้น ฟิลิปโปได้ยินเสียงร้องทุ้มๆ
เขาชะงักไปครู่หนึ่ง พยายามแยกแยะทิศทางของเสียง แล้ววิ่งไปทางหัวเรือสกุณาโบยบิน
เสียงร้องทุ้มๆ เริ่มแหลมเล็ก จนกระทั่งฟิลิปโปเห็นดอกไม้เลือด ผุดขึ้นบนผิวน้ำสีครามจากระยะไกล ตามมาด้วยเงาขนาดมหึมา
ไม่นานเงานั้นก็คมชัด กลายเป็นปลาประหลาดสี่ตา ตามลำตัวเต็มไปด้วยก้อนกลมสีเทาอมฟ้าแทนเกล็ด ปากยาวแหลม
ปลาประหลาดตัวนี้มีขนาดไม่เล็ก มันดิ้นรนกระเสือกกระสนอยู่กลางทะเล สะบัดครีบหางตีน้ำอย่างบ้าคลั่ง
รอบๆ ตัวมัน คลื่นก่อตัวโดยปราศจากลม น้ำทะเลผงาดสูงถึงห้าหกเมตร แล้วกระแทกลงอย่างหนัก
เสียงแหลมเริ่มเบาลง สัตว์ประหลาดสี่ตามุดลงใต้น้ำอีกครั้งด้วยอาการหวาดผวาจนสัมผัสได้ รีบว่ายเร็วๆ ไปยังจุดห่างไกล
พวกเดียวกันที่ยังหลงเหลือ ต่างก็ทยอยตามไปไม่ห่าง
ริมหน้าต่างห้องเฟิร์สคลาสหมายเลข 5 ลูเมี่ยน ผู้เห็นภาพดังกล่าว เริ่มเปลี่ยนเป็นเสื้อผ้าแห้งโดยไม่สนใจคนรอบข้าง
เมื่อพบว่า ‘กลอนดนตรีเคืองแค้น’ สามารถกระตุ้นความกลัวในใจปลาประหลาดสี่ตานั่นได้ เด็กหนุ่มก็ตัดสินใจ ‘เทเลพอร์ต’ กลับห้องตัวเองทันที แทนการ ‘กระโดด’ ขึ้นไปกลางอากาศอีกครั้ง แล้วรอให้มันโผล่เหนือผิวน้ำ ค่อยลงมือโจมตีอย่างหนักหน่วงแบบครอบคลุมพื้นที่
ความกลัวจะทำให้สัตว์ประหลาดนั่นหนีไป ไม่กล้าอยู่ที่เดิม ไม่กล้าทำตัวดุร้าย ไม่กล้าสร้างคลื่นยักษ์โจมตีเรือต่อ
“ฟู่…” เมื่อปลาประหลาดสี่ตาว่ายหนีออกจากน่านน้ำ ฟิลิปโปถอนหายใจโล่งอกโดยไม่ปิดบัง
“ดีจริงๆ ดีจริงๆ …” เขาพึมพำสองวลีจากก้นบึ้งหัวใจ แล้วกางแขนออก พูดอย่างเคร่งขรึมว่า “สุริยันจงเจริญ!”
“คุณรู้จักปลาตัวนั้นหรือ?”
ทันใดนั้น เสียงหนึ่งดังขึ้นข้างๆ ฟิลิปโป
เขาสะดุ้งพร้อมกับหันไปมอง เห็นหลุยส์·แบรี ผู้มีผมสีดำ ตาสีเขียว และใบหน้าคมเข้ม
โกเชียคนรักของเขา ยืนอยู่ตรงทางเข้าห้องโดยสาร อยากจะเดินมาทางนี้ แต่ไม่กล้าเข้าใกล้ราวกั้นกราบเรือ
“มันคือ ‘ปลากระโทงกลายพันธุ์’ ฮ่าๆ …พวกนักวิชาการเรียกกันแบบนั้นน่ะ แต่ในทะเล มันมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า ‘ต้นหนมรณะ’” ฟิลิปโปตอบคำถามของลูเมี่ยน พลางนำมือยันราวกั้น
“ต้นหนมรณะ…ทำไมผมไม่เคยได้ยินมาก่อน?” ลูเมี่ยนกล่าวอย่างเถรตรง
ว่ากันตามตรง เด็กหนุ่มไม่ค่อยรู้จักสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติสักเท่าไร ก่อนหน้านี้เคยข้องแวะเพียงผู้วิเศษ สาวกเทพมาร และพวกคลุ้มคลั่งเป็นหลัก
ฟิลิปโปมองเขาครู่หนึ่ง ถอนหายใจแล้วพูดยิ้มๆ
“มันคือสัตว์น้ำสายพันธุ์หนึ่ง เพิ่งปรากฏตัวเมื่อไม่กี่ปีหลัง ลูกเรือหลายคนเรียกมันว่าปีศาจแห่งท้องทะเล”
เพิ่งปรากฏตัวเมื่อไม่กี่ปีหลัง…ลูเมี่ยนขมวดคิ้ว
คำอธิบายทำนองนี้ สำหรับเขาแล้ว มักจะหมายถึง ‘การรุกรานของเทพมาร’ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เช่นการเปลี่ยนแปลงทางสภาพแวดล้อม หรือการเกิดหายนะ
“มันเพิ่งปรากฏตัวในทะเลหมอกในระยะหลัง? ไม่เคยมีตำนานเกี่ยวกับมันในห้าห้วงสมุทรมาก่อนเลยหรือ?” ลูเมี่ยนขัดจังหวะการเล่าของฟิลิปโปด้วยคำถาม
ฟิลิปโปคิดสักครู่แล้วตอบ
“ผมเคยรับราชการในกองเรือทะเลหมอก นอกจากทะเลหมอกแล้ว ผมเคยไปแค่ทะเลเหนือ ไม่ค่อยรู้เรื่องทะเลคลั่ง ทะเลโซเนีย และทะเลขั้วโลกเท่าไร แต่ผมก็ไม่เคยได้ยินเรื่องปลาประหลาดแบบนี้จากปากพวกลูกเรือ โจรสลัด หรือเพื่อนร่วมงานในกองเรืออื่นๆ เลย จนกระทั่งเมื่อไม่กี่ปีก่อน”
หรือจะปลาที่ได้รับมลทินจากเทพมารจริงๆ? ลูเมี่ยนรู้สึกทันที ว่าการไม่ฝืนกำจัด ‘ปลากระโทงกลายพันธุ์’ เมื่อครู่นี้ นับว่าตนตัดสินใจได้ถูกต้องแล้ว
การทำเช่นนั้น อาจเสี่ยงต่อการเปิดเผยพลังวิเศษต่อหน้าลูกเรือและผู้โดยสารจำนวนมาก อีกทั้งยังเต็มไปด้วยภัยซ่อนเร้น และอาจเก็บเกี่ยวสิ่งใดกลับมาไม่ได้เลย
กองขยะ! เอาไว้ให้ลุดวิกกินเท่านั้นแหละ!
เห็นหลุยส์·แบรีไม่ติดใจกับรายละเอียดนี้แล้ว ฟิลิปโปจึงเล่าต่อไป
“‘ปลากระโทงกลายพันธุ์’ พวกนี้น่ะ ถ้าคืนไหนไม่มีหมอกจะลอยขึ้นมาเหนือผิวน้ำ ลอยตั้งตรงไม่ขยับไปไหน ประหนึ่งกำลังจ้องมองท้องฟ้าอย่างเงียบงัน พวกลูกเรือกับโจรสลัดหลายคนยืนยันว่าเคยเห็นมากับตา หลายคนหวาดผวา คิดว่าพวกมันกำลังร้องเรียกสิ่งมีชีวิตชั่วร้ายบางอย่าง”
“ลองจินตนาการดูสิ บนผิวน้ำในยามวิกาลอันมืดมิด ใต้พระจันทร์สีแดงริบหรี่ลอยสูง มีเพียงแสงดาวสาดส่องลงมา แต่แล้วกลับมีหัวปลาอันบิดเบี้ยวน่าหวาดหวั่น โผล่จากผิวทะเลอย่างเงียบงัน ไม่ไหวติง เรียงตัวเป็นรูปแบบต่างๆ …เป็นใครก็ต้องกลัวทั้งนั้น!”
จ้องมองท้องฟ้า…หรือจะเป็นปลาที่ได้รับมลทินจากเทพมารจริงๆ? ลูเมี่ยนไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่งแล้วถาม
“ทำไมถึงเรียกพวกมันว่า ‘ต้นหนมรณะ’ ล่ะ?”
ฟิลิปโปลูบแก้มตัวเอง
“หลังจากจ้องมองท้องฟ้าเสร็จ ‘ปลากระโทงกลายพันธุ์’ พวกนี้จะอยู่บนผิวน้ำ เรียงตัวเป็นสองแถว จัดรูปร่างเป็นลูกศร แล้วว่ายไปยังที่ใดสักแห่งในทะเล ประหนึ่งกำลังนำทางให้สิ่งมีชีวิตลี้ลับ”
“โจรสลัด นักผจญภัย รวมถึงนักล่าสมบัติบางคน มองว่านี่อาจชี้ไปหาขุมทรัพย์ลับ จึงพยายามไล่ตาม ‘ปลากระโทงกลายพันธุ์’ ไป ดูว่าสุดท้ายแล้วพวกมันจะพาไปยังแห่งหนใด”
“เรือที่ทำแบบนั้น ไม่มีลำไหนกลับมาเลย ลูกเรือทุกคนหายสาบสูญไปตลอดกาล”
“ดังนั้น พวกเราจึงเรียก ‘ปลากระโทงกลายพันธุ์’ ว่า ‘ต้นหนมรณะ’”
เล่าถึงตรงนี้ ฟิลิปโปถอนหายใจแล้วกล่าวต่อ
“ผมเคยได้ยินลูกเรือบางคนพูดว่า ‘ต้นหนมรณะ’ มีพลังควบคุมคลื่น จากเท่าที่เห็นด้วยตาตัวเอง ดูเหมือนข่าวลือจะเป็นความจริง แถมยังเลวร้ายกว่าที่ผมจินตนาการไว้มาก…มากทีเดียว”
“อา… ‘ปลากระโทงกลายพันธุ์’ ตัวเมื่อครู่ กระทั่งในบรรดา ‘ต้นหนมรณะ’ ทั้งหมด ดูแล้วก็น่าจะแข็งแกร่งเป็นพิเศษด้วย”
“แต่จนถึงเมื่อครู่ ไม่เคยมีข่าวว่า ‘ต้นหนมรณะ’ เป็นฝ่ายโจมตีเรือมนุษย์ก่อนเลย…”
ลูเมี่ยนหัวเราะ
“อาจจะโจมตีแล้ว แต่ไม่มีใครรอดชีวิต เลยไม่มีใครกระจายข่าว”
ฟิลิปโปชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วพูดว่า
“ก็จริง…หากต้องเผชิญกับคลื่นยักษ์นั่น จนเรือพลิกคว่ำหรือถูกซัดแตก นอกจากผู้มีพลังวิเศษไม่กี่คน ก็คงไม่มีใครรอดชีวิตกลับไปได้”
เขาเว้นวรรคครู่หนึ่ง แล้วพูดเหมือนรำพันกับตัวเอง
“ปัญหาใหญ่นั่น…ดึงดูดให้ ‘ต้นหนมรณะ’ เข้ามาโจมตีหรือไงนะ?”
“เป็นไปได้” ลูเมี่ยนตอบอย่างจริงใจ
รอสักพัก หลังจากแน่ใจว่า ‘ต้นหนมรณะ’ ไม่กลับมาแล้ว ฟิลิปโปหันกายไปพูดกับผู้โดยสารและลูกเรือ ที่เบียดเสียดกันอยู่ตรงหน้าต่างและทางเข้าออกห้องโดยสารว่า
“ยกเลิกสัญญาณเตือนภัย!”
“สภาพอากาศกลับสู่ปกติแล้ว!”
เหล่ามนุษย์ที่เพิ่งโห่ร้องดีใจไปเมื่อครู่ เมื่อได้รับการยืนยัน ก็ส่งเสียงโห่ร้องอีกครั้ง สรรเสริญเทพเจ้าในหัวใจตัวเอง
ฟิลิปโปเบนสายตากลับมา พูดอย่างครุ่นคิดว่า
“สุดท้ายแล้ว ‘ต้นหนมรณะ’ ก็ถูกปัญหาใหญ่นั่นทำให้ตกใจหนีไป?”
“ผมชักเริ่มกลัวแล้วสิ”
“เป็นไปได้” ลูเมี่ยนยังคงตอบอย่างจริงใจเช่นเคย
ด้วยเหตุนี้ ‘สกุณาโบยบิน’ เร่งความเร็วในการเดินเรือ จนมาถึงเมืองท่าฟาริม เมืองหลวงของหมู่เกาะทะเลหมอก ทันเวลาก่อนที่ความมืดมิดจะมาเยือน
พระอาทิตย์ลอยอยู่เบื้องหลังเกาะนักบุญทีค ย้อมมหาสมุทรอันไกลโพ้น ย้อมผืนป่าอันกว้างใหญ่ และย้อมภูเขาไฟสีน้ำตาลที่เงียบสงบมานานแรมปีให้เป็นสีแดงฉาน ทั้งตระการตาและงดงาม
‘ฟาริม’ ในภาษาพื้นเมืองของหมู่เกาะทะเลหมอก มีความหมายว่ากลิ่นหอมและรสหวาน เกาะนักบุญทีคอุดมไปด้วยเครื่องเทศ เช่น กานพลู ลูกจันทน์ พริกไทย และพืชสำหรับทำน้ำตาลอย่างอ้อย ส่วนผลไม้มีกล้วยและองุ่นเป็นหลัก นอกจากนั้นก็ปลูกฝ้าย
มองดูบ้านเรือนหลังคาสีแดง ผนังสีขาว เรียงรายตามแนวชายฝั่ง มองดูเสากระโดงเรือ ใบเรือ และปล่องควันน้อยใหญ่ที่ยังคงพ่นไอน้ำอยู่ตามแนวท่าเรือ ลูเมี่ยนหัวเราะในคอแล้วพูด
“ตอนที่จักรพรรดิโรซายล์มหาราชตั้งชื่อเมืองนี้ คงไม่ได้คิดว่า ‘ฟาริม’ จะกลายเป็นร่องรอยสุดท้ายของภาษาพื้นเมืองดั้งเดิม”
ภายใต้นโยบายกลืนวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมาหลายรุ่น ชาวหมู่เกาะในปัจจุบันพูดได้เพียงภาษาอินทิส หลงลืมภาษาแม่ของตัวเองไปหลายชั่วอายุคนแล้ว
ในหมู่ชนเผ่าดั้งเดิม ที่ยังอาศัยอยู่ตามป่าเขา อาจยังพอหลงเหลือผู้อาวุโสที่รู้ภาษาพื้นเมืองอยู่บ้าง แต่สำหรับเมืองอาณานิคมทั้งหมด รวมถึงเรือกสวนไร่นาโดยรอบ สนทนากันด้วยภาษาเดียวเท่านั้น
นั่นก็คือภาษาอินทิส
แน่นอน ภาษาอินทิสบางคำในหมู่เกาะทะเลหมอก ก็ไม่ค่อยนิยมใช้กันในท้องถิ่นอื่น เพราะพวกมันคือการผสมผสานระหว่างภาษาอินทิสกับภาษาพื้นเมือง โดยจะนิยมใช้กันเฉพาะคนแถบนี้ ไม่ใช่ชาวอินทิสบนแผ่นดินใหญ่
“ท่านจะลงจากเรือไหมครับ?” ลูกาโนถามลูเมี่ยน
‘สกุณาโบยบิน’ จะจอดที่ท่าเรือจนถึงบ่ายวันพรุ่งนี้ จึงจะเริ่มออกเดินทางต่อ
“แน่นอน มาถึงฟาริมทั้งที จะไม่ลองชิมคินซอมอันโด่งดังได้อย่างไร?” ลูเมี่ยนพูดอย่างสนอกสนใจ “คุณจะพาลุดวิกไปกับผมด้วย หรือจะอยู่บนเรือคอยดูแลเขา?”
หมู่เกาะทะเลหมอกคือแหล่งผลิตอ้อยชั้นเลิศของอินทิส ไวน์น้ำตาลที่หมักจากน้ำเชื่อมของอ้อยนี้ มีชื่อเสียงโด่งดังในชื่อ ‘คินซอม’
ใจจริง ลูกาโนอยากติดตามนายจ้างไป เพราะรู้สึกปลอดภัยเมื่อได้อยู่ข้างกายลูเมี่ยน ผู้มีทั้งฝีมือและความเด็ดขาด แต่พอ ‘แพทย์’ คนนี้ลองไตร่ตรองสักพัก ก็ได้ข้อสรุปว่าอยู่บนเรือดีกว่า
นายจ้างของตนช่างเก่งกาจ แต่ก็ถนัดก่อเรื่องไม่แพ้กัน!
หลังจากทิ้งเงินค่าอาหารมื้อเย็นกับมื้อดึกไว้ให้ลุดวิก เป็นจำนวนเงินเพียงพอต่อสองมื้อ ลูเมี่ยนในเสื้อเชิ้ตสีขาว เสื้อกั๊กสีดำ แจ็กเกตสีเข้ม กางเกงขายาวสีเดียวกัน ก็เดินลงจาก ‘สกุณาโบยบิน’ ตามทางลาดเรือ
ทรีอาร์เข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงแล้ว อุณหภูมิค่อนข้างเย็น แต่หมู่เกาะทะเลหมอกดูเหมือนจะยังอยู่ในช่วงปลายฤดูร้อน อากาศค่อนไปทางร้อนอบอ้าว แต่ก็ถูกลมทะเลพัดหอบไปในเวลาไม่นาน
ลูเมี่ยนเดินเรื่อยๆ ออกจากท่าเรือ เห็นหญิงชราพื้นเมือง ผิวสีน้ำตาลเข้ม หน้ามีริ้วรอย กำลังขายหมวกสานสีเหลืองทองอยู่ฝั่งตรงข้ามถนน
หมวกนี้ถักทอจากพืชท้องถิ่นชนิดหนึ่ง ชื่อของมันคือ ‘ใบทอง’ ได้รับความนิยมสูงในหมู่ศาสนิกชนของ ‘สุริยันเจิดจรัส’ ที่สัญจรไปมา หากซื้อกลับไปสักใบ จะมอบความรู้สึกเหมือนมีดวงอาทิตย์ลอยอยู่เหนือศีรษะ
ลูเมี่ยนมองว่า การสวมหมวกสานก็น่าสนุกดี จึงจ่ายเงิน 5 ริกต์ซื้อหมวกหนึ่งใบ สวมลงบนศีรษะ แล้วเดินเอื่อยๆ ไปยังลานกว้างใกล้ๆ
ลูเมี่ยนหยุดเดิน ล้วงมือใส่กระเป๋า ถือโอกาสพระอาทิตย์ยังไม่ลับขอบฟ้า กวาดตามองประกาศจับกุมทีละแผ่น จดจำจำนวนเงินรางวัลทีละรายการ
“‘ราชินีเงื่อนงำ’ หนึ่งในราชาท้องทะเล…ค่าหัว 100 ล้านเฟลคิน”
“‘ราชาแห่งห้าห้วงสมุทร’ นาสต์ หนึ่งในราชาท้องทะเล…ค่าหัว 20 ล้านเฟลคิน”
“‘ราชินีดวงดาว’ แคทลียา หนึ่งในราชาท้องทะเล…ค่าหัว 11 ล้านเฟลคิน”
“‘ราชาอมตะ’ อาการิธ หนึ่งในราชาท้องทะเล…ค่าหัว 4 ล้านเฟลคิน”
“‘ราชินีโรคภัย’ เทรซี่ หนึ่งในราชาท้องทะเล…ค่าหัว 3 ล้านเฟลคิน”
“‘ราชาสนธยา’ บูลาทอฟ·อีวาน หนึ่งในราชาท้องทะเล…ค่าหัว 2.6 ล้านเฟลคิน…”
นักผจญภัยข้างๆ เห็นลูเมี่ยนกำลังอ่านประกาศจับราชาท้องทะเลทั้งหกอย่างเอาจริงเอาจัง จึงอดไม่ได้ที่จะแซว
“ยังไง? คุณอยากล่าราชาท้องทะเลหรือ?”
……………………………………………………..