ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 516 วิธีถาม
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 516 วิธีถาม
ตอนที่ 516 วิธีถาม
…………….
ลูเมี่ยนเอียงศีรษะ มองดูชายที่พูดจาแซวตน แล้วตอบกลับไป
“นักผจญภัยทางทะเลทุกคน ก็ล้วนอยากตามรอยความยิ่งใหญ่ของเกอร์มัน·สแปร์โรว์ไม่ใช่หรือ?”
นักผจญภัยที่พูดติดตลกคนนี้ อายุไม่มากไม่น้อย ราวยี่สิบกว่าปี ผมสีน้ำตาลหยักศก ดวงตาสีน้ำเงินตามแบบฉบับชาวอินทิส ใบหน้าค่อนข้างผอม เคราจงใจเหลือไว้ ไม่ยอมโกนให้เกลี้ยง ตัดแต่งอย่างเรียบร้อย มีความประณีตแบบชนชั้นกลางของทรีอาร์อยู่พอสมควร
เขาสวมเสื้อคลุมบางๆ สีน้ำเงิน กางเกงขายาวสีขาว รองเท้าบูตสีน้ำตาล ตรงเอวห้อยปืนลูกโม่กระบอกใหญ่ กับดาบเรเพียร์ (Rapier) สุดประณีตไว้ทางซ้ายและขวาตามลำดับ
นักผจญภัยถึงกับอึ้งเมื่อได้ยินคำถามยอกย้อน ได้ยินความทะเยอทะยานอันสูงส่งของลูเมี่ยน ผ่านไปสองสามวินาทีจึงหัวเราะ
“เกอร์มัน·สแปร์โรว์ก็ไม่เคยล่าราชาโจรสลัดคนไหนนะ”
“ก็มีข่าวลืออยู่ไม่ใช่หรือ ว่า ‘ราชาบัลลังก์มืด’ บารอส·ฮ็อปกินส์ หนึ่งในสี่ราชาท้องทะเลเดิม ผู้หายตัวไปอย่างลึกลับในภายหลัง แท้จริงแล้วถูกเกอร์มัน·สแปร์โรว์กำจัดไป?” แม้ว่านิยายชุด ‘นักผจญภัยผู้ยิ่งใหญ่’ ยังไม่ได้เขียนถึงเนื้อหาส่วนนี้ แต่ลูเมี่ยนก็เคยอ่านหนังสือพิมพ์และนิตยสารบันทึกเรื่องราวทางทะเลมานับไม่ถ้วน
“ตอนนี้ยังไม่มีหลักฐาน” นักผจญภัยคนนั้นโต้แย้งอย่างมีเหตุผล “ต้องรอให้นิยายชุด ‘นักผจญภัยผู้ยิ่งใหญ่’ เขียนออกมาก่อน ถึงจะนับว่าเป็นเรื่องจริง มีข่าวลือว่าฟอร์ส·วอลล์ถูกว่าจ้างจากศาสนจักรเดอะฟูล ให้เผยแพร่วีรกรรมของเกอร์มัน·สแปร์โรว์”
ไม่ผิดจากที่เราคาดเดา นักเขียนคนดัง ฟอร์ส·วอลล์ ถูกคุ้มครองโดยศาสนจักรมิสเตอร์ฟูล จึงสามารถเขียนเรื่องส่วนต่างๆ ของเหล่าโจรสลัดใหญ่ได้อย่างไร้ความกังวล…ลูเมี่ยนถามอย่างสนใจ
“งั้นเรื่องระหว่างเกอร์มัน·สแปร์โรว์กับ ‘พลเรือโทโรคภัย’ คนก่อน หรือ ‘ราชินีโรคภัย’ คนปัจจุบัน เป็นความจริงหรือ?”
“ผมคิดว่าเป็นเรื่องจริงนะ อย่างน้อย ‘ราชินีโรคภัย’ ก็ไม่เคยปฏิเสธอย่างเปิดเผย” ดูเหมือนนักผจญภัยคนนี้ก็สนใจในหัวข้อเดียวกัน
จากบทสนทนาข้างต้น เขาเลิกทำบุคลิกเฮฮา แล้วมองลูเมี่ยนในทางที่ดีขึ้น พลางยิ้มถามว่า
“เรียกคุณว่าอะไรดี?”
“พอรู้ชื่อคุณแล้ว หากคุณสร้างผลงานยิ่งใหญ่ได้แบบเกอร์มัน·สแปร์โรว์ ผมก็จะเอาไปโม้กับนักผจญภัยคนอื่นว่า ผมรู้จักคุณตั้งแต่ตอนที่ยังไม่ดังเลย”
“หลุยส์·แบรี” ลูเมี่ยนบอกชื่อปลอม “แล้วคุณล่ะ? คุณก็อาจกลายเป็นนักผจญภัยผู้ยิ่งใหญ่เหมือนเกอร์มัน·สแปร์โรว์ได้เหมือนกัน”
“บาร์ทเนอร์·คอนเต้” นักผจญภัยผู้พกปืนลูกโม่กระบอกใหญ่กับเรเพียร์สุดประณีต หัวเราะในลำคอแล้วพูดต่อ “ผมไม่กล้าหวังจะเป็นเหมือนเกอร์มัน·สแปร์โรว์หรอก ถ้าสุดท้ายได้เป็นแบบเพลิงพิโรธเดนิส หรือแอนเดอร์สัน อดีตนักล่าอันดับหนึ่งแห่งทะเลหมอก ก็น่าพึงพอใจมากแล้ว”
ทะเยอทะยานจริงๆ …คงไม่ได้เพิ่งมาถึงทะเลเป็นครั้งแรกสินะ? หลังจากผ่านประสบการณ์มานับไม่ถ้วน แล้วยังคิดว่าตัวเองมีโอกาสไปถึงยอดฝีมืออย่างพิโรธเดนิส แสดงว่าต้องมั่นใจในพลังของตัวเองไม่เบา…ผู้วิเศษสินะ? ลูเมี่ยนอนุมานข้อสรุปได้ในพริบตาสมกับการเป็น ‘นักวางแผน’
เด็กหนุ่มกดหมวกฟางสีทองบนศีรษะ ยิ้มพลางพูดกับบาร์ทเนอร์·คอนเต้
“ดื่มสักแก้วไหม? ผมเลี้ยงเอง”
เขาตัดสินใจแวะเมืองหลวงของหมู่เกาะทะเลหมอก ท่าเรือฟาริม บนเกาะนักบุญทีค นอกจากต้องการทราบข่าวโจรสลัดเพิ่มเติมแล้ว ก็ยังอยากลองหาวัตถุดิบเสริมที่เหลือสำหรับโอสถ ‘ยมทูต’ ด้วย
และนั่นจำเป็นต้องติดต่อกับผู้วิเศษหรือนักค้าข่าวท้องถิ่น
ขณะความคิดแล่นผ่าน สมองลูเมี่ยนก็หวนนึกถึงรางวัลจากมาดามเมจิกเชี่ยน
“สูตรโอสถยมทูต”
“ลำดับ: 5”
“วัตถุดิบหลัก: อุ้งเท้าหน้าของหมาป่าอสูรสีเทาหม่น, ลิ้นของนักล่าแห่งพงไพร”
“วัตถุดิบเสริม: เลือดของหมาป่าอสูรสีเทาหม่น 80 มิลลิลิตร, เขี้ยวของนักล่าแห่งพรไพร 2 ซี่, พิษของกิ้งก่าเขาเครารุ้ง 10 หยด, น้ำมันหอมระเหยจากต้นฮอร์นบีม 10 หยด”
“พิธีกรรม: วางกลอุบาย จับกุมเป้าหมายลำดับสูงกว่าตัวเองให้ได้แบบยังมีชีวิต โอ้อวดแผนการทั้งหมดต่อหน้าเหยื่อ แล้วดื่มโอสถขณะอีกฝ่ายมองมาด้วยสายตาหวาดหวั่นและเจ็บใจ”
“หมายเหตุ 1: ยิ่งจับเป้าหมายได้มาก ยิ่งลำดับสูง ผลของพิธีกรรมก็จะยิ่งดี ยิ่งเป้าหมายหวาดกลัว เจ็บใจ และโกรธแค้นมากเพียงใด ผลของพิธีกรรมก็จะยิ่งดีมากเท่านั้น”
“หมายเหตุ 2: วัตถุดิบหลักทั้งสองอย่าง สามารถใช้ตะกอนพลังของการ์ดเนอร์·มาร์ตินแทนได้โดยตรง เลือดของหมาป่าอสูรสีเทาหม่น กับเขี้ยวของนักล่าแห่งพรไพร ก็สามารถใช้เลือดและฟันสองซี่ของการ์ดเนอร์ มาร์ติน แทนได้เช่นกัน”
กล่าวคือ ตอนนี้ลูเมี่ยนขาดเพียงพิษของกิ้งก่าเขาเครารุ้ง ซึ่งดูเหมือนจะมาจากสัตว์วิเศษ — ในกรณีน้ำมันหอมระเหยจากต้นฮอร์นบีม มันถือเป็นวัตถุดิบทั่วไป แม้แต่ผู้สนใจศาสตร์เร้นลับบางคนยังมีไว้ในครอบครอง ลูเมี่ยนจึงหามาได้ไม่ยากก่อนออกจากทรีอาร์
“ไม่ขัดข้อง” บาร์ทเนอร์·คอนเต้ไม่ปฏิเสธคำเชิญของลูเมี่ยน
ทั้งสองเดินไปยังถนนด้านข้างจัตุรัส ตรงนั้นมีตลาดกลางแจ้ง
ผลไม้นานาชนิดวางกองอยู่ริมถนน สลับกับแผงขายหมวกฟางใบทอง น้ำตาลอ้อย ขนมปังอบ เนื้อย่าง ยาเส้น กล้วยทอด มีคนท้องถิ่นผิวสีน้ำตาลเข้มจากหมู่เกาะ รวมถึงลูกเรือ นักเดินทาง นักผจญภัยจากต่างถิ่น นั่งอยู่บนม้านั่งเรียบง่าย ล้อมรอบแผงขายอาหารย่าง ดื่มไวน์สลับกับพูดคุยหัวเราะเสียงดัง
บาร์ใกล้เคียงสองแห่งก็เปิดประตูกว้าง นำโต๊ะกลมหลายตัวออกมาวางริมถนน ให้ผู้คนที่สัญจรผ่านนั่งดื่มได้
บาร์ทเนอร์เหลียวซ้ายแลขวา แล้วเตือนลูเมี่ยนว่า
“คุณเพิ่งเคยมาหมู่เกาะสินะ? จำไว้ให้ดี อย่าไว้ใจคนหมู่เกาะเด็ดขาด”
“อย่าเห็นว่าคนหมู่เกาะพวกนี้เอาแต่ทำตัวพินอบพิเทาต่อหน้าเรา ในใจของพวกเขาน่ะ คิดแต่จะหาทางโกงเงิน หรือจ้องจะฟันราคาหัวแบะ ยิ่งถ้าคุณไม่มีพละกำลังหรือปัญญาไปข่มพวกเขา ทางนั้นก็จะเปลี่ยนความคิดชั่วร้ายในใจ ให้เป็นการลงมือทำจริง”
ลูเมี่ยนเอียงศีรษะ มองบาร์ทเนอร์ครู่หนึ่งแล้วพูดยิ้มๆ
“ตอนคุณมาใหม่ๆ เคยโดนพวกเขาหลอกหรือ?”
บาร์ทเนอร์เงียบไปทันที ไม่ตอบคำถาม
ลูเมี่ยนก็ไม่ได้ซักไซ้ต่อ เพียงจ่ายเงินสองริกต์ซื้อกล้วยทอดถุงเล็กๆ ที่เพิ่งออกจากกระทะ รู้สึกว่าด้านนอกกรอบ ด้านในนุ่ม หอมหวานอร่อยกำลังดี
ท่ามกลางเสียงเคี้ยวกร้วมๆ บาร์ทเนอร์พึมพำ
“ขนมแบบนี้ ของโปรดผู้หญิงกับเด็กเลยล่ะ”
ผู้ชายโตแล้วคนหนึ่ง ซึ่งตั้งปณิธานจะทำตามรอยความยิ่งใหญ่ของเกอร์มัน·สแปร์โรว์ มัวกินกล้วยทอดอยู่ได้อย่างไร?
ในทางทฤษฎีแล้ว ฉันยังเป็นผู้เยาว์อยู่นะ…ลูเมี่ยนไม่ได้โต้เถียงกลับไป เพียงเดินผ่านตลาดกลางแจ้ง พลางเอ่ยถามบาร์ทเนอร์
“มี เยอะด้วย” บาร์ทเนอร์ตอบโดยไม่ลังเล “แต่คุณไม่ควรล่าพวกเขาที่นี่”
“ทำไมล่ะ?” ลูเมี่ยนขมวดคิ้ว “ล่าที่นี่เอาไปขึ้นเงินสะดวกจะตาย”
บาร์ทเนอร์หัวเราะในคอ แล้วลดเสียงลง
“ทางการท่าเรือฟาริมน่ะ ปล่อยให้พวกโจรสลัดนำสินค้าที่ปล้นได้มาขายทอดตลาด แถมยังปล่อยให้ซื้อเสบียงกับสินค้าฟุ่มเฟือยได้ตามต้องการ”
“การค้าขายของโจรสลัด คือหนึ่งในเสาหลักทางเศรษฐกิจของท่าเรือฟาริม ไม่รู้ว่ามีคนรวยเละเทะจากเรื่องนี้ไปกี่คนแล้ว รวมถึงท่านนายกเทศมนตรี ผู้บัญชาการกองเรือท้องถิ่น และผู้บังคับการทหารประจำการ”
“ขอเพียงพวกโจรสลัดไม่ก่อเรื่องเอง การที่คุณล่าพวกเขาในฟาริม ก็เท่ากับเป็นการท้าทายบรรดาผู้มีอิทธิพลเหล่านั้น ท้าทายระเบียบของผู้มีอำนาจ ถึงตอนนั้น ทั้งคุณและโจรสลัดจะถูกทางการจับ แต่พวกหลังจะมีโอกาส ‘รอดคุก’”
“ทรีอาร์ไม่ทำอะไรเลยหรือไง?” ลูเมี่ยนถามติดตลก
นอกทรีอาร์ ผู้คนมักใช้คำว่าทรีอาร์แทนรัฐบาลอินทิส
“คำถามคือ พวกเขารู้หรือ? พวกคนที่รู้เรื่องการค้าของโจรสลัด ก็คงรวมหัวกันกอบโกยจนพุงกาง ส่วนใครที่ไม่รู้ ก็คงไม่มีโอกาสได้รับรู้” บาร์ทเนอร์หัวเราะแห้งๆ “ยังไงในท่าเรือฟาริม พวกโจรสลัดก็แวะมาเพียงเพื่อผ่อนคลาย ไม่อยากสร้างปัญหากันเท่าไร”
“งั้นหรือ…” ลูเมี่ยนคิดสักครู่แล้วพูด “ถ้าโจรสลัดโจมตีผมก่อน ทางนี้มีสิทธิ์ป้องกันตัวโดยชอบธรรมสินะ?”
“ก็ใช่ แต่ทำไมพวกเขาต้องโจมตีคุณก่อนล่ะ?” บาร์ทเนอร์คงเดาได้ว่า ไอ้หมอนี่คิดจะไปยั่วยุพวกโจรสลัด
“พวกเขาอาจมองผมเป็นเหยื่อในการรุมกลั่นแกล้งก็ได้” ลูเมี่ยนตอบพลางเดินเข้าบาร์ข้างๆ พร้อมกับบาร์ทเนอร์·คอนเต้
ทั้งสองไม่ได้เลือกนั่งริมถนนด้านนอก แต่เข้าไปในบาร์
ด้านในก็คึกคักไม่แพ้กัน เพราะบนเวทีไม้กลางห้องโถง มีสาวลูกครึ่งคนหนึ่งกำลังเต้นระบำเปลื้องผ้าอย่างเร่าร้อน เธอไม่เพียงแต่เตะขาสูงบ่อยๆ แต่ยังค่อยๆ ถอดเสื้อคลุม ถอดเครื่องปกปิดต่างๆ ตามจังหวะเพลง เผยให้เห็นผิวพรรณอันสมบูรณ์แข็งแรง รวมถึงสัดส่วนอันโค้งเว้าอ่อนช้อย
เมื่อเธอเลื่อนมือไปวางบนชุดชั้นใน บรรดาแขกถือแก้วเหล้ารอบๆ ก็พลันผิวปาก หรือส่งเสียงเฮฮาอึกทึก จนบรรยากาศคุกรุ่นสุดขีด
“เป็นไง? ในบางแง่มุม ฟาริมน่ะใจถึงยิ่งกว่าทรีอาร์เสียอีก ไม่เพียงแต่ได้ดู ถ้าจ่ายเงินก็พาตัวไปได้เลย” บาร์ทเนอร์หัวเราะพลางแนะนำ
ลูเมี่ยนยกมือขวาพร้อมกับพูด
“มันก็แค่สื่อว่า ฟาริมอยู่ห่างจากสำนักงานใหญ่ของสองศาสนจักร อยู่ห่างจากถนนใหญ่แนวร่มไม้ของทรีอาร์เกินไป”
“คุณหมายถึงอะไร?” บาร์ทเนอร์ยังตามไม่ทัน
“ที่นี่อยู่ห่างจากความยุติธรรมเกินไปยังไงล่ะ ยังกับบ้านป่าเมืองเถื่อน!” ลูเมี่ยนตอบด้วยน้ำเสียงของผู้ศรัทธาสุริยันเจิดจรัสอย่างแรงกล้า
เห็นสีหน้าของบาร์ทเนอร์แข็งค้างไป ลูเมี่ยนกลับมายิ้มอีกครั้ง
“ล้อเล่นน่ะ จะเป็นนักผจญภัยทางทะเลทั้งที ใครจะมัวสนใจกฎหมาย? สนใจแค่ปืนของผู้บังคับใช้กฎหมายเท่านั้นแหละ!”
“ผมนึกว่าอีกสักวินาที คุณจะชำระล้างสถานที่แห่งนี้ในนามของพระองค์เสียอีก” บาร์ทเนอร์ถอนหายใจโล่งอก แล้วพูดติดตลกกลับไป
หลังจากทั้งสองนั่งลง ต่างก็สั่ง ‘คินซอม’ ไวน์น้ำตาลอันลือชื่อของหมู่เกาะทะเลหมอก
แก้วละแปดริกต์ ถูกกว่าในทรีอาร์มาก
ขณะจิบเครื่องดื่มสีทอง รสหวานคล้ายคาราเมลตอนกลืน ลูเมี่ยนเริ่มคุยกับบาร์ทเนอร์และบาร์เทนเดอร์เกี่ยวกับเกอร์มัน·สแปร์โรว์ ทำตัวประหนึ่งเป็นแฟนคลับผู้คลั่งไคล้
หลังจากคุยกันสักพัก จนดื่ม ‘คินซอม’ หมดแก้ว ลูเมี่ยนก็ลุกขึ้นยืน เดินไปทางเวทีไม้ตรงกลาง ที่ตอนนี้มีนักเต้นระบำเปลื้องผ้าคนใหม่
บาร์ทเนอร์ยิ้มมอง พลางคิดในใจว่า เจ้าหนุ่มนี่คงทนไม่ไหวแล้วจริงๆ
พอลูเมี่ยนเดินไปถึงข้างเวที ก็คว้าตัวแขกสองคนที่ยืนขวางหน้า จับคอเสื้อพวกเขาแล้วโยนไปด้านหลัง
จากนั้น เด็กหนุ่มใช้มือซ้ายยันขอบเวที แล้วกระโดดรวดเดียวขึ้นไปข้างบน
ท่ามกลางสายตาเจือความสงสัยของทุกฝ่าย ลูเมี่ยนชักปืนลูกโม่ออกมา เล็งใส่เพดานบาร์แล้วเหนี่ยวไกทันที
ปัง!
ท่ามกลางเสียงปืน เม็ดฝุ่นร่วงกราวลงมา นักเต้นระบำเปลื้องผ้าตกใจหมอบลง แขกรอบๆ บางคนวิ่งหนีอย่างหวาดผวา มองหากำบังหลบภัย บางคนยังไม่ขยับไปไหน เอาแต่จ้องลูเมี่ยนด้วยความมึนงง บางคนไม่ปิดบังความโกรธ บางคนขมวดคิ้ว บางคนยิ้มอย่างคาดหวัง
เขาคิดอะไรอยู่? กำลังทำอะไรอยู่? บาร์ทเนอร์มองดูจนตาค้าง
ลูเมี่ยนเป่าปากกระบอกปืนลูกโม่ แล้วพูดยิ้มๆ กับบรรดาแขก
“ทุกท่านครับ กรุณามองมาทางผม ผมมีเรื่องอยากจะถาม”
……………………………………………………..