ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 517 นักธุรกิจใหญ่ ................
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 517 นักธุรกิจใหญ่ ................
ตอนที่ 516 วิธีถาม
…………….
ลูเมี่ยนเอียงศีรษะ มองดูชายที่พูดจาแซวตน แล้วตอบกลับไป
“นักผจญภัยทางทะเลทุกคน ก็ล้วนอยากตามรอยความยิ่งใหญ่ของเกอร์มัน·สแปร์โรว์ไม่ใช่หรือ?”
นักผจญภัยที่พูดติดตลกคนนี้ อายุไม่มากไม่น้อย ราวยี่สิบกว่าปี ผมสีน้ำตาลหยักศก ดวงตาสีน้ำเงินตามแบบฉบับชาวอินทิส ใบหน้าค่อนข้างผอม เคราจงใจเหลือไว้ ไม่ยอมโกนให้เกลี้ยง ตัดแต่งอย่างเรียบร้อย มีความประณีตแบบชนชั้นกลางของทรีอาร์อยู่พอสมควร
เขาสวมเสื้อคลุมบางๆ สีน้ำเงิน กางเกงขายาวสีขาว รองเท้าบูตสีน้ำตาล ตรงเอวห้อยปืนลูกโม่กระบอกใหญ่ กับดาบเรเพียร์ (Rapier) สุดประณีตไว้ทางซ้ายและขวาตามลำดับ
นักผจญภัยถึงกับอึ้งเมื่อได้ยินคำถามยอกย้อน ได้ยินความทะเยอทะยานอันสูงส่งของลูเมี่ยน ผ่านไปสองสามวินาทีจึงหัวเราะ
“เกอร์มัน·สแปร์โรว์ก็ไม่เคยล่าราชาโจรสลัดคนไหนนะ”
“ก็มีข่าวลืออยู่ไม่ใช่หรือ ว่า ‘ราชาบัลลังก์มืด’ บารอส·ฮ็อปกินส์ หนึ่งในสี่ราชาท้องทะเลเดิม ผู้หายตัวไปอย่างลึกลับในภายหลัง แท้จริงแล้วถูกเกอร์มัน·สแปร์โรว์กำจัดไป?” แม้ว่านิยายชุด ‘นักผจญภัยผู้ยิ่งใหญ่’ ยังไม่ได้เขียนถึงเนื้อหาส่วนนี้ แต่ลูเมี่ยนก็เคยอ่านหนังสือพิมพ์และนิตยสารบันทึกเรื่องราวทางทะเลมานับไม่ถ้วน
“ตอนนี้ยังไม่มีหลักฐาน” นักผจญภัยคนนั้นโต้แย้งอย่างมีเหตุผล “ต้องรอให้นิยายชุด ‘นักผจญภัยผู้ยิ่งใหญ่’ เขียนออกมาก่อน ถึงจะนับว่าเป็นเรื่องจริง มีข่าวลือว่าฟอร์ส·วอลล์ถูกว่าจ้างจากศาสนจักรเดอะฟูล ให้เผยแพร่วีรกรรมของเกอร์มัน·สแปร์โรว์”
ไม่ผิดจากที่เราคาดเดา นักเขียนคนดัง ฟอร์ส·วอลล์ ถูกคุ้มครองโดยศาสนจักรมิสเตอร์ฟูล จึงสามารถเขียนเรื่องส่วนต่างๆ ของเหล่าโจรสลัดใหญ่ได้อย่างไร้ความกังวล…ลูเมี่ยนถามอย่างสนใจ
“งั้นเรื่องระหว่างเกอร์มัน·สแปร์โรว์กับ ‘พลเรือโทโรคภัย’ คนก่อน หรือ ‘ราชินีโรคภัย’ คนปัจจุบัน เป็นความจริงหรือ?”
“ผมคิดว่าเป็นเรื่องจริงนะ อย่างน้อย ‘ราชินีโรคภัย’ ก็ไม่เคยปฏิเสธอย่างเปิดเผย” ดูเหมือนนักผจญภัยคนนี้ก็สนใจในหัวข้อเดียวกัน
จากบทสนทนาข้างต้น เขาเลิกทำบุคลิกเฮฮา แล้วมองลูเมี่ยนในทางที่ดีขึ้น พลางยิ้มถามว่า
“เรียกคุณว่าอะไรดี?”
“พอรู้ชื่อคุณแล้ว หากคุณสร้างผลงานยิ่งใหญ่ได้แบบเกอร์มัน·สแปร์โรว์ ผมก็จะเอาไปโม้กับนักผจญภัยคนอื่นว่า ผมรู้จักคุณตั้งแต่ตอนที่ยังไม่ดังเลย”
“หลุยส์·แบรี” ลูเมี่ยนบอกชื่อปลอม “แล้วคุณล่ะ? คุณก็อาจกลายเป็นนักผจญภัยผู้ยิ่งใหญ่เหมือนเกอร์มัน·สแปร์โรว์ได้เหมือนกัน”
“บาร์ทเนอร์·คอนเต้” นักผจญภัยผู้พกปืนลูกโม่กระบอกใหญ่กับเรเพียร์สุดประณีต หัวเราะในลำคอแล้วพูดต่อ “ผมไม่กล้าหวังจะเป็นเหมือนเกอร์มัน·สแปร์โรว์หรอก ถ้าสุดท้ายได้เป็นแบบเพลิงพิโรธเดนิส หรือแอนเดอร์สัน อดีตนักล่าอันดับหนึ่งแห่งทะเลหมอก ก็น่าพึงพอใจมากแล้ว”
ทะเยอทะยานจริงๆ …คงไม่ได้เพิ่งมาถึงทะเลเป็นครั้งแรกสินะ? หลังจากผ่านประสบการณ์มานับไม่ถ้วน แล้วยังคิดว่าตัวเองมีโอกาสไปถึงยอดฝีมืออย่างพิโรธเดนิส แสดงว่าต้องมั่นใจในพลังของตัวเองไม่เบา…ผู้วิเศษสินะ? ลูเมี่ยนอนุมานข้อสรุปได้ในพริบตาสมกับการเป็น ‘นักวางแผน’
เด็กหนุ่มกดหมวกฟางสีทองบนศีรษะ ยิ้มพลางพูดกับบาร์ทเนอร์·คอนเต้
“ดื่มสักแก้วไหม? ผมเลี้ยงเอง”
เขาตัดสินใจแวะเมืองหลวงของหมู่เกาะทะเลหมอก ท่าเรือฟาริม บนเกาะนักบุญทีค นอกจากต้องการทราบข่าวโจรสลัดเพิ่มเติมแล้ว ก็ยังอยากลองหาวัตถุดิบเสริมที่เหลือสำหรับโอสถ ‘ยมทูต’ ด้วย
และนั่นจำเป็นต้องติดต่อกับผู้วิเศษหรือนักค้าข่าวท้องถิ่น
ขณะความคิดแล่นผ่าน สมองลูเมี่ยนก็หวนนึกถึงรางวัลจากมาดามเมจิกเชี่ยน
“สูตรโอสถยมทูต”
“ลำดับ: 5”
“วัตถุดิบหลัก: อุ้งเท้าหน้าของหมาป่าอสูรสีเทาหม่น, ลิ้นของนักล่าแห่งพงไพร”
“วัตถุดิบเสริม: เลือดของหมาป่าอสูรสีเทาหม่น 80 มิลลิลิตร, เขี้ยวของนักล่าแห่งพรไพร 2 ซี่, พิษของกิ้งก่าเขาเครารุ้ง 10 หยด, น้ำมันหอมระเหยจากต้นฮอร์นบีม 10 หยด”
“พิธีกรรม: วางกลอุบาย จับกุมเป้าหมายลำดับสูงกว่าตัวเองให้ได้แบบยังมีชีวิต โอ้อวดแผนการทั้งหมดต่อหน้าเหยื่อ แล้วดื่มโอสถขณะอีกฝ่ายมองมาด้วยสายตาหวาดหวั่นและเจ็บใจ”
“หมายเหตุ 1: ยิ่งจับเป้าหมายได้มาก ยิ่งลำดับสูง ผลของพิธีกรรมก็จะยิ่งดี ยิ่งเป้าหมายหวาดกลัว เจ็บใจ และโกรธแค้นมากเพียงใด ผลของพิธีกรรมก็จะยิ่งดีมากเท่านั้น”
“หมายเหตุ 2: วัตถุดิบหลักทั้งสองอย่าง สามารถใช้ตะกอนพลังของการ์ดเนอร์·มาร์ตินแทนได้โดยตรง เลือดของหมาป่าอสูรสีเทาหม่น กับเขี้ยวของนักล่าแห่งพรไพร ก็สามารถใช้เลือดและฟันสองซี่ของการ์ดเนอร์ มาร์ติน แทนได้เช่นกัน”
กล่าวคือ ตอนนี้ลูเมี่ยนขาดเพียงพิษของกิ้งก่าเขาเครารุ้ง ซึ่งดูเหมือนจะมาจากสัตว์วิเศษ — ในกรณีน้ำมันหอมระเหยจากต้นฮอร์นบีม มันถือเป็นวัตถุดิบทั่วไป แม้แต่ผู้สนใจศาสตร์เร้นลับบางคนยังมีไว้ในครอบครอง ลูเมี่ยนจึงหามาได้ไม่ยากก่อนออกจากทรีอาร์
“ไม่ขัดข้อง” บาร์ทเนอร์·คอนเต้ไม่ปฏิเสธคำเชิญของลูเมี่ยน
ทั้งสองเดินไปยังถนนด้านข้างจัตุรัส ตรงนั้นมีตลาดกลางแจ้ง
ผลไม้นานาชนิดวางกองอยู่ริมถนน สลับกับแผงขายหมวกฟางใบทอง น้ำตาลอ้อย ขนมปังอบ เนื้อย่าง ยาเส้น กล้วยทอด มีคนท้องถิ่นผิวสีน้ำตาลเข้มจากหมู่เกาะ รวมถึงลูกเรือ นักเดินทาง นักผจญภัยจากต่างถิ่น นั่งอยู่บนม้านั่งเรียบง่าย ล้อมรอบแผงขายอาหารย่าง ดื่มไวน์สลับกับพูดคุยหัวเราะเสียงดัง
บาร์ใกล้เคียงสองแห่งก็เปิดประตูกว้าง นำโต๊ะกลมหลายตัวออกมาวางริมถนน ให้ผู้คนที่สัญจรผ่านนั่งดื่มได้
บาร์ทเนอร์เหลียวซ้ายแลขวา แล้วเตือนลูเมี่ยนว่า
“คุณเพิ่งเคยมาหมู่เกาะสินะ? จำไว้ให้ดี อย่าไว้ใจคนหมู่เกาะเด็ดขาด”
“อย่าเห็นว่าคนหมู่เกาะพวกนี้เอาแต่ทำตัวพินอบพิเทาต่อหน้าเรา ในใจของพวกเขาน่ะ คิดแต่จะหาทางโกงเงิน หรือจ้องจะฟันราคาหัวแบะ ยิ่งถ้าคุณไม่มีพละกำลังหรือปัญญาไปข่มพวกเขา ทางนั้นก็จะเปลี่ยนความคิดชั่วร้ายในใจ ให้เป็นการลงมือทำจริง”
ลูเมี่ยนเอียงศีรษะ มองบาร์ทเนอร์ครู่หนึ่งแล้วพูดยิ้มๆ
“ตอนคุณมาใหม่ๆ เคยโดนพวกเขาหลอกหรือ?”
บาร์ทเนอร์เงียบไปทันที ไม่ตอบคำถาม
ลูเมี่ยนก็ไม่ได้ซักไซ้ต่อ เพียงจ่ายเงินสองริกต์ซื้อกล้วยทอดถุงเล็กๆ ที่เพิ่งออกจากกระทะ รู้สึกว่าด้านนอกกรอบ ด้านในนุ่ม หอมหวานอร่อยกำลังดี
ท่ามกลางเสียงเคี้ยวกร้วมๆ บาร์ทเนอร์พึมพำ
“ขนมแบบนี้ ของโปรดผู้หญิงกับเด็กเลยล่ะ”
ผู้ชายโตแล้วคนหนึ่ง ซึ่งตั้งปณิธานจะทำตามรอยความยิ่งใหญ่ของเกอร์มัน·สแปร์โรว์ มัวกินกล้วยทอดอยู่ได้อย่างไร?
ในทางทฤษฎีแล้ว ฉันยังเป็นผู้เยาว์อยู่นะ…ลูเมี่ยนไม่ได้โต้เถียงกลับไป เพียงเดินผ่านตลาดกลางแจ้ง พลางเอ่ยถามบาร์ทเนอร์
“มี เยอะด้วย” บาร์ทเนอร์ตอบโดยไม่ลังเล “แต่คุณไม่ควรล่าพวกเขาที่นี่”
“ทำไมล่ะ?” ลูเมี่ยนขมวดคิ้ว “ล่าที่นี่เอาไปขึ้นเงินสะดวกจะตาย”
บาร์ทเนอร์หัวเราะในคอ แล้วลดเสียงลง
“ทางการท่าเรือฟาริมน่ะ ปล่อยให้พวกโจรสลัดนำสินค้าที่ปล้นได้มาขายทอดตลาด แถมยังปล่อยให้ซื้อเสบียงกับสินค้าฟุ่มเฟือยได้ตามต้องการ”
“การค้าขายของโจรสลัด คือหนึ่งในเสาหลักทางเศรษฐกิจของท่าเรือฟาริม ไม่รู้ว่ามีคนรวยเละเทะจากเรื่องนี้ไปกี่คนแล้ว รวมถึงท่านนายกเทศมนตรี ผู้บัญชาการกองเรือท้องถิ่น และผู้บังคับการทหารประจำการ”
“ขอเพียงพวกโจรสลัดไม่ก่อเรื่องเอง การที่คุณล่าพวกเขาในฟาริม ก็เท่ากับเป็นการท้าทายบรรดาผู้มีอิทธิพลเหล่านั้น ท้าทายระเบียบของผู้มีอำนาจ ถึงตอนนั้น ทั้งคุณและโจรสลัดจะถูกทางการจับ แต่พวกหลังจะมีโอกาส ‘รอดคุก’”
“ทรีอาร์ไม่ทำอะไรเลยหรือไง?” ลูเมี่ยนถามติดตลก
นอกทรีอาร์ ผู้คนมักใช้คำว่าทรีอาร์แทนรัฐบาลอินทิส
“คำถามคือ พวกเขารู้หรือ? พวกคนที่รู้เรื่องการค้าของโจรสลัด ก็คงรวมหัวกันกอบโกยจนพุงกาง ส่วนใครที่ไม่รู้ ก็คงไม่มีโอกาสได้รับรู้” บาร์ทเนอร์หัวเราะแห้งๆ “ยังไงในท่าเรือฟาริม พวกโจรสลัดก็แวะมาเพียงเพื่อผ่อนคลาย ไม่อยากสร้างปัญหากันเท่าไร”
“งั้นหรือ…” ลูเมี่ยนคิดสักครู่แล้วพูด “ถ้าโจรสลัดโจมตีผมก่อน ทางนี้มีสิทธิ์ป้องกันตัวโดยชอบธรรมสินะ?”
“ก็ใช่ แต่ทำไมพวกเขาต้องโจมตีคุณก่อนล่ะ?” บาร์ทเนอร์คงเดาได้ว่า ไอ้หมอนี่คิดจะไปยั่วยุพวกโจรสลัด
“พวกเขาอาจมองผมเป็นเหยื่อในการรุมกลั่นแกล้งก็ได้” ลูเมี่ยนตอบพลางเดินเข้าบาร์ข้างๆ พร้อมกับบาร์ทเนอร์·คอนเต้
ทั้งสองไม่ได้เลือกนั่งริมถนนด้านนอก แต่เข้าไปในบาร์
ด้านในก็คึกคักไม่แพ้กัน เพราะบนเวทีไม้กลางห้องโถง มีสาวลูกครึ่งคนหนึ่งกำลังเต้นระบำเปลื้องผ้าอย่างเร่าร้อน เธอไม่เพียงแต่เตะขาสูงบ่อยๆ แต่ยังค่อยๆ ถอดเสื้อคลุม ถอดเครื่องปกปิดต่างๆ ตามจังหวะเพลง เผยให้เห็นผิวพรรณอันสมบูรณ์แข็งแรง รวมถึงสัดส่วนอันโค้งเว้าอ่อนช้อย
เมื่อเธอเลื่อนมือไปวางบนชุดชั้นใน บรรดาแขกถือแก้วเหล้ารอบๆ ก็พลันผิวปาก หรือส่งเสียงเฮฮาอึกทึก จนบรรยากาศคุกรุ่นสุดขีด
“เป็นไง? ในบางแง่มุม ฟาริมน่ะใจถึงยิ่งกว่าทรีอาร์เสียอีก ไม่เพียงแต่ได้ดู ถ้าจ่ายเงินก็พาตัวไปได้เลย” บาร์ทเนอร์หัวเราะพลางแนะนำ
ลูเมี่ยนยกมือขวาพร้อมกับพูด
“มันก็แค่สื่อว่า ฟาริมอยู่ห่างจากสำนักงานใหญ่ของสองศาสนจักร อยู่ห่างจากถนนใหญ่แนวร่มไม้ของทรีอาร์เกินไป”
“คุณหมายถึงอะไร?” บาร์ทเนอร์ยังตามไม่ทัน
“ที่นี่อยู่ห่างจากความยุติธรรมเกินไปยังไงล่ะ ยังกับบ้านป่าเมืองเถื่อน!” ลูเมี่ยนตอบด้วยน้ำเสียงของผู้ศรัทธาสุริยันเจิดจรัสอย่างแรงกล้า
เห็นสีหน้าของบาร์ทเนอร์แข็งค้างไป ลูเมี่ยนกลับมายิ้มอีกครั้ง
“ล้อเล่นน่ะ จะเป็นนักผจญภัยทางทะเลทั้งที ใครจะมัวสนใจกฎหมาย? สนใจแค่ปืนของผู้บังคับใช้กฎหมายเท่านั้นแหละ!”
“ผมนึกว่าอีกสักวินาที คุณจะชำระล้างสถานที่แห่งนี้ในนามของพระองค์เสียอีก” บาร์ทเนอร์ถอนหายใจโล่งอก แล้วพูดติดตลกกลับไป
หลังจากทั้งสองนั่งลง ต่างก็สั่ง ‘คินซอม’ ไวน์น้ำตาลอันลือชื่อของหมู่เกาะทะเลหมอก
แก้วละแปดริกต์ ถูกกว่าในทรีอาร์มาก
ขณะจิบเครื่องดื่มสีทอง รสหวานคล้ายคาราเมลตอนกลืน ลูเมี่ยนเริ่มคุยกับบาร์ทเนอร์และบาร์เทนเดอร์เกี่ยวกับเกอร์มัน·สแปร์โรว์ ทำตัวประหนึ่งเป็นแฟนคลับผู้คลั่งไคล้
หลังจากคุยกันสักพัก จนดื่ม ‘คินซอม’ หมดแก้ว ลูเมี่ยนก็ลุกขึ้นยืน เดินไปทางเวทีไม้ตรงกลาง ที่ตอนนี้มีนักเต้นระบำเปลื้องผ้าคนใหม่
บาร์ทเนอร์ยิ้มมอง พลางคิดในใจว่า เจ้าหนุ่มนี่คงทนไม่ไหวแล้วจริงๆ
พอลูเมี่ยนเดินไปถึงข้างเวที ก็คว้าตัวแขกสองคนที่ยืนขวางหน้า จับคอเสื้อพวกเขาแล้วโยนไปด้านหลัง
จากนั้น เด็กหนุ่มใช้มือซ้ายยันขอบเวที แล้วกระโดดรวดเดียวขึ้นไปข้างบน
ท่ามกลางสายตาเจือความสงสัยของทุกฝ่าย ลูเมี่ยนชักปืนลูกโม่ออกมา เล็งใส่เพดานบาร์แล้วเหนี่ยวไกทันที
ปัง!
ท่ามกลางเสียงปืน เม็ดฝุ่นร่วงกราวลงมา นักเต้นระบำเปลื้องผ้าตกใจหมอบลง แขกรอบๆ บางคนวิ่งหนีอย่างหวาดผวา มองหากำบังหลบภัย บางคนยังไม่ขยับไปไหน เอาแต่จ้องลูเมี่ยนด้วยความมึนงง บางคนไม่ปิดบังความโกรธ บางคนขมวดคิ้ว บางคนยิ้มอย่างคาดหวัง
เขาคิดอะไรอยู่? กำลังทำอะไรอยู่? บาร์ทเนอร์มองดูจนตาค้าง
ลูเมี่ยนเป่าปากกระบอกปืนลูกโม่ แล้วพูดยิ้มๆ กับบรรดาแขก
“ทุกท่านครับ กรุณามองมาทางผม ผมมีเรื่องอยากจะถาม”
……………………………………………………..
ตอนที่ 517 นักธุรกิจใหญ่
…………….
ลูเมี่ยนไม่ยี่หระกับทุกสายตา ท่ามกลางการถูกจ้องมอง เด็กหนุ่มพูดยิ้มๆ
“ผมอยากรู้ว่าจะหาพวกของวิเศษได้จากไหน?”
ได้ยินคำถามนี้ บาร์ทเนอร์·คอนเต้รีบยกมือขวาขึ้น กระดกดื่มคินซอมที่เหลือจนหมด
ไอ้เด็กนี่หลงมาจากไหน?
คำถามแบบนี้ ใครเขาถามกันในที่สาธารณะ?
ถึงไม่มีใครไปแจ้งความ แต่ทุกคนก็จะมองเป็นแค่ตัวตลกเท่านั้นแหละ!
ชั่วขณะนี้เอง บาร์ทเนอร์รู้สึกเสียใจมาก ที่ดันตอบรับคำเชิญดื่มของหลุยส์·แบรี เพราะนั่นทำให้เขาถูกมองว่าเป็นเพื่อนกับคนโง่
เห็นลูกค้าในบาร์แสดงสีหน้าต่างๆ นานา แต่ไม่มีใครตอบ ลูเมี่ยนจึงยักไหล่แล้วเก็บปืนลูกโม่
“เป็นคนธรรมดากันหมดเลยสินะ”
พูดจบ เขาก็กระโดดลงจากแท่นไม้ เดินผ่านฝูงชนชุลมุนวุ่นวาย กลับไปทางเคาน์เตอร์บาร์
ขี้เมาสองคน ที่ก่อนหน้านี้ถูกเด็กหนุ่มจับคอเสื้อโยน รวมถึงคนอื่นๆ ที่ยังคงตกใจกลัว เมื่อลองประเมินพละกำลังกับอาวุธของตน ก็ตัดสินใจไม่แก้แค้น
หลังจากกลับไปนั่งเก้าอี้สูงตัวเดิม ลูเมี่ยนสั่งแลงติร้อนแรงหนึ่งแก้ว แล้วยิ้มพูดกับบาร์ทเนอร์
“ท่าเรือฟาริมเปิดกว้างกว่าทรีอาร์จริงๆ”
บาร์ทเนอร์มองหลุยส์·แบรีด้วยสายตาทำนอง ‘นายไม่มีสมองเลยหรือไง’ แล้วฝืนยิ้มพูดตอบ
“สิ่งที่พวกเราต้องเลียนแบบคือเส้นทางการไต่เต้าของเกอร์มัน·สแปร์โรว์ ไม่ใช่พฤติกรรมของเขา”
ไอ้เด็กนี่เทิดทูนเกอร์มัน·สแปร์โรว์ขึ้นสมอง จนคิดจะเลียนแบบความโหดเหี้ยมบ้าคลั่งนั่นด้วย?
เกอร์มัน·สแปร์โรว์มีฝีมือรองรับความบ้าคลั่งของตน แต่นายล่ะ?
ยิ่งไปกว่านั้น ความบ้าคลั่งของเกอร์มัน·สแปร์โรว์มีรากเหง้าจากความเยือกเย็นไร้อารมณ์ แต่ของนายคือความบ้าบิ่นอันโง่เขลาไร้สมอง มันจะเหมือนกันได้ยังไง?
ลูเมี่ยนไม่ตอบโต้บาร์ทเนอร์ เพียงคุยเรื่อยเปื่อยกับเขาต่อ เกี่ยวกับโจรสลัดที่กำลังโลดแล่นในทะเลหมอกช่วงนี้
เมื่อดื่มแลงติร้อนแรงในมือจนหมด เขาก็บอกลาบาร์ทเนอร์ ออกจากบาร์ เดินผ่านตลาดกลางแจ้งอันคึกคัก มุ่งหน้าไปยังท่าเรือ
เขาเพิ่งกลับมาถึงลานกว้างที่เต็มไปด้วยป้ายประกาศ ก็พลันเอี้ยวตัวเหลียวหลัง
ชายชาวเกาะคนหนึ่ง สวมหมวกทรงกึ่งสูง ใส่เสื้อแจ็กเกตสีเทาดำ ค่อยๆ เข้ามาใกล้เด็กหนุ่มอย่างขลาดกลัว พร้อมกับยิ้มประจบ
“เมื่อสักครู่ ผมก็อยู่ในบาร์ด้วย”
“เข้าเรื่องเลย” ลูเมี่ยนเร่งอย่างหงุดหงิด
ชายชาวเกาะผิวสีน้ำตาลเข้ม หน้าผอม หน้าตาค่อนข้างดี เหลียวซ้ายแลขวา แล้วกดเสียงพูดว่า
“คุณกำลังมองหาสถานที่สำหรับเลือกดูสมบัติวิเศษใช่ไหมครับ?”
“ผมพอจะรู้ว่าที่ไหนตอบสนองคุณได้”
“จริงหรือ?” ลูเมี่ยนถามกลับด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยเชื่อ
“ผมไม่รับประกันว่าจะมีแน่ๆ แต่คุณลองไปดูได้ ถ้าไม่เหมาะก็ไม่ต้องซื้อ” ชายชาวเกาะมองใต้รักแร้ซ้ายของลูเมี่ยน “ยังไงคุณก็มีปืน ฝีมือก็ไม่เลว คงไม่กลัวโดนปล้นหรอกใช่ไหม?”
“ก็จริง” ลูเมี่ยนคิดอยู่สองสามวินาที แล้วพยักหน้าช้าๆ พูดว่า “คุณชื่ออะไร?”
“ผมชื่อคาเมล” ชายชาวเกาะชี้ไปยังถนนอีกสายใกล้ๆ ลานกว้าง “คุณตามผมมา ที่นั่นไม่ไกล”
ลูเมี่ยนเดินตามคาเมลอย่างไม่ใส่ใจนัก ผ่านไปสองถนน จนมาถึงย่านคล้ายๆ กับถนนอลเวง
ถนนหนทางแถวนี้ค่อนข้างแคบ ตึกรามบ้านช่องดูราวกับพร้อมพังถล่ม แต่กลับมีสิ่งอำนวยความสะดวกใหม่ๆ ถูกต่อเติมอย่างไม่เป็นระเบียบ
คาเมลพาลูเมี่ยนเดินเข้าร้านซักรีด เจ้าของร้านเป็นคนท้องถิ่น ทั้งสองผ่านดงเสื้อผ้าเปียกที่ตากอยู่ จนกระทั่งถึงส่วนลึกสุดของบ้านที่มีบรรยากาศมืดสลัว
ตรงนั้นมีประตูบานหนึ่ง
“คุณปลอมตัวก่อน ถ้าคิดจะร่วมชุมนุมศาสตร์เร้นลับแบบนี้ ไม่ควรปล่อยให้ผู้อื่นเห็นหน้าจริงหรือจดจำตัวจริงได้” คาเมลหยิบเสื้อคลุมยาวสีดำพร้อมฮู้ดสองชุดจากผนังนอกประตู ส่งให้ลูเมี่ยน
รอจนลูเมี่ยนสวมเสื้อคลุมยาวพร้อมกับคลุมฮู้ดเสร็จ คาเมลก็เคาะประตูบานดังกล่าวตามจังหวะ
ประตูเปิดออกพร้อมเสียงไม้ลั่น ข้างในดูคล้ายกับห้องรับแขกเรียบง่าย มีโซฟายาวเก่าๆ กับเก้าอี้มีพนักพิงขาดวิ่น
ปัจจุบัน มีคนสวมเสื้อคลุมยาวพร้อมฮู้ดห้าหกคน นั่งอยู่ตามตำแหน่งต่างๆ
ขณะคาเมลแนะนำอย่างรวบรัด ลูเมี่ยนปิดประตูห้องอย่างสุภาพ
เมื่อคนทั้งสองลากเก้าอี้กลมมานั่ง ชายคนหนึ่งที่ดึงหมวกฮู้ดต่ำมาก พูดด้วยเสียงต่ำ
“ผมต้องการผลึกพิษของแมงกะพรุนมงกุฎ พร้อมจ่าย 5,000 เฟลคิน”
ไม่มีใครตอบสนอง
หลังจากนั้น ผู้เข้าร่วมคนถัดไปเริ่มขายลูกตานกอินทรีทะเลประหลาดที่ตนได้มา
เห็นพวกเขาพูดคุยกันอย่างมีระเบียบ ลูเมี่ยนจึงลุกขึ้นยืน มองไปรอบๆ พลางเอ่ยปาก
“ผมต้องการสมองของสิงโตครึ่งคน ราคาคุณเสนอมาเลย”
ชายผู้ต้องการผลึกพิษแมงกะพรุนมงกุฎ พูดพลางกดเสียง
“ผมมีอยู่พอดี จ่ายมาสามหมื่นเฟลคิน มันจะเป็นของคุณ”
“จะแน่ใจได้ยังไงว่าเป็นของจริง?” ลูเมี่ยนพูดพลางมองไปทางชายคนนั้น
ชายผู้ขายลูกตานกอินทรีทะเลประหลาด พูดแทรกด้วยเสียงแหบพร่า
“ผมช่วยรับรองให้ได้”
“ก็ดี ผมขอดูสินค้าก่อน” ลูเมี่ยนยิ้มแล้วเดินเข้าหาผู้ขาย
ชายคนนั้นพูดอย่างใจเย็น
“มันเป็นสมบัติวิเศษมูลค่าสูง ใครจะไปพกติดตัว?”
“คุณต้องมัดจำครึ่งหนึ่งก่อน ผมถึงจะไปเอามาให้ มันอยู่ชั้นบนนี่เอง คุณจะตามผมไปด้วยก็ได้ คอยดูว่าผมไม่หนีไป หรือจะฝากเงินมัดจำไว้กับผู้รับรอง ให้เขาเก็บไว้ก็ได้”
“สมเหตุสมผลดี” ลูเมี่ยนพูดจบ ก็พลันกระโดดพรวดเหมือนเสือชีตาร์ พุ่งเข้าหาผู้ขายพร้อมกับชกหมัดขวาใส่
เปรี้ยง!
ชายคนนั้นถูกชกล้มลงกับพื้น ฟันสองซี่กระเด็นพร้อมเลือด
ผู้เข้าร่วมคนอื่น รวมถึงผู้รับรองกับคาเมล ต่างก็ผงะไปครู่หนึ่ง แล้วรีบลุกพร้อมกัน วิ่งไปทางประตูอย่างสามัคคี
ไม่มีใครห้ามพฤติกรรมก้าวร้าวของลูเมี่ยน ไม่มีใครใช้พลังวิเศษ ความคิดเดียวของทุกคนคือ หนีออกไปให้ไกล
คาเมล ผู้อยู่ใกล้ทางออกกว่าใคร เปิดประตูห้องวิ่งออกไป
เพียงพริบตา วิสัยทัศน์ของเขาพร่ามัวกะทันหัน แล้วก็พบว่าตัวเองกลับมาอยู่ในห้องรับแขกเรียบง่ายนั่นอีกครั้ง
มีอีกสองคนที่ประสบชะตากรรมเดียวกับเขา
ทุกคนต่างทำหน้างุนงง ประหนึ่งเรื่องเล่าในตำนานพื้นบ้าน ได้เกิดขึ้นกับตัวเองบนโลกความจริง
ปัง!
กระสุนสีเหลืองทองลูกหนึ่งพุ่งมา ยิงใส่ประตูทางออก
เหล่าคนสวมฮู้ดที่พยายามหนี รีบย่อตัวลง กอดศีรษะตัวเอง การเคลื่อนไหวดูคล่องแคล่วผิดวิสัย
ลูเมี่ยนหันกลับมา ดึงหมวกฮู้ดของผู้ขายขึ้น แล้วจ่อปืนลูกโม่ใส่กลางหน้าผากอีกฝ่าย
“เป็นแผนต้มตุ๋นที่ไม่เลวเลย” ลูเมี่ยนพูดยิ้มๆ
เด็กหนุ่มยิงปืนในบาร์เพื่อดึงดูดความสนใจ พร้อมกับเผยความต้องการของวิเศษในที่สาธารณะ ทั้งหมดคือการวางกลอุบาย เพื่อดูว่าจะล่อโจรสลัดโลภมาก หรือแก๊งต้มตุ๋นท้องถิ่นออกมาได้หรือไม่ — คนพวกนี้รู้เรื่องที่คนทั่วไปไม่รู้ มากบ้างน้อยบ้างต่างกันไป รวมถึงการค้าขายในตลาดมืด
นี่ยังเป็นการย่อยโอสถไปพลางๆ ด้วย
ผู้ขายคนนี้ เป็นชาวเกาะขนานแท้ ผิวสีน้ำตาลเข้ม ใบหน้ารูปไข่ เส้นโครงหน้าโค้งมน ดวงตาเหมือนอำพันสีเข้ม
“ผมไม่ได้โกหกคุณ!” เขาเน้นย้ำด้วยความโกรธเจือร้อนรน
“จริงหรือ?” ลูเมี่ยนเหนี่ยวไกปืนลูกโม่
เมื่อครู่ตอนปิดประตูห้อง เด็กหนุ่มก็เริ่มใช้งาน ‘ขวดเสกสรร’ ล่วงหน้า โดยกำหนดเงื่อนไขว่า ผ่านเข้าออกได้เฉพาะผู้วิเศษเท่านั้น
ในเมื่อไม่มีผู้ร่วมชุมนุมคนใด ‘ออกจากประตู’ ได้สำเร็จ เท่ากับว่าในห้องนี้ไม่มีผู้วิเศษแม้แต่คนเดียว
ไม่ใช่ผู้วิเศษ แล้วรวบรวมวัตถุดิบหลักของโอสถ ‘นักวางแผน’ ไปทำไม? เพื่อความสนุก?
ร่างกายของผู้ขายสั่นสะท้านสองสามที แล้วรีบเปลี่ยนคำพูด
“ข…ขอโทษครับ! พวกเราแค่อยากหาเศษหาเลยนิดหน่อย พ…พวกเราแทบจะอยู่ไม่ได้แล้ว!”
ลูเมี่ยนไม่สนใจเลยสักนิด ว่าคนพวกนี้ผันตัวมาเป็นแก๊งต้มตุ๋นทำไม เพียงหันกลับไปมองขบวนการต้มตุ๋น ที่เอาแต่นั่งยองอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย แล้วใช้ปากกระบอกปืนเคาะใส่หน้าผากของผู้ขาย
“ชื่ออะไร?”
“โรดี้” ผู้ขายคนนั้นกลืนน้ำลายตอบ
ลูเมี่ยนเคาะหน้าผากเขาอีกครั้ง
“แกไปได้ยินเรื่องสมองสิงโตครึ่งคน ผลึกพิษแมงกะพรุนมงกุฎ และผู้รับรองมาจากไหน?”
ข้อมูลแบบนี้ คนธรรมดาเข้าถึงไม่ได้แน่
“ผ…ผมพูดไม่ได้” เหงื่อเย็นๆ ผุดขึ้นเต็มหน้าผากโรดี้
ข้อตกลงรักษาความลับ หรือข้อผูกมัดอื่นๆ? ลูเมี่ยนเพ่งพินิจโรดี้อย่างถี่ถ้วนสักพัก แล้วคลี่ยิ้ม
“งั้นบอกได้ไหม ว่าใครคือนายของแก?”
โรดี้ชะงักไปครู่หนึ่ง ดวงตาฉาบล้นด้วยความหวาดผวา
ราวกับเขาไม่คาดคิดว่า อีกฝ่ายจะดูออกว่าตนมีนาย เป็นเด็กรับใช้ของใครบางคน
“สาม สอง…” ลูเมี่ยนเริ่มนับถอยหลัง
“เซอร์มอร์กาลา” โรดี้โพล่งออกมา
“พาฉันไป” ลูเมี่ยนเรียกร้องอย่างใจเย็น
เหงื่อบนหน้าผากโรดี้เพิ่มจำนวนทันที
“ม…ไม่…ผมเป็นคนรับใช้ของมิสเตอร์ฟิเดล”
เคยเข้าร่วมชุมนุมศาสตร์เร้นลับของฟิเดลหลายครั้งในฐานะคนรับใช้? แม้จะพูดถึงการชุมนุมโดยตรงไม่ได้ แต่สามารถนำข้อมูลมาต้มตุ๋นนักผจญภัยได้? ลูเมี่ยนลุกยืนด้วยสีหน้าครุ่นคิด พลางยกเลิก ‘ขวดเสกสรร’ ทยอยปล่อยคาเมลกับขบวนการต้มตุ๋นออกไปทีละคน สอบปากคำทีละคน ยืนยันว่าโรดี้เป็นคนรับใช้ของฟิเดล·เกร์ราจริง
หนึ่งในธุรกิจหลักของรองประธานสหภาพการค้าประจำท่าเรือฟาริม คือช่วยเหลือโจรสลัดจัดการกับสินค้าบางอย่าง ที่อ่อนไหวมากจนไม่สามารถเปิดเผยได้
…………
ท่าเรือฟาริม เขตไข่มุกดำ จวนนายกเทศมนตรี บ้านเลขที่ 16 ถนนคอร์เรียส
ลูเมี่ยนตบไหล่โรดี้ ผู้เปลี่ยนมาสวมชุดคนรับใช้พื้นแดงขอบทอง กางเกงขายาวสีขาว พลางพูดยิ้มๆ
“บอกมิสเตอร์ฟิเดลว่า ผมอยากพบเขา เพื่อซื้อวัตถุดิบทางศาสตร์เร้นลับบางชิ้น”
“ครับ” โรดี้อยากจะพูดว่า ถ้าคุณช่วยเลิกเล็งปืนลูกโม่ใส่หลังผม ทางนี้จะสัมผัสถึงความปรารถนาดีได้มากขึ้น
ลูเมี่ยนพิงกำแพงบ้านริมถนน มองดูนักต้มตุ๋นคนนั้น เดินเข้าไปในอาคารสี่ชั้นหมายเลข 16 ซึ่งมีผนังสีเทา หลังคาสีน้ำตาล ผนังด้านนอกประดับประดาด้วยรูปปั้นไม่น้อย
เมื่อโรดี้ผ่านห้องโถงเข้าไป หลุดพ้นจากการเล็งของปืนลูกโม่ สัญชาตญาณก็เริ่มเรียกร้องว่า ให้ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่ต้องไปรายงานกับนายของตน
แต่ครู่เดียวก็นึกขึ้นได้ว่า ชายคนนั้น ผู้ยิงปืนโดยไม่ลังเลยังกับดื่มน้ำ เคยเตือนเขาล่วงหน้า
ภายในสิบนาที ถ้าคำตอบจากฟิเดลยังไม่มา เขาจะเที่ยวโพนทะนาไปทั่วว่าโรดี้เป็นนักต้มตุ๋น
หรือเราจะโกหกไปว่ามิสเตอร์ฟิเดลไม่อยากพบเขา? แต่ทางนั้นดูไม่ใช่คนหลอกง่าย ไม่ควรทำอะไรเสี่ยงๆ …โรดี้ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็กัดฟันตัดสินใจ เคาะประตูห้องหนังสือ
ฟิเดล·เกร์ราเป็นลูกครึ่งอินทิสเฟเนพ็อต ผมสีดำหยักศกนิดๆ ตาสีน้ำตาลเข้ม ผิวค่อนข้างคล้ำ ตอนหนุ่มๆ คงหล่อเหลาเอาการ ปัจจุบันมีผมขาวประปราย ร่องแก้มค่อนข้างลึกย่น
เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีขาว เสื้อกั๊กสีน้ำตาล ถือแก้วไวน์องุ่น ฟังโรดี้ผู้กำลังสั่นกลัว เล่าว่าพวกตนวางแผนชั่วอย่างไร พยายามต้มตุ๋นนักผจญภัยหน้าใหม่อย่างไร
พอได้ยินว่าลูเมี่ยนกระโดดขึ้นเวที ยิงปืนเพื่อดึงความสนใจ พร้อมกับถามว่าจะหาของวิเศษได้จากไหน นักธุรกิจใหญ่รายนี้ก็ถอนหายใจยาว พูดกับคนรับใช้โง่เขลาของตนว่า
“ไม่ต้องเล่าต่อแล้ว ตอนนี้เขาอยากพบฉันใช่ไหม?”
……………………………………………………..