ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 524 ความขัดแย้งภายใน
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 524 ความขัดแย้งภายใน
ตอนที่ 524 ความขัดแย้งภายใน
‘เนตรลวงตา’ ที่ปรากฏอย่างพร่าเลือนบนหว่างคิ้วของ ‘จอมเวทปีศาจ’ ดูคล้ายคลึงกับ ‘เนตรส่องความลับ’ ของเส้นทาง ‘จอมเวท’ มาก แต่มันกลับไม่ได้สวมทับดวงตาเดิม หากแต่กลายเป็นดวงตาใหม่ในแนวตั้ง ซึ่งลูเมี่ยนไม่เคยได้ยินหรือพบเจอมาก่อน
แน่นอน ‘ผู้ส่องความลับ’ ในลำดับสูงอาจมีการกลายพันธุ์ในทำนองนี้ แต่บูลแมนยังไม่ถึงระดับนักบุญแน่นอน ไม่อย่างนั้น คนที่หนีเมื่อครู่ก็ต้องเป็นลูเมี่ยนแทน ไม่สิ ในสถานการณ์ดังกล่าว ลูเมี่ยนอาจไม่สามารถหนีได้แม้จะต้องการ ทำได้เพียงภาวนาให้ออร่าตกค้างของ ‘จักรพรรดิโลหิต’ ช่วยก่อกวนสมาธิอีกฝ่ายได้เล็กน้อย เพื่อสร้างช่องว่างสำหรับฉวยโอกาส ‘เทเลพอร์ต’ หนีไป
จากการรวบรวมข้อมูลตามประกาศจับ ข้อมูลจาก ‘007’ และข่าวกรองที่ตนรวบรวมได้จากฟิลิปโปกับคนอื่นๆ ลูเมี่ยนประเมินได้นานแล้วว่า ‘จอมเวทปีศาจ’ บูลแมนยังไม่ใช่ลำดับ 4 แน่นอน ตัวเขาในตอนนี้ยังไม่เหิมเกริมถึงขั้นล่าครึ่งเทพ
จากลักษณะของเนตรลวงตาแนวตั้ง จากพลังอันหลากหลายและครอบคลุมของบูลแมน ลูเมี่ยนคิดว่าอีกฝ่ายตรงกับจุดเด่นของ ‘จอมเวท’ อยู่หลายส่วน แต่ไม่มี ‘จอมเวท’ คนไหนมี ‘เนตรส่องความลับ’ แบบนี้ ไม่เพียงแต่ปรากฏบนหว่างคิ้ว กลายเป็นตาแนวตั้ง ลวดลายสีซีดและพื้นหลังเกือบดำ แต่ยังมีพลังในการ ‘ข่มขวัญ’ ดวงวิญญาณของผู้อื่นนอกเหนือจากการมองเห็น ‘ความจริง’ อีกด้วย!
ในช่วงเวลานั้น ลูเมี่ยนรู้สึกเหมือนถูกพรากทุกสิ่งภายนอกไป เหลือเพียงดวงวิญญาณ ที่ต่อสู้กับดวงวิญญาณของบูลแมน หากยอมแพ้หรือพ่ายแพ้ เขาก็จะสลบไปหรือถูกอีกฝ่ายครอบงำ
โชคยังดี ผู้วิเศษลำดับกลางหรือต่ำไม่มีสิทธิ์มอง ‘ความจริง’ บนตัวลูเมี่ยนด้วยตาเปล่า กับบูลแมนก็ไม่มีข้อยกเว้น เด็กหนุ่มจึงไม่ถึงกับต้องปลุกออร่าตกค้างของ ‘จักรพรรดิโลหิต’ ‘จอมเวทปีศาจ’ ก็ถูกผลข้างเคียงตีกลับ แทบจะสิ้นสมรรถภาพในการต่อสู้ไปเลย
นอกจากนี้ พลังควบคุมอันเดดของบูลแมน รวมถึงการป้องกันตัวหลังจากสลบ ล้วนอยู่นอกเหนือขอบเขตพลังของ ‘จอมเวท’ ต่อให้ใช้เวทมนตร์ที่เรียนรู้หรือคิดค้นขึ้นเอง เพื่อให้เกิดผลลัพธ์คล้ายคลึงกัน แต่ก็ไม่มีทางทำได้ถึงระดับนั้น แถมยังทำได้ไม่ง่ายเหมือนเมื่อสักครู่
“เป็นเส้นทางของเทพมารองค์ไหน? หรือว่า ‘จอมเวท’ บูลแมนได้รับมลทินบางอย่าง จนเกิดการกลายพันธุ์เข้า? รายละเอียดที่ดูไม่เหมือนมนุษย์บนตัวเขา ก็เกิดจากจุดนี้หรือ? นั่นสินะ เขาเคยทดลองคืนชีพมาหลากหลายรูปแบบ หนึ่งในนั้นย่อมต้องเป็นการสักการะเทพมาร…”
“เนตรลวงตาแนวตั้งนั่น แข็งแกร่งและพิสดารอย่างแท้จริง แม้แต่เราก็ยังต้านทานไม่ไหว หากไม่ใช่เพราะมีตราผนึกของมิสเตอร์ฟูล มีออร่าตกค้างของจักรพรรดิโลหิตกับเทอร์มีโพลอส ซึ่งล้วนมีศักดิ์สูงลิบลับ วันนี้อาจได้ตายด้วยน้ำมือบูลแมนไปแล้ว…” ความคิดของลูเมี่ยนหมุนวนด่วนจี๋ จนกระทั่งได้ข้อสรุปบางอย่าง
เด็กหนุ่มถือโอกาสนี้สงบจิตสงบใจจากแรงระเบิดเมื่อครู่ หยิบหมวกสานสีทองจาก ‘กระเป๋านักเดินทาง’ มาสวม แล้วก็ลบร่างตัวเองหายวับไป
ปล่อย ‘จอมเวทปีศาจ’ บูลแมนได้ แต่จะปล่อยนักธุรกิจใหญ่คนนี้ไม่ได้!
ถ้าเกิดบูลแมนหนีไปในสภาพค่อนข้างดี ลูเมี่ยนคงยังกริ่งเกรงว่า อีกฝ่ายอาจมีจรรยาบรรณทางวิชาชีพ แวะมาพานายจ้างหนีไปด้วยกัน แต่ในเมื่อบูลแมนถูกอันเดดบางตนพาไปในสภาพไร้สติ ก็คงไม่มีทางกลับมายังบ้านเลขที่ 16 ถนนคอร์เรียสอีกแล้ว ต่อให้ได้สติกลับมาในภายหลัง ก็ยิ่งไม่มีทางหวนกลับมาแน่นอน ยิ่งเวลาผ่านไปนาน ถึงตอนนั้นบ้านของฟิเดล·เกร์ราก็คงเต็มไปด้วยกับดักแล้ว เพื่อรอต้อนรับ ‘จอมเวทปีศาจ’
ดังนั้นเมื่อสักครู่ ลูเมี่ยนจึงว่างพอจะไตร่ตรองปัญหาเกี่ยวกับ ‘ลำดับ’ และความ ‘ไม่ใช่มนุษย์’ ของบูลแมน
ซึ่งนี่ก็เป็นการจงใจ ‘ทิ้งช่วงรอ’ ของลูเมี่ยนเช่นกัน
หากเกิดว่า ‘จอมเวทปีศาจ’ บูลแมนบังเอิญได้สติกลับมาเร็ว และย้อนกลับมายังคฤหาสน์เพื่อพาผู้ว่าจ้างหลบหนี การมาถึงช้าไปสักนาทีสองนาทีของลูเมี่ยน อาจช่วยให้เด็กหนุ่มจับกุมได้ทั้งบูลแมนและฟิเดลพร้อมกัน
ยืนอยู่หน้าประตูบ้านเลขที่ 16 ถนนคอร์เรียส ลูเมี่ยนขมวดคิ้วเล็กน้อย
ในฐานะ ‘นักล่า’ เด็กหนุ่มได้กลิ่นคาวเลือดเจือจางลอยโชยมาจากด้านใน เป็นกลิ่นคาวเลือดตกค้าง
หลังจากครุ่นคิด ลูเมี่ยนบรรจงผลักประตูบานใหญ่สีน้ำเงินเข้มเปิดออก
มันไม่ได้ล็อกด้วยซ้ำ
ตรงประตูทางเข้ามีคราบเลือดสดกระเซ็นอยู่ ยังไม่แข็งตัวดีนัก คล้ายกับมีใครบางคนเผ่นหนีมาอย่างร้อนรน แต่เพิ่งจะปลดล็อกประตูใหญ่เสร็จ ก็ถูกผู้ไล่ล่าตามทัน จนร่างถูกฉีกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
ปัญหาเดียวคือ แถวนี้ไม่หลงเหลือชิ้นส่วนศพ
ลูเมี่ยนหยุดยืนหน้าประตู เงี่ยหูฟังเล็กน้อย พบว่าทั้งบ้านเงียบสนิท ไม่มีเสียงใดทั้งสิ้น
“ฟิเดลตัดสินใจเด็ดขาดขนาดนี้เชียว? ก่อนบูลแมนจะมาฆ่าเรา เขากำจัดทุกคนที่รู้เรื่อง แล้วชิงหนีไปกบดานในจุดปลอดภัยก่อน?”
“ด้วยวิธีนี้ หากบูลแมนลงมือสำเร็จ จนสืบทราบเหตุผลที่เราระแคะระคาย แล้วไล่เชือดทุกคนที่รู้ความจริงเหมือนเรา ฟิเดลก็สามารถกุเรื่องได้ว่า ตนถูก ‘ลอร์ดมืด’ กับพวกโจรสลัดลอบโจมตีกลางดึกจนเกือบตาย แต่หนีรอดมาได้อย่างหวุดหวิด เพื่อย้อนกลับมายังคฤหาสน์อย่างเปิดเผย แต่หากไม่สำเร็จ ก็แค่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย เปลี่ยนตัวตนใหม่ แล้วสร้างธุรกิจใหม่…” ลูเมี่ยนครุ่นคิด พลางก้าวข้ามกองเลือดหลังประตู เตรียมจะรื้อค้นบ้านทั้งหลัง ดูว่าจะพบอะไรบ้าง เพื่อสืบหาความสัมพันธ์ระหว่างฟิเดล·เกร์รากับ ‘จอมเวทปีศาจ’ บูลแมน
เด็กหนุ่มแง้มประตูบ้านไว้ แล้วเดินไปทางบันได ซึ่งมีกลิ่นคาวเลือดรุนแรงเป็นพิเศษ
คงตระหนักได้ว่าเขากำลังเข้าไปใกล้ เสียงฝีเท้าหนักๆ ดังขึ้นกะทันหันจากตรงนั้น
ท่ามกลางเสียงตึงตัง ใครบางคนเดินขึ้นมาจากห้องใต้ดิน เผยตัวต่อหน้าลูเมี่ยน
อีกฝ่ายไม่ใช่มนุษย์ หรือพูดให้ถูกคือ ไม่สามารถเรียกว่ามนุษย์ได้อีกแล้ว
สูงสามถึงสี่เมตร ร่างกายประกอบจากชิ้นส่วนศพมนุษย์หลายคน มีทั้งส่วนโค้งเว้าของสตรี และลักษณะเฉพาะของเพศชาย ทั้งหมดถูกด้ายป่านเย็บเข้าด้วยกัน ตรงรอยต่อมีของเหลวเหนียวสีเลือดหยดลงมาไม่หยุด
ศีรษะของ ‘คน’ คนนี้ค่อนข้างสมบูรณ์ มาจากแหล่งเดียว นั่นคือฟิเดล·เกร์รา ลูกครึ่งอินทิสเฟเนพ็อต
ศีรษะของนักธุรกิจใหญ่รายนี้ สัดส่วนไม่สมดุลกับร่างกายเลยสักนิด ประหนึ่งนำหัวเด็กทารกไปวางบนคอคนยักษ์ นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มดูว่างเปล่า ยังคงเหลือร่องรอยความหวาดกลัวระคนงุนงง
ตายแล้ว? ฟิเดลตายแล้ว? หรือเปลี่ยนตัวเองเป็นสัตว์ประหลาด? ลูเมี่ยนเพิ่งจะเกิดความคิด ก็เห็นศพยักษ์ในสภาพถูกเย็บปะ ลากกระดูกขามนุษย์สามท่อนที่ดูเหมือนจะเชื่อมติดกัน แล้วปรี่เข้ามาอย่างบ้าคลั่ง
บน ‘ดาบกระดูก’ ยักษ์สีขาว เปลวไฟสีซีดกำลังลุกโชน
ลูเมี่ยนหรี่ตาลง ลบร่างตัวเองหายไปทันที แล้วเผยตัวอีกครั้งด้านหลังยักษ์ที่ถูกเย็บปะ
“ฮ่า!”
เด็กหนุ่มอ้าปาก พ่นลำแสงสีเหลืองอ่อน
ลำแสงพุ่งกระแทกศีรษะของ ‘ฟิเดล’ อย่างจัง แต่กลับไม่สร้างอาการมึนงงหรืออะไรเลย ไม่ต้องพูดถึงการทำให้สลบ
ดูเหมือนว่าพวกอันเดดเย็บปะเหล่านี้ จะสามารถต้านทาน ‘วิชาฮึ่มฮ่า’ ได้!
แทบจะในเวลาเดียวกัน คนยักษ์เย็บปะ ซึ่งกำลังวิ่งไปอีกทิศด้วยความเร็วสูง ฝืนหมุนร่างกายกลับหลัง พลางส่งเสียงแผ่วเบาจากลำคอ ฟังดูคล้ายกับสักภาษาหนึ่งที่ลูเมี่ยนไม่เข้าใจ แต่พอจะบอกได้ว่าอีกฝ่ายกำลังพ่นถ้อยคำแฝงอำนาจลึกลับ
ส่วนลึกของดวงวิญญาณของลูเมี่ยนพลันสั่นสะท้าน ราวกับถูกข่มขวัญด้วยความชั่วร้ายและความตาย
ร่างกายของเขาแข็งค้างไปชั่วขณะ
เมื่อ ‘ศพยักษ์เย็บปะ’ หมุนตัวเสร็จ ก็รีบก้าวเท้าเหยียดยาว พร้อมกับยกมือที่ถือ ‘ดาบกระดูก’ เล่มเขื่อง ลุกไหม้ด้วยเปลวไฟสีซีด ฟันสับใส่ศีรษะของลูเมี่ยน
ลูเมี่ยนเคยประสบภาวะทำนองนี้มานับครั้งไม่ถ้วน แถมส่วนใหญ่ยังเกิดจากฝีมือของผู้มีศักดิ์สูง สถานการณ์ปัจจุบันจึงค่อนข้างชัดเจนว่า ยังไม่รุนแรงเท่ากับผลข้างเคียงจากการถูกจ้องมองด้วย ‘เนตรลวงตาแนวตั้ง’ ของ ‘จอมเวทปีศาจ’ เมื่อครู่
ลูเมี่ยน ‘ตื่น’ ทันเวลา แล้วรีบกระตุ้นรอยประทับสีดำบนไหล่ขวา
ท่ามกลางเสียงวืด ดาบกระดูกเล่มเขื่องเคลือบเปลวไฟสีซีด ฟันสับใส่ภาพติดตาของเด็กหนุ่ม
คราวนี้ลูเมี่ยนโผล่ประชิดกับแผ่นหลังของยักษ์เย็บปะ พร้อมกับแทง ‘กลอนดนตรีเคืองแค้น’ ที่ล้วงออกมาจาก ‘กระเป๋านักเดินทาง’ ใส่ตำแหน่งด้านหลังหัวใจของอีกฝ่าย
ท่ามกลางเสียงฉึก ขลุ่ยกระดูกสีดำ ที่ไม่ได้แข็งแรงหรือคมกริบแต่อย่างใด แทงเข้าไปในเนื้อหนังของยักษ์เย็บปะ
ด้ายป่านในจุดนั้นขาดผึงทันที เนื้อหนังหลุดร่วงเป็นแผ่นใหญ่ เผยให้เห็นหัวใจสีแดงคล้ำ คอยพ่นเปลวไฟสีซีดเป็นระยะ
ลูเมี่ยนยื่นมือซ้ายออกไปสุดแรง กดลงบนบาดแผลที่เกือบถึงแก่ชีวิตนั่น พร้อมกับบีบอัดลูกไฟสีแดงเกือบขาวหลายชั้น
อาศัยแรงมือที่กดลงไป ลูเมี่ยนดีดถอยหลังเป็นทางไกล หลบหลีก ‘ดาบกระดูก’ ยักษ์ที่ฟันสับพร้อมกับเสียงวืด
บึ้ม!
ขณะลอยอยู่กลางอากาศ เด็กหนุ่มเห็นแสงไฟสีแดงเกือบขาว พุ่งทะลุออกจากร่างยักษ์เย็บปะที่เพิ่งหันศีรษะกลับมา ฉีกทำลายหัวใจที่ยังเต้นอยู่เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
บึ้ม!
ร่างของ ‘ยักษ์เย็บปะ’ แตกออกเป็นเสี่ยงๆ เนื้อหนังของมนุษย์หลายคนกระจัดกระจายเต็มพื้น
ตุ้บ! ศีรษะของฟิเดลตกลงบนกองเลือดเนื้อ ดวงตาเลิกเหม่อลอย กลับเผยสีหน้าเจ็บปวดแทน
“ใครทำให้แกเป็นแบบนี้?” ลูเมี่ยนชำเลืองออกไปนอกหน้าต่าง เชื่อว่าแรงระเบิดเมื่อครู่ คงดึงดูดความสนใจของตำรวจลาดตระเวนยามวิกาล
ศีรษะของฟิเดลอ้าปาก พูดอย่างคลุมเครือเจือเคียดแค้น
“ป…เป็นบูลแมน!”
“บูลแมน?” ลูเมี่ยนพลันประหลาดใจ “พวกแกทะเลาะกันเองหรือไง?”
ศีรษะของฟิเดลตอบอย่างเจ็บปวด เสียงค่อยๆ เบาลง
“ฉันดูออกว่ากำลังถูกแกทดสอบ จึงอยากจับตามองอีกสักสองสามวันก่อน ต…แต่มัน…มันรอไม่ไหว อ…อยากฆ่าแกคืนนี้เลย ฉันไม่เห็นด้วย มันก็เลย ฆ…ฆ่าทุกคนในบ้าน…”
“ม…มันเสียสติไปแล้ว!”
พูดถึงตรงนี้ ศีรษะของฟิเดลก็เอียงไปด้านหนึ่ง ดวงตาปิดสนิท ไม่มีการเคลื่อนไหวใดอีก
สภาพจิตใจของ ‘จอมเวทปีศาจ’ บูลแมนเข้าขั้นเลวร้ายแล้ว…ด้วยเรื่องแค่นี้ กลับถึงขั้นฆ่าล้างครัวนายจ้างเชียว? ถ้าอยากฆ่าเราขนาดนั้น แค่แอบย่องออกมาตามลำพังก็จบแล้วไม่ใช่หรือไง? ลูเมี่ยนเคยกังวลว่า ฟิเดลอาจระแคะระคายเรื่องที่ตนใช้กลอุบายขุดบ่อล่อปลากับเขา จึงต้องสร้างภาพจำว่ากำลังรอตก ‘ลอร์ดมืด’ อยู่เพื่อให้ฟิเดลตายใจ ส่วนผลจะเป็นเช่นไร ลูเมี่ยนไม่ได้ใส่ใจมากนัก ถ้าไม่ติดเบ็ด ก็แค่เปลี่ยนวิธีใหม่ เขายังมีไพ่เด็ดอีกหลายใบนอกเหนือจากการ ‘ตกปลา’
ไม่นึกไม่ฝันเลยว่า มันจะกลายเป็นชนวนเหตุของความขัดแย้งภายใน ระหว่างฟิเดลกับบูลแมน
ลูเมี่ยนมองว่า กระทั่งช่วงที่ตนมีปัญหาทางจิตรุนแรงที่สุด ก็ยังอาการไม่หนักเท่าบูลแมน ยังไม่ถึงกับหุนหันพลันแล่นก่อเหตุนองเลือด เว้นเสียแต่ว่า ฟิเดลจะใช้คำพูดยั่วยุที่ฟังแล้วสติขาดผึง เช่นการปรามาสว่า มีเพียงคนบ้าเท่านั้นที่เชื่อเรื่องการคืนชีพมนุษย์
ลูเมี่ยนจ้องมองเศษซากศพมนุษย์อยู่พักหนึ่ง แต่ก็ไม่พบร่องรอยการตกผลึกตะกอนพลัง
“น่าเสียดาย คงถูกบูลแมนชิงไปหมดแล้ว” เด็กหนุ่มส่ายหัว แล้วเดินไปยังห้องที่น่าจะมีตู้นิรภัย
……………………………………………………..