ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 525 ค่าซ่อมแซม
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 525 ค่าซ่อมแซม
ตอนที่ 525 ค่าซ่อมแซม
ลูเมี่ยนเองก็ไม่ทราบว่า ตนจะโทษความโชคร้ายอันเกิดจาก ‘กลอนดนตรีเคืองแค้น’ ได้หรือไม่ ในเรื่องที่เงินสด เหรียญ และทองคำทั้งหมดในตู้นิรภัยถูก ‘จอมเวทปีศาจ’ บูลแมนกวาดไปหมดแล้ว เนื่องจากตอนนั้นเด็กหนุ่มยังมาไม่ถึงบ้านเลขที่ 16 ถนนคอร์เรียส ยังไม่ได้ใช้ขลุ่ยกระดูกสีดำจากศพนายพลฟิลิป พลังของมันคงไม่รุนแรงถึงขั้นส่งผลกับเหตุการณ์ในอดีต
ทว่า ฟิเดลไม่สิ้นลายนักธุรกิจใหญ่ เขาซุกกระเป๋าเงินหลายใบไว้ตามเสื้อผ้าต่างๆ ลูเมี่ยนเพียงแค่ค้นหาอย่างคร่าว ก็พบเงินมากถึง 30,000 เฟลคินแล้ว
นี่ช่วยบรรเทา ‘บาดแผลทางใจ’ ของเด็กหนุ่มได้ในเบื้องต้น
เมื่อได้ยินเสียงรถม้าจากข้างนอก ต้องสงสัยว่าน่าจะเป็นตำรวจยามวิกาล มาตรวจสอบเสียงระเบิดเมื่อไม่กี่นาทีก่อน ลูเมี่ยนรีบออกจากห้องนอนของฟิเดล เข้าไปในห้องติดกัน
ด้านในเก็บกวาดอย่างสะอาดสะอ้าน เป็นระเบียบเรียบร้อย แต่ในอากาศกลับมีกลิ่นอันไม่พึงประสงค์จางๆ ไม่ใช่อื่นใดนอกจากกลิ่นตกค้างเพราะศพเน่าเปื่อย
ลูเมี่ยนเดินเข้ามาในห้อง นึกว่าเดินเข้ามาในสุสาน รอบๆ เต็มไปด้วยกลุ่มคนที่มีชะตากรรมเดียวกัน หรือร่องรอยของพวกเขา เห็นแล้วชวนให้อึดอัดจับใจ
“นี่คงเป็นแหล่งกบดานของ ‘จอมเวทปีศาจ’ บูลแมน จะได้มอบความคุ้มครองฟิเดลในเวลาสั้นๆ หึๆ สุดท้ายฟิเดลก็ตายเพราะหมอนั่น…เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ปัจจัยสำคัญอันดับหนึ่งในการเลือกบอดี้การ์ด คือสภาพจิตใจที่มั่นคง…” ลูเมี่ยนรำพันเงียบ พลางสำรวจทุกซอกมุมของห้อง
ขณะนี้ ตำรวจยามวิกาลผลักประตูบ้านเข้ามาแล้ว เห็นเลือดสาดกระเซ็น เห็นเศษเนื้อกระจัดกระจายแล้ว
คนหนึ่งรีบชักปืน อีกคนหนึ่งเป่านกหวีด ส่งเสียงแหลมแสบหูดังขึ้นไปถึงท้องฟ้า
สายตาของลูเมี่ยนตรึงอยู่กับรอยดำบางจุดในห้อง ซึ่งดูเหมือนจะเป็นคราบเลือดเก่า มอบความรู้สึกชวนขนลุกอยู่บ้าง
“บูลแมนเคยฆ่าสัตว์วิเศษสักชนิดในห้องนี้ เพื่อทดลองคืนชีพมนุษย์?” ลูเมี่ยนพึมพำแผ่วเบา
เด็กหนุ่มไม่เชื่อว่านี่คือเลือดของ ‘จอมเวทปีศาจ’ บูลแมนเอง เพราะในเมื่ออีกฝ่ายมีเวลาว่างเหลือเฟือ คงไม่ทิ้งสิ่งสำคัญเช่นนี้ไว้
หากผู้วิเศษที่เชี่ยวชาญคำสาปได้รับมันไป บูลแมนก็จะตกอยู่ในอันตรายทันที เว้นแต่จะมีวิธีตัดการเชื่อมโยงล่วงหน้า
เมื่อเทียบกันแล้ว ห้องนอนหลักในห้องเฟิร์สคลาสหมายเลข 5 ของ ‘สกุณาโบยบิน’ ยังมีโอกาสพบเลือดเนื้อของบูลแมนได้มากกว่า — ‘จอมเวทปีศาจ’ นั่นทั้งโดนระเบิด ทั้งถูกไฟเผาอยู่สักพัก บาดเจ็บไม่เบา
แต่แน่นอน แรงระเบิดวงกว้าง รวมถึงการเผาไหม้สืบเนื่องในภายหลัง อาจทำให้ ‘สื่อกลางสำหรับสาปแช่ง’ พวกนั้นสูญเสียคุณสมบัติไป
ลูเมี่ยนย่อตัวลงครึ่งนั่ง หยิบขวดแก้วใบเล็กออกจาก ‘กระเป๋านักเดินทาง’ แล้วขูดรอยดำบนผนังใส่เข้าไปบางส่วน
เมื่อจัดการเสร็จ ก่อนที่ตำรวจกับผู้วิเศษทางการจะมาถึงมากกว่านี้ ลูเมี่ยนจัดการกับเส้นผมและรังแคของตน แล้วกระตุ้นรอยประทับสีดำบนไหล่ขวา อันตรธานไปจากบ้านเลขที่ 16 ถนนคอร์เรียส
กลับมาถึง ‘สกุณาโบยบิน’ สิ่งแรกที่เด็กหนุ่มทำคือ ตรวจสอบสนามรบในศึกก่อนหน้า ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นซากปรักหักพังไปแล้ว เต็มไปด้วยเครื่องเรือนไหม้เกรียมแตกหัก รวมถึงผนังโลหะที่บิดเบี้ยว มีรอยแตกร้าวเล็กน้อย
แก๊สอันเกิดจากการเผาไหม้ของพรม รวมถึงการเผาไหม้ของวัตถุอื่น เริ่มเจือจางผ่านหน้าต่างที่เปิดค้างไว้
หลังจากบูลแมนเหยียบกับดักตรงทางออก ‘ขวดเสกสรร’ ก็ถูกยกเลิกแล้ว
ลูเมี่ยนเน้นตรวจสอบใกล้ๆ หน้าต่างเป็นพิเศษ แต่เห็นเพียงคราบไหม้เกรียมเท่านั้น
เฮ้อ…เด็กหนุ่มถอนหายใจ ออกจากห้องเฟิร์สคลาสหมายเลข 5 แล้วลงไปยังดาดฟ้าเรือ
ฟิลิปโป หัวหน้าฝ่ายรักษาความปลอดภัย กำลังชื่นชมทิวทัศน์ยามค่ำคืนอยู่ตรงริมราวฝั่งท่าเรือ
“คนรักของคุณล่ะ?” ลูเมี่ยนเดินมายืนข้างฟิลิปโป วางสองมือจับราวเรือ
ฟิลิปโปถอนหายใจ
“จุดหมายปลายทางของเธอคือท่าเรือฟาริม เห็นว่าไปช่วยงานในไร่ของญาติ”
“ยินดีด้วยนะ คุณมีคู่รักคนใหม่ได้แล้ว” ลูเมี่ยนกล่าวด้วยน้ำเสียงประหนึ่งสาวกลัทธิแดนดี้
“ขอทำใจอีกสักสองวันนะ” ฟิลิปโปไม่ปฏิเสธคำพูดลูเมี่ยน เพียงแต่เน้นย้ำว่า ตนก็ทุ่มเทความรู้สึกไปบ้างเหมือนกัน
แน่นอน ก็แค่เล็กน้อยเท่านั้น
“คุณเพิ่งกลับจากเมืองท่า? ทำไมผมไม่เห็นคุณขึ้นเรือล่ะ?” ฟิลิปโปถามด้วยสัญชาตญาณของมืออาชีพ
“ผมอยู่ในห้องตลอดนะ เพียงแต่ว่า งานเลี้ยงเมื่อครู่เกิดอุบัติเหตุนิดหน่อย จนห้องนอนใหญ่ติดไฟ เผาข้าวของไปหลายชิ้น พรุ่งนี้รบกวนคุณช่วยส่งคนมาซ่อมแซมหน้างานด้วยนะ” ลูเมี่ยนมาหาฟิลิปโปก็เพื่อเรื่องนี้ แม้เด็กหนุ่มจะนอนกับเครื่องเรือนไหม้เกรียมได้ แต่ในเมื่อมีวิธียกระดับสภาพแวดล้อม ทำไมจะไม่ทำล่ะ?
“งานเลี้ยง…ติดไฟ…” ฟิลิปโปเอียงคอ มองลูเมี่ยนอย่างสงสัย “คุณทำอะไรในห้องกันแน่? ผมไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย…”
ลูเมี่ยนยิ้มเล็กๆ
“มีแขกเลือดร้อนมาเยี่ยมน่ะ เป็นพวกหัวรุนแรงทีเดียว”
“จริงหรือ?” ฟิลิปโปย้อนถามตามสัญชาตญาณ
“ไม่จริง” ลูเมี่ยนตอบอย่างจริงใจ แล้วยิ้มถาม “คุณอยากฟังเหตุผลจริงๆ ไหมล่ะ?”
ฟิลิปโปปิดปากเงียบ ผ่านไปสองสามวินาทีจึงค่อยพูด
“ข้าวของเสียหายต้องชดใช้นะ เดี๋ยวจะส่งบิลค่าซ่อมให้”
“โชคยังดี พวกเรายังอยู่ในเมืองท่าฟาริม สามารถเติมของได้ทันที ไม่งั้นคงยุ่งยากพอสมควร”
ลูเมี่ยนหยิบธนบัตรปึกหนึ่งออกมา ยื่นให้ฟิลิปโป
“นี่คือค่าซ่อม ถ้าเสร็จภายในพรุ่งนี้จะดีมาก ถ้าเหลือก็ถือเป็นทิป ถ้าไม่พอก็มาขอเพิ่มจากผม”
ฟิลิปโปรับธนบัตรปึกนั้นไป ลองชั่งน้ำหนักดู แล้วขมวดคิ้วพูด
“ห้องนอนคุณอยู่ในสภาพไหนกันแน่?”
ทำไมถึงต้องให้ค่าซ่อมเยอะขนาดนี้?
นี่มันค่าปิดปากชัดๆ
ลูเมี่ยนอมยิ้ม หมุนตัวแล้วเดินกลับห้องเฟิร์สคลาสหมายเลข 5
มองส่งร่างเด็กหนุ่มหายไปตรงทางเข้าห้องโดยสาร ฟิลิปโปเริ่มนับปึกธนบัตรอย่างคร่าว โดยอาศัยแสงจันทร์แดงเรื่อกับโคมไฟแก๊สจากริมท่าเรือ
“2,000 เฟลคิน? เขาระเบิดห้องตัวเองหรือไง?” ฟิลิปโปทั้งตกใจทั้งสงสัย
แต่เราไม่ได้ยินอะไรเลย…
คืนนั้น ลูเมี่ยนนอนบนเก้าอี้เอนหลังในห้องนั่งเล่น
ทีแรกเด็กหนุ่มคิดจะอัญเชิญเซียโซ กระต่ายของจินนาออกมา เพื่อเขียนจดหมายถึงฟรังก้า เล่าเรื่อง ‘จอมเวทปีศาจ’ ให้เธอลอง ‘ทำนายด้วยกระจกวิเศษ’ เพื่อยืนยันว่าคราบเลือดเก่าในห้องของบูลแมน มาจากสิ่งมีชีวิตแบบใด แต่ก็นึกขึ้นได้ว่าในเวลาแบบนี้ ฟรังก้ายังไม่นอนก็จริง แต่จินนาคงนอนแล้ว
ลูเมี่ยนรอด้วยความอดทนจนถึงรุ่งเช้า จึงค่อยจัดเตรียมพิธีกรรม เพื่ออัญเชิญ ‘วิญญาณกระต่ายที่เตร็ดเตร่ท่ามกลางโลกมายา นักวิ่งผู้ไล่ตามความรู้ ผู้ส่งสารของเจ็ดถ้วยแต่เพียงผู้เดียว’ ออกมา
มันคือสิ่งมีชีวิตโปร่งใสคล้ายกระต่าย ขาแข็งแรง อุ้มหนังสือ
ต่างจากครั้งก่อน วันนี้กระต่ายเซียโซสวมแว่นตากรอบทอง ที่ดูเลือนรางและไร้ตัวตน
ลูเมี่ยนยื่นจดหมายกับขวดแก้วใบเล็กบรรจุผงคราบเลือดให้อีกฝ่าย พลางถามอย่างสงสัย
“ทำไมอยู่ดีๆ ถึงสวมแว่นตาล่ะ? เป็นด้านไม่ดีของความรู้หรือไง?”
ดวงตาของกระต่ายเซียโซ ที่ซ่อนอยู่หลังแว่นตากรอบทอง เปล่งประกายแหลมคม
“ผิดแล้ว ข้าเรียนรู้สิ่งนี้จากนิยายที่เจ็ดถ้วยให้มา”
“เธอให้นิยายอะไร?” ลูเมี่ยนพอจะคาดเดาได้อยู่
“ตอนที่ข้าช่วยส่งจดหมายให้เจ้าเมื่อคราวก่อน นางไม่มีหนังสืออื่นอยู่ข้างกายเลย จึงให้ข้ายืมของสะสมที่ตัวเองเพิ่งซื้อมา” กระต่ายเซียโซดันแว่นตากรอบทองบนสันจมูก “นิยายเล่มนั้นชื่อ ‘นักผจญภัยผู้ยิ่งใหญ่ 1: แสดงฝีมือครั้งแรก’”
นั่นปะไร…ก็เลยหัดสวมแว่นตาจากนิยาย? ลูเมี่ยนไม่รู้จะประเมินอีกฝ่ายอย่างไรดี
หลังจากกระต่ายเซียโซจากไป ผ่านไปอีกครึ่งชั่วโมง ลุดวิกกับลูกาโนก็ตื่นขึ้นตามลำดับ
คนแรกมองห้องนอนของลูเมี่ยน ก้มหน้ากินของว่างก่อนมื้อเช้า คนหลังทำหน้างุนงงปนสงสัย
“เมื่อคืนไฟไหม้ในห้อง?”
ทำไมฉันถึงไม่รู้อะไรเลย?
ลูเมี่ยนพูดยิ้มๆ
“เหตุเกิดตอนที่นายกำลัง ‘จัดหนัก’ สุภาพสตรีท่านหนึ่ง ใช้เวลาครู่เดียวฉันก็ควบคุมสถานการณ์ได้แล้ว”
“งั้นหรือ…” ลูกาโนเก็บสีหน้า ‘ไม่เชื่อ’ เอาไว้
ลูเมี่ยนไม่รอกินมื้อเช้าอันหรูหราบนเรือ แต่เลือกจะลงไปลิ้มลองอาหารท้องถิ่นของหมู่เกาะทะเลหมอกในเมืองท่าฟาริม
ไม่นานหลังจากลงจากเรือ ฟิลิปโป หัวหน้าฝ่ายรักษาความปลอดภัย ก็มาถึงห้องพร้อมกับรถเข็นอาหาร
ฟิลิปโปยืนอยู่หน้าประตูห้องนอนหลัก ที่ด้านในเต็มไปด้วยความเสียหาย เต็มไปรอยไหม้ทุกหัวระแหง เอาแต่เหม่อมองด้วยสายตาว่างเปล่าเป็นเวลานาน
นี่คืออุบัติเหตุเล็กน้อย?
ต่อให้ถูกปืนใหญ่ถล่ม สภาพยังอาจจะดีกว่านี้ด้วยซ้ำ!
คิดจะทำให้เรือแหว่งเลยหรือไง?
ฮึ่ย…พลังทำลายล้างระดับนี้ นอกห้องนอนกลับยังปกติดี กระทั่งผนังห้องก็ยังชำรุดในระดับซ่อมแซมไหว…เสียงอึกทึกก็ไม่มีเลย…
เมื่อคืนหลุยส์·แบรีทำอะไรในห้องตัวเองกันแน่?
ถึงว่ายอมจ่ายตั้ง 2,000 เฟลคิน!
ขณะนี้ เลือดของฟิลิปโปกำลังไหลขึ้นมารวมที่หัว
…………
ท่าเรือฟาริม ในตลาดนัดกลางแจ้ง จัตุรัสสุริยัน
ลูเมี่ยนถือแป้งตอร์ติยาห่อผลไม้หลากชนิด จิบกาแฟรสแปลกที่ใส่เกลือ เดินเล่นอย่างสบายอารมณ์ไปตามแผงขายของ สลับกับกินอาหารเป็นระยะ
บางคราวก็กินไส้กรอกย่าง ลิ้มรสความอร่อยขณะน้ำมันเยิ้มๆ ซึมออกมา
เมื่อใกล้จะถึงปลายตลาดนัดกลางแจ้ง ลูเมี่ยนก็เห็นบาร์ทเนอร์·คอนเต้
นักผจญภัยผู้แต่งกายแต่งหน้าอย่างประณีตคนนี้ ทำตาเป็นประกายทันที รีบจ้ำเข้ามาหาลูเมี่ยนแล้วพูดเสียงเบา
“นายจ้างของคุณเกิดเรื่องแล้ว!”
“เรื่องอะไร?” ลูเมี่ยนไม่ปิดบังความอยากรู้อยากเห็น
เด็กหนุ่มอยากทราบว่า ผู้วิเศษทางการป่าวประกาศเรื่องนี้ในลักษณะใด
“‘จอมเวทปีศาจ’ คนนั้นน่ะ…ฆ่ายกครัวนักธุรกิจใหญ่ฟิเดล แม้แต่คนรับใช้ก็ไม่เหลือ!” บาร์ทเนอร์รู้สึกโล่งใจอย่างยิ่ง ที่เมื่อวานตนไม่พบเบาะแสใดเลย ไม่อย่างนั้นรายชื่อคนตายอาจมีเพิ่มอีกหนึ่ง
“หมายความว่า ทุกคนในบ้านเลขที่ 16 ถนนคอร์เรียสถูก ‘จอมเวทปีศาจ’ ฆ่าเกลี้ยงเลยหรือ?”
“ใช่” บาร์ทเนอร์พยักหน้าหนักแน่น
ลูเมี่ยนเหลือบมองเขา แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงติดตลก
“ยังจำได้ไหม เมื่อวานซืนผมเดินปิดตา พยายามใช้การชี้นำของโชคชะตาเพื่อหาร่องรอยตกค้างของ ‘จอมเวทปีศาจ’ น่ะ?”
“ยังจำได้ไหม ว่าสุดท้ายเราไปหยุดอยู่ตรงไหน?”
บาร์ทเนอร์อึ้งไปครู่หนึ่ง แล้วพึมพำว่า
“บ้านเลขที่ 16 ถนนคอร์เรียส…”
พูดถึงตรงนี้ เขารีบเงยหน้าขึ้น จ้องมองลูเมี่ยนด้วยความตกตะลึงปนหวาดกลัว
……………………………………………………..