ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 526 การตัดสินใจ
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 526 การตัดสินใจ
ตอนที่ 526 การตัดสินใจ
บาร์ทเนอร์อุทานออกมาด้วยความตกตะลึง
“การปิดตาเดินวันนั้นของคุณ…ได้ผลจริงๆ …”
สถานที่ปลายทาง กลับเป็นเป้าหมายถัดไปของ ‘จอมเวทปีศาจ’ บูลแมนพอดี!
โดยไม่รอคำตอบจากลูเมี่ยน นักผจญภัยคนนี้พึมพำด้วยความฉงนใจ
“คุณคือคนโปรดของโชคลาภหรือ?”
เปล่า…คนโปรดของหายนะต่างหาก…ลูเมี่ยนตอบในใจ
ขณะความคิดแวบวาบ บาร์ทเนอร์ก็ผุดข้อสงสัยใหม่
หรือว่าหมอนี่คือ ‘จอมเวทปีศาจ’ บูลแมนเสียเอง?
การย้อนกลับมาสืบสวนจุดเกิดเหตุระเบิด คือพฤติกรรมเชิงโอ้อวดของคนร้าย และการปิดตาเดินไปมา คือการสุ่มเลือกเหยื่อรายต่อไป!
คำอธิบายนี้ สมเหตุสมผลกว่าการเป็นคนโปรดของโชคลาภหลายเท่า!
ลูเมี่ยนเหลือบมองกล้ามเนื้อใบหน้าที่ตึงเครียดกะทันหันของบาร์ทเนอร์ แล้วพูดยิ้มๆ
“คุณคงไม่ได้กำลังคิดว่า ผมเป็นบูลแมนหรอกนะ?”
“ผมมาถึงเมืองท่าฟาริมได้กี่วันเชียว?”
ก็ใช่นะสิ คืนแรกที่นายมาถึง ท่าเรือฟาริมก็เกิดหายนะทันที…บาร์ทเนอร์ไม่กล้าพูดความในใจออกมา
“ขณะเกิดระเบิดในเขตไข่มุกดำ ผมยังอยู่ในวิหาร กำลังสวดมนต์อยู่เลย” ลูเมี่ยนแสดงหลักฐานที่อยู่ด้วยใบหน้าขบขัน
บาร์ทเนอร์ครุ่นคิดครู่หนึ่ง จิตใจเริ่มตึงเครียดน้อยลง แต่ความสงสัยยังคงปรากฏบนใบหน้า
ลูเมี่ยนถอนหายใจ
“ความจริงแล้ว เมื่อวานซืนน่ะ ผมไม่เคยคิดว่าการปิดตาเดินไปมา จะทำให้ได้พบเบาะแสของ ‘จอมเวทปีศาจ’ หรอกนะ แค่รู้สึกว่ามันน่าสนุกดีเท่านั้นเอง”
นี่เป็นความจริง
แต่ผลลัพธ์ของมัน ทำเอาเด็กหนุ่มอดสงสัยไม่ได้ว่า มลทินจาก ‘0-01’ อาจรุนแรงเหนือจินตนาการไปมาก
แน่นอน อีกหนึ่งความเป็นไปได้คือ กรุงทรีอาร์ซึ่งดำรงอยู่ในฐานะตราผนึกยุคที่สี่ ช่วยกดทับปัญหาบนตัวเด็กหนุ่มเอาไว้หลายส่วน
ข้ออ้าง ‘รู้สึกสนุก’ พอจะทำให้บาร์ทเนอร์ยอมรับได้ เพราะเขารู้สึกว่าหลุยส์·แบรีเป็นคนแบบนั้น
แต่ในความสนุกของอีกฝ่าย ก็มักซุกซ่อนกับดักบางอย่างไว้เสมอ หากใครเผลอคิดว่าเขาโง่ คนนั้นแหละที่โง่!
“บางที เมื่อวานซืน ผมอาจกลายเป็นคนโปรดของโชคลาภจริงๆ” ลูเมี่ยนสรุปทิ้งท้าย
จากนั้น เขาก็เล่าการคาดเดาของตน เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่าง ‘จอมเวทปีศาจ’ กับฟิเดลอย่างละเอียด ก่อนจะพูดอย่างเสียดาย
“น่าเสียดาย ผมก็ดันคาดไม่ถึงว่าตัวเองจะบังเอิญมีโชคขึ้นมาพอดี”
การวิเคราะห์ของลูเมี่ยน ยิ่งตอกย้ำให้บาร์ทเนอร์เชื่อสนิทใจ ว่าสาเหตุที่ ‘จอมเวทปีศาจ’ บูลแมนไม่ถูกจับ และยังได้รับทรัพยากรอยู่เนืองนิจ เป็นเพราะมีความสัมพันธ์แบบพึ่งพาอาศัยกับนักธุรกิจใหญ่ฟิเดล ส่วนสาเหตุของโศกนาฏกรรมเมื่อวาน คงเพราะถูกผู้วิเศษทางการสืบสาวจนใกล้พบความจริง สุดท้ายจึงก็แตกคอกันเอง
นี่ยิ่งทำให้หลุยส์·แบรีไม่มีทางเป็น ‘จอมเวทปีศาจ’ ไปได้ เพราะเขาเพิ่งมาถึงเมืองท่าฟาริมได้ไม่กี่วัน ส่วนบูลแมนอยู่นานแล้ว
“น่าเสียดายจริงๆ นั่นแหละ…” บาร์ทเนอร์ถอนหายใจตาม “ถ้าเราขายข้อมูลความสัมพันธ์ของ ‘จอมเวทปีศาจ’ กับฟิเดลให้ทางการก่อนจะเกิดเหตุ คงแลกเป็นเงินรางวัลได้ไม่น้อยเลย”
อย่างน้อยก็ 5,000 เฟลคิน!
พูดถึงตรงนี้ บาร์ทเนอร์ส่ายหน้าไปมา
“ไม่สิ เรายังขาดหลักฐาน ทางการคงไม่เชื่อแน่ จะให้ไปบอกว่าเป็นคนโปรดของโชคลาภ แล้วปิดตาเดินจนเจอเบาะแสก็กระไรอยู่ พูดไปพวกเขาก็ไม่เชื่อ มีแต่จะจับพวกเราข้อหาฉ้อโกง”
ลูเมี่ยนหัวเราะ
“คุณไม่รู้จักการปลอมแปลงหลักฐานนิดๆ หน่อยๆ เพื่อพิสูจน์ความจริงของเบาะแสเลยหรือ?”
“แค่บอกพวกเขาไปว่า เราพบเห็นบุคคลที่น่าจะเป็น ‘จอมเวทปีศาจ’ อยู่แถวๆ ประตูหลังบ้านของฟิเดล แล้วปล่อยให้ผู้วิเศษทางการไปตรวจสอบเอง พอถึงตอนนั้น พวกเขาก็จะเริ่มพบปัญหาแล้ว”
“ท…ทำแบบนั้นได้ด้วยหรือ?” บาร์ทเนอร์อ้าปากค้าง
“ทำไมจะไม่ได้?” ลูเมี่ยนพูดพลางหัวเราะ “ถ้าในภายหลัง ทางการพบ ‘จอมเวทปีศาจ’ จริง คุณก็บอกพวกเขาได้ว่า อย่าสนใจรายละเอียดนักเลย แค่บอกมาว่าเบาะแสเป็นความจริงไหม? มันช่วยให้พวกคุณจับ ‘จอมเวทปีศาจ’ ได้ไหม? แต่ถ้าไม่พบตัวบูลแมน ก็แค่โดนข้อหาฉ้อโกงขี้ปะติ๋ว อย่างมากก็ถูกจับไปทำงานสักไม่กี่วัน”
“ถ้าเรามีเบาะแสก้ำกึ่ง ยังไม่ยืนยันความถูกต้อง ผู้วิเศษทางการจะไม่อนุญาตให้เรารายงานจริงหรือ? แบบนั้นจะทำให้พวกเขาพลาดข้อมูลเด็ดๆ ไปหลายเรื่องเลยนะ”
หลังจากฟังคำของลูเมี่ยน บาร์ทเนอร์เงียบไปสักพัก
“คุณไม่ได้มีเชื้อสายชาวหมู่เกาะใช่ไหม?”
บอกได้เลยว่าชำนาญการฉ้อโกงอย่างยิ่ง
ลูเมี่ยนตอบผ่านๆ
“ผมเคยรู้จักชาวหมู่เกาะคนหนึ่งในกรุงทรีอาร์ หมอนั่นมีประสบการณ์หลากหลาย ลูกไม้แพรวพราวทีเดียว”
ขณะพูด ลูเมี่ยนยกมือซ้ายอย่างยิ้มแย้ม แล้วบีบเบ้าตาซ้ายของตัวเอง
เขามองบาร์ทเนอร์แล้วพูด
“คุณเป็นนักผจญภัยมากี่ปีแล้ว? ทำไมยังใสซื่อ ยังไร้เดียงสาขนาดนี้?”
“ปีกว่าๆ” บาร์ทเนอร์พยายามแก้ตัว “ผมแค่เคยชินกับการปฏิบัติตามกฎหมายและกฎระเบียบเวลาติดต่อกับทางการ แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับโจรสลัดหรือนักผจญภัยคนอื่น ผมเองก็ยืดหยุ่นพอตัว”
“แล้วนักผจญภัยพวกนั้น เวลาแอบแจ้งข้อมูลกับทางการ พวกเขาไม่ได้โกหก ไม่ได้หลอกลวงเท่าที่จะทำได้กันหรือไง?” ลูเมี่ยนจิกกัด
เด็กหนุ่มสงสัยว่า บาร์ทเนอร์อาจมาจากครอบครัวดี ได้รับการศึกษาดี จึงเถรตรงและเคร่งกับกฎระเบียบ
สิ่งนี้ยังบอกได้ผ่านการแต่งกายและบุคลิกภายนอกของอีกฝ่าย
เห็นบาร์ทเนอร์เงียบไป ลูเมี่ยนจึงดื่มกาแฟใส่เกลือที่เหลือจนหมด แล้วหันไปมองตลาดกลางแจ้งอันคึกคัก
“ช่วงนี้พยายามอย่าไปแถวห้องเก็บศพ สุสาน หรืออะไรทำนองนั้นนะ”
บาร์ทเนอร์เตรียมจะถามถึงเหตุผล แต่ไม่นานก็เข้าใจความนัยแฝงในคำเตือน
‘จอมเวทปีศาจ’ ผู้ปราศจากทรัพยากรจากนักธุรกิจใหญ่ฟิเดล อาจถูกบีบให้ต้องลงมือทำอะไรบางอย่าง!
…………
เที่ยงวัน ลูเมี่ยนกลับมายังห้องเฟิร์สคลาสหมายเลข 5 ของ ‘สกุณาโบยบิน’ และพบว่าห้องนอนหลักถูกเปลี่ยนพรม เตียง ตู้เสื้อผ้า โต๊ะทำงาน และเครื่องเรือนอื่นๆ เรียบร้อยแล้ว มีการจัดวางของตกแต่งต่างๆ ใหม่ แต่ผนังโลหะที่บิดเบี้ยวแตกร้าว เพียงแค่ซ่อมแซมประคองอาการ ไม่ได้ทำให้เสร็จสมบูรณ์
ไม่นานนัก ผู้ส่งสารของเขา ‘ผู้สำนึกบาป’ บายินเฟล เดินออกจากความว่างเปล่า แล้วส่งจดหมายฉบับหนึ่ง
จดหมายนี้มาจากฟรังก้า
“ตามคำอธิบายล่าสุดของคุณ กอปรกับการเสวนากับ ‘007’ เมื่อคืน เบื้องต้นฉันสงสัยว่า ‘จอมเวทปีศาจ’ บูลแมนฝืนเปลี่ยนเส้นทาง”
“เดิมทีเขาคงเป็น ‘จอมเวท’ ปกติ แต่เพื่อชุบชีวิตภรรยา จึงย้ายไปเส้นทาง ‘มรณา’ ซึ่งไม่ใช่เส้นทางใกล้เคียง ทำให้ตกอยู่ในภาวะกึ่งเสียสติ กลายเป็นครึ่งคนครึ่งสัตว์ประหลาด”
“ว่ากันตามตรง สภาพแบบนี้อาจเกิดจากการที่ ‘จอมเวท’ ได้รับพรเทพมารได้เหมือนกัน แต่ถ้าดูจากรายละเอียด บูลแมนแสดงออกถึงการหลอมรวมและกลายพันธุ์ของพลังวิเศษจากสองเส้นทางอย่างชัดเจน ซึ่งไม่พบในพรของเทพมาร คำนึงจากลักษณะของเนตรลวงตาที่คุณเล่ามา มันมีทั้งด้านของ ‘เนตรส่องความลับ’ สำหรับส่องความจริง และยังมีด้านของการกักเก็บ หรือแม้กระทั่งการเป็นทาสของวิญญาณ ซึ่งเป็นจุดเด่นของเส้นทาง ‘มรณา’”
“ตามข้อมูลของฉัน เส้นทาง ‘มรณา’ มีพลัง ‘เนตรมรณะ’ ตั้งแต่ลำดับ 8 ‘นักขุดสุสาน’ แล้ว มันคงหลอมรวมกับ ‘เนตรส่องความลับ’ จนกลายเป็นเนตรลวงตาพิเศษนั่น”
อ่านถึงตรงนี้ ลูเมี่ยนลองนึกทบทวนจุดเด่นของเนตรลวงตานั่น
ฝังอยู่กลางหน้าผากในแนวตั้ง ดูพร่ามัว สีม่วงเข้มเกือบดำ มีลวดลายสีซีดจำนวนมาก…
ดูเหมือนการหลอมรวมและกลายพันธุ์ระหว่าง ‘เนตรส่องความลับ’ กับพลังเนตรของเส้นทาง ‘มรณา’ จริงๆ
ลูเมี่ยนเลื่อนสายตาลง อ่านเนื้อหาในส่วนต่อไป
“ขนอ่อนสีขาวคล้ายขนนก บาดแผลเน่าเปื่อย พลังบงการอันเดดหลายชนิด สภาวะอารมณ์ไม่มั่นคง และพฤติกรรมสุดโต่ง ทุกปัจจัยช่วยยืนยันการคาดเดาของฉันโดยอ้อม…”
“คราบเลือดเก่านั่น ต้นตอแปลกประหลาดอย่างมาก ฉันลอง ‘ทำนายด้วยกระจกวิเศษ’ ดูหลายครั้ง สอบถามจากหลายแหล่ง แต่ทั้งหมดให้คำตอบเพียงว่า มันมาจากส่วนลึกของโลกวิญญาณ ไม่มีข้อมูลเพิ่มเติมอื่นใด ดูเหมือนว่าบูลแมนผู้ตกอยู่ในภาวะกึ่งเสียสติที่ไม่อาจย้อนกลับ อาจได้พานพบวาสนาบางอย่าง”
สภาวะอารมณ์ไม่มั่นคง…พฤติกรรมสุดโต่ง…ภาวะกึ่งเสียสติที่ไม่อาจย้อนกลับ…ลูเมี่ยนไตร่ตรองคำอธิบายเหล่านี้ แล้วถอนหายใจแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน
บูลแมนขณะตัดสินใจดื่มโอสถเส้นทาง ‘มรณา’ จะต้องสิ้นหวังและเด็ดเดี่ยวเพียงใดกัน
ผู้วิเศษเถื่อนส่วนใหญ่ไม่ทราบว่า ตัวเองสามารถข้ามไปยังเส้นทางใกล้เคียงได้เมื่อถึงบางลำดับ จึงมักเดินหน้าต่อไปในวิถีสู่เทพเพียงเส้นทางเดียวเสมอ สำหรับพวกเขาแล้ว คดีประปรายรอบตัว รวมถึงข่าวลือที่ได้ยินผ่านหู ล้วนคอยเตือนสติว่า เมื่อเลือก ‘เส้นทางแห่งเทพ’ แล้วจะไม่สามารถเปลี่ยนได้อีก หากฝืนดื่มโอสถของเส้นทางอื่น อย่างเบาก็จะเสียสติ อย่างหนักก็จะตายไปตรงนั้น
เหนือสิ่งอื่นใด ‘ผู้ส่องความลับ’ กับ ‘มรณา’ ก็ไม่ใช่เส้นทางใกล้เคียงกัน ไม่สามารถข้ามได้
หากไม่เตรียมใจตายมาอย่างแน่วแน่ หากไม่เชื่อมั่นว่า ต่อให้ตัวเองเสียสติ ก็ต้องชุบชีวิตภรรยาให้จงได้ บูลแมนไม่มีทางดื่มโอสถเส้นทาง ‘มรณา’ แน่นอน
ลูเมี่ยนลองจินตนาการว่า หากเขาต้องตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน ก็คงลงเอยด้วยชะตากรรมเดียวกัน
เป็นเหตุให้อารมณ์ของเด็กหนุ่มกำลังสับสนวุ่นวาย
ฟรังก้าเขียนทิ้งท้ายจดหมายว่า
“เรื่องต่อจากนี้ คุณไม่ต้องเข้าไปยุ่งแล้ว ด้วยสภาพจิตใจของบูลแมน เมื่อไม่มีการสนับสนุนจากฟิเดล ไม่มีการห้ามปรามจากฟิเดล อีกไม่นานต้องเผยตัวออกมาแน่ เพื่อรวบรวมวัตถุดิบสำหรับการทดลองครั้งต่อไป ถึงตอนนั้น ต่อให้เขาประสบความสำเร็จอีกสักครั้งสองครั้ง แต่ก็ไม่มีทางประสบความสำเร็จตลอดไป ในเวลาไม่กี่สัปดาห์ หรือแม้แต่ไม่กี่วัน สุดท้ายก็จะถูกผู้วิเศษทางการเก็บกวาด”
ลูเมี่ยนมองไปทาง ‘ผู้สำนึกบาป’ บายินเฟล ผู้ยังไม่จากไป
“ฉันจะส่งจดหมายคืนให้ผู้ส่งด้วย ช่วยรอสักครู่”
ขณะพูด เด็กหนุ่มก็เร่งเขียนข้อความ
“ผมจะฆ่าบูลแมนให้เร็วที่สุด”
ไม่นานนัก ‘ผู้สำนึกบาป’ บายินเฟล ก็นำจดหมายตอบกลับจากฟรังก้ามาส่ง
“เพื่อ?”
ลูเมี่ยนเขียนลงบนกระดาษแผ่นเดิม
ลูเมี่ยนเว้นวรรค แล้วเขียนต่อ
“แล้วก็…เพื่อยุติความทุกข์ของเขา”
ตามความเคยชิน ลูเมี่ยนพับกระดาษจดหมายเป็นทรงสี่เหลี่ยม แล้วยื่นให้บายินเฟล พลางมองผู้ส่งสารรายนี้
“การส่งจดหมายไปมาแบบนี้ ไม่ลำบากเกินไปหรือ?”
นี่ไม่ใช่ความเป็นห่วง แต่เป็นความสงสัย
‘ผู้สำนึกบาป’ บายินเฟล หลังจากส่งจดหมายแล้ว กลับไม่จากไปทันที แต่รออยู่เพื่อดูว่ามีจดหมายตอบกลับหรือไม่
คราวนี้บายินเฟลไม่เงียบ แต่ตอบด้วยเสียงทุ้มต่ำ
“การได้ทำนั่นทำนี่ ช่วยให้ข้ารู้สึกดีขึ้นเล็กน้อย”
“อย่างน้อยก็มีอะไรให้ทำ ดีกว่าเอาแต่จ้องมองความมืดตลอดเวลา”
ลูเมี่ยนเงียบฟังโดยไม่ตอบโต้ มองดู ‘ผู้สำนึกบาป’ บายินเฟล หันหลังเดินเข้าสู่ความว่างเปล่า
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ เด็กหนุ่มค่อนข้างเห็นด้วยกับสองประโยคหลัง
ฟรังก้าไม่ได้ห้ามลูเมี่ยน จดหมายตอบกลับฉบับถัดมา เนื้อหาทั้งกระชับและทรงพลัง
“ระวังตัวด้วย!”
หึ…ลูเมี่ยนถอนหายใจ เดินไปริมหน้าต่างห้องนั่งเล่น แล้วทอดสายตาไปยังเมืองท่าฟาริม ที่อาบไล้ด้วยแสงอาทิตย์อันร้อนแรง รวมถึงภูเขาไฟอันดาเทนาในระยะไกล
……………………………………………………..