ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 527 คิดแทน
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 527 คิดแทน
ตอนที่ 527 คิดแทน
ท่าเรือฟาริมภายใต้แสงอาทิตย์ ดูราวกับถูกฉาบย้อมด้วยสีทองอร่าม อากาศคล้ายกับมีกลิ่นหอมหวานของน้ำตาลอ้อย
ลูเมี่ยน ยืนตรงริมหน้าต่าง ครุ่นคิดว่าตอนนี้ ‘จอมเวทปีศาจ’ จะอยู่ที่ใด
เมื่อคืน ขณะถูกช่วยออกไป บูลแมนไร้สติโดยสิ้นเชิง ไม่สามารถบอกพวกอันเดดที่มาช่วยว่าต้องหนีไปทางไหน ดังนั้น พวกอันเดดคงทำตามสัญชาตญาณหรือความเคยชิน ลากบูลแมนไปยังจุดปลอดภัยที่ใช้ประจำ
โดยปกติแล้ว บ้านของฟิเดลคงเป็นตัวเลือกแรก แต่เมื่อลูเมี่ยนลองค้นดู กลับไม่พบร่องรอยว่าบูลแมนเคยกลับมา
เด็กหนุ่มคาดเดาเบื้องต้นว่า ขณะบูลแมนฆ่าล้างครอบครัวฟิเดลกับพวกคนรับใช้ คงจะให้พวกอันเดดมีส่วนร่วมด้วย พวกมันจึงจดจำได้ว่าบ้านเลขที่ 16 ถนนคอร์เรียสคือสนามรบ ไม่ปลอดภัย จึงเลือกไปกบดานแหล่งอื่นแทน
แล้วมันคือที่ไหน?
ลูเมี่ยนหยิบข้อมูลของบูลแมนที่ฟรังก้ามอบให้ ออกจาก ‘กระเป๋านักเดินทาง’ อีกรอบ รวมถึงข้อมูลประกอบจากฟิลิปโปกับบาร์ทเนอร์ แล้วอ่านทวนซ้ำอีกรอบ พยายามคิดแทน ‘จอมเวทปีศาจ’ จำลองสภาพจิตใจ ความคิด และทางเลือกต่างๆ ของเขา
บูลแมนเกิดในแคว้นหมอก หรืออีกชื่อหนึ่งคือแคว้นเหมันต์ ทางตอนเหนือของอินทิส ติดกับจักรวรรดิฟุซัค ผู้คนในแคว้นมีนิสัยค่อนข้างหยาบกระด้าง ชื่นชอบเหล้ากลั่น
ภรรยาของเขา เฮเลน เป็นคนท้องถิ่นของเมืองท่าฟาริม แต่ไม่มีเชื้อสายชาวหมู่เกาะ ปู่ของเธอเป็นพ่อค้าน้ำตาลอ้อย เดินทางไปมาระหว่างท่าเรือฟาริมกับท่าเรือเลอซายล์เป็นประจำ ต่อมาถูกโจรสลัดปล้น สูญเสียธุรกิจไปเกือบทั้งหมด จึงต้องพึ่งพาไร่นาที่เคยเก็บเงินซื้อไว้เพื่อจุนเจือครอบครัว
เฮเลนเกิดและเติบโตในไร่ดังกล่าว แล้วได้เห็นมันถูกขายไปหลังจากปู่เสียชีวิต เนื่องจากความขัดแย้งในรุ่นพ่อ ครอบครัวของเธอได้รับเงินส่วนแบ่งมาก้อนหนึ่ง จึงตัดสินใจย้ายมาอาศัยในเมืองท่าฟาริม หลังจากนั้น การเสียชีวิตของพ่อ และอาการป่วยหนักของแม่ ทำให้หญิงสาวตัดสินใจเดินเข้าสู่เส้นทางนักผจญภัย จนกระทั่งได้รู้จักกับบูลแมน
ในฐานะนักผจญภัย ทั้งสองผ่านร้อนผ่านหนาวด้วยกันนับครั้งไม่ถ้วน จนได้รับพลังวิเศษ และยังซื้ออสังหาริมทรัพย์ในเมืองท่าฟาริมไว้ วางแผนอนาคตสำหรับบั้นปลายชีวิต ในยามพวกเขาแก่ตัวลงและอยากเลิกผจญภัย
เมื่อไม่กี่ปีก่อน พวกเขากับกลุ่มนักผจญภัยที่สนิทสนมกัน ได้จ้างเรือลำหนึ่งเพื่อออกทะเลไปตามล่าหาขุมทรัพย์ แต่กลับเจอสัตว์ประหลาดทะเลแทน สุดท้ายก็รอดชีวิตกลับมาแค่บูลแมนและนักผจญภัยอีกสองคน
“ออกทะเลไปล่าขุมทรัพย์? ในทะเลมีขุมทรัพย์มากมายถึงเพียงนั้นเชียว?” ลูเมี่ยนพึมพำ พลางมองว่ามีโอกาสค่อนข้างมากที่บูลแมนจะยังอยู่ในเมืองท่าฟาริม
นครท่าเรือแห่งนี้ เต็มไปด้วยความทรงจำอันงดงามสำหรับเขา เต็มไปด้วยร่องรอยการใช้ชีวิตร่วมกับภรรยาเฮเลนตลอดหลายปี หากคิดจะเลือกแหล่งกบดานเพื่อซ่อนตัว สัญชาตญาณก็คงสั่งให้เลือกเมืองนี้
ด้วยความคิดดังกล่าว ลูเมี่ยนอ่านข้อมูลส่วนถัดไป
ไม่ผิดจากการคาดคะเนของเด็กหนุ่ม การทดลองอันตรายก่อนหน้านี้ของบูลแมน ล้วนเกิดขึ้นรอบๆ หมู่เกาะทะเลหมอก รวมถึงเกาะใกล้เคียงและหมู่บ้านตามชายฝั่งทวีปเหนือ หากลากเส้นเชื่อมต่อพวกมันเป็นวงกลมไม่สมมาตร จะพบว่า ‘จุดศูนย์กลาง’ คือเมืองท่าฟาริมบนเกาะนักบุญทีค
บูลแมนใช้เมืองท่าฟาริมเป็นฐาน แต่พอจะทดลองก็เลือกดินแดนรอบข้างเสมอ…ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยก่อเรื่องในเมืองท่าฟาริมเลยสักครั้ง ทำไมหนนี้ถึงเป็นข้อยกเว้น? ถ้าเราเป็นบูลแมน ในสภาพกึ่งเสียสติ ก็คงจะมองว่าเมืองท่าฟาริมคือบ้านเกิดของหัวใจ เป็นแหล่งรวบรวมความทรงจำดีๆ ทั้งหมดในชีวิต ปกติแล้วไม่ควรจะทำลายความสงบเรียบร้อยของเมือง หรืออาจถึงขั้นแอบปกป้องด้วยซ้ำ คอยจัดการกับพวกโจรสลัดหรือนักผจญภัยห่ามๆ บางคน…ลูเมี่ยนวิเคราะห์อย่างครุ่นคิด
เด็กหนุ่มกำลังแทนที่เมืองท่าฟาริมด้วยหมู่บ้านกอร์ตู ลองจินตนาการว่าหากหมู่บ้านกอร์ตูไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความตายของพี่สาว โดยยังเป็นเพียงดินแดนอันเงียบสงบ ใครก็ตามที่บังอาจรบกวนวิถีชีวิตของหมู่บ้าน ใครก็ตามที่บังอาจเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม มันผู้นั้นคือศัตรูของเขา!
เด็กหนุ่มขมวดคิ้ว ตงิดใจว่าเหตุระเบิดเมื่อคืนก่อน อาจยังมีรายละเอียดสำคัญบางในจุดไม่ถูกคลี่คลาย และมันคือต้นตอทำให้บูลแมนถึงกับฆ่าล้างครัวฟิเดลเพียงเพราะฝ่ายหลังพูดไม่เข้าหู — ฟิเดลร่วมมือกับบูลแมนมาหลายปี ไม่มีทางไม่ทราบว่าสภาพจิตใจของอีกฝ่ายไม่มั่นคง พร้อมสติแตกได้ทุกเมื่อ นักธุรกิจใหญ่ผู้เฉลียวฉลาดถึงเพียงนั้น จะไม่คำนึงถึงผลเสียจากคำพูดตัวเองเชียวหรือ?
ยิ่งไปกว่านั้น บูลแมนอยากกำจัดนักผจญภัยหลุยส์·แบรีเพื่อปกปิดการร่วมมือของตนกับฟิเดล แต่ในเมื่อสังหารฟิเดลไปแล้ว ไฉนเลยยังต้องปิดปากลูเมี่ยนอีก?
บางที ฟิเดลคงมั่นใจจากประสบการณ์ของตน ว่าสามารถโน้มน้าวให้บูลแมนรอดูท่าทีไปอีกสองวันได้ แต่ใครจะรู้ ตอนนั้นบูลแมนเกิดสติแตกไปแล้ว การกระทำในภายหลังล้วนเกิดจากสัญชาตญาณ
ครุ่นคิดสักพัก ลูเมี่ยนตัดสินใจเข้าไปในเมืองท่าฟาริมอีกครั้ง เพื่อไปดู ‘บ้านเก่า’ ของบูลแมนกับเฮเลน
แม้ว่าบูลแมนจะขายทิ้งไปนานแล้ว เพื่อแลกเป็นเงินทุนสำหรับการทดลองชุบชีวิต อีกทั้งยังถูกผู้วิเศษทางการคอยจับตาดูอย่างใกล้ชิด แต่ไม่แน่ว่ายังอาจหลงเหลือร่องรอยสำคัญอยู่บ้าง
จะเกิดอะไรขึ้นถ้าบูลแมนในสภาพสติแตก ยืนกรานว่าจะกลับไปดู ‘บ้านเก่า’ ให้ได้?
หลังจากกำชับให้ลูกาโนคอยดูแลลุดวิก ลูเมี่ยนลงไปยังดาดฟ้าเรือ และพบกับฟิลิปโป
หัวหน้าฝ่ายความปลอดภัยของ ‘สกุณาโบยบิน’ มองลูเมี่ยนด้วยสีหน้าซับซ้อน โดยไม่เอ่ยถึงห้องที่เหมือนถูกปืนใหญ่ถล่ม เพียงเปรยกับตัวเองว่า
“ค่าซ่อมแซมที่เกินมา ผมแบ่งให้พวกคนงานกับคนรับใช้ไปแล้ว”
ความหมายของเขาคือ ใครควรถูกปิดปาก ผมจ่ายเงินปิดปากให้หมดแล้ว
“ไม่เก็บไว้ให้ตัวเองบ้างหรือ?” ลูเมี่ยนตอบยิ้มๆ
ฟิลิปโปส่ายหัว ถอนหายใจแล้วพูดว่า
“ขอแค่ไม่เกิดเหตุการณ์ทำนองนี้อีกระหว่างทางจากท่าเรือฟาริมถึงท่าเรือซานตา นั่นคือค่าตอบแทนในอุดมคติของผมแล้ว”
“จะพยายามนะ” ลูเมี่ยนพูดอย่างจริงใจ
เขาไม่ได้ให้คำมั่นสัญญา เพราะใช่ว่าตนจะควบคุมได้ทุกเรื่อง
เด็กหนุ่มก็อยากไปถึงท่าเรือซานตาอย่างราบรื่น เพื่อเริ่มแกะรอยสมาชิกหลักของ ‘วันเอพริลฟูล’ อย่าง ‘กวีเร่ร่อน’ และ ‘อุลตร้าแมน’
ฟิลิปโปจ้องหน้าลูเมี่ยนอยู่สองสามวินาที ราวกับกำลังไตร่ตรองว่า ควรจะแจ้งจับไอ้เด็กนี่ไปเลยดีไหม
เขาถอนหายใจอีกครั้ง
“คืนนี้จะยกเลิกการปิดท่าเรือแล้ว พรุ่งนี้เช้า ‘สกุณาโบยบิน’ จะออกเดินทางอีกครั้ง อย่าตกเรือล่ะ”
ลูเมี่ยนพยักหน้า แล้วถามอย่างสงสัย
“จับ ‘จอมเวทปีศาจ’ ได้แล้วหรือ?”
“เปล่า เพียงแต่มั่นใจแล้วว่าเรือในท่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง และเขาก็ไม่ได้หนีมาทางนี้” ฟิลิปโปเล่าอย่างไม่ใส่ใจ “เมื่อคืนบูลแมนยังฆ่าล้างครัวนักธุรกิจใหญ่ฟิเดลด้วย ดูเหมือนว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา พวกเขาเคยร่วมมือกันมานาน คงถูกฟิเดลทรยศเข้ากระมัง…”
เล่าถึงตรงนี้ ฟิลิปโปหรี่ตามองลูเมี่ยน
“เมื่อคืน ในห้องคุณเกิดการต่อสู้ขึ้นสินะ? ไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้แน่ใช่ไหม?”
“คุณว่ามันจะเกี่ยวข้องกันยังไงหรือ?” ลูเมี่ยนย้อนถามอย่างขบขัน
ฟิลิปโปครุ่นคิดอย่างรอบคอบ แต่ก็จนปัญญาจะเชื่อมโยงสองเหตุการณ์เข้าด้วยกัน
เห็นดังนั้น ลูเมี่ยนก็โบกมือ สวมหมวกสานสีทอง เดินลงบันไดเรือไปยังท่าเทียบเรือ ออกจากเขตท่าเรือ
เด็กหนุ่มเพิ่งจะมาถึงลานจัตุรัสสุริยัน ซึ่งติดประกาศจับไว้หลายใบ ก็เห็นชายชาวเกาะคนหนึ่ง ผิวสีน้ำตาลเข้ม เบ้าตาจมลึก ดวงตาสีเข้ม เดินเข้ามาหาตน แล้วยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งที่ถูกพับเป็นเล่มเล็ก เนื้อหาพิมพ์ด้วยตัวอักษรกับภาพวาดหยาบๆ
“นักเดินทางผู้มาเยือนครับ นี่คือคู่มือสำหรับท่องเที่ยวในเมืองท่าฟาริม มีทั้งทิวทัศน์อันสวยสดงดงาม อาหารอันเป็นเอกลักษณ์ และร้านค้าอันเปี่ยมไปด้วยมนต์เสน่ห์” ชายชาวเกาะแนะนำอย่างกระตือรือร้น “มันจะช่วยให้คุณมีช่วงเวลาดีๆ ตลอดหลายวันที่นี่”
ลูเมี่ยนถามอย่างให้ความร่วมมือ
“เท่าไร?”
“ไม่คิดเงินครับ แจกฟรี!” ชายชาวเกาะตอบเสียงดัง “มันถูกพิมพ์โดยรัฐบาล เพื่อแจกนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะ โดยหวังให้พวกคุณมีความประทับใจดีๆ ต่อเมืองท่าฟาริม”
“วิเศษมาก” ลูเมี่ยนรับคู่มือท่องเที่ยวมาด้วยสีหน้า ‘ตื่นเต้น’ แล้วเปิดดูทันที
ส่วนหนึ่งเป็นการแนะนำสถานที่สวยงาม อีกส่วนเป็นการแนะนำร้านรวงต่างๆ รวมถึงร้านน้ำตาลอ้อย บาร์บรรยากาศดี ร้านอาหารชื่อดัง และอีกมากมาย
ทันใดนั้น ลูเมี่ยนชักปืนลูกโม่ออกมา จ่อกลางหน้าผากของชายชาวเกาะ
ชายชาวเกาะถึงกับผงะ ผ่านไปหลายวินาทีจึงเริ่มพูดติดอ่าง
“ม…ไม่ต้องเสียเงินครับ ไม่ต้องจ่าย ผมไม่ได้โกหกคุณ!”
เรื่องเล็กๆ น้อยๆ แค่นี้ คู่ควรกับการชักปืนแล้วหรือ?
ฉันตะโกนเรียกตำรวจ!
ลูเมี่ยนยิ้มถาม
“ร้านค้าแนะนำพวกนี้ มีความสัมพันธ์กับแกยังไง?”
“ไม่มี…” ชายชาวเกาะสัมผัสถึงความเย็นของปากกระบอกปืน จึงเริ่มเปลี่ยนคำพูด “พ…พวกเขาจ่ายเงินให้เราช่วยแนะนำ ล…แล้วก็มีบางร้านเป็นหุ้นส่วนของเรา”
“มีร้านปกติอยู่เท่าไร?” ลูเมี่ยนถามต่อโดยไม่หวั่นไหว
“เก้าในสิบ…” ชายชาวเกาะพูดจบ ก็เห็นนักผจญภัยตรงหน้าง้างนกปืนถอยหลัง
เขารีบเสริม
“เก้าในสิบเกี่ยวข้องกับพวกเรา!”
“แล้วจุดชมวิวล่ะ?” ลูเมี่ยนหัวเราะในลำคอ
“ห…ห้าในสิบครับ มีแค่ไร่และหมู่บ้านชนเผ่าที่เกี่ยวข้องกับเรา” ชายชาวเกาะตัวสั่นด้วยความกลัว
ลูเมี่ยนสะบัดคู่มือท่องเที่ยวที่กางอยู่ แล้วยิ้มมองชายชาวเกาะ
“อันไหนปกติบ้าง ชี้มาให้ครบ”
ชายชาวเกาะรีบชี้เนื้อหาต่างๆ ด้วยเกรงว่าปืนของอีกฝ่ายจะเผลอลั่นโดยไม่ตั้งใจ
ลูเมี่ยนจึงเก็บปืนลูกโม่ ถือคู่มือท่องเที่ยวเดินไปทางตลาดกลางแจ้งอีกฝั่งของลานจัตุรัส
เมื่อสักครู่ ที่เด็กหนุ่มพูดกับชายชาวเกาะไปหลายประโยค แง่หนึ่งเพื่อขู่ให้คนโกหกกลัว อีกแง่หนึ่งเพราะผุดไอเดียใหม่ได้พอดี
สำหรับบูลแมน ผู้อาศัยอยู่ในเมืองท่าฟาริมมาหลายปี อาหารอร่อยกับทิวทัศน์บางแห่ง อาจเป็นหนึ่งในของความทรงจำดีๆ ของเขาก็ได้
เมื่อเกิดความหงุดหงิดอย่างแรงกล้า จนพลั้งมือฆ่าล้างครัวหุ้นส่วนชั้นดี แถมยังพ่ายแพ้ในการต่อสู้อีก คนเสียสติและหวาดระแวงแบบเขา อาจแวะไปยังสถานที่อันเปี่ยมไปด้วยความทรงจำ เพื่อฟื้นฟูสภาพจิตใจให้กลับมาดีขึ้น
ลูเมี่ยนถามตัวเอง หากเปลี่ยนเป็นตน ก็คงทำในแบบเดียวกัน
ความมีเหตุมีผลในใจเขาอาจคอยตักเตือนอยู่ ว่าการทำเช่นนี้สุ่มเสี่ยงต่อการถูกพบตัว แต่คนกึ่งเสียสติมักไม่ฟังเสียงของเหตุผล
ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นจุดชมวิวอย่างแสงจันทร์ที่ประภาคาร หรือพระอาทิตย์ตกดินที่ภูเขาไฟ หรือร้านอร่อยๆ อย่างเนื้อหมูสับเรปโต้ ข้าวผัดปาเอยากัสปาโร หรือไอศกรีมช็อกโกแลตนักบุญทีค ก็ล้วนมีโอกาสได้ต้อนรับแขกลับๆ อย่าง ‘จอมเวทปีศาจ’
และด้วยสภาพจิตใจในปัจจุบัน เขาคงเก็บร่องรอยตัวเองได้ไม่ละเอียดสักเท่าไร
ลูเมี่ยนกดหมวกสานสีทองบนหัว เดินผ่านตลาดกลางแจ้ง มุ่งหน้าไปยังภูผานอกเมืองฟาริม
……………………………………………………..