ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 528 ตำนานขุมทรัพย์
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 528 ตำนานขุมทรัพย์
ตอนที่ 528 ตำนานขุมทรัพย์
ซ่า! คลื่นสีครามซัดกระทบโขดหินตรงฐานหน้าผา แตกกระจายเป็นดอกไม้สีขาว
ลูเมี่ยนเดินมาถึงประภาคารที่เล่าลือกันว่า ถูกสร้างขึ้นเมื่อชาวอินทิสมาถึงเกาะนักบุญทีคเป็นครั้งแรก
เด็กหนุ่มมองออกไปยังทะเลอันไกลโพ้น
ขณะนี้ยังอีกนานกว่าจะถึงยามค่ำคืน แสงจันทร์สีชมพูอมแดงยังมิได้สาดส่องลงมา สร้างบรรยากาศชวนฝันอันพร่ามัว นักท่องเที่ยวจึงยังค่อนข้างบางตา บริเวณโดยรอบถือว่าเงียบสงบ
ลูเมี่ยนเดินวนรอบประภาคารสถาปัตยกรรมสมัยโรซายล์สองสามรอบ เข้าไปเยี่ยมชมภายในเกือบสิบห้านาที แต่ก็ไม่พบร่องรอยของ ‘จอมเวทปีศาจ’
เด็กหนุ่มมิได้คาดหวังว่าต้องเจอกับบูลแมนตัวเป็นๆ เพราะยังไม่ถึงเวลาเชยชมแสงจันทร์ เพียงแค่อยากตรวจสอบว่า หลังจากอีกฝ่ายได้สติกลับมาเมื่อคืน เขาได้แวะมารำลึกอดีต ระลึกถึงภรรยา สงบจิตใจ และหาแรงบันดาลใจในการก้าวเดินต่อไปหรือไม่
“พ่อหนุ่ม กลางวันที่นี่ไม่มีอะไรให้ดูหรอก แต่กลางคืนน่ะคนละเรื่องเลย” คนเฝ้าประภาคารสูบบุหรี่มวนเองจากใบยาสูบอบแห้ง เตือนลูเมี่ยนด้วยความหวังดี
ลูเมี่ยนยิ้มถาม
“ดึกๆ ก็มีคนมาหรือครับ?”
“มีสิ” ชายแก่วัยห้าสิบ ผู้เฝ้าประภาคาร ตอบด้วยน้ำเสียงโอ้อวด “พวกหนุ่มเจ้าสำราญจากทรีอาร์ ชอบพาเด็กสาวมาดูแสงจันทร์ที่นี่ตอนกลางดึก”
“มีใครใส่ฮู้ดเหมือนพวกจอมเวทไหมครับ?” ลูเมี่ยนถามต่อ
คนเฝ้าประภาคารทำสีหน้าเหมือนกำลังนึกทบทวน
“บางครั้งก็มี หลายครั้งผมนึกว่าเป็นเงาผีเสียอีก”
“เมื่อคืนเขามาไหม?” มุมปากของลูเมี่ยนยกขึ้นเล็กน้อย
การ ‘คิดแทน’ และการคาดเดาของตนไม่ผิดพลาด!
บางที ประสบการณ์ที่คล้ายคลึงกันอาจช่วยให้เด็กหนุ่มเข้าถึงสภาพจิตใจ และความคิดอันหมกมุ่นของบูลแมนได้ดีขึ้น
“ไม่รู้สิ อย่างน้อยผมก็ไม่เห็น” คนเฝ้าประภาคารตอบ
ลูเมี่ยนไม่ได้ถามต่อ ตั้งใจว่าจะย้อนกลับใหม่ในช่วงตีสองสีสาม เมื่อแสงจันทร์งดงามเป็นพิเศษ
ตลอดสามชั่วโมงถัดมา เด็กหนุ่ม ‘เที่ยว’ ร้านอาหารชื่อดังของจริงในเมืองท่าฟาริมจนครบถ้วน ถามไถ่ในหัวข้อเดียวกัน แต่ก็ไม่ได้รับข้อมูลอันเป็นประโยชน์
จากตรงนี้สามารถบอกได้ว่า ‘จอมเวทปีศาจ’ บูลแมนในสภาวะปกติ ยังคงควบคุมตัวเองได้พอสมควร ยังไม่ถึงกับเคลื่อนไหวตามสัญชาตญาณล้วนๆ แทบไม่มีการแวะไปสถานที่พลุกพล่าน หรือต่อให้เคยมา ก็คงปลอมตัวอย่างดี
บ่ายสี่โมง ลูเมี่ยนมาถึงสถานีรถไฟไอน้ำขนาดไม่ใหญ่ของเมืองท่าฟาริม จ่ายเงิน 3 เฟลคินเพื่อซื้อตั๋วไปเหมืองภูเขาไฟอันดาเทนา
ถ้าอยากไปดูพระอาทิตย์ตกที่นั่น ก็ต้องออกเดินทางตอนนี้
วู้! ฉึกฉักฉึกฉักฉึกฉัก! หัวรถจักรสีดำเหล็กอันหยาบกร้านพ่นควันหนาทึบ ลากขบวนรถยาวเหยียด วิ่งบนหมอนรางรถไฟ
มันค่อยๆ เปลี่ยนจากช้าเป็นเร็ว ประหนึ่งคนยักษ์ร่างกายใหญ่โตเอาชนะความเฉื่อยได้ในที่สุด ระดมทุกชิ้นส่วนให้เคลื่อนไหว
ลูเมี่ยนนั่งติดหน้าต่าง ถือหมวกสานสีเหลืองทอง ชื่นชมไร่นาที่ค่อยๆ ถอยหลังไปทีละแปลงอย่างเงียบงัน
เมื่อใกล้หกโมงเย็น รถไฟขบวนนี้จอดสนิทที่ด้านนอกเหมืองภูเขาไฟอันดาเทนา
ลูเมี่ยนสวมหมวกสาน ไม่ได้เข้าไปในเหมือง แต่เดินตามถนนด้านข้าง เลียบขึ้นไปยังยอดภูเขาไฟ
สีเขียวเริ่มบางตาลงทีละนิด สีเทาดำกลายเป็นสีหลักของทิวทัศน์ บางครั้งเห็นหินสีแดงเป็นหย่อมๆ
ยิ่งใกล้ยอดเขา ยิ่งรกร้าง กรวดสีเทาดำนอนหลับเงียบเชียบท่ามกลางสายลมพัดกระโชก
เพราะไม่มีป่าหรือพุ่มไม้บดบัง วิสัยทัศน์ของลูเมี่ยนจึงกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา จนสัมผัสถึงบรรยากาศอันยิ่งใหญ่ที่ยากจะอธิบาย ยิ่งใหญ่จนต้องโดดเดี่ยวและเงียบเชียบ
ตามถนนสีขาว ที่ถูกนักเดินทางเหยียบย่ำจนเห็นชัดท่ามกลางสีเทาดำ ลูเมี่ยนบรรจงเดินทีละก้าวจนถึงปากปล่องภูเขาไฟ ด้านในลึกลงไปเป็นสีดำสนิทของถ่านหิน ประดับด้วยหลุมบุ๋มสีแดง
อุณหภูมิบริเวณนี้อุ่นกว่าพื้นราบเล็กน้อย
ฟ้าว! สายลมกระโชกพัดผ่านโดยไม่ชนกับกำบังใด หอบกรวดสีเทาดำลอยปลิวว่อน พัดจนมนุษย์โอนเอนไปมา
ท่ามกลางฉากดังกล่าว ดวงอาทิตย์ที่ใกล้ลับขอบฟ้า ทอแสงสีทองแดงสลับกัน เปลี่ยนความโดดเดี่ยวและความเงียบสงัดให้ดูร้อนแรง บริเวณเป็นหลุมบุ๋มสีแดงก็ยิ่งแดงเข้ม
ลูเมี่ยนกดหมวกสานบนศีรษะ เดินไปตามขอบปากปล่องภูเขาไฟราวสองสามร้อยเมตร
ทันใดนั้น ลมบนยอดเขาสงบลง กรวดที่เคยฟุ้งกระจายร่วงกราวลงมา
ลูเมี่ยนแลเห็นทันที ด้านนอกปากปล่องภูเขาไฟ บนผนังลาดสีเทาดำที่ทอดลงไป ท่ามกลางแสงอาทิตย์สุดท้ายอันเจิดจ้า ร่างหนึ่งกำลังยืนนิ่งเด่นสง่า
อีกฝ่ายสวมเสื้อคลุมยาวสีดำ สวมฮู้ดใหญ่ เงียบมองดวงอาทิตย์สีทองสลับแดงลับขอบฟ้าไปทีละนิด
ลูเมี่ยนไม่แปรเปลี่ยนสีหน้าแม้แต่น้อย เพียงบรรจงย่างกรายเข้าไปหา โดยไม่รีบร้อนลงมือโจมตี
สัมผัสถึงการเข้าใกล้ของเด็กหนุ่ม ชายสวมฮู้ดสีดำหันร่างกายมา เผยให้เห็นใบหน้าซีดเซียว เต็มไปด้วยแผลเน่าเปื่อย รวมถึงขนอ่อนสีซีดจางเป็นหย่อมใหญ่
ไม่ใช่ใครนอกจาก ‘จอมเวทปีศาจ’ บูลแมน!
คงเพราะกำลังอยู่ท่ามกลางทิวทัศน์ ท่ามกลางความทรงจำอันงดงามเช่นนี้ บูลแมนผู้โด่งดังด้านความบ้าคลั่ง กลับเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงอ่อนล้า
“หาที่นี่พบด้วยสินะ”
ลูเมี่ยน ผู้ยังคงกดหมวกสานสีทองไว้บนศีรษะ เพื่อมิให้มันถูกลมแรงพัดหลุด กล่าวพลางยิ้มเยาะตัวเอง
“หากผมไม่หลงเหลือความฝันหรือความหวังแล้ว หากปราศจากพวกศัตรูที่ต้องไปตามล่า ผมก็คงกลับไปยังหมู่บ้านกอร์ตูเป็นครั้งคราว กลับไปยังทุ่งหญ้าบนภูเขาสูงใกล้หมู่บ้าน ที่หญ้าเขียวชอุ่มอุดมสมบูรณ์ ติดกันเป็นผืนใหญ่ มีดอกไม้เล็กๆ สีเหลืองอ่อนบานแซม มีแกะตัวน้อยตัวใหญ่เดินเพ่นพ่าน มีท้องฟ้าสีครามดุจดังอัญมณี มีเมฆสีขาวลอยผ่านเป็นครั้งคราว ดูราวฝูงแกะบนผืนหญ้า พอตกกลางคืนก็มีหมู่ดาวพราวพราย แน่นขนัดเบียดเสียด ประหนึ่งกรวดเพชรบนพื้นแม่น้ำใสแจ๋ว…”
ยืนอยู่ท่ามกลางแสงอาทิตย์ลุกไหม้ ท่ามกลางความเงียบอันยิ่งใหญ่ของสีเทาดำ ลูเมี่ยนหวนคะนึงถึงหมู่บ้านกอร์ตู หวนคะนึงถึงทุ่งหญ้าบนภูเขาสูงอย่างเหม่อลอย
บูลแมนมิได้ขัดจังหวะ รอจนเด็กหนุ่มพูดจบ จึงเผยสีหน้าโหยหา เผยรอยยิ้มอันเศร้าหมองยิ่งกว่าในยามร้องไห้
“ผมกับเฮเลนเคยคุยกันว่า ถ้าเมื่อไรอยากมาดูพระอาทิตย์ตกตรงนี้ แค่ซื้อตั๋วก็มาได้ทันที แต่เธอไม่เคยได้มาอีกเลย…”
อย่างนายไม่จำเป็นต้องนั่งรถไฟด้วยซ้ำ…ลูเมี่ยนถอนหายใจเชื่องช้า
“อุบัติเหตุในตอนนั้น…เล่าให้ฟังหน่อยสิ”
กล้ามเนื้อบนใบหน้าบูลแมนเริ่มบิดเบี้ยว ความเจ็บปวดถูกเผยอย่างไม่เก็บซ่อน
“พวกเราถูกหลอก แผนที่ขุมทรัพย์นั่นมีปัญหา พวกเราเจอสัตว์ประหลาดทะเลตัวจริง!”
“ไอ้พวกชาวหมู่เกาะระยำ…เฮเลนเคยคิดว่า สาเหตุที่คนพวกนั้นชอบหลอกลวง ชอบทำตัวเป็นนักเลง ก็เพราะชีวิตไม่มีทางเลือกอื่น ที่ดินทำกินดีๆ ล้วนถูกชาวอินทิสยึดครองไปหมด แต่เราสองคนดีกับพวกมันขนาดนั้น เชื่อใจพวกมันขนาดนั้น พวกมันกลับรวมหัวกับคนนอก หลอกลวงพวกเราเพียงเพราะเงิน!”
“ฉันจะฆ่ามัน ฆ่าพวกคนหลอกลวงนั่น ฆ่าชาวหมู่เกาะให้หมด!”
ลูเมี่ยนหัวเราะในลำคอ
“ในหมู่คนทรีอาร์ที่คิดว่าตัวเองสูงส่ง บางคนก็เป็นนักต้มตุ๋น บางคนก็ขายเรือนร่าง ผมไม่เคยเหมารวมชาวหมู่เกาะ แต่จะระวังตัวกับชาวหมู่เกาะรายคน”
พูดถึงตรงนี้ ลูเมี่ยนก็ผุดความคิดวาบหนึ่ง
“ชาวหมู่เกาะที่หลอกลวงพวกคุณ เป็นคนของเส้นทาง ‘นักโจรกรรม’ หรือเปล่า?”
“ใช่” ผิวหน้าของบูลแมนกระตุก ดูเหมือนจะควบคุมความโกรธในใจไว้ไม่อยู่
‘นักต้มตุ๋น’ กำลังสวมบทบาท? ลูเมี่ยนถามอย่างระวัง
“เขาใส่แว่นตาข้างเดียว หรือมีนิสัยชอบหยิกเบ้าตาข้างนี้หรือเปล่า?’”
เด็กหนุ่มชี้ตาขวาตัวเอง
“เปล่า” บูลแมนทำหน้าเหมือนไม่เข้าใจเหตุผลที่ลูเมี่ยนถาม
ฝ่ายหลังถอนหายใจโล่งอก
“เขาชื่ออะไร? คุณฆ่าเขาหรือยัง?”
ใบหน้าซีดของบูลแมนพลันมีเลือดสูบฉีด ของเหลวเน่าเปื่อยไหลออกมาเป็นหยดๆ
“มันชื่อมาร์ค·เบนิโต้!”
“หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น มันก็หายตัวไป ตามหาเท่าไรก็ไม่เจอ!”
ลูเมี่ยนเลิกกระตุ้นบูลแมน เพียงเปลี่ยนไปถามว่า
“ตอนนั้นพวกคุณกำลังตามหาขุมทรัพย์อะไร?”
“ในส่วนลึกของทะเลหมอก มีเกาะแห่งหนึ่ง ผู้คนบนเกาะไม่แก่ไม่ตายอย่างแท้จริง” บูลแมนนึกถึงตำนานขุมทรัพย์ที่ตนเคยรวบรวม “มีเหตุผลเพียงพอให้เชื่อได้ว่า บนเกาะแห่งนั้นซ่อนขุมทรัพย์ล้ำค่าเอาไว้ พวกเราไม่คิดจะเป็นศัตรูกับชาวเกาะ แค่อยากแอบเข้าไปในเกาะ ขโมยยาอายุวัฒนะออกมาบางส่วน”
เขาพูดด้วยอาการสับสนเล็กๆ ข้ามเนื้อหาไปหลายส่วน
“ฟังดูคล้ายกับตำนานขุมทรัพย์ ‘น้ำพุไม่แก่เฒ่า’ มากเลย” ลูเมี่ยนคิดสักครู่แล้วพูดต่อ “นิยายชุด ‘นักผจญภัยผู้ยิ่งใหญ่’ เคยบอกใบ้อ้อมๆ แล้วว่า ‘น้ำพุไม่แก่เฒ่า’ ไม่มีอยู่จริง”
บูลแมนไม่สนใจเขา ยังคงเล่าต่อไป
“พวกเราพบหลักฐานบางอย่าง แถมยังได้แผนที่ขุมทรัพย์สำหรับเดินทางไปเกาะนั่น ใครจะคิดว่า…แผนที่…แผนที่เป็นของปลอม!”
“สัตว์ประหลาดทะเลทำลายเรือของพวกเรา เฮเลน…เพื่อให้ผมใช้เวทมนตร์ได้สำเร็จ เธอยืนขวางหน้าผมไว้…ผมได้แต่มองเธอ มองเธอถูกสัตว์ประหลาดฉีกร่างเป็นสองท่อน มองดวงตาเปี่ยมไปด้วยความสิ้นหวังของเธอ…”
บูลแมนหายใจหอบ พูดต่อไม่ออก
“หลังจากนั้น คุณก็ย้ายไปเส้นทาง ‘มรณา’?” ลูเมี่ยนเปลี่ยนหัวข้อสนทนา
ดวงตาสีเชือกป่านเย็นชาของบูลแมนพลันเปล่งประกาย
“ใช่! มีเพียงเทพมรณา ผู้ถือครองอำนาจในขอบเขต ‘ความตาย’ เท่านั้น จึงจะคืนชีพให้เฮเลนได้!”
“ในตำนานขุมทรัพย์นั่น รายละเอียดหลายจุดก็บ่งชี้ว่า มีเพียงเทพมรณาเท่านั้นที่เป็นอมตะ มีเพียงการครอบครองความลับแห่งความตายเท่านั้น จึงจะช่วยให้ผู้ล่วงลับหวนกลับมาได้อย่างแท้จริง! พวกชาวเกาะนั่นไม่ใช่ว่าไม่ตาย แต่เป็นการคืนชีพต่างหาก!”
“คุณเชื่อเรื่องขุมทรัพย์นั่นจริงๆ สินะ?” ถึงลูเมี่ยนจะถามออกไป แต่ในใจก็มีคำตอบอยู่แล้ว
บูลแมนผู้กึ่งเสียสติ คงจะคว้าฟางแห่งความหวังไว้ทุกเส้น เชื่อทุกข่าวลือที่เป็นหนทางคืนชีพให้เฮเลน
“ผมเชื่อ” บูลแมนพยักหน้า พูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “เพราะว่า…ก่อนหน้านี้ผมได้เจอคนที่มาจากเกาะนั่น เกาะแบบนั้นมีอยู่จริง มีพวกชาวเกาะไม่แก่ไม่ตายอยู่จริงๆ!”
บูลแมนพูดด้วยแววตาคลั่งไคล้
“ผมคิดจะจับเขา แต่กลับเป็นฝ่ายพ่ายแพ้เสียเอง…เขาไม่ได้ฆ่าผม กลับยิ่งสงสารชะตากรรมของผม จึงช่วยถ่ายทอดความรู้ในขอบเขต ‘มรณา’ มาให้ หนึ่งในนั้นคือวิธีคืนชีพมนุษย์!”
“ไอ้พวกหลอกลวง…คนรับใช้ของฟิเดลเป็นพวกหลอกลวง ผมไม่ได้คิดจะทดลองพิธีกรรมคืนชีพเร็วขนาดนั้น ยังไม่ทันเตรียมตัวให้พร้อมเลย แต่มันเป็นคนหลอกลวง ผมจะฆ่ามัน! พวกชาวหมู่เกาะก็หลอกลวงทุกตัว! ต้องฆ่าทิ้งให้หมด!”
เป็นคนจากเกาะในขุมทรัพย์จริงหรือ? ไม่ใช่ว่านี่ก็หลอกลวงเหมือนกันหรือไง? อา…ที่แท้บูลแมนก็ถูกนักต้มตุ๋นโรดี้กระตุ้นซ้ำนี่เอง และคงได้รับอิทธิพลจากเกาะนั่นด้วย…ลูเมี่ยนหรี่ตาพลางถาม
“ชาวเกาะคนนั้นชื่ออะไร หน้าตาเป็นยังไง?”
บูลแมนพลันหวาดระแวง มองลูเมี่ยนพลางถาม
“แล้วคุณมาที่นี่ทำไม?”
ลูเมี่ยนเห็นท่าทางอีกฝ่าย จึงถอนหายใจ เก็บอารมณ์บนใบหน้า พูดอย่างสงบนิ่งผิดวิสัย
“มาฆ่าคุณยังไงล่ะ”
บูลแมนชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วหัวเราะเสียงดัง
“เพื่ออะไร? เงินรางวัล?”
ลูเมี่ยนโยนหมวกสานสีทองในมือทิ้งไป ก้มตัวลงเล็กน้อย ตอบด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
“เพื่อลงโทษความชั่วร้ายของคุณ พร้อมกับยุติความทุกข์ให้คุณ”
บูลแมนหยุดหัวเราะ ยกสองมือด้วยสีหน้าเย็นชา
“งั้นก็เข้ามาเลย”
……………………………………………………..