ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 533 หลงลืม
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 533 หลงลืม
ตอนที่ 533 หลงลืม
“เขาชื่อหลุยส์·แบรี”
ได้อ่านประโยคสุดท้าย ดวงตาของฟิลิปโปก็แข็งค้างทันที
เขาหรือ?
เขาคือผู้สังหาร ‘จอมเวทปีศาจ’?
ทันใดนั้น ฟิลิปโปก็นึกถึงสภาพห้องเฟิร์สคลาสหมายเลข 5 ที่ดูราวกับถูกปืนใหญ่ถล่ม
เป็นผลจากการต่อสู้ระหว่างหลุยส์·แบรีกับ ‘จอมเวทปีศาจ’ บูลแมน?
แม้จะผ่านไปนานเป็นวัน กว่าจะมีข่าวลือว่าศาสนจักร ‘เดอะฟูล’ ได้ส่งมอบหัวของบูลแมนเพื่อแลกเงินรางวัล แต่ทุกอย่างย่อมต้องมีขั้นมีตอน จะล่าช้าไปสักครึ่งวันหรือหนึ่งวันก็ไม่ใช่เรื่องแปลก!
“หลุยส์·แบรีเป็นคนฆ่า ‘จอมเวทปีศาจ’ จริงหรือ?”
“เขาแข็งแกร่งขนาดนั้นเชียว? ไม่เคยสังเกตเห็นเลย…”
“เราพอจะรู้ว่าเขาคือตัวปัญหา ทุกรายละเอียดบ่งชี้ว่า พลังของเขาไม่ธรรมดา แถมยังคาดเดาอุปนิสัยไม่ได้ แต่ก็ไม่คิดว่าจะแข็งแกร่งถึงขนาดสามารถล่า ‘จอมเวทปีศาจ’ สำเร็จ เหนือสิ่งอื่นใด ตอนนั้นเขาแทบไม่ได้รับบาดเจ็บเลยด้วยซ้ำ”
“เขายังตีกรอบ ‘ลูกหลง’ จากการต่อสู้ให้จำกัดแค่ในห้องนอนตัวเอง จนไม่มีใครได้ยินเสียงอะไรเลย…”
“คนที่ทำให้ ‘จอมฉีกกระดูก’ โรเลอร์ตกใจหนีไป อย่าบอกนะว่าก็เป็นเขาเหมือนกัน? ไม่สิ ตอนนั้นเขาอยู่ไม่ไกลจากเราเลย และแทบไม่ได้เคลื่อนไหวใดๆ …เว้นแต่ว่า ‘จอมฉีกกระดูก’ จะรู้จักเขามาก่อน และรู้ว่าเขาอันตรายเพียงใด?”
“ถ้าถึงขนาดล่า ‘จอมเวทปีศาจ’ สำเร็จ ก็เหมาะสมแล้วที่ ‘จอมฉีกกระดูก’ จะเกรงกลัว…จริงอยู่ โรเลอร์อาจไม่ได้อ่อนแอกว่าบูลแมนแม้ค่าหัวจะต่ำกว่า แต่หลุยส์·แบรีสามารถจัดการบูลแมนได้อย่างเงียบเชียบ…”
“แล้วเหตุผลที่เจอกับ ‘ต้นหนมรณะ’ ล่ะ?”
ฟิลิปโปพึมพำเงียบงัน
แม้เขาจะยังไม่ปักใจเชื่อว่า ชายหนุ่มผู้มักยิ้มแย้มและชอบคุยโวในบาร์คนนั้น จะแข็งแกร่งถึงขั้นล่า ‘จอมเวทปีศาจ’ ไหว แต่ก็ไม่กล้าสงสัยอะไรมากนัก
“หัวหน้า ร…เราควรรายงานเรื่องที่หลุยส์·แบรีใช้ตัวตนปลอมไหมครับ?” ลูกเรือผู้นำโทรเลขมาส่ง ไถ่ถามเสียงเบา
ฟิลิปโปยกกระดาษโทรเลขขึ้นทันที พลางเคาะหัวลูกน้อง
“นายอยากรีบตายขนาดนั้นเชียว?”
“ต้องให้ฉันบอกพวกนายอีกกี่ครั้ง? เมื่ออยู่บนเรือ ถ้าเจอเรื่องผิดปกติ ตราบใดที่ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน ก็ให้แกล้งทำเป็นมองไม่เห็น รอจนกว่าจะถึงจุดหมายปลายทาง”
ฟิลิปโปคิดสักครู่ กังวลว่าลูกน้องอาจไม่เข้าใจ หรือไม่ยอมรับ จนเผลอก่อความผิดพลาดลงไป จึงอธิบายเพิ่มเติมอีกสองสามประโยค
“พวกเรายังอยู่กลางทะเล ถ้ารายงานเรื่องตัวตนปลอมขึ้นไป ต่อให้ยืนยันได้ว่า ตัวจริงของหลุยส์·แบรีคือใคร และมีปัญหาแบบไหน ก็ไม่มีใครมาช่วยเหลือเราได้ เว้นแต่จะออกเดินทางจากท่าเรือซานตา…พอเป็นความร่วมมือระหว่างประเทศ ลำพังการสื่อสารเบื้องต้นก็ต้องใช้เวลาหลายวันแล้ว หลุยส์·แบรีก็คงลงเรือไปนานแล้ว”
“ยิ่งไปกว่านั้น กระบวนการยืนยันตัวจริงของเขาอาจต้องใช้เวลาพอสมควร”
“เพียงเพื่อจะส่งรายงานที่อาจไม่สำเร็จ เราต้องมาเสี่ยงกับการถูกหลุยส์·แบรีจับได้ จนเขาขุ่นเคืองใจ มันคุ้มกันแล้วหรือ?”
“ในช่วงไม่กี่วันข้างหน้า ฉันอยากรักษาความสงบเรียบร้อยเอาไว้ก่อน”
ลูกเรือคนดังกล่าวคิดตามอย่างถี่ถ้วน สุดท้ายก็เห็นด้วยกับคำพูดของเจ้านาย
ฟิลิปโปถอนหายใจโล่งอก ฉีกโทรเลขทิ้งลงถังขยะ
“ไปบอกคนที่รับโทรเลข รวมถึงคนถอดรหัสด้วยว่า ห้ามแพร่งพรายเรื่องนี้โดยเด็ดขาด!” ฟิลิปโปกำชับซ้ำ ก่อนจะออกจากห้อง แล้วเดินลงบันไดไปยังดาดฟ้าเรือ
เขาตั้งใจจะไปหาคนรักใหม่ เพื่อปรึกษาหารือเกี่ยวกับเรื่องโรแมนติกในค่ำคืนนี้ แต่ดันเหลือบไปเห็นตัวเอกในโทรเลขฉบับเมื่อครู่ หลุยส์·แบรี กำลังยืนอยู่ริมราวเรือ มองออกไปยังทะเลสีครามที่โยกคลอนแผ่วเบา พลางหมุนหมวกสานสีทองด้วยอาการเหม่อลอย มืออีกข้างถือแก้วแชมเปญสีทองอ่อน
คล้ายกับสัมผัสถึงสายตา ลูเมี่ยนหันตัวมามอง
เด็กหนุ่มยิ้มให้ทันที ยกแก้วแชมเปญในมือขวาขึ้น ทำท่าเหมือนการชน แล้วจิบคนเดียวเบาๆ
ฟิลิปโปตึงเครียดไปทั่วร่างทันที พยายามอย่างหนักเพื่อเก็บซ่อนสีหน้ามิให้แปรเปลี่ยน
นี่เป็นเพียงการทักทายธรรมดาของหลุยส์·แบรี หรือว่าเขารู้เรื่องโทรเลขฉบับนั้น รวมถึงการตัดสินใจของเราแล้ว?
…………
ว้าก! ว้าก! ว้าก!
นกทะเลหัวขาวบินอยู่ใต้ท้องฟ้าสีฟ้าสดใส ส่งเสียงร้องต่างจากพวกเดียวกันที่ท่าเรือกัตติและท่าเรือฟาริม
บางคราวก็บินต่ำ พุ่งผ่านระหว่างเรือประมงไม้ ที่กางใบเรือสีขาวเรียงรายกัน
การประมงคือหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักของท่าเรือซานตา ความยำเกรงและความเคารพต่อท้องทะเล ฝังอยู่ในสายเลือดของชาวประมงทุกคนที่นี่
สำหรับพวกเขา ลูกหลานจะไม่นับถือ ‘พระแม่ธรณี’ ก็ได้ แต่ห้ามลบหลู่พิธีบูชาทะเลโดยเด็ดขาด
ขณะมองทิวทัศน์ที่แตกต่างจากท่าเรืออินทิส มองเทือกเขาไกลๆ ของท่าเรือซานตา ที่ลาดเอียงขึ้นตามลำดับ ลูเมี่ยนกล่าวสรรเสริญ ‘เดอะฟูล’ เงียบงัน
การเดินทางจากท่าเรือฟาริม จนมาถึงท่าเรือซานตา ช่างราบรื่นเหลือเกิน ไม่มีพายุ ไม่มีโจรสลัด และไม่มีเหตุการณ์เหนือธรรมชาติ
นี่ทำให้เด็กหนุ่มได้เพลิดเพลินกับชีวิตอันสงบสุขตลอดหลายวัน อ่านตำราภาษาที่ราบสูงสำหรับผู้เริ่มต้นจบไปสองเล่ม และได้อ่านข้อมูลของสัตว์โลกวิญญาณไปคร่าวๆ
เขาไม่พบข้อมูลเกี่ยวกับวิญญาณชั่วร้าย ‘อาร์เดน’ ที่มาจากห้วงลึกความตาย ไม่รู้ว่าเป็นเพราะมาดามเมจิกเชี่ยนไม่ได้ให้ข้อมูลมา หรือเธอเองก็ไม่ทราบเช่นกัน
“อีกครึ่งชั่วโมงก็จะเข้าท่าเรือแล้ว” ลูเมี่ยน ผู้ยืนอยู่ริมหน้าต่างห้องนั่งเล่นของห้องเฟิร์สคลาสหมายเลข 5 ยืดคอพลางปลุกร่างกายที่เอื่อยเฉื่อยมาหลายวันให้ตื่นตัว
สถานที่แห่งนี้มีเบาะแสของสมาชิกหลัก ‘วันเอพริลฟูล’ อย่าง ‘กวีเร่ร่อน’ กับ ‘อุลตร้าแมน’!
แน่นอนว่า มันอาจเป็นกับดักก็ได้
ร่างกายลูเมี่ยนกำลังสั่นเบาๆ เป็นความร้อนใจอย่างอดรนทนไม่ไหว
จนกระทั่ง สกุณาโบยบินจอดเทียบท่าเรือซานตา
ขณะลูเมี่ยนจูงมือลุดวิก โดยมีลูกาโนถือกระเป๋าเดินตาม มุ่งหน้าไปยังทางลงเรือ กลุ่มของพวกเขาก็พบกับบาร์ทเนอร์·คอนเต้กับคู่ควง นอร์ฟี ที่รออยู่บนดาดฟ้าเรือแล้ว
ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะได้รับอิทธิพลจากคำพูดของลูเมี่ยนหรือไม่ ที่บอกว่า ‘นักผจญภัยควรเพลิดเพลินกับปัจจุบันให้เต็มคราบ เพราะวันพรุ่งนี้อาจมาไม่ถึง’ นอร์ฟี ผู้แต่เดิมยืนกรานจะพักห้องแยก สองวันก่อนตัดสินใจย้ายไปอยู่ห้องบาร์ทเนอร์
บัดนี้ใบหน้าของบาร์ทเนอร์เปล่งปลั่งอย่างยิ่ง ดูกระปรี้กระเปร่า ประกายความมั่นใจแผ่ออกจากทั่วร่าง
เขายิ้มพลางเบาๆ
“หลุยส์ คุณไม่เหมือนนักผจญภัยเลยนะ นักผจญภัยที่ไหนเขาพาเด็กออกทะเล?”
“การปกป้องเด็กให้นายจ้าง ไม่ใช่งานที่นักผจญภัยมักได้รับมอบหมายหรอกหรือ?” ลูเมี่ยนยิ้มพลางโต้กลับ
ในแง่หนึ่ง ศาสนจักร ‘เทพแห่งปัญญาความรู้’ ถือเป็นนายจ้างของเขา
บาร์ทเนอร์มองลุดวิก ผู้แต่งตัวเหมือนสุภาพบุรุษน้อย แต่สะพายกระเป๋าหนังสือแข็งๆ สีแดง เริ่มคล้อยตามคำอธิบายของอีกฝ่าย
แต่ว่านะ พ่อแม่ของเด็กไว้ใจนักผจญภัยแปลกหน้าคนหนึ่ง ถึงขนาดฝากลูกให้ดูแลเลยหรือ?
“อีกอย่าง เขาก็เป็นลูกบุญธรรมของผมด้วย” ลูเมี่ยนเสริมอีกประโยค
บาร์ทเนอร์พยักหน้าเข้าใจ แล้วชี้ไปแถวๆ ท่าเรือด้านล่าง
“พวกคุณวางแผนจะพักแถวไหน? ไปดูพิธีบูชาทะเลด้วยกันไหม?”
“ยังไม่แน่ใจ หากสวรรค์ต้องการให้เราพบกัน เราก็จะได้พบกันอีก” เมื่อมาถึงท่าเรือซานตา ลูเมี่ยนกลับมาตื่นตัวอีกครั้ง ไม่คิดเปิดเผยกำหนดการของตนกับใครหน้าไหน
บาร์ทเนอร์ ผู้เคยชินกับคำพูดแนวๆ หมอดูของเขา มิได้รู้สึกผิดปกติแต่อย่างใด เพียงถอนหายใจแล้วตอบกลับ
“หวังว่าจะได้พบกันอีก”
เขาโบกมือลา แล้วพาคู่ควงนอร์ฟี เดินไปยังทางลงเรือ
ลูเมี่ยนยิ้มพลางเรียกรั้ง
“คุณพูดภาษาที่ราบสูงได้หรือ?”
“นิดหน่อย” บาร์ทเนอร์ชี้ไปทางนอร์ฟี ผู้มีใบหน้าน่ารัก ผมดำตาสีน้ำตาล “แต่แม่เธอเป็นคนท้องถิ่นของเมืองท่าซานตา เธอเป็นลูกครึ่งเฟเนพ็อตอินทิส”
คนท้องถิ่นของเมืองท่าซานตานี่เอง…ถึงว่าทำไมนายรู้เรื่องพิธีบูชาทะเล แถมยังอยากมาสัมผัสด้วยตัวเอง…ลูเมี่ยนไม่เสวนาต่อ เพียงมองส่งบาร์ทเนอร์กับนอร์ฟี ที่ถือกระเป๋าเดินทาง ลงไปตามทางลงเรือ
“หลุยส์คนนี้ไม่เพียงแต่ใจกว้าง เป็นกันเอง และชอบพูดติดตลก แต่ยังมีความเป็นมืออาชีพสูงมาก” ก่อนจะออกจากเขตท่าเรือ บาร์ทเนอร์หันกลับไปมองสกุณาโบยบิน แล้วพูดกับนอร์ฟีว่า “เมื่อสักครู่ เขาไม่ได้บอกเราว่าจะพักแถวไหน เห็นได้ชัดว่าไม่อยากเปิดเผยข้อมูลของนายจ้าง คงเดินทางมายังท่าเรือซานตาเพื่อพาเด็กคนนั้นกลับบ้าน”
นอร์ฟีพยักหน้ารับ
“คุณไม่ควรถามแต่แรกด้วยซ้ำ นักผจญภัยมีเพื่อนถึงแค่วันนี้เท่านั้น วันข้างหน้าอาจไม่ได้พบกันอีกแล้ว”
“ฮะๆ เธอถูกปรัชญาชีวิตของหลุยส์ครอบงำแล้วสินะ” บาร์ทเนอร์เห็นเด็กขายหนังสือพิมพ์เดินเข้ามา จึงพูดกับนอร์ฟีว่า “ซื้อหนังสือพิมพ์ข่าวลือทางทะเลไว้สักสองสามฉบับเถอะ พวกเราอยู่บนเรือมาหลายวัน ข่าวสารคงล้าสมัยไปแล้ว”
นอร์ฟีก็คิดเช่นเดียวกัน จึงหยิบเหรียญทองแดงเดเกน ที่แลกไว้ล่วงหน้าออกมา ซื้อหนังสือพิมพ์สองฉบับ
เธอยืนอยู่ริมถนน กางหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งชื่อ ‘ห้าห้วงสมุทร’ ซึ่งได้รับความนิยมตามท่าเรือชายฝั่งเฟเนพ็อต แล้วเริ่มอ่านเนื้อหา
บาร์ทเนอร์ ผู้ไม่เข้าใจภาษาที่ราบสูง ยืนรออย่างอดทนอยู่ด้านข้าง รอให้คู่ควงของตนอ่านจบแล้วเล่าเนื้อหาให้ฟัง
ทันใดนั้น แววตาของนอร์ฟีพลันเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม มือที่จับหนังสือพิมพ์บีบแน่นกว่าเมื่อครู่ชัดเจน
“เกิดอะไรขึ้น?” บาร์ทเนอร์ถามอย่างสงสัย
นอร์ฟีลังเลก่อนจะเล่า
“มีข่าวลือจากท่าเรือฟาริม…นักผจญภัยผู้สังหาร ‘จอมเวทปีศาจ’ มีชื่อว่า…”
“ชื่อว่า…?” บาร์ทเนอร์ถามต่อ
นอร์ฟีเงียบไปสักครู่
“ชื่อว่า…หลุยส์·แบรี”
ห…หลุยส์·แบรี? บาร์ทเนอร์ถึงกับผงะ
…………
ลูเมี่ยน ลุดวิก และลูกาโน รอจนผู้โดยสารลงเรือไปเกือบหมดแล้ว จึงค่อยลงจากเรือ
ขณะเตรียมจะออกจากทางลงเรือ เด็กหนุ่มเห็นสตรีนางหนึ่ง สวมชุดแม่ชีสีดำพร้อมหมวกเข้าชุด ถือกระเป๋าเดินทางสีน้ำตาล เลี้ยวเข้าทางแยกตรงสุดปลายถนนเบื้องหน้า
อันดับแรก ต้องหาโรงแรมใกล้เขตท่าเรือ จากนั้น เขียนจดหมายถึงมาดามเมจิกเชี่ยน บอกเธอว่าตนมาถึงเมืองท่าซานตาแล้ว เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับราชันสวรรค์ อาจเป็นแผนการของ ‘โลกิ’ ไม่ควรประมาทหรือเพิกเฉย…
เขียนจดหมาย…เขียนจดหมายถึงมาดามเมจิกเชี่ยน…
เขียนจดหมาย!
รูม่านตาของลูเมี่ยนขยายกว้างทันที พยายามมองให้ชัดว่าโลกตรงหน้าเป็นความจริงหรือไม่
เด็กหนุ่มอยู่บนเรือมาหลายวัน แต่กลับลืมเรื่องหนึ่งไปตลอด นั่นคือการเขียนจดหมายถึงมาดามเมจิกเชี่ยน!
เดิมที เขาตั้งใจจะปรึกษาไพ่อาร์คาน่าใหญ่ของตน ถามอีกฝ่ายว่าหายนะที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งบนสกุณาโบยบิน มีปัญหาใดหรือไม่!
แต่หลังจากนั้นก็ลืมไปเสียสนิท!
……………………………………………………..