ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 537 ล่อลวง
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 537 ล่อลวง
ตอนที่ 537 ล่อลวง
ความคิดแรกของฟรังก้ากับจินนาคือรีบหลบหลีก เพราะใต้พื้นดินแบบนี้ ท่ามกลางความเงียบสงัดที่เต็มไปด้วยซากศพ การพบเจอ ‘คนเป็น’ แม้เพียงหนึ่ง ก็สมควรต้องระวังตัวเอาไว้
แต่ในสถานการณ์จริง พวกเธอหลบหนีไปไหนไม่ได้ เพราะจำเป็นต้องถือเทียนไขสีขาวที่จุดแล้ว เพื่อมิให้ถูกเขมือบโดยความมืดของสุสานใต้ดิน อีกทั้ง ในสภาพแวดล้อมปัจจุบัน แสงเทียนก็ยังเด่นสะดุดตามาก สามารถมองเห็นได้แต่ไกล เว้นแต่จะมุดเข้าไปในห้องฝังศพโบราณสักห้อง แล้วปิดประตูสุสานให้สนิท จึงจะซ่อนตัวได้อย่างแท้จริง
ในทำนองเดียวกัน พวกเธอไม่กล้า ‘ล่องหน’ หรือเร้นกายในเงา เพราะไม่แน่ใจว่ามันถูกนับเป็นการดับเทียนหรือไม่
หลังจากสบตากันครู่หนึ่ง ฟรังก้ากับจินนาเลือกเดินอ้อม พยายามอยู่ให้ห่างจากแสงเทียนที่กำลังเคลื่อนเข้ามา
ท่ามกลางบรรยากาศอันน่าอึดอัด ที่เงียบสงัดจนดูเหมือนเวลาจะหยุดนิ่ง ‘นางมาร’ ทั้งสองอาศัยป้ายบอกทางริมสองฝั่ง กับเส้นสีดำบนเพดานถ้ำ ช่วยนำทางไปยังทิศตะวันตกอย่างระมัดระวัง ก้าวเดินไปตามถนนกว้างๆ ที่ปราศจากกองกระดูกคนตาย แต่รายล้อมด้วยห้องฝังศพโบราณจำนวนนับไม่ถ้วนแทน
เมื่อพวกเธออยู่ในตำแหน่งที่เกือบขนานกับแสงเทียนนั่น ฟรังก้าเอียงศีรษะมองผ่านอุโมงค์ระหว่างห้องฝังศพโบราณสองห้อง
ด้วยวิสัยทัศน์ในความมืดอันเป็นเลิศของเธอ ฟรังก้ามองเห็นใครบางคนกำลังถือเทียนไขที่ถูกจุดแล้ว
เพศชาย สวมเสื้อคลุมยาวสีดำ ผมสีดำเข้มตัดสั้น โครงหน้านุ่มนวล ผิวค่อนข้างซีด ดวงตาสีน้ำตาลเข้ม มอบบรรยากาศที่แตกต่างจากชาวอินทิส
ชาวเฟเนพ็อต? ดูคล้ายมากทีเดียว แต่ก็ยังมีจุดแตกต่างอยู่บ้าง…ทำไมเราถึงรู้สึกคุ้นเคยนักล่ะ? เคยเห็นเขาจากที่ไหนมาก่อน? เจ้าของร่างเดิมของเรา เคยพบกับเขาจนเกิดภาพจำในส่วนลึกของเศษเสี้ยวความทรงจำ? ฟรังก้าพลันเกิดแรงผลักดัน อยากจะเข้าไปสนทนากับอีกฝ่ายทันที
หญิงสาวสูดลมหายใจลึก พลางอดกลั้นเอาไว้
ในสภาพแวดล้อมอันเงียบสงัดและมืดมิดของสุสานใต้ดิน การหุนหันเข้าใกล้คนแปลกหน้าโดยไม่ระมัดระวัง อาจนำไปสู่การกระทบกระทั่งอันเปล่าประโยชน์
เหนือสิ่งอื่นใด เธอเคยใช้เวลาไม่น้อยเพื่อสืบหาสาเหตุการตาย รวมถึงประสบการณ์ก่อนตายของเจ้าของร่างเดิม จนแน่ใจว่าขาวสะอาดไร้ปัญหา ไม่จำเป็นต้องสนใจว่าเขาเคยพบกับใครมาก่อน
ชายในเสื้อคลุมดำก็เช่นกัน เขาเอียงศีรษะมองสำรวจสองนางมารอย่างคร่าว เมื่อเห็นว่าพวกเธอไม่มีเจตนาจะเข้าใกล้ จึงเดินต่อไปตามทาง ก่อนจะเลี้ยวเข้าด้านหลังห้องฝังศพโบราณสักห้องหนึ่งแล้วหายตัวไป
“ดูไม่เหมือนเด็กมหา’ลัยเท่าไรเลยนะ” จินนาถอนสายตากลับ ตัดตัวเลือกออกไปหนึ่งอย่าง
หากคนที่เพิ่งผ่านไป ไม่ใช่นักศึกษามหาวิทยาลัยที่ลงมายังสุสานใต้ดินชั้น 4 เพราะอยากรู้อยากเห็นหรือแสวงหาความตื่นเต้น ก็แสดงว่าเขาต้องมีจุดประสงค์ที่เฉพาะเจาะจง…อาจได้รับภารกิจให้ลงมาหาสมบัติโบราณ หรือบรรพชนเขาถูกฝังอยู่ในสักห้องหนึ่งของชั้น 4 และวันนี้ก็ลงมากราบไหว้เฉยๆ? หรืออาจเป็นผู้วิเศษที่เข้าถึงศาสตร์เร้นลับอย่างลึกซึ้ง จึงลงมาเพื่อศึกษาความพิเศษของสุสานใต้ดิน ศึกษาองค์ประกอบของการผนึก? หรือไม่ก็อาจจะเหมือนกับเราและจินนา ลงมาตรวจสอบคำบอกใบ้จากหนึ่งในสามเสารัตติกาล? ความคิดของฟรังก้าแวบวาบดุจดังอสนีบาต เร่งคำนึงถึงความเป็นไปอันหลากหลาย
ณ ชั้น 4 ของสุสานใต้ดิน ยังมีเสารัตติกาลอีกสองต้นคือ ‘เสามาเรียน’ กับ ‘เสาเลียส’
ต้นแรกเป็นของสันตะปาปาแห่งศาสนจักร ‘เทพธิดารัตติกาล’ ในยุคที่สี่ ส่วนต้นหลังคือผู้ติดตามของเทพมรณาโบราณ ทั้งสองต่างก็ร่วงหล่นในสงครามสี่จักรพรรดิ ร่วงหล่นไปพร้อมกับทรีอาร์ยุคที่สี่
หลังจากเล่าการวิเคราะห์ของตนให้จินนาฟัง ฟรังก้าโบกมือขวาที่ไม่ได้ถือเทียน
“ไม่ต้องสนใจจุดประสงค์ของเขาหรอก ขอแค่ไม่กระทบการค้นหาร่างกริสโมนาของเราก็พอ”
ฉันไม่ได้สนใจสักหน่อย เธอนั่นแหละที่เอาแต่คิดนั่นคิดนี่ไปคนเดียว…เราสัมผัสได้ว่า ฟรังก้ามีแรงกระตุ้นที่อยากสืบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคนที่เพิ่งเดินผ่านไป…จินนาอาศัยความคุ้นเคยที่มีต่อฟรังก้า ช่วยให้เข้าใจความคิดเพื่อนสนิทได้อย่างทะลุปรุโปร่ง แต่ก็ทำเพียงหัวเราะในใจเงียบๆ โดยมิได้เอ่ยออกมา
ดูเหมือนว่าในบางครั้ง ฟรังก้าก็หน้าบางเป็นเหมือนกัน!
หลังจากเดินไปตามเส้นทางนานเกือบสิบห้านาที พวกเธอก็มาถึงถ้ำธรรมชาติที่ชื่อว่า ‘ถ้ำเห็ดบ้า’
ทางเข้าถูกกีดขวางด้วยเห็ดจำนวนมาก ที่ต่างก็มีสีขาวแซมด้วยสีดำ
“ทำไมแถวนี้ถึงมีเห็ดงอกเยอะนักล่ะ?” ฟรังก้ามองดูด้วยความฉงน
จินนายังไม่ทันจะได้พูดอะไร ฟรังก้าก็เสริมขึ้นมาเอง
“ก็ได้ก็ได้ ฉันรู้แล้ว ตอนนี้ไม่ใช่เวลามัวสำรวจหรือผจญภัย”
“บัดซบ! ฉันก็ไม่ได้ห้ามเธอสักหน่อย บางที เงาของกริสโมนาอาจอยู่ในถ้ำนี่ก็ได้” จินนา ผู้สะสมความอึดอัดมาตั้งแต่เข้าสู่ชั้น 4 ระบายความอัดอั้นด้วยคำหยาบ ราวกับเก็บกดมานาน
ร่างดังกล่าวสวมเสื้อคลุมสีขาวเรียบง่าย ผมดำเรียบลื่น หน้าตาสะสวย บรรยากาศรอบตัวดูศักดิ์สิทธิ์ งดงามราวกับก้าวออกจากจินตนาการของมนุษย์
เธอเป็นสตรี เพียงแค่ยืนอยู่ตรงนั้น ก็ดูโดดเด่นเป็นพิเศษท่ามกลางความมืด ความเงียบสงัด และความโสมมรอบข้าง
กริสโมนา! ชื่อนี้แล่นผ่านความคิดของฟรังก้ากับจินนาพร้อมกัน
พวกเธอได้พบกับเงาของกริสโมนา ‘นางมาร’ ลำดับสูงเข้าจริงๆ!
จินนารีบสงบสติ พลางจ้องมองร่างดังกล่าว แล้วลองทักทายด้วยภาษาเฮอร์มิสโบราณ
“สวัสดี”
เรือนร่างของเธองดงามจนดูไม่สมจริง แต่กระนั้นก็ยังดึงดูดสายตาอย่างน่าพิศวง มุมปากของเธอบรรจงยกโค้งพร้อมกับเผยรอยยิ้ม
นี่ทำให้เสน่ห์ของเธอปะทุออกมาเต็มพิกัด
ทั้งจินนาและฟรังก้า ต่างก็พากันลุ่มหลงในรอยยิ้มนั่น จนในหัวสมองเหลือเพียงความคิดเดียว
เข้าไปใกล้เธอ เข้าไปใกล้เธอ…
พวกเธอรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นผีเสื้อกลางคืน เข้าใจเป็นอย่างดีว่าความงดงามนั่นอันตรายเพียงใด แต่กระนั้นก็ยังแทบอดใจไม่ไหว อยากเข้าไปใกล้ชิดเสียเหลือเกิน
หนึ่งก้าว สองก้าว สามก้าว นางมารทั้งสองต่างก็จ้องมองด้วยสายตาลุ่มหลง ใบหน้าฉาบล้นด้วยความประทับใจ สองขาก้าวไปหาร่างของสตรีในชุดคลุมสีขาวราบเรียบนั่น
เดินไปได้สักพัก จินนาก็นึกสงสารขึ้นมาจับใจ
“เธอยิ้มแล้วสวยขนาดนี้แท้ๆ ทำไมก่อนหน้านี้ถึงต้องถอนหายใจด้วยล่ะ?”
“ไปเจอเรื่องเศร้ามาหรือไงนะ?”
“เฮ้อ…”
จินนาได้สติกะทันหัน พบว่าร่างสตรีในชุดคลุมสีขาวนี้ อาจไม่ใช่กริสโมนาที่เคยถอนหายใจพร้อมกับปกป้องตน หรืออย่างน้อยก็ไม่ใช่ทั้งหมด!
วิสัยทัศน์ของหญิงสาวพลันคมชัด จนเห็นว่าผมสีดำนุ่มสลวยของร่างอันสะสวยกำลังลอยขึ้นทุกเส้น แต่ละเส้นขยายใหญ่จนผิดวิสัย ส่วนปลายแยกออกประหนึ่งงูที่อ้าปากกว้าง
ปากงูสีดำมืดกำลังหันมาทางจินนากับฟรังก้า ราวกับรอให้พวกเธอเข้ามาในระยะหวังผล
จินนาพลันตกตะลึง รีบดึงฟรังก้าไว้ พลางตะโกนด้วยเสียงต่ำ
“มีบางอย่างไม่ถูกต้อง!”
ฟรังก้าชะงักงันไปชั่วขณะ ดิ้นรนอยู่สองสามวินาที จนกระทั่งหลุดพ้นจากภวังค์นั่นได้
เมื่อเห็นว่าพวกเธอไม่ขยับเขยื้อนแล้ว ร่างอันศักดิ์สิทธิ์ในชุดคลุมสีขาวก็มองด้วยสายตาเย็นชาอยู่สองสามวินาที ก่อนจะเลี้ยวเข้าทางแยกแล้วอันตรธานไปในความมืด
ฟู่…ฟรังก้าถอนหายใจ กล่าวอย่างหวาดกลัวตามหลัง
“ทำไมในกฎการเยี่ยมชมสุสานใต้ดิน ถึงไม่มีข้อไหนห้ามพูดคุยกับคนที่ไม่ได้ถือเทียนเลยล่ะ?”
“คงเพราะว่าถ้าเป็นคนธรรมดา ต่อให้ลงมาถึงชั้น 4 ได้ ก็จะถูกสภาพแวดล้อมกดทับจนเกิดความกลัวอย่างแรงกล้า สุดท้ายก็เผ่นหนีกลับไปเอง จนไม่มีโอกาสได้พบกับร่างพวกนี้” จินนาพยายามหาเหตุผล
ฟรังก้าเหลือบมองเธอ แล้วกล่าวอย่างหดหู่
“เธอหลุดพ้นจากเสน่ห์ของผีผู้หญิงนั่นได้เร็วกว่าฉันอีกนะ”
จินนาเล่าความคิดที่แล่นผ่านสมองอย่างรวบรัด
“แต่ฉันเองก็ได้ยินเสียงถอนหายใจ รวมถึงได้ยินคำพูดของกริสโมนาในทรีอาร์ยุคที่สี่เหมือนกันนะ…” ฟรังก้ายกมือขวาลูบใบหน้าตัวเอง “หรือจะเป็นเพราะฉันหลงใหลในความงามมากกว่าเธอ?”
พูดถึงตรงนี้ ฟรังก้านึกฉงนใจขึ้นมาทันที
“อันที่จริง ฉันคิดมานานแล้วว่ามันแปลก ที่เสารัตติกาลกริสโมนาจะอยู่ในสุสานใต้ดิน”
“สำหรับเสารัตติกาลอีกสองต้น ต้นหนึ่งเป็นของมาเรียน อดีตสันตะปาปาแห่งศาสนจักรรัตติกาล อีกต้นหนึ่งตั้งชื่อตามเลียส ผู้เป็นคนโปรดของเทพมรณาโบราณ เลียสคือ ‘กงสุลมรณะ’ ซึ่งสอดคล้องกับสุสานใต้ดินเป็นอย่างดี ส่วนมาเรียนก็คงอยู่บนเส้นทางใกล้เคียงเช่นกัน ดังนั้น พวกพระองค์จึงล้วนเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับความตาย เกี่ยวข้องกับจุดหมายปลายทาง และดวงวิญญาณผู้ล่วงลับ แต่กริสโมนาคือ ‘นางมารหายนะ’ ซึ่งแตกต่างจากทั้งสองพระองค์โดยสิ้นเชิง”
“ฉันเข้าใจได้นะ ว่าทำไมต้องมีเสาต้นใหญ่ที่เป็นตัวแทนของกริสโมนาอยู่ในทรีอาร์ยุคที่สี่ เพราะภายในมิติดังกล่าวมีโลกกระจกพิเศษอยู่ รวมถึงมีเทวานุภาพของ ‘นางมารต้นกำเนิด’ ที่ตกค้างจากสงครามสี่จักรพรรดิ แต่ว่า…ทำไมตอนสร้างสุสานใต้ดินถึงต้องลงทุนใส่ ‘เสารัตติกาลกริสโมนา’ เข้ามาด้วยล่ะ? ในสมัยนั้นยังมีเทวทูตผู้ติดตาม ‘จักรพรรดิโลหิต’ ร่วงหล่นอีกหลายพระองค์ ทำไมถึงต้องเป็นกริสโมนาเท่านั้น?”
จินนาส่ายหัวเชื่องช้า พลางมองกลับไปยังตำแหน่งที่ร่างอันศักดิ์สิทธิ์อันตรธานไป
เธอลองเดินตามไปสักระยะ จนกระทั่งพบว่าด้านหลังตำแหน่งที่สตรีชุดขาวยืนอยู่เมื่อครู่ คือห้องฝังศพโบราณแห่งหนึ่ง
แต่ไม่เหมือนกับห้องฝังศพอื่นๆ ของชั้น 4 ประตูของห้องนี้เปิดอ้าอยู่
…………
หลังออกจากถนนอไควนัส ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงแรมโซโลว์ ลูเมี่ยนหาซอยเปลี่ยวสักแห่งแล้วโยนต่างหู ‘คำลวง’ ให้ลูกาโน
“ไปหาคนที่สร้างตัวตนปลอมให้เราได้ แต่อย่าใช้รูปลักษณ์ปัจจุบัน” ลูเมี่ยนชี้ไปทางร้านกาแฟฝั่งตรงข้าม “ฉันจะรอในนั้น”
“ครับ เจ้านาย” ลูกาโนไม่รู้สึกว่าเป็นงานยากแต่อย่างใด
แม้เขาจะไม่เคยมาที่เมืองนี้เลยสักครั้ง แต่ที่นี่มีคนรู้จักของเขาอยู่ไม่น้อย
เหนือสิ่งอื่นใด เขาสามารถพูดภาษาที่ราบสูงได้คล่องปาก
หลังจากมองดูล่ามและไกด์ของตนแปลงโฉมจนเสร็จ แล้วคืน ‘คำลวง’ พร้อมกับเลี้ยวเข้าถนนบาร์ไป ลูเมี่ยนก็พาลุดวิกเข้าไปในร้านกาแฟที่ทุกโต๊ะมีดอกไม้วางอยู่
ขณะนี้แสงอาทิตย์กำลังแผดเผาผืนธรณีอย่างร้อนแรง ทำให้ผู้คนสัญจรไปมาต่างก็ดูเกียจคร้าน
ลูเมี่ยนไม่ประหม่าเลยสักนิด อาศัยคำศัพท์ภาษาที่ราบสูงที่เรียนมาแบบงูๆ ปลาๆ พร้อมกับใช้สองมือประกอบ เด็กหนุ่มสามารถสั่งกาแฟโตเลย์ใส่นมสองแก้ว สั่งขนมซานตาไข่แดงที่ด้านบนเป็นครีมรูปหอคอย สั่งหมูย่างหนึ่งจาน และสั่งเป็ดตุ๋นน้ำลูกแพร์อีกหนึ่งจานได้อย่างไม่ยากเย็น
ลุดวิกแสดงความพึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง
ลูเมี่ยนจิบกาแฟพลางมองไปรอบตัว แลเห็นว่าลูกค้าหกเจ็ดโต๊ะในร้านล้วนเป็นคู่หนุ่มสาวมาออกเดต ส่วนใหญ่อยู่ในวัยยี่สิบ มีเพียงคู่เดียวที่เป็นวัยกลางคน
ด้วยโสตประสาทของลูเมี่ยน เขาสามารถดักฟังเนื้อหาการสนทนาจากโต๊ะใกล้เคียงได้สบาย แต่ส่วนใหญ่ฟังแล้วไม่เข้าใจ ฟังออกแค่ไม่กี่คำเท่านั้น
“ทะเล…สวดมนต์…ขึ้นเรือ…เกาะ…”
กำลังคุยกันเรื่องพิธีบูชาทะเลในเดือนหน้าหรือไง? ลูเมี่ยนชำเลืองมองออกไปนอกหน้าต่าง
บนถนนมีชายหนุ่มสองคน ต่างก็แบกดาบยาว กำลังทะเลาะกันด้วยเรื่องบางเรื่อง ต่างคนต่างชักดาบออกมา ประหนึ่งเตรียมจะประจันหน้ากันตรงนี้เลย
……………………………………………………..