ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 540 ผู้ว่าจ้าง
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 540 ผู้ว่าจ้าง
ตอนที่ 540 ผู้ว่าจ้าง
เป๊าะ! ฟรังก้าใช้เท้าข้างหนึ่ง เตะกระดูกท่อนแขนที่พยายามขวางทางหรือพยายามทำให้เธอสะดุด จนกระเด็นปลิวไปไกล
“น่ารำคาญจริงๆ ไม่คิดจะเปลี่ยนลูกเล่นบ้างเลยหรือไง?” เธอบ่นพลางเอียงศีรษะมองป้ายบอกทางข้างๆ
กล่าวอีกนัยหนึ่ง พวกเธอมาถึงจุดหมายแล้ว
สุสานใต้ดินทุกชั้นล้วนกว้างใหญ่ไพศาล ไม่อย่างนั้นคงบรรจุโครงกระดูกจำนวนมากไม่หมด ทว่า ป้ายบอกทางในแต่ละจุดสามารถแสดงข้อมูลได้อย่างจำกัดจำเขี่ย เนื้อหาที่เขียนอยู่มีเพียงสถานที่สำคัญๆ สักเจ็ดแปดแห่ง รวมถึงห้องฝังศพในบริเวณใกล้เคียง ฟรังก้ากับจินนาจึงต้องย้อนกลับไปที่ลานบูชาเล็กๆ นั่น แล้วเริ่มค้นหาใหม่ตั้งแต่ต้น กว่าจะได้พบ ‘ห้องฝังศพหนามและกำแพงโล่’
แตกต่างจากห้องฝังศพของชั้น 4 ที่ส่วนใหญ่ปิดประตูสนิท และไม่มีศพหรือโครงกระดูกกองเรี่ยราดตามทาง แต่ของชั้น 3 เต็มไปด้วยกระดูกและสิ่งเน่าเปื่อยระเกะระกะไปทั่ว ส่งกลิ่นเหม็นจางๆ ที่ดมแล้วอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก
สายตาของจินนามองผ่านโครงกระดูกด้านนอกห้องเข้าไป จนเห็นแผ่นโลหะบางๆ จำนวนหนึ่งที่ฝังอยู่บนผนังสุสาน ผิวของโลหะเหล่านี้พร่าเลือนไปเกือบหมดแล้ว แถมยังมีร่องรอยการถูกกัดเซาะอย่างหนัก จึงมองเห็นได้เพียงรางๆ ว่าเดิมเคยมีลักษณ์กำแพงโล่กับหนามสลักอยู่ ส่วนจะมีลวดลายอื่นๆ ร่วมด้วยหรือไม่นั้น ปัจจุบันไม่สามารถจำแนกได้แล้ว
“ถึงว่าได้รับชื่อ ‘ห้องฝังศพหนามและกำแพงโล่’” ฟรังก้าเอ่ยปากด้วยอารมณ์หลากหลายเมื่อเห็นภาพดังกล่าว
ขณะเดียวกัน ท่ามกลางแสงเทียนสีเหลืองหม่น เธอเห็นสิ่งของที่ถูกฝังไว้พร้อมกับศพ วางอยู่ในช่องบนผนังด้านในของห้องฝังศพ บางชิ้นทำจากไม้ ซึ่งผุพังไปตามกาลเวลาแล้ว บางชิ้นเป็นเครื่องแก้วกับเซรามิก ที่หลงเหลือเพียงเศษแตก มีเพียงขวดแก้วใบเล็กเท่านั้นที่ยังอยู่ในสภาพดี ผิวของมันประดับลวดลายฉลุ ที่ดูเหมือนทำจากทองคำ แถมฝาก็ยังขวดดูแปลกตา อาจเพราะด้วยการปกป้องจากโลหะเหล่านี้ ขวดแก้วใบเล็กจึงไม่แตกเหมือนใบอื่นๆ เพียงแต่ดูหมองคล้ำ ขาดความโปร่งใสไปบ้างก็เท่านั้น
“สวยชะมัด ยังกับงานศิลปะดีๆ สักชิ้นเลย” ฟรังก้าลองประเมิน แล้วพูดด้วยความสงสัย “ทำไมพวกคนงานที่สร้างสุสานใต้ดินทับ ถึงไม่ขโมยของพวกนี้ติดมือไปด้วยล่ะ?”
ดูยังไงก็เป็นของมีค่าชัดๆ!
“ไม่แน่ว่า มันอาจเพิ่งถูกนำมาวางในห้องฝังศพนี้หลังจากที่สุสานใต้ดินสร้างเสร็จแล้วก็ได้” จินนาพยายามหาเหตุผลมาอธิบาย
สองนางมารไม่มัวคิดมาก จินนาหยิบกระจกตัวแทนออกมาแผ่นหนึ่ง แล้วส่งให้ฟรังก้า
หญิงสาวกระโดดข้ามกองโครงกระดูกที่มองผิวเผินเหมือนสงบนิ่ง แต่แท้จริงแล้วซ่อนอันตรายไว้ ก่อนจะร่อนลงอย่างเบาหวิวราวกับขนนกที่หน้าประตูทางเข้า ‘ห้องฝังศพหนามและกำแพงโล่’
หลังจากตรวจสอบสภาพแวดล้อมโดยรอบจนมั่นใจ กอปรกับไม่ได้รับคำเตือนจากพลังวิญญาณ จินนาจึงบรรจงย่ำเท้าอย่างระมัดระวัง ลงไปบนพื้นดินที่ไม่ถูกคลุมด้วยโครงกระดูกสีขาวซีด เขยิบเข้าใกล้ช่องว่างบนผนังข้างๆ
หญิงสาวยื่นมือขวาออกไปโดยสัญชาตญาณ แต่แล้วก็รีบชักกลับ เปลี่ยนไปหยิบผ้าเช็ดหน้าเก่าออกจากกระเป๋าเสื้อแทน เพื่อนำมารองฝ่ามือไว้ ไม่กล้าสัมผัสขวดโบราณนั่นโดยตรง
น้ำตาในขวดแห้งเหือดไปนานแล้ว
จินนาเพ่งพินิจขวดน้ำตาอย่างละเอียดหลายรอบ ก่อนจะหยิบมาเก็บไว้กับตัว แล้วเดินกลับเส้นทางเดิม กระโดดไปยืนข้างฟรังก้า
“ทำภารกิจเสร็จง่ายๆ แบบนี้เลยหรือ?” หญิงสาวพึมพำอย่างไม่มั่นใจ
มันแตกต่างจากภารกิจ ‘สืบสวนการตัวหายไปของคนเฝ้าประตูอารามในหุบเขาลึก’ ก่อนหน้านี้มาก
ฟรังก้าหัวเราะในลำคอพร้อมกับพูด
“ภารกิจค่าจ้างแค่หนึ่งพันเฟลคิน จะให้ยากสักแค่ไหนเชียว?”
“ก็จริง เพราะจุดยากที่สุดคือ เรารู้จักอันตรายในสุสานใต้ดินชั้น 3 ดีแค่ไหน” จินนาสรุปสถานการณ์ด้วยใบหน้าจริงจัง
…………
โรงแรมโซโลว์
ลูเมี่ยน ผู้เปลี่ยนกลับเป็นหลุยส์·แบรีแล้ว เพิ่งเดินเข้ามาในห้องโถงโรงแรม ก็เห็นเด็กสาวผมสีน้ำตาลที่เปี่ยมไปด้วยความสดใส สวมชุดกระโปรงยาวสีแดงลายดำ กำลังเต้นรำอย่างงดงามอยู่ตรงมุมห้อง สลับกับหยุดเพื่อแก้ไขท่าทางของตัวเองเป็นพักๆ
ลูเมี่ยนคิดอะไรบางอย่างได้ จึงเดินไปทางเคาน์เตอร์ต้อนรับ แล้วถือโอกาสถาม
“เธอกำลังทำอะไรอยู่หรือ?”
คราวนี้เขาใช้ภาษาอินทิส
เถ้าแก่ผมขาวโพลน โหนกแก้มมีรอยแดงจากการถูกแดดเผา สวมเสื้อคลุมสีขาวหลวมๆ ถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบเป็นภาษาอินทิสสำเนียงดาลีแอชว่า
“เธอเป็นหลานสาวของผมเอง ชื่ออิซาเบลลา เธอกำลังซ้อม ‘ระบำแห่งทะเล’ ที่ต้องแสดงในเดือนหน้า”
ระบำแห่งทะเล…ระบำแห่งทะเลในพิธีบูชาทะเล? ลูเมี่ยนไม่คิดว่าจะได้รับคำตอบแบบนี้ พลางหัวเราะตอบในทันที
“เด็กผู้หญิงคนอื่นๆ คงอิจฉาเธอแย่เลยสินะ?”
เถ้าแก่เผยรอยยิ้มชัดเจน
“นี่ไม่ใช่การได้รับเลือกให้เป็น ‘สาวใช้แห่งทะเล’ หรอกนะครับ ไม่ได้น่าอิจฉาขนาดนั้น แต่แค่การได้ร่วมแสดงใน ‘ระบำแห่งทะเล’ ก็ถือเป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจ และทำให้เธอมีความสุขไปอีกนาน”
ลูเมี่ยนพยักหน้าเป็นนัยให้ลุดวิกกับลูกาโนเดินกลับห้องไปก่อน พลางถามเถ้าแก่อย่างเป็นกันเอง
“คุณมาจากดาลีแอชหรือ?”
“ใช่แล้วครับ ผมคือกิโยม” เถ้าแก่หัวเราะกับตัวเอง “ออตตา·กิโยม ตอนเช้าที่เห็นบัตรประจำตัวพวกคุณ ก็กะว่าจะลองทักทายเป็นภาษาอินทิสดู แต่สุดท้ายก็เปลี่ยนใจ คุณเองก็คงทราบดี คนอินทิสไม่ได้ดีไปเสียหมด แม้แต่คนบ้านเดียวกัน ผมก็เคยเจอคนนิสัยแย่ๆ มาเยอะแล้ว”
“คุณย้ายมาอยู่ที่เมืองท่าซานตานานแค่ไหนแล้ว?” ลูเมี่ยนเท้าศอกขวาลงบนโต๊ะเคาน์เตอร์ พลางถามอย่างสนใจ
เฒ่าออตตาครุ่นคิดจริงจัง
“สี่สิบปี…น่าจะสี่สิบปีแล้วล่ะครับ ตอนนั้นผมเป็นลูกมือของกองคาราวานการค้า จนได้มารู้จักภรรยาที่นี่ เลยตัดสินใจลงหลักปักฐานถาวร ฮ่าๆ ตอนนี้เธอกลายเป็นยายแก่ขี้บ่นไปแล้ว เอาแต่กังวลเรื่องเสื้อผ้าในฤดูหนาว หรือไม่ก็คอยเตือนให้ผมกลับไปกินมื้อเย็นที่บ้าน ปล่อยให้ลูกมือดูแลโรงแรมแทน เธอจัดการทุกอย่างได้ดีจนผมไม่ต้องกังวลกับเรื่องใดเลย เฮ้อ ที่ดาลีแอชหาผู้หญิงดีๆ แบบนี้ยากมาก”
ลูเมี่ยนฟังเฒ่าออตตาคุยโม้สักพักจึงเข้าประเด็นหลัก
“ครั้งนี้ผมได้รับเชิญจากเพื่อน ให้มาดูพิธีบูชาทะเลที่ท่าเรือซานตาน่ะ”
“มันคึกคักมากเลยล่ะ ทั่วทั้งท่าเรือต่างก็เฉลิมฉลองอย่างบ้าคลั่ง” เฒ่าออตตาพรั่งพรูคำเยินยอ
ลูเมี่ยนชำเลืองมองอิซาเบลลาที่ยังคงซ้อมเต้นอยู่ พลางถาม ‘ลอยๆ’ ว่า
“ได้ยินว่าพิธีบูชาทะเลเมื่อปีกลายเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นหรือ?”
“ไม่มีนะครับ” เฒ่าออตตาตอบด้วยใบหน้างุนงง “ผมดูขบวนเรือดอกไม้ การแข่งเรือ และระบำแห่งทะเล ไม่มีอันไหนผิดปกติเลย”
พูดถึงตรงนี้ เขาขมวดคิ้วไป พลางระลึกความทรงจำ
“แต่ซานโดรเองก็บอกว่า ปีนี้เกิดอุบัติเหตุทางทะเลบ่อยครั้ง โจรสลัดก็เหิมเกริมหนักข้อ ปลาที่จับมาได้ก็ไม่มากมายเท่าปีก่อนๆ …หรือว่าจะเกิดเหตุไม่คาดฝันกับพิธีบูชาทะเลเมื่อปีก่อนจริง? มีปัญหาตรงไหน? พิธีเฝ้ายาม หรือพิธีบูชาทะเล? พวกตาแก่ในสมาคมประมงซุกปัญหาเอาไว้ใต้พรมกันหรือ?”
“ซานโดรคือใคร?” ลูเมี่ยนถามต่อ
เต่าออตตากลับมายิ้มอีกครั้ง
“ลูกชายผมเอง เป็นพ่อของอิซาเบลลาน่ะ เขาเป็นเจ้าหน้าที่ตัวเล็กๆ ของรัฐบาล ภรรยาเป็นครูที่โรงเรียนสามัญ”
พิธีบูชาทะเลของท่าเรือซานตา ส่งอิทธิพลต่อชีวิตประจำวันของผู้คนจริงหรือ? หลังจากถูกสมาชิกวันเอพริลฟูลเล่นพิเรนทร์ อำนาจการคุ้มครองจึงลดลง? ลูเมี่ยนระลึกถึงข้อมูลที่ตนได้รับมาก่อนหน้านี้โดยปริยาย
ในการเล่นพิเรนทร์ครั้งนั้น มีสมาชิกปลายแถวของวันเอพริลฟูลเข้าร่วมสามคน คนหนึ่งสั่งทำแหวนทองรูปทรงพิเศษจากเมืองโตเลย์ เมืองหลวงของแคว้นกายา คนหนึ่งรับหน้าที่ติดสินบนคนของสมาคมประมง เพื่อนำลูกแก้วที่ซุกแหวนวงดังกล่าว เข้าไปเป็นเครื่องเซ่นบนเรือลำพิเศษที่ใช้สำหรับพิธีบูชาทะเล อีกคนปลอมตัวเป็นนักข่าว คอยติดตามคณะกรรมการของสมาคมประมงทุกฝีก้าว คอยสังเกตและบันทึกพฤติกรรมของพวกเขา
ปฏิกิริยาตกตะลึง ตกใจ หวาดผวา และโกรธแค้นของเหล่าคนเฒ่าคนแก่เมื่อได้รับข่าวบางอย่าง ทำให้ชาวแก๊งวันเอพริลฟูลรู้สึกอิ่มเอมใจกันอยู่นาน
ลูเมี่ยนถามเกี่ยวกับพิธีบูชาทะเลอีกสองสามเรื่อง ก่อนจะบอกลาเฒ่าออตตา แล้วเดินขึ้นไปบนห้องชุดของตัวเอง
…………
บ่ายสี่โมง กรุงทรีอาร์ ใกล้กับจัตุรัสแดนชำระในเขตหอดูดาว
จินนาเปลี่ยนชุดเป็นเสื้อคลุมสีดำมีฮู้ด แต่งหน้าแบบ ‘นางพญา’ แล้วเดินมายังถนนเส้นหนึ่งตามคำแนะนำของผู้ว่าจ้าง เป็นถนนสำหรับขายของใช้ในงานศพ
ผู้คนส่วนใหญ่ที่สัญจรผ่านไปผ่านมายังดูปกติ แต่บางคนก็สวมหน้ากากสีขาว ถือเคียวไม่ได้ลับคม สวมเสื้อคลุมยาวสีดำ แสร้งทำเป็นยมทูตเก็บเกี่ยวดวงวิญญาณในตำนานพื้นบ้าน บางคนก็เย็บกะโหลกติดหัวไหล่ ดูมีศิลปะอยู่ในที…
ด้วยการมีอยู่ของพวกเขา รวมถึงบรรยากาศเฉพาะตัวในกรุงทรีอาร์ ช่วยให้จินนาผู้แต่งตัวเหมือนจอมเวทสวมฮู้ด มิได้ดึงดูดความสนใจแต่อย่างใด
หญิงสาวหยุดอยู่ตรงมุมหนึ่ง แล้วหยิบขวดสวยๆ ที่บรรจุน้ำตาออกมา
ผ่านไปสักพัก ใครบางคนที่แต่งกายคล้ายเธอเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้า แล้วถามด้วยเสียงแหบพร่า
“ขวดน้ำตาราคาเท่าไร?”
นี่คือครั้งแรกอย่างแท้จริง ที่เธอทำภารกิจสำเร็จ
“1,001 เฟลคิน” ชายในชุดจอมเวทเสนอราคาเพิ่มขึ้นเอง
เมื่อรหัสลับตรงกัน จินนาก็ ‘ยืนกราน’ จะขายในราคาหนึ่งพันเฟลคิน
หลังจากต่างฝ่ายต่างยืนยันตัวเองเสร็จ เธอก็ส่งมอบขวดน้ำตา ก่อนจะรับค่าจ้างแล้วเดินจากไป
ชายสวมฮู้ดถือขวดน้ำตาเดินไปตามถนนเส้นใกล้เคียง ใช้เวลาเกือบสิบห้านาทีก็เดินวนกลับมายังจัตุรัสแดนชำระ แล้วตรงไปทางม้านั่งริมถนนตัวหนึ่งริมๆ จัตุรัส
ที่นั่นมีใครบางคนนั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่
ชายสวมฮู้ดยื่นขวดน้ำตาประดับลวดลายทองฉลุอันวิจิตรงงดงามให้อีกฝ่าย พลางกระซิบเสียงเบา
“ผมทำภารกิจให้คุณแล้ว เงินที่ติดค้างอยู่ถือว่าหักลบกลบหนี้หมดแล้วใช่ไหม?”
บุคคลบนม้านั่งลดหนังสือพิมพ์ลง พลางเงยหน้าขึ้น
เขาแต่งกายในชุดพนักงานนั่งโต๊ะตำแหน่งต่ำ ผมดำหยักศก เบ้าตาจมลึก นัยน์ตาค่อนข้างดำ ริมฝีปากหนา สวมแว่นตาคริสตัลขาเดียวไว้ตรงตาขวา
“มิสเตอร์โมไนต์?” ชายสวมฮู้ดถามเพื่อยืนยัน
โมไนต์รับขวดน้ำตามา บรรจงลูบลายทองบนพื้นผิว พลางบรรจงยกมุมปาก
…………
ในห้องชุดชั้น 5 โรงแรมโซโลว์
ลูเมี่ยนไม่ได้ออกไปไหนเลยตลอดช่วงบ่าย เอาแต่นั่งบนเก้าอี้เอนหลัง แกว่งไกวไปมาขณะศึกษาภาษาที่ราบสูงต่อ บางครั้งบางคราวก็หยิบหนังสือท่องเที่ยวที่แนะนำขนบธรรมเนียมเฟเนพ็อตมาอ่าน
เมื่อใกล้ค่ำ ลูกาโนที่ลงไปชั้นล่างเพื่อคุยกับคนนั้นทีคนนี้ที กลับมาถึงห้อง
เขาเดินเข้าหาลูเมี่ยนพลางพูดเสียงเบา
“เจ้านาย มีคุณนายคนหนึ่งกำลังตามหาคุณ”
‘คุณนาย’ คนไหนอีก?
ผ่านไปสักหนึ่งวินาที ลูเมี่ยนเพิ่งฉุกใจคิดได้ว่า คุณนายในความหมายของลูกาโน คือคุณนายจริงๆ ตามปกติ ไม่ใช่ ‘คุณนาย’ ในโลกเหนือธรรมชาติ
“คุณนายคนไหน? ตามหาฉันด้วยธุระอะไร?” เด็กหนุ่มลุกขึ้นนั่งด้วยท่าทีสงบนิ่งจากภายนอก พลางถามล่ามของตน
ลูกาโนส่ายหัวขณะตอบ
“เธอไม่ได้บอกครับ แค่แจ้งว่ามีงานอยากว่าจ้างนักผจญภัยชื่อดัง หลุยส์·แบรี”
ลูกาโนเน้นเสียงตรงคำว่า ‘นักผจญภัยชื่อดัง’
……………………………………………………..