ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 543 ความฝันเดียวกัน
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 543 ความฝันเดียวกัน
ตอนที่ 543 ความฝันเดียวกัน
007 ผู้สวมหัวสิงโต ยืนขวางทางฟรังก้าพร้อมกับพูดพลางกัดฟัน
“ดาบซ่อนแขน ขอบคุณมากสำหรับเบาะแส ตอนนี้ผมคงได้ออกไปทำงานนอกพื้นที่แล้วล่ะ”
“หา?” ฟรังก้าทำหน้าไม่เข้าใจ
ถูกส่งไปที่ไหน? ถ้านายไปแล้ว ฉันจะรายงานกับใครในกรุงทรีอาร์ล่ะ?
007 ชำเลืองมอง ‘มักเกิ้ล’ ผู้ยืนเงียบงันอยู่ด้านข้าง แล้วสูดลมหายใจยาวก่อนจะพูด
“ผมอาจต้องไปช่วยงานที่เฟเนพ็อต เพื่อตรวจสอบว่าทางเรามีโอกาสเรียกคืนสมบัติปิดผนึกชิ้นนั้นได้ไหม”
“มันคือสมบัติปิดผนึกที่อินทิสทำหลุดมือไป เราไม่ควรปล่อยให้ไปอยู่ในมือราชอาณาจักรเฟเนพ็อต”
“ทางเฟเนพ็อตจะยอมอนุญาตให้ใช้กฎหมายข้ามแดนหรือ? ไหนบอกว่าความร่วมมือระหว่างประเทศเป็นเรื่องยุ่งยากวุ่นวายไง?” ฟรังก้าเข้าใจสาเหตุที่ 007 หัวเสียแล้ว
007 ครุ่นคิดสักพักก่อนจะตอบ
“ตอนนี้ยังอยู่ระหว่างการดำเนินการ แต่คราวนี้ทางเฟเนพ็อตดูจะไม่คัดค้านสักเท่าไร พวกเขาก็คงอยากกำจัดภัยแฝงที่อาจเกิดจากสมบัติปิดผนึกนั่นโดยเร็ว แต่เนื่องจากต้องคอยระวังหลายด้าน จึงเหลือกำลังคนไม่มากพอที่จะส่งมาไล่ล่าหรือสกัดกั้นมัน เลยตัดสินใจยืมมือพวกเราแทน”
ศาสนาพระแม่ธรณีกับราชอาณาจักรเฟเนพ็อตต้องระวังตัวหลายด้าน กำลังพลจึงค่อนข้างตึงมือ? นี่คือปัญหาของประเทศที่มีเพียงศาสนาเดียวหรือ? ความหลากหลายของพลังวิเศษจึงไม่เท่ากับประเทศที่มีสองสามศาสนาใหญ่? แต่ก็ไม่เสมอไปสักหน่อย ราชอาณาจักรเฟเนพ็อตเองก็มีราชวงศ์อยู่ แถมผู้วิเศษในศาสนจักรก็ไม่ถูกจำกัดเพียงเส้นทางเดียวกับเทพของตน…ลูเมี่ยนสังเกตเห็นความผิดปกติจากคำพูดของ 007
นั่นทำให้เด็กหนุ่มเอะใจว่า ‘ภัยแฝง’ ภายในราชอาณาจักรเฟเนพ็อต ก็คงไม่น้อยไปกว่าประเทศที่มีเทพหลายองค์และมีหลายศาสนา
“อย่างนี้นี่เอง…” ฟรังก้าทำท่าเหมือนฉุกคิดบางสิ่งได้กะทันหัน “ฉันมีวิธีช่วยให้คุณไม่ต้องออกไปทำงานนอกพื้นที่!”
“วิธีอะไร?” 007 ถามอย่างไม่ค่อยเชื่อใจนัก
ฟรังก้าพูดยิ้มๆ
“ภารกิจสำคัญ…” 007 ทวนคำเสียงเบา พร้อมกับเกิดลางสังหรณ์ไม่ดี
ฟรังก้าถือโอกาสพูดต่อ
“พวกเราพบ ‘เศษชิ้นส่วนของโลกในกระจก’ เพิ่มอีกชิ้นหนึ่งแล้ว จากในห้องฝังศพโบราณห้องหนึ่ง ณ สุสานใต้ดินชั้น 4”
“นั่นจะทำให้คดีการสืบหา ‘คนในกระจก’ ในกรุงทรีอาร์เริ่มมีเบาะแสและทิศทางบ้างแล้ว แค่คุณรายงานเรื่องนี้ขึ้นไป พร้อมกับอธิบายว่าตัวเองกำลังตามสืบอยู่ ก็คงไม่ถูกส่งไปเฟเนพ็อตแล้วล่ะ”
007 จ้องหน้าฟรังก้าในชุดนักลอบสังหารอยู่สองสามวินาที ก่อนจะยกมือขึ้นมาบีบขมับ แล้วพูดเสียงเคร่งขรึม
“ขอบคุณมากนะ ดาบซ่อนแขน!”
ฟรังก้าแสร้งทำเป็นไม่ได้ยินความนัยแฝงในคำพูดของ 007 โดยยังคงเล่าต่อไปว่า
“ห้องฝังศพนั่นอยู่ใกล้กับถ้ำเห็ดบ้า ในที่ตอนพวกเราไปถึง ประตูห้องกำลังเปิดแง้มอยู่ ลักษณะภายนอกไม่โดดเด่น ฉันอยากรบกวนให้คุณช่วยสืบหาข้อมูลสมัยเริ่มสร้างสุสานใต้ดินให้หน่อย ตรวจสอบว่ามีห้องฝังศพของใครบ้าง มาจากตระกูลโบราณใด พวกเราจะได้เข้าใจเหตุผลที่ ‘คนในกระจก’ ต้องเข้าไปในนั้น และเสียชีวิตเพราะเหตุใด”
007 สูดลมหายใจยาว ก่อนจะบรรจงผ่อนออกมา
“คุณเหมาะกับตำแหน่งหัวหน้าผมจริงๆ”
สั่งเก่งเหลือเกิน!
ฟรังก้าหัวเราะแห้งๆ แล้วเปลี่ยนเรื่องคุย
“คุณรู้ความเป็นมาของ ‘ถ้ำเห็ดบ้า’ บ้างไหม? ในสภาพแวดล้อมที่มืดมิดและเงียบสงัดแบบนั้น แถมยังถูกปิดตายแน่นหนา ทำไมถึงยังมีเห็ดงอกได้อีกล่ะ? จำนวนก็ถือว่าไม่น้อยเลย”
“เหนือสิ่งอื่นใด มันคงเป็นสถานที่เดียวในสุสานใต้ดินชั้น 4 ที่มีเห็ดงอกออกมา”
007 พยักหน้าเบาๆ ก่อนจะเล่า
“เรื่องนี้ผมพอจะรู้อยู่บ้าง เมื่อก่อนเคยสงสัยเกี่ยวกับถ้ำเห็ดนั่นเหมือนกัน เลยไปลองสืบค้นข้อมูลมา พบว่าเดิมทีมันก็ปกติดี เป็นถ้ำหินที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติท่ามกลางห้องฝังศพโบราณ จนกระทั่งสุสานใต้ดินถูกสร้างจนเสร็จ แล้วมีการย้ายศพเก่าๆ เข้าไปบางส่วน ผ่านไปแค่ไม่กี่สัปดาห์ ที่นั่นก็มีเห็ดขึ้นอยู่เต็มไปหมด ปิดกั้นทางเข้าออกไว้”
เมื่อ ‘ตราผนึก’ เริ่มทำงานอย่างเป็นทางการ กอปรกับปัญหาที่แฝงอยู่ในซากศพเก่าแก่ พลังวิเศษในบริเวณนั้นจึงเกิดการเปลี่ยนแปลง ก่อให้เกิดถ้ำเห็ดบ้านี้ขึ้นมา? ลูเมี่ยนเค้นสมองวิเคราะห์หาสาเหตุ
เมื่อเห็นว่า ‘มักเกิ้ล’ กำลังใช้สมาธิวิเคราะห์อยู่ 007 ตัดสินใจไม่พูดขัดจังหวะ ทำเพียงพยักหน้าให้อย่างสุภาพ แล้วหันหลังเดินไปทางกลุ่มย่อย ‘อาราม’
ฟรังก้าอดหัวเราะเบาๆ ไม่ได้
“เขาสุภาพกับคุณจังเลยนะ ถ้าได้รู้ว่าปัญหาส่วนใหญ่ รวมถึงความเหนื่อยล้าทั้งหมดที่เขาต้องเผชิญ ล้วนมาจากคุณเกือบทั้งสิ้น ถึงตอนนั้นจะทำหน้าแบบไหนกันนะ?”
ลูเมี่ยนพูดยิ้มๆ
“แต่เรื่องของคนในกระจกไม่เกี่ยวกับผมสักหน่อย”
ทั้งสองเดินไปพลางพูดคุย โดยมีจุดหมายคือมุมประจำของกลุ่มย่อย ‘วิทยาลัย’
ระหว่างทาง ลูเมี่ยนชวนเปลี่ยนประเด็น
“คุณว่า จากบรรดาสมาชิกทั้งหมดของสมาคมวิจัยฯ โดยเฉพาะคนที่อาศัยอยู่ในกรุงทรีอาร์ จะมีใครถูก ‘คนในกระจก’ สับเปลี่ยนกับตัวจริงไปแล้วหรือยัง?”
“ไม่มีทางหรอก…อย่าพูดให้ฉันกลัวสิ!” ฟรังก้าถึงกับสยองในใจ
ลูเมี่ยนพยายามควบคุมสีหน้าไม่ให้เผลอเบ้ปาก เพื่อไม่เป็นการทำลายภาพลักษณ์ของพี่สาว
“ทำไมจะเป็นไปไม่ได้? ประชากรคนทุกคนในกรุงทรีอาร์ล้วนมีโอกาสถูกคนในกระจกแทนที่อย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกขององค์กรลับหรือไม่ก็ตาม”
“เหนือสิ่งอื่นใด พวกคนของสมาคมวิจัยฯ ต่างก็เป็นผู้วิเศษ หลายคนยังมีจิตวิญญาณแห่งนักสำรวจอันแรงกล้า โอกาสที่จะเผชิญเหตุการณ์เหนือธรรมชาติย่อมสูงกว่าคนธรรมดาอยู่แล้ว”
ฟรังก้าผงกศีรษะหนักแน่น เริ่มคล้อยตามว่าไม่ควรละเลยภัยแฝงในลักษณะนี้จริงๆ
“คุณคือหนึ่งในคณะกรรมการตรวจสอบไม่ใช่หรือ? ลองนำเรื่องนี้ไปปรึกษากับพวกมาดามเฮล่าดูสิ บางที อาจถึงเวลาที่ต้องเริ่มจับตาดูพฤติกรรมของสมาชิกคนอื่นอย่างลับๆ บ้างแล้ว” ลูเมี่ยนช่วยเตือน
ตอนนี้ยังไม่ทราบแน่ชัดว่า ‘คนในกระจก’ ของเหล่า ‘ผู้ข้ามมิติ’ จะมีความทรงจำสมัยก่อนข้ามมิติมาหรือไม่ ถ้าเกิดมี พวกมันก็สามารถรอดพ้นจากข้อผูกมัดทางพันธสัญญาได้สบาย และเมื่อแฝงตัวปะปนอยู่กับสมาชิกสมาคมวิจัยฯ คนอื่น ก็คงยากที่จะมีใครสังเกตเห็นปัญหา ตราบใดที่ไม่เป็นฝ่ายไปทำร้ายคนอื่นก่อน ก็แทบไม่มีโอกาสถูกเปิดโปงได้เลย
“ตกลง” ฟรังก้าตอบด้วยสีหน้าขึงขัง
ปัจจุบัน มีสมาชิกหลายคนที่ลูเมี่ยนคุ้นหน้าคุ้นตาดี กำลังจับกลุ่มกันอยู่ตรงมุมของ ‘วิทยาลัย’ เช่นคู่สามีภรรยา ‘ศาสตราจารย์’ กับ ‘รองศาสตราจารย์’ รวมถึง ‘ครูใหญ่’ ‘ตารางธาตุ’ ‘หมี’ ‘กริฟฟิน’ ‘ไอโซโทป’ เป็นต้น
หลายคนในกลุ่มปลอมตัวด้วยวิธีแตกต่างไปจากเดิมเล็กน้อย แต่ลูเมี่ยนคุ้นเคยกับเรื่องนี้ดีอยู่แล้ว คนเหล่านี้มีนิสัยประเภทไม่ชอบเข้าร่วมงานเต้นรำหน้ากากด้วยการปลอมตัวที่ซ้ำซากจำเจ แต่อย่างไรเสีย บุคลิกภายนอกเอย คำพูดคำจาเอย ป้ายชื่อบนหน้าอกเอย ล้วนเป็นปัจจัยที่ช่วยให้เพื่อนๆ สามารถระบุตัวตนได้ไม่ยากเย็น
หลังจากทักทายทุกคนตามลำดับแล้ว ลูเมี่ยนกับฟรังก้าต่างก็เข้าประจำที่ของตน
ผ่านไปสักสองสามนาที ฟรังก้ายกมือขึ้นพร้อมกับถาม
“มีใครขายของที่ช่วยให้ชำนาญภาษาได้ในพริบตาบ้างไหม? ฉันมีเพื่อนอยู่คนนึง เขากำลังจะไปต่างประเทศ เลยอยากพกติดตัวไว้บ้าง”
พอได้ยินคำขอจากเธอ บางคนก็หัวเราะ บางคนก็ปิดปากเงียบ คนแรกอยากถามว่า ‘เพื่อนของคุณคือตัวคุณเองใช่ไหม?’ ส่วนคนหลังนึกถึงสมาชิกหลักของกลุ่มย่อย ‘วันเอพริลฟูล’ ที่นำพาความฉิบหายมาสู่สมาคมวิจัยฯ
‘หมี’ ผู้สวมชุดหมีสีน้ำตาล กล่าวเป็นภาษาฟุซัคโบราณเสียงทุ้มต่ำว่า
“ผมมียันต์ชำนาญภาษา มันให้ผลคล้ายๆ กัน”
“ยันต์ชำนาญภาษา?” ฟรังก้าถามกลับด้วยความสนอกสนใจ
หลังจากเชี่ยวชาญภาษาฟุซัคโบราณมาหลายปี เธอก็ลองศึกษาภาษาอื่นๆ บนทวีปเหนือ เช่นภาษาโลเอ็น หรือภาษาที่ราบสูง จนเชี่ยวชาญได้ในเวลาอันสั้น แต่กับภาษาของทวีปใต้นั้น จนถึงตอนนี้ก็ยังฟังไม่เข้าใจ
สมาชิกกลุ่มย่อย ‘วิทยาลัย’ เจ้าของโค้ดเนม ‘หมี’ ใช้นัยน์ตาสีกาแฟมองกวาด ‘ดาบซ่อนแขน’ สักพักก่อนจะพูดว่า
“ใช่ แก่นแท้ของมันคือการเปลี่ยนแปลงและยกระดับ ‘กายปัญญา’ เป็นการชั่วคราว ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการทำความเข้าใจ การใช้เหตุผล และการสื่อสาร พ่วงด้วยความรู้เกี่ยวกับภาษานั้นๆ เล็กน้อย ยันต์หนึ่งแผ่นจะออกฤทธิ์ได้นานเจ็ดวัน”
“ปัจจุบัน ยันต์ชำนาญภาษาแบ่งออกเป็นสามระดับ ระดับต่ำสุดจะช่วยให้สามารถพูดและฟังภาษาทั้งหมดในตระกูลภาษาฟุซัคโบราณได้อย่างคล่องแคล่ว มีความยากในการผลิตต่ำที่สุด ราคาเพียง…”
“1,000 เฟลคิน”
“ระดับกลางจะครอบคลุมภาษาทั่วไปทั้งหมด ราคา 2,000 เฟลคิน ส่วนระดับสูงสุดจะช่วยให้เข้าใจภาษาเหนือธรรมชาติที่กำหนดได้หนึ่งภาษาเป็นระยะเวลาสั้นๆ ราคา 5,000 เฟลคิน”
“ดาบซ่อนแขน คุณอยากได้แบบไหน?”
ฟรังก้าตั้งใจฟังจนจบ แต่ด้วยเหตุผลบางอย่าง เธอกลับรู้สึกว่า ‘หมี’ กำลังมองตนด้วยสายตาซับซ้อน ราวกับแฝงไว้ด้วยความสงสารปะปนกับความสำนึกผิด
เขากำลังสงสารที่เรากล้าลองดื่มโอสถ ‘แม่มด’ เมื่อตอนนั้นหรือไง? ฟรังก้ารำพันเงียบ แล้วก็ตัดสินใจด้วยตัวเองโดยไม่ชำเลืองมอง ‘มักเกิ้ล’
“เอาระดับต่ำสุดสามแผ่น ระดับกลางหนึ่งแผ่น”
“เอ่อ…ลดราคาให้หน่อยได้ไหม?”
เธอเชื่อว่าลูเมี่ยนจะต้องลงทวีปใต้เพื่อไปไล่ล่า ‘ฮิโซกะ’ ในสักวันแน่นอน จึงตั้งใจจะซื้อยันต์ชำนาญภาษาระดับกลางเผื่อเอาไว้เลย
“ไม่ได้” ‘หมี’ ส่ายหน้า
“ก็ตามนั้น” ฟรังก้าไม่ใช่คนที่มีพรสวรรค์ด้านการต่อรองราคาอยู่แล้ว เธอก็แค่ถามไปตามนิสัย จะได้ไม่ต้องนึกเสียดายภายหลัง
หลังจากเธอจ่ายเงินแล้วตกลงวิธีส่งมอบสินค้าเสร็จ ‘ศาสตราจารย์’ ผู้สวมหน้ากากผีเสื้อสีดำ ก็มองไปรอบๆ ก่อนจะกล่าวอย่างระมัดระวังคำพูด
“ฉันกับ ‘รองศาสตราจารย์’ รวมถึง ‘จอมเวท’ อีกหลายคนที่รู้จัก ช่วงนี้มักฝันแปลกประหลาดบ่อยครั้ง ในฝันคือทุ่งร้างแห่งหนึ่ง บนทุ่งร้างนั่นมีร่างจำนวนมากกำลังเดินเตร็ดเตร่อยู่ แต่มองเห็นไม่ค่อยชัดเท่าไร”
“พวกคุณเคยฝันแบบนี้กันบ้างไหม?”
เธอกำลังถามเหล่า ‘จอมเวท’ คนอื่นๆ ในกลุ่ม ‘วิทยาลัย’
ทุ่งร้าง…ร่างที่เดินเตร็ดเตร่…กำลังพูดถึง ‘โลกอีกฝั่ง’ ของ ‘คุณนาย’ สักคนหรือเปล่า? แต่ไม่น่าใช่… ‘จอมเวท’ จะฝันถึง ‘โลกอีกฝั่ง’ ได้ยังไง? คิ้วของลูเมี่ยนที่ถูกบดบังด้วยหน้ากากสีเงินครึ่งใบหน้า ขมวดเข้าหากันเล็กน้อย
เมื่อเห็น ‘จอมเวท’ คนอื่นๆ ต่างก็ช่วยยืนยันว่าตัวเองก็ฝันคล้ายกัน แต่ความถี่กับความคมชัดของความฝัน จะลดลงอย่างมากเมื่อเวลาผ่านไป ลูเมี่ยนผู้สวมรอยเป็น ‘จอมเวท’ โอลัวร์ก็พยักหน้ารับบ้าง พลางตอบคำถามด้วยคำถาม
คงไม่ใช่ความผิดปกติที่เกิดจาก ‘ปราชญ์เร้นลับ’ หรอกนะ?
ชัดเจนว่า ‘ศาสตราจารย์’ เคยคำนึงถึงคำถามนี้มาแล้ว
“ฉันกับสามี รวมถึงเพื่อนอีกจำนวนหนึ่ง เริ่มฝันแบบนี้หลังจากค่ำคืนที่สายฝนโหมกระหน่ำอย่างบ้าคลั่งในกรุงทรีอาร์…ก็คงราวๆ หนึ่งเดือนก่อน”
เธอทราบดีว่า ‘มักเกิ้ล’ ก็อยู่ในทรีอาร์เช่นกัน ย่อมเข้าใจวันที่เธอบรรยายเป็นอย่างดี
วันที่สายฝนโหมกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง ก็หมายถึงค่ำคืนที่พิธีกรรม ‘หอพัก’ เริ่มต้นขึ้น…ฝันแปลกประหลาดของพวกเธอ คืออิทธิพลของพลังที่รั่วไหลจากตราผนึกหรือไง? ในตราผนึกก็มีพลังลำดับสูงของเส้นทาง ‘ผู้ส่องความลับ’ อยู่ด้วย? หรือว่าพวก ‘พระ’ ที่เสื่อมทรามในอารามหุบเขาลึก จะมีความสัมพันธ์บางอย่างกับ ‘ปราชญ์เร้นลับ’ และเปิดโอกาสได้เทพมารองค์นี้กระทำบางสิ่งในเวลานั้น จนพลังบางส่วนยังคงตกค้างอยู่บนโลกความจริง? ลูเมี่ยนกล่าวด้วยสีหน้าครุ่นคิด
“ฉันได้ยินมาว่า ในคืนนั้นเกิดเหตุการณ์บางอย่างขึ้นที่อารามในหุบเขาลึก และเส้นทาง ‘นักปราชญ์’ กับเส้นทาง ‘ผู้ส่องความลับ’ ก็ถือเป็นเส้นทางใกล้เคียงกัน”
‘ศาสตราจารย์’ ‘รองศาสตราจารย์’ และคนอื่นๆ ต่างก็มองมายัง ‘มักเกิ้ล’ โดยพร้อมเพรียง เนื่องจากพวกเขาคิดไม่ถึงว่าพวกพ้องที่เพิ่งย้ายมาอยู่ในกรุงทรีอาร์ได้ไม่กี่เดือน จะเข้าถึงความลับบางอย่างในท้องถิ่นได้
ลูเมี่ยนกล่าวต่อไปด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ
“พวกเราควรลองไปถามเส้นทาง ‘นักปราชญ์’ ดูดีไหม? เผื่อว่าพวกเขาเองก็ฝันแบบเดียวกัน”
ความคิดดีมาก! ฟรังก้าชื่นชมจากข้างๆ อย่างไร้เสียง
……………………………………………………..