ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 544 ข่มขู่
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 544 ข่มขู่
ตอนที่ 544 ข่มขู่
‘ศาสตราจารย์’ เห็นด้วยว่าข้อเสนอของลูเมี่ยนสามารถช่วยยืนยันบางสิ่ง จึงชวน ‘รองศาสตราจารย์’ ไปยังกลุ่มย่อยอื่น เพื่อตามหา ‘ช่างหิน’ ผู้คอยสร้างสมบัติวิเศษให้คนอื่นๆ
บุคคลผู้นี้สวมเสื้อกาวน์สีขาวแบบหมอ ครอบศีรษะด้วยหม้อตุ๋น นัยน์ตาสีครามมองผ่านสองรูที่เจาะไว้เป็นพิเศษ สายตาตรึงอยู่กับเหล่า ‘จอมเวท’ จาก ‘วิทยาลัย’
เขาพยักหน้าเล็กน้อย
“เมื่อไม่นานมานี้ ผมก็ฝันประหลาดเกี่ยวกับทุ่งร้างเหมือนกัน แต่ในความฝัน นอกจากทุ่งร้างอันไร้ขอบเขต กับร่างจำนวนมากที่เดินเตร็ดเตร่ไปทั่ว ก็ยังเห็นภาพแปลกๆ ด้วย”
นึกแล้วเชียว ปรากฏการณ์นี้ส่งอิทธิพลต่อเส้นทางใกล้เคียงของ ‘ผู้ส่องความลับ’ กับ ‘นักปราชญ์’ จริงๆ …ขณะลูเมี่ยนพยักหน้ารับแผ่วเบา เขาได้ยิน ‘ศาสตราจารย์’ ถามต่อไป
“เป็นภาพแบบไหนบ้าง?”
เสียงของ ‘ช่างหิน’ ดังกังวานอยู่ภายในหม้อตุ๋น
“ภาพมนุษย์ดึกดำบรรพ์ก่อไฟด้วยตัวเองเป็นครั้งแรก ภาพมนุษย์โบราณบูชาท้องฟ้ากับผืนแผ่นดิน นอกจากนี้ก็ยังมีฉากที่คล้ายๆ เดียวกันอีกมาก แต่พวกมันค่อนข้างเลือนราง และเนื่องจากผมอยู่ในความฝัน จึงยากที่จะจำแนกได้ชัดเจน รายละเอียดจึงขาดหายไปพอสมควร”
“ถ้าจะยืมคำพูดติดปากของผู้วิเศษเส้นทาง ‘นักปราชญ์’ มาใช้ นี่คือเศษเสี้ยวของอารยธรรม”
พอได้ยินคำตอบของ ‘ช่างหิน’ ขมับของลูเมี่ยนกระตุกแผ่วเบาจนแทบจะมองไม่เห็น
มันคล้ายคลึงกับภาพที่ปรากฏพร้อมกับเสียงเพรียกประหลาด ระหว่างที่เขาสวม ‘เนตรสัตย์จริง’ ภายในทรีอาร์ยุคที่สี่!
และในตอนท้ายของฉากเหล่านั้น เสียงทั้งหมดต่างคำรามชื่อหนึ่ง
“ปรมาจารย์สวรรค์!”
สิ่งที่เราเห็นคือเศษเสี้ยวของอารยธรรมหรือ? ‘เนตรสัตย์จริง’ สอดคล้องกับเส้นทางผู้ส่องความลับ เมื่อถูกใช้งานจึงไปกระตุ้นพลังของสองเส้นทางนี้ในบริเวณใกล้เคียงด้วย ทำให้ได้ยินเสียงเหล่านั้น? อา…ต้องมีปัจจัยอื่นร่วมอยู่ด้วย เช่นสภาพแวดล้อมพิเศษ…ในทรีอาร์ยุคที่สี่ย่อมต้องมีพลังตกค้างจากสองเส้นทาง ‘ผู้ส่องความลับ’ กับ ‘นักปราชญ์’ หลงเหลืออยู่แล้ว…ชื่อ ‘ปรมาจารย์สวรรค์’ ฟังดูคล้ายคลึงกับ ‘ราชันสวรรค์ฟ้าดินประทานโชค’… ‘ราชันสวรรค์ฟ้าดินประทานโชค’ สามารถส่งอิทธิพลต่อสามเส้นทางใกล้เคียงอย่าง ‘นักทำนาย’ ‘ผู้ฝึกหัด’ และ ‘นักโจรกรรม’ ส่วน ‘ปรมาจารย์สวรรค์’ จะส่งอิทธิพลต่อเส้นทาง ‘ผู้ส่องความลับ’ กับ ‘นักปราชญ์’ หรือ? หลังจากประหลาดใจเล็กน้อย ลูเมี่ยนก็จมอยู่ในภวังค์ความคิด
ฟรังก้าเหลือบมองเด็กหนุ่มครู่หนึ่ง ในใจกำลังนึกฉงนที่อีกฝ่ายไม่ร่วมวงสนทนา
หลังจากผ่านไปสักพัก ลูเมี่ยนก็ได้สติกลับมา เมื่อลองนำข้อสันนิษฐานของพวก ‘ศาสตราจารย์’ กับ ‘ช่างหิน’ มาร่วมวิเคราะห์ เขาก็เอ่ยปากด้วยสีหน้าไตร่ตรอง
“ฝนตกหนักฉับพลันในกรุงทรีอาร์ คือหนึ่งในปรากฏการณ์เปลือกนอกของหายนะบางอย่าง เหตุการณ์ที่อารามในหุบเขาลึกก็เช่นกัน”
“ฉันสงสัยว่าในหายนะนั่น พลังในลำดับสูงเกิดรั่วไหลออกมา จนส่งอิทธิพลต่อผู้วิเศษในสองเส้นทางใกล้เคียง ยิ่งอยู่ในกรุงทรีอาร์ ผลกระทบก็จะยิ่งรุนแรง ส่วนคนที่อยู่นอกทรีอาร์ ผลกระทบจะลดหลั่นกันลงไป”
พูดถึงตรงนี้ ลูเมี่ยนยกมุมปาก
“จากการสังเกตของฉัน ‘จอมเวท’ ที่อยู่นอกกรุงทรีอาร์ในเวลานั้น จะฝันเห็นทุ่งร้างน้อยลงเรื่อยๆ แถมแต่ละครั้งก็ค่อนข้างเลือนราง ส่วน ‘จอมเวท’ ในเมืองหลวงไม่มีใครกล่าวถึงประเด็นนี้เลย”
‘หมี’ ผู้สวมชุดหนังหมีสีน้ำตาล ช่วยพยักหน้าเห็นด้วย
พวก ‘ศาสตราจารย์’ ต่างก็คล้อยตามกับสมมติฐานของลูเมี่ยน พลางโล่งใจที่สถานการณ์แย่ๆ กำลังคลี่คลายตัวมันเอง
ขณะเดียวกัน ทุกคนต่างก็รู้สึกทึ่งเมื่อได้เห็น ‘มักเกิ้ล’ เติบโตขึ้นมาก หลังจากรอดชีวิตจากการกลั่นแกล้งของพวก ‘วันเอพริลฟูล’ มาได้
จากนั้น ฟรังก้าถามว่าใครคือเจ้าของห้องฝังศพโบราณข้าง ‘ถ้ำเห็ดบ้า’ ในสุสานใต้ดินทรีอาร์
ไม่มีใครทราบคำตอบ เหล่า ‘จอมเวท’ ในกรุงทรีอาร์เพียงแต่บอกว่า พวกตนจะช่วยสืบให้ แต่ไม่รับประกันผลลัพธ์
อันที่จริง ฟรังก้าฝากฝังเรื่องนี้ให้ 007 ไปจัดการแล้ว คำถามเมื่อสักครู่เกิดขึ้นเพราะได้เรียนรู้จากลูเมี่ยน เป็นการหยั่งเชิงว่าจะล่อให้ ‘คนในกระจก’ ที่อาจแฝงตัวอยู่ในสมาคมวิจัยลิงบาบูนขนหยิก เผยไต๋ออกมาได้หรือไม่
หลังจากตกลงค่าตอบแทนให้ช่วยสืบข่าวเสร็จ เธอก็ออกจากกลุ่ม ‘วิทยาลัย’ เพื่อไปหา ‘เฮล่า’
เมื่อเธอสนทนากับ ‘เฮล่า’ ในประเด็นเกี่ยวกับ ‘คนในกระจก’ เสร็จ ลูเมี่ยนก็เดินออกจากมุมของกลุ่มย่อย ‘วิทยาลัย’ เพื่อเตรียมไปฟังความรู้ด้านศาสตร์เร้นลับในขอบเขตความตายจากกลุ่มย่อย ‘อเวจี’
ฟรังก้าเดินเข้าหาลูเมี่ยนทันที แล้วยิ้มพลางกระซิบกระซาบเสียงต่ำ
ฉันยังไม่ได้เล่าประสบการณ์หลังจากใช้ ‘เนตรสัตย์จริง’ ใต้ดินให้เธอฟังอีกหรือไง? ไม่น่าเป็นไปได้ อย่างเราเนี่ยนะจะลืมแบ่งปันข้อมูลของ ‘ปรมาจารย์สวรรค์’ กับฟรังก้า? ทันใดนั้น ลูเมี่ยนเริ่มเอะใจ โดยเชื่อว่าพลังวิญญาณของตนอาจช่วยขัดขวางการกระทำดังกล่าวไว้
เด็กหนุ่มไตร่ตรองสักพักก่อนจะพูด
“มันค่อนข้างซับซ้อนน่ะ แถมยังเกี่ยวข้องกับพลังในลำดับสูง ผมขอเขียนจดหมายปรึกษากับมาดามเมจิกเชี่ยนดูก่อน ว่าสามารถเล่าให้คุณฟังได้ไหม”
“ตกลง” ฟรังก้ากล่าวอย่างกระตือรือร้น “อย่าลืมเชียวล่ะ!”
ความอยากรู้อยากเห็นของเธอถูกปลุกให้ตื่นแล้ว
ขณะเดียวกัน ‘เฮล่า’ ผู้ยังคงแต่งกายในชุดหญิงหม้ายสีดำ แต่บรรเทาความเย็นชาลงไปมาก เดินเข้ามาใกล้ลูเมี่ยนพร้อมกับกล่าว
“ตามสืบ ‘อุลตร้าแมน’ กับ ‘กวีเร่ร่อน’ ไปถึงไหนแล้ว?”
“ยังไม่ถึงไหน ตอนนี้กำลังอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูล” ลูเมี่ยนตอบอย่างเถรตรง
‘เฮล่า’ พยักหน้าแผ่วเบา
“ถ้าต้องการความช่วยเหลือ มาหาฉันหรือ ‘แกนดาล์ฟ’ ได้ตลอดเวลาเลยนะ”
การกำจัดพวกทรยศจาก ‘วันเอพริลฟูล’ ถือเป็นเจตจำนงของสมาชิกส่วนใหญ่ในสมาคมวิจัยลิงบาบูนขนหยิก
“รับทราบ” ลูเมี่ยนไม่คิดจะล่าสมาชิกหลักของกลุ่ม ‘วันเอพริลฟูล’ ตามลำพังอยู่แล้ว
แต่แน่นอน ผลลัพธ์ในอุดมคติคือการที่เขาได้เป็นผู้ประหารพวกมัน
…………
เมื่อกลับมายังโลกความจริง ลูเมี่ยนเห็นว่าฟ้ามืดแล้ว จึงวางอาหารมื้อดึกให้ลุดวิก แล้วอัญเชิญผู้ส่งสารของมาดามเมจิกเชี่ยน ก่อนจะไปล้างหน้าแปรงฟัน ดับโคมไฟติดผนังแล้วขึ้นเตียงนอน
ทันใดนั้นเอง เมื่อลางสังหรณ์ร้องเตือน เด็กหนุ่มรีบลุกพรวดขึ้นนั่ง พลางมองไปยังมุมหนึ่งของห้อง
ท่ามกลางแสงสีแดงเรื่อจากนอกหน้าต่างที่สาดเข้ามาในห้อง เงาตรงมุมห้องขยายใหญ่กะทันหัน แล้วทอดยาวไปถึงเพดาน ก่อนจะมีเขาแกะสองกิ่งโผล่ออกมา
ดูราวกับปีศาจกำลังเดินออกจากนรกก็มิปาน
ลูเมี่ยนตรึงสายตาอยู่กับเงาดำขนาดมหึมานั่น พลางขมวดคิ้วเข้าหากันเบาๆ
เงาดำคล้ายปีศาจเปล่งเสียงทุ้มต่ำแฝงความน่าเกรงขาม
“มนุษย์ผู้ต่ำต้อยเอ๋ย เจ้าต้องตอบคำถามของข้าอย่างซื่อตรง”
มันใช้ภาษาอินทิส
ลูเมี่ยนบรรจงขยับคอพร้อมกับเปล่งเสียง
“คำถามอะไร?”
เงาดำคล้ายปีศาจกล่าวเสียงต่ำ
“จอร์เจียแห่งตระกูลปาโก มอบหมายงานใดให้เจ้าทำ”
ลูเมี่ยนแสยะยิ้ม
“ธุระกงการของมนุษย์ เกี่ยวอะไรกับปีศาจอย่างแกด้วยหรือ?”
“ฉันเป็นนักผจญภัยผู้มีจรรยาบรรณวิชาชีพ ไม่มีทางทรยศนายจ้างหรอกนะ”
เงาดำคล้ายปีศาจคำรามต่ำ
“งั้นก็ใช้เลือดของเจ้าแทนคำตอบ!”
ยังไม่ทันจะสิ้นเสียง มันก็ปลอดปล่อยพลังอันท่วมท้นทันที แสงจันทร์สีแดงเรื่อในห้องถูกความมืดแผ่ปกคลุมทุกซอกมุม เกิดเป็นบรรยากาศอันน่าพรั่นพรึงแผ่ซ่านไปรอบทิศ
มุมปากของลูเมี่ยนยกโค้งขึ้น มือซ้ายกดลงแผ่วเบา พลางกระโจนออกจากเตียงนอนดุจดังเสือดาว จุดหมายปลายทางคือเพดานห้อง
เหนือศีรษะของเด็กหนุ่ม ถูกปิดกั้นด้วยความมืดผืนดำ ราวกับเงาสะท้อนจากนรก
ทันใดนั้น ร่างของลูเมี่ยนก็กลายเป็นสีดำ แทบจะไม่หลงเหลือความหนา
เด็กหนุ่มกลายเป็นเงา มุดเข้าไปในผืนความมืดนั่นโดยตรง!
ใน ‘ผ้าโปร่ง’ ที่สรรพสิ่งกลับด้าน ลูเมี่ยนมองเห็น ‘ปีศาจ’ นั่น
มันสูงเพียงราวๆ หนึ่งเมตร ตัวเท่าเด็กเล็ก แต่ผิวหนังเหี่ยวย่น ประหนึ่งคนอายุเจ็ดสิบแปดสิบ
ลูเมี่ยนในสภาวะเงา ‘ลอย’ เข้าหาอีกฝ่าย หมายพันรอบตัวสิ่งมีชีวิตประหลาดที่สร้างภาพฉายปีศาจ แล้วลากมันออกจากความมืด เพื่อเล่นงานด้วย ‘วิชาฮึ่มฮ่า’
ในสภาวะเงา พลังหลายชนิดของลูเมี่ยนจะถูกผนึกไว้
สิ่งมีชีวิตชั่วร้ายที่ศีรษะใหญ่แต่ร่างเตี้ย ผิวหนังเต็มไปด้วยริ้วรอยนั่น ดูเหมือนจะมิอาจต่อต้านการรัดพันของเงาได้เลย ทำเอาลูเมี่ยนผู้เตรียมใจเผชิญกับการต่อต้านอย่างแข็งกร้าว ถึงกับตกตะลึงไปชั่วขณะ
โดยไม่มัวคิดมาก เด็กหนุ่มรีบพาเชลยออกจากเงาทันที
ทันใดนั้นเอง ความมืดมัวรอบตัวก็พลันสว่างจ้า เนื่องจากถูกแสงที่สาดลงมาจาก ‘ท้องฟ้า’ ขับไล่
ลูเมี่ยนเงยหน้ามองตามสัญชาตญาณ แหงนมองสูงขึ้นไป จนเห็นความมืดมัวมลายหายไปในเวลาอันสั้น โดยมีดาวดวงใหญ่กำลังลอยเด่นสง่าอยู่ตรงนั้น
ดาวดวงดังกล่าวมีสีน้ำเงินอ่อน ดุจดังดวงตาอันน่าพิศวงของปีศาจร้าย
ทันใดนั้นเอง เลือดของลูเมี่ยนคล้ายกับเริ่มจับตัวเป็นก้อนแข็ง จนถูกบังคับออกจากสภาวะเงาอย่างไม่อาจฝ่าฝืน ส่งผลให้ ‘คนแคระ’ หัวโตหน้าเหี่ยวฉวยโอกาสหนีรอดไปได้ ก่อนจะละลายไปท่ามกลางแสงดาวสีฟ้าอ่อน แล้วอันตรธานไปต่อหน้าต่อตา
ผ่านไปสักหนึ่งวินาที ลูเมี่ยนฟื้นคืนสติกลับมาเต็มร้อย จึงรีบมองไปทั่วห้องที่กลับมาเป็นปกติ แล้วจมอยู่ในภวังค์ความคิดเป็นเวลานาน
มันคือตัวอะไรกันแน่? อ่อนแอแค่นี้ แต่ยังกล้ามาข่มขู่กันอีก!
แต่ ‘ดาวกะพริบ’ นั่นดูไม่ปกติจริงๆ
“แค่ให้ดวงดาวนั่นมาขู่เราแต่แรกก็จบแล้วไหม? ไม่ยอมฉวยโอกาสโจมตีเข้ามาทั้งที่ตรึงเราไว้ได้แล้ว…ถึงทางนี้จะฟื้นตัวได้เร็วหลังหลุดจากสภาวะเงาก็เถอะ แต่ก็ยังถือว่าช้าอยู่ดี…” ลูเมี่ยนรำพันเงียบ
เด็กหนุ่มอาจไม่เข้าใจภาพรวมของเหตุการณ์เมื่อครู่ แต่เข้าใจรายละเอียดบางจุดได้อย่างถ่องแท้
“เข้าใจแล้วว่าทำไมจอร์เจียถึงต้องคัดเลือกนักผจญภัยต่างถิ่นดีๆ มาจัดการกิ้งก่ากึ่งมนุษย์นั่น เพราะในภายหลังจะมีพวกที่ซ่อนตัวในเงามืดโผล่ออกมาเค้นถามความจริง…มีแต่ต้องเป็นนักผจญภัยชื่อดังอย่างหลุยส์·แบรี ผู้สามารถล่า ‘จอมเวทปีศาจ’ ได้เท่านั้น จึงจะรับมือกับไอ้พวกนี้ไหว…”
“หึๆ ค่าจ้าง 15,000 ลิโซได้มาไม่ง่ายเหมือนกันนะเนี่ย…”
“ทำไมไม่ไปถามคนในบ้านจอร์เจียตรงๆ เลย? ครอบครัวนั้นดูไม่เหมือนตระกูลผู้วิเศษสักเท่าไร…”
“หรือนี่จะเป็นความขัดแย้งและการแก่งแย่งชิงดีภายในบริษัทประมง กับสมาคมประมง?”
“อา…นี่ถือเป็นโอกาสอันดีที่จะย้อนกลับไปสานสัมพันธ์กับตระกูลปาโกต่อ เพื่อทำความเข้าใจกับขั้นตอนหลักของพิธีบูชาทะเล…”
ลูเมี่ยนส่ายหน้ากับตัวเอง แล้วทิ้งตัวลงบนเตียงเพื่อนอนต่อ
เช้าวันรุ่งขึ้น หลังแปดโมงเช้าเล็กน้อย ลูกาโนผู้ออกไปซื้ออาหารเช้าในถนน รีบวิ่งกลับมาหน้าตาตื่น พลางแจ้งกับลูเมี่ยนว่า
“เจ้านายครับ พวกแม่ชีนักรบกำลังตามหาท่านอยู่!”
……………………………………………………..