ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 546 ผู้สอดส่อง
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 546 ผู้สอดส่อง
ตอนที่ 546 ผู้สอดส่อง
การเชื่อฟังคำสั่งของ ‘ผู้ว่าการแห่งทะเล’ สำคัญยิ่งกว่าการเคารพต่อศาสนจักรอีกหรือ? กระทั่งตัวศาสนจักร ‘พระแม่ธรณี’ ก็ดูจะไม่ใส่ใจเท่าไรเลย…ลูเมี่ยนมิได้ซักไซ้ต่อ เพียงพยักหน้าเบาๆ แล้วกล่าว
“ผมรับภารกิจนี้ได้ แถมยังไม่ต้องการค่าตอบแทนใดๆ แต่มีข้อเรียกร้องอยู่หนึ่งข้อ”
“ข้อเรียกร้อง?” รูวิโอถามอย่างรอบคอบ
ลูเมี่ยนตอบยิ้มๆ
“ผมมาที่นี่เพราะอยากดูพิธีบูชาทะเล แต่ได้ยินมาว่า ในสองขั้นตอนที่สำคัญที่สุดของพิธี จะมีเพียงไม่กี่คนที่สามารถเข้าร่วมหรือสังเกตการณ์ได้ ผมอยากได้รับโอกาสแบบนั้นบ้าง”
รูวิโอเงียบไปทันที ไม่ตอบอะไรเป็นเวลานาน
จอร์เจียเห็นท่าไม่ดี จึงอดใจไม่ไหว ตัดสินใจถามสามีด้วยภาษาที่ราบสูง ถึงเนื้อหาการสนทนาเมื่อครู่และความลำบากใจของเขา
ลูกาโนถือโอกาสนี้ขยับเข้าใกล้ลูเมี่ยน เพื่อสรุปประเด็นสำคัญๆ ที่ภรรยากำลังถกเถียงกับสามี
พอได้ยินว่าทั้งสองกำลังไตร่ตรองอย่างเอาจริงเอาจัง ว่าจะยอมให้ตนปลอมตัวเป็นลูกเรือ เพื่อแอบขึ้นไปร่วมพิธีกรรมพิเศษนั่นดีไหม ลูเมี่ยนถึงกับย่นคิ้วเล็กๆ จนแทบไม่สังเกตเห็น
รูวิโอ·ปาโกคิดจะตอบตกลงเราจริงๆ?
เราก็แค่เสนอราคาสูงๆ ไว้ก่อน เพื่อดูว่าจะเค้นรายละเอียดของพิธีบูชาทะเลออกมาได้บ้างไหม ไม่เคยหวังว่าจะใช้ภารกิจที่ดูเหมือนง่ายดายเช่นนี้มาข่มขู่ผู้ว่าจ้าง เพื่อไปเข้าร่วมสองขั้นตอนสุดท้ายของพิธีบูชาทะเลจริงๆ!
นี่คือความลับที่สมาคมประมงรักษาไว้นานนับพันปี และเป็นรากเหง้าของอำนาจกับบารมีของพวกเขา!
ท่ามกลางกระแสความคิดที่แวบวาบ ลูเมี่ยนเริ่มเอะใจว่าภารกิจพาคุณนายมาร์ตาไปพบ ‘ผู้ว่าการแห่งทะเล’ คนปัจจุบันที่หมู่บ้านมิโลนั้น อาจแฝงไว้ด้วยความเสี่ยงมหาศาล มิใช่ภารกิจที่ฝากฝังให้ผู้วิเศษคนใดทำก็ได้ ดังนั้น รูวิโอ·ปาโกจึงไม่อยากปล่อยมือจากนักผจญภัยคนดังอย่างหลุยส์·แบรีที่พิสูจน์ตัวเองแล้ว
“แต่อันตรายจะมาจากไหนล่ะ? ที่นี่คือเมืองท่าซานตา ไม่ใช่เกาะกลางทะเลสักหน่อย และไม่ใช่เมืองห่างไกลบนทวีปใต้ มีผู้วิเศษหน้าไหนกล้าโจมตีเรากลางถนนตอนกลางวันแสกๆ โดยไม่กลัวจะถูกแม่ชีนักรบจับไปทำปุ๋ยบำรุงดินด้วยหรือ? อย่าได้ดูแคลนอำนาจของศาสนาในจารีตเชียวนะ!”
“นอกเสียจากว่า อีกฝ่ายจะมีพลังวิเศษแบบ ‘โลกิ’ ที่สามารถสังหารเรากลางแจ้งได้โดยไม่มีใครสังเกตเห็น หรือไม่ก็ต้องเป็นระดับนักบุญผู้ถือครองเทวบารมีลงมือเอง โดยเน้นปิดบัญชีในพริบตา ก่อนที่ศาสนจักรพระแม่ธรณีจะทันได้เคลื่อนไหว…แต่คงไม่ถึงขนาดนั้นกระมัง กับแค่เรื่องเล็กน้อยแบบนี้…” ขณะลูเมี่ยนกำลังไตร่ตรอง รูวิโอกับจอร์เจียก็ได้ข้อสรุปจากการปรึกษากัน
รูวิโอกล่าวกับเด็กหนุ่ม
“ในเรื่องการเข้าร่วมสองขั้นตอนสุดท้ายของพิธีบูชาทะเล เกรงว่าผมคงทำตามที่คุณเรียกร้องไม่ได้ เพราะนั่นจะถือเป็นการลบหลู่ท้องทะเล หากถูกจับได้ ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง รวมถึงสมาชิกทุกคนในตระกูลจะถูกขับไล่ออกจากเมืองท่าซานตา”
“แต่ผมสามารถให้คุณซ่อนตัวที่หมู่บ้านมิโลล่วงหน้าได้ เพื่อจับตาดูการแสดงโบราณของหมู่บ้านในระหว่างพิธีเฝ้ายาม”
กล่าวคือ ไม่อนุญาตให้ดูพิธีเฝ้ายามโดยตรง แต่อนุญาตให้ชมการแสดงพื้นฐานที่เป็นส่วนประกอบของพิธีเฝ้ายามได้? ตอนนั้น ‘อุลตร้าแมน’ ‘กวีเร่ร่อน’ กับ ‘นังบ้า’ ก็คงใช้วิธีนี้เข้าใกล้แก่นแท้ของพิธีบูชาทะเล จนกระทั่งสบโอกาสเล่นพิเรนทร์สำเร็จสินะ? ลูเมี่ยนเห็นว่ารูวิโอยอมอ่อนข้อให้ตนมากแล้ว จึงไม่ ‘ยืนกราน’ ข้อเรียกร้องเดิม เพียงกล่าวพร้อมรอยยิ้มว่า
“ตกลง”
โดยไม่รอให้อีกฝ่ายตอบ เด็กหนุ่มเป็นฝ่ายเสนออย่าง ‘มีน้ำใจ’
“ให้ผมพาคุณนายมาร์ตาเดินทางไปหมู่บ้านมิโลวันนี้เลยไหม? ถ้าเป็นเรื่องเจ็บไข้ได้ป่วย เราไม่ควรรอช้า รักษาได้เร็วเท่าไรก็ยิ่งดี”
รูวิโอลังเลเล็กน้อย ก่อนจะตอบหลังจากผ่านไปสองสามวินาที
“แม่ของผมหลับไปแล้ว ช่วงนี้ท่านจะนอนค่อนข้างมาก ถ้าไปปลุกกะทันหันอาจส่งผลเสียต่อร่างกายหรือจิตใจ ไว้เป็นพรุ่งนี้เช้าได้ไหมครับ?”
ขอเวลาเตรียมตัวก่อนสินะ? ลูเมี่ยนพยักหน้าด้วยท่าทีครุ่นคิด
“ไม่มีปัญหา”
เด็กหนุ่มมองลูกาโนที่อยู่ข้างๆ ครู่หนึ่ง แล้วฉุกคิดบางอย่างได้ จึงกล่าวออกไปว่า
“มิสเตอร์รูวิโอ ล่ามของผมคนนี้น่ะ ความจริงเป็นแพทย์ฝีมือฉกาจ และเขาก็ไม่ได้นับถือพระแม่ธรณีหรือสังกัดศาสนาใดเลย ถ้าให้เขาช่วยรักษาแม่ของคุณ ก็คงไม่จำเป็นต้องขออนุญาตจาก ‘ผู้ว่าการแห่งทะเล’ ก่อน”
ลูเมี่ยนเน้นเสียงตรงคำว่า ‘แพทย์’
รูวิโอ·ปาโกแทบไม่เสียเวลาคิด รีบส่ายหน้าทิ้งทันทีพลางกล่าว
“แม่ของผมคือเลือดเนื้อเชื้อไขคนสำคัญที่สุดของผมแล้ว ไม่อยากให้ท่านต้องเสี่ยงโดยไม่จำเป็น”
ความนัยแฝงก็คือ ผมไม่มั่นใจในทักษะทางการแพทย์ของล่ามคุณ จึงไม่คิดจะเอาชีวิตของย่าเฒ่ามาเป็นหนูทดลอง
ความจริงแล้ว ตัวลูเมี่ยนเองก็อยากพาคุณนายมาร์ตาไปหมู่บ้านมิโลมากกว่า เพราะนั่นหมายถึงการได้เจอกับ ‘ผู้ว่าการแห่งทะเล’ คนปัจจุบัน หมายถึงโอกาสในการสืบข้อมูล การที่เขาเสนอให้ลูกาโนช่วยรักษาย่าเฒ่าเมื่อสักครู่ เป็นเพียงการหยั่งเชิงรูวิโอเท่านั้น
ผลของการหยั่งเชิงคือ ในเรื่องนี้ยังมีความลับซุกซ่อนอยู่อีกมาก!
หลังจากตกลงกันว่า พรุ่งนี้เก้าโมงเช้าจะมารับคุณนายมาร์ตากับสาวใช้ของเธอ เพื่อพาไปพบ ‘ผู้ว่าการแห่งทะเล’ ลูเมี่ยนก็พาลุดวิกกับลูกาโนออกจากบ้านเลขที่ 21 ถนนนักบุญลานา โดยมีจอร์เจียเดินมาส่งถึงหน้าประตู
ลูเมี่ยนเอ่ยปากเหมือนไม่ได้ใส่ใจ
“‘ผู้ว่าการแห่งทะเล’ จำเป็นต้องอาศัยอยู่ในหมู่บ้านมิโลเท่านั้นหรือครับ?”
เมื่อจอร์เจียได้ฟังคำแปลจากลูกาโน ก็พยักหน้ารับพร้อมกับตอบ
“ในทุกคืน ‘ผู้ว่าการแห่งทะเล’ ต้องนอนในอาคารที่ใช้ประกอบพิธีเฝ้ายามเท่านั้น ช่วงกลางวันสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ เพียงแต่จะไม่สามารถออกจากท่าเรือซานตา”
อาคารที่ใช้ประกอบพิธีเฝ้ายาม? แก่นแท้ของพิธีเฝ้ายามคือการพา ‘ผู้ว่าการแห่งทะเล’ คนใหม่เข้าสู่คฤหาสน์ เพื่อแทนที่ ‘ผู้ว่าการแห่งทะเล’ คนก่อน และรอรับการแต่งตั้งจาก ‘ทะเล’ อย่างเป็นทางการในวันรุ่งขึ้น? ลูเมี่ยนลองคาดเดาโดยอาศัยปัญญาทางศาสตร์เร้นลับของตน
เด็กหนุ่มถามยิ้มๆ
“การเป็น ‘ผู้ว่าการแห่งทะเล’ มีข้อดียังไงบ้างครับ?”
จอร์เจียฟังจนจบ แล้วเงียบไปสองสามวินาที
“ในวงการประมง รวมถึงในสายตาของพ่อค้าทางทะเลส่วนใหญ่ เขาคือนายกเทศมนตรีตัวจริง”
เธอมิได้ตอบคำถามของลูเมี่ยนตรงๆ แต่เลือกใช้การบอกใบ้แทน
ลูเมี่ยนพยักหน้ารับแผ่วเบา มิได้ถามสิ่งใดเพิ่มเติม เพียงพาลุดวิกกับลูกาโนเดินออกจากประตูรั้วเหล็ก
เดินไปตามถนนใหญ่ที่มีต้นไม้เขียวชอุ่มเรียงรายได้ไม่กี่ก้าว เด็กหนุ่มก็เงยหน้ามองไปทางด้านข้างในมุมสูง
ลูเมี่ยนถอนสายตากลับ แล้วเดินต่อไปเรื่อยๆ จนได้ขึ้นรถม้ารับจ้างที่จอดริมถนน
ผ่านไปสักพัก นกเอี้ยงตัวนั้นก็กระพือปีกบินไป บินอ้อมไปอ้อมมาอยู่สองสามรอบ ก็เริ่มเลี้ยวไปทางตึกหลังหนึ่งซึ่งอยู่ห่างออกไปสองถนน บินเข้าไปในหน้าต่างที่เปิดอยู่
มันเกาะลงบนท่อนแขนของชายวัยกลางคนผู้หนึ่ง แล้วพูดเป็นภาษาที่ราบสูงอย่างชัดถ้อยชัดคำ
“หลุยส์·แบรีไปที่บ้านปาโกอีกแล้ว!”
“อยู่นานเกือบครึ่งชั่วโมง!”
ชายวัยกลางคนผู้นี้สวมเสื้อผ้าสกปรก หน้าตาธรรมดา ผมสีน้ำตาลยุ่งเหยิง คล้ายกับชาวนาจากชานเมือง
หลังจากให้อาหารนกเอี้ยงด้วยเม็ดข้าวที่ทำเองสักสองสามเม็ด เขาก็เอ่ยปาก
“ไปสังเกตการณ์ต่ออีกหน่อย ดูว่าวันนี้รูวิโอ·ปาโกกับจอร์เจียจะออกไปไหนอีกหรือไม่”
เมื่อนกเอี้ยงบินออกไปทางหน้าต่าง ชายวัยกลางคนก็ถอนหายใจยาวพร้อมกับหันตัวกลับ
ทันใดนั้น สายตาของเขาพลังแข็งค้าง เมื่อได้เห็นใครบางคนกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้มีพนักพิงเพียงตัวเดียวในห้อง!
อีกฝ่ายมีเรือนผมสีดำ นัยน์ตาสีเขียว สวมเสื้อเชิ้ตสีขาว เสื้อกั๊กสีดำ กางเกงขายาวสีเข้ม บนศีรษะสวมหมวกสานสีเหลืองทอง
หลุยส์·แบรี!
นักผจญภัยคนดัง หลุยส์·แบรี!
แผ่นหลังของชายวัยกลางคนค้อมลงเล็กน้อย เท้าทั้งสองแบะออกจากกันเล็กน้อย แต่มิได้เคลื่อนไหวอื่นใดไปมากกว่านี้
ลูเมี่ยนเอนกายพิงพนักเก้าอี้ พลางพูดเป็นภาษาอินทิสอย่างสนิทสนม ราวกับเป็นแขกผู้ได้รับเชิญ
“คุณสั่งให้นกตัวนั้นไปสอดแนมอะไร?”
ชายวัยกลางคนนิ่งไปพักหนึ่ง ก่อนจะพูดภาษาอินทิสด้วยสำเนียงแข็งๆ
“ดูว่ามีใครเข้าออกบ้านปาโกบ้าง ดูว่ามีความเคลื่อนไหวที่ผิดปกติบ้างหรือไม่”
“ซื่อสัตย์ดีนี่” ลูเมี่ยนผงกศีรษะพลางชื่นชม “ใครสั่งให้คุณทำ?”
เด็กหนุ่มรู้สึกดีใจที่อีกฝ่ายพอจะพูดอินทิสได้บ้าง ไม่อย่างนั้นคงต้องสื่อสารเฉพาะคำสำคัญ หรือไม่ก็ต้องจับตัวไปให้ลูกาโนช่วยแปล
“ฆวน·โอโร” ชายวัยกลางคนตอบโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
ฆวนโอโร…ประธานสมาคมประมง อดีตผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านมิโลคนนั้นน่ะหรือ? ลูเมี่ยนพูดต่อไปด้วยรอยยิ้ม
“ตรงไปตรงมาดีจังนะ”
ชายวัยกลางคนตอบพลางฝืนยิ้ม
“ผมไม่คิดว่าตัวเองจะแข็งแกร่งกว่า ‘จอมเวทปีศาจ’ หรอกนะ”
“ก็ดี มีเพียงผู้ที่อ่านสถานการณ์ออกและรู้จักประมาณตนเท่านั้น จึงจะมีชีวิตยืนยาวได้” ลูเมี่ยนเปลี่ยนมานั่งไขว่ห้างขวาทับซ้าย “ทำไมฆวน·โอโรถึงต้องสอดส่องบ้านปาโก?”
“ผมไม่ทราบ และไม่จำเป็นต้องทราบด้วย แค่รายงานสิ่งที่ผมเห็นกลับไป ก็ได้รับค่าตอบแทนแล้ว” ชายวัยกลางคนตอบด้วยสีหน้าจริงใจ
ลูเมี่ยนเพ่งมองอีกฝ่ายอยู่สักพักก่อนจะกล่าว
“สัตว์ประหลาดแคระเมื่อคืน เป็นฝีมือพวกคุณหรือ?”
ชายวัยกลางคนชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วจึงค่อยตอบ
“สัตว์ประหลาดแคระอะไร?”
“เมื่อคืนเกิดอะไรขึ้นงั้นหรือ?”
ลูเมี่ยนหัวเราะในลำคอ แล้วลุกขึ้นยืนโดยไม่อธิบาย
“คุณชื่ออะไร?” เด็กหนุ่มถามขณะเดินไปทางประตู
ชายวัยกลางคนลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายก็เลือกที่จะตอบตามจริง
“ซานเชส”
ลูเมี่ยนเปิดประตูแล้วเดินออกไป หายลับไปจากวิสัยทัศน์ของซานเชส
…………
เมื่อกลับมาถึงโรงแรมโซโลว์ ลูเมี่ยนเห็นกระดาษจดหมายพับเป็นรูปสี่เหลี่ยม วางอยู่บนโต๊ะอ่านหนังสือในห้องนอนใหญ่
เด็กหนุ่มคลี่กระดาษออกอย่างชำนาญ และได้พบกับลายมือของมาดามเมจิกเชี่ยนตามคาด
“ที่ฉันไม่อธิบายเกี่ยวกับเสียงที่เธอได้ยิน รวมถึงเศษเสี้ยวอารยธรรมที่เธอเห็น ก็เพราะมันยังมีลำดับสูงเกินไปสำหรับเธอ เพียงแค่ต้องจำเอาไว้ว่า ในซากปรักหักพังโบราณอย่างทรีอาร์ยุคที่สี่ อย่าได้ฟังหรือมองสิ่งใดส่งเดชเป็นอันขาด แล้วอีกอย่าง อย่าลืมตักเตือนเหล่าสหาย ‘จอมเวท’ ของเธอด้วยว่า ห้ามศรัทธาใน ‘ปราชญ์เร้นลับ’ โดยเด็ดขาด เพราะสภาพของพระองค์ตอนนี้ถือว่าผิดปกติอย่างยิ่ง แต่ถ้าแค่รับการปลูกฝังเป็นครั้งคราวยังไม่ถือว่าอันตราย”
หลังจากเผากระดาษทิ้งแล้ว ลูเมี่ยนไตร่ตรองอยู่สักพัก ก่อนจะตัดสินใจ ‘เทเลพอร์ต’ กลับไปยังทรีอาร์เพื่อเล่าให้ฟรังก้าฟังต่อหน้า เผื่อไว้ในกรณีที่เกิดเหตุไม่คาดฝัน จะได้ช่วยเหลือได้ทันท่วงที
…………
กรุงทรีอาร์ เขตหอรำลึก ถนนโอโรเซ อพาร์ตเมนต์ห้อง 702 ของบ้านเลขที่ 9
ในตอนที่ร่างของลูเมี่ยนปรากฏออกมา ฟรังก้ากับจินนากำลังพลิกอ่านเอกสารโบราณหลายฉบับ ที่ไม่รู้ว่าไปรวบรวมมาจากไหน
“นี่! ทำไมคุณถึงไม่ ‘เทเลพอร์ต’ มาที่หน้าประตูแล้วเคาะอย่างมีมารยาทสักหน่อยล่ะ? เล่นโผล่ออกมาแบบนี้ คนเขาใจหายใจคว่ำหมด!” ฟรังก้าเกือบจะรัด ‘ใยแมงมุม’ ที่มองไม่เห็น ซึ่งระโยงระยางอยู่ในห้องมาตลอด
ลูเมี่ยนหัวเราะในลำคอ แล้วจึงเอ่ยปาก
“ด้วยสัมผัสวิญญาณของ ‘แม่มด’ การเทเลพอร์ตมาที่หน้าประตู มันแตกต่างจากการเทเลพอร์ตเข้ามาในห้องยังไง?”
“ทำไมคุณถึงกลับมากะทันหันนักล่ะ?” ฟรังก้าเว้นวรรคสักครู่แล้วพูดต่อ “มาดามเมจิกเชี่ยนอนุญาตให้เล่าเรื่องนั้นได้แล้วหรือ?”
“เรื่องอะไรหรือ?” จินนาถามด้วยความฉงนใจ
เธอลุกขึ้นยืน ทำท่าเหมือนจะเดินออกไป
“ใช่” ลูเมี่ยนตอบคำถามฟรังก้า โดยมิได้ห้ามจินนาที่กำลังเดิน
พอเห็นแบบนั้น ฟรังก้าก็ไม่ได้ห้ามเช่นกัน
เมื่อจินนาเดินเข้าไปในห้องนอนแล้ว ลูเมี่ยนเริ่มกล่าวกับฟรังก้า
“ตอนที่พวกเขาพูดถึงการฝันเห็นทุ่งร้าง มันทำให้ผมนึกถึงเสียงที่เคยได้ยิน และภาพที่เคยเห็นในทรีอาร์ยุคที่สี่ ซึ่งล้วนเกี่ยวข้องกับ ‘ปรมาจารย์สวรรค์’!”
……………………………………………………..