ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 547 ต้นตอความคุ้นเคย
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 547 ต้นตอความคุ้นเคย
ตอนที่ 547 ต้นตอความคุ้นเคย
“เกี่ยวข้องกับ ‘ปรมาจารย์สวรรค์’ หรือ?” ฟรังก้าพลันกระตือรือร้นขึ้นมาทันที
หญิงสาวเริ่มจมอยู่ในห้วงความคิด
“ในทรีอาร์ยุคที่สี่ มีสิ่งที่คุณได้ยินได้เห็น แต่พวกเราไม่ได้ยินไม่ได้เห็นด้วยสินะ?”
เราทุกคนก็อยู่ด้วยกันตลอดเวลานี่นา ยกเว้นช่วงก่อนที่จะมารวมกลุ่มกัน แต่จินนาก็ต้องได้ยินอะไรบ้างสิ!
โดยไม่รอให้ลูเมี่ยนตอบ ฟรังก้าครุ่นคิดสักครู่แล้วจึงเอ่ยปาก
“หรือจะเป็นผลข้างเคียงจากการใช้ ‘เนตรสัตย์จริง’?”
เธอหวนนึกถึงความไม่ปกติของลูเมี่ยนในเวลานั้น
“ใช่” ลูเมี่ยนพยักหน้ารับ พลางดึงเก้าอี้ออกมานั่ง แล้วเริ่มเล่าตั้งแต่ภาพของหินสองก้อนกระทบกัน จนเกิดประกายไฟ ลุกลามไปติดใบไม้แห้งกับกิ่งไม้แห้ง จนถึงตอนที่ตนได้ยินทุกเสียงคำรามว่า ‘ปรมาจารย์สวรรค์’
ฟรังก้ายิ่งฟังก็ยิ่งมีสมาธิ ไม่มีการพูดแทรกเลย นับว่าแตกต่างไปจากทุกที
ในระหว่างนี้ สายตาของหญิงสาวดูเหม่อลอยแปลกๆ ราวกับกำลังหวนนึกถึงอดีต หรือกำลังมองไกลออกไป
เมื่อลูเมี่ยนพูดจบ เธอแน่นิ่งไม่ไหวติงเป็นเวลานาน ดุจดังหุ่นยนต์ที่ถูกกดปุ่มหยุดทำงาน
ผ่านไปสิบกว่าวินาที ฟรังก้าก็เปลี่ยนมานั่งหลังตรง พลางบีบจมูกตัวเองแล้วฝืนยิ้มเล็กๆ
“อย่างที่คิด…ปรมาจารย์สวรรค์เป็นคนจากโลกของฉัน”
“เศษเสี้ยวอารยธรรมที่คุณได้รับ มันดูคล้ายกับประวัติศาสตร์บางช่วงของประเทศฉันเลย แต่ยังแตกต่างกันในบางจุด…บางที มันอาจเป็นประวัติศาสตร์ที่แท้จริงก็ได้ ซึ่งซ่อนอยู่ใต้สิ่งที่ผู้ชนะจดบันทึกเอาไว้”
“ปรมาจารย์สวรรค์ก็พยายามแทรกแซงโลกใบนี้อยู่ โดยมีอิทธิพลอย่างมากในเส้นทาง ‘ผู้ส่องความลับ’ กับ ‘นักปราชญ์’ เหมือนกับที่ราชันสวรรค์นั่นมีต่อเส้นทาง ‘นักทำนาย’ ‘ผู้ฝึกหัด’ และ ‘นักโจรกรรม’ สินะ?”
“กำลังจะบอกว่า ความเสื่อมทรามของพระบางกลุ่มแห่งอารามในหุบเขาลึก รวมถึงสภาวะผิดปกติของ ‘ปราชญ์เร้นลับ’ ล้วนเกี่ยวข้องกับ ‘ปรมาจารย์สวรรค์’ งั้นหรือ?”
ยิ่งฟรังก้าได้พูด ความคิดของเธอก็ยิ่งคมชัด นัยน์ตาสีทะเลสาบเปล่งประกายวาววับทันที
“ผมก็คิดไว้ทำนองนั้นเหมือนกัน” ลูเมี่ยนเห็นด้วยกับคำพูดของฟรังก้า
ฟรังก้าลุกขึ้นยืนทันที แล้วเริ่มเดินวนไปเวียนมาราวกับไม่มีใครอยู่ด้วย พลางทำท่าทางเหมือนกำลังครุ่นคิดว่าต้องสืบสวนประเด็นนี้ในทิศทางใดต่อไป เพื่อค้นหาความจริงเบื้องหลังการข้ามมิติของชาวสมาคมวิจัยลิงบาบูนขนหยิก
พอผ่านไปสักสองสามนาที เธอก็พูดเหมือนกำลังพูดคนเดียว
“ความเชื่อมโยงระหว่างโลกทั้งสองใบดูแน่นแฟ้นกว่าที่คิดไว้มาก ไม่ได้ติดต่อกันผ่านแม่น้ำโลกแห่งความตายนั่นเพียงจุดเดียว…”
“หมายความว่า จะต้องมีร่องรอยการปฏิสัมพันธ์ระหว่างสองโลกหลงเหลืออยู่อีกมาก…”
พูดถึงตรงนี้ ฟรังก้าหยุดเดิน แล้วมองมาทางลูเมี่ยน
“ไว้พวกเราแข็งแกร่งกว่านี้ และสะสมทองคำได้มากพอ ฉันอยากให้คุณอัญเชิญเฉินถูออกมาใหม่ เอ่อ…ฉันหมายถึงเกราะซ่อนเงานั่น ทางนั้นดูจะมีข้อมูลเกี่ยวกับ ‘ปรมาจารย์สวรรค์’ อยู่ไม่น้อยเลย”
“ตกลง” ลูเมี่ยนไม่คัดค้าน
ฟรังก้าพลันเงียบไปอีกครั้ง ดูไม่ออกว่าฉุกคิดสิ่งใดขึ้นมาได้
ผ่านไปสักพัก หญิงสาวหยิบโลหะแผ่นบาง สีทองแดง ออกมาสี่แผ่นแล้วส่งให้ลูเมี่ยน
“นี่คือยันต์ชำนาญภาษาที่คุณอยากได้ แผ่นที่ลวดลายซับซ้อนกว่าใครเพื่อนจะช่วยให้คุณเข้าใจภาษาต่างๆ บนทวีปใต้ ส่วนแผ่นที่เหลือจะมีผลกับภาษาตระกูลฟุซัคโบราณเท่านั้น คาถาเปิดใช้งานคือคำว่า ‘ความรู้’ ในภาษาเฮอร์มิสโบราณ”
เธอกับ ‘หมี’ ส่งมอบสิ่งของให้กันผ่านผู้ส่งสารของมาดามเฮล่า ซึ่งทำงานอย่างขยันขันแข็งมาก
หลังจากลูเมี่ยนจ่ายเงินคืนให้ฟรังก้า ผู้สำรองจ่ายไปก่อน เด็กหนุ่มก็เทเลพอร์ตออกจากกรุงทรีอาร์ กลับไปยังท่าเรือซานตาอีกครั้ง
จินนา ผู้ไม่ได้ยินความเคลื่อนไหวด้านนอกห้องนอนแขกแล้ว บรรจงเปิดประตูอย่างเบามือ แล้วชะโงกหน้าออกมาถาม
“ลูเมี่ยนไปแล้วหรือ?”
“ใช่” ฟรังก้าตอบอย่างไม่มีอารมณ์ร่วมนัก
จินนามองเธอครู่หนึ่ง แต่มิได้ถามถึงบทสนทนาล่าสุด เพียงเปลี่ยนไปชวนคุยเรื่องเอกสารที่เกี่ยวข้องกับสุสานใต้ดินแทน
กลางดึกสงัดในคืนเดียวกัน
ฟรังก้ากลับเข้าห้องนอนของตัวเอง
หญิงสาวมองเครื่องวิเคราะห์ขนาดเล็ก สลับกับเครื่องพิมพ์ดีดที่ด้วยพ่วงเครื่องรับสัญญาณวิทยุ แต่แทนที่จะนั่งลงแล้วเริ่มกิจกรรมสนทนาเหมือนทุกที เธอกลับปีนขึ้นเตียงนอนแทน
หญิงสาวนั่งอยู่กลางเตียงนอน เอนหลังพิงหมอน สองมือกอดเข่าตัวเอง พลางขดร่างกายเป็นก้อนกลม ตามองออกไปยังพระจันทร์สีแดงกับมวลหมู่ดวงดาราด้านนอกหน้าต่าง ด้วยแววตาที่ค่อนข้างเหม่อลอย
เนื้อหาที่ลูเมี่ยนเล่าให้ฟังในวันนี้ ได้ฉุดเธอกลับสู่ความทรงจำสมัยอดีตอีกครั้ง แต่ยิ่งอารมณ์ความรู้สึกสั่นคลอนมากเพียงใด เธอก็ยิ่งไม่อยากแสดงความอ่อนแอต่อหน้าผู้อื่น จึงต้องฝืนข่มความรู้สึกเอาไว้ตลอด แสร้งทำตัวเป็นปกติดี
จนกระทั่งรอบข้างไม่มีใครแล้ว จนกระทั่งค่ำคืนเคลื่อนคล้อยเข้าสู่ความเงียบสงบ จนกระทั่งดวงดาวที่ดูราวกับจะไม่แปรเปลี่ยน เผยโฉมบนท้องฟ้าสูงไกล หญิงสาวจึงยอมถอด ‘เกราะ’ ตัวหนาๆ ออก แล้วปล่อยอารมณ์ให้ดำดิ่งโดยไม่อาจถอนตัว
หลังจากมองออกไปในท่าดังกล่าวอยู่นานสองนาน ฟรังก้าก็ก้มหน้าลงต่ำ ซุกใบหน้าไว้ระหว่างสองหัวเข่า
ในค่ำคืนนี้ เธอฝันเห็นหลายสิ่งหลายอย่าง ฝันถึงไหล่กว้างๆ ที่คอยแบกเธอไปไหนมาไหนแต่วัยเยาว์ ฝันถึงปอยผมสีขาวตรงขมับที่เคยเห็นผ่านๆ ตา ฝันถึงอาหารที่ไม่ได้อร่อยวิเศษวิโส แต่ถูกใจเธอเป็นที่สุด ฝันถึงความรู้สึกอันบริสุทธิ์ผุดผ่องของวัยหนุ่มสาว ฝันถึงตัวเองที่ถูกเรียกว่า ‘ตัวกระตุ้นบรรยากาศ’ กับ ‘คนใจกว้าง’…
ช่วงชีวิตยี่สิบปีนั่น ย้อนกลับมาฉายในรูปแบบเศษเสี้ยวความทรงจำที่ครอบงำสมองของเธอทุกภาคส่วน จนหญิงสาวลืมตาขึ้นเองโดยไม่รู้ตัว พลางซึมซับไอเย็นแผ่วเบาบนใบหน้า โดยไม่อยากขยับเขยื้อนร่างกายไปไหนเลย
ทันใดนั้น เธอฉุกคิดถึงบางสิ่งได้
ก่อนหน้านี้ ณ สุสานใต้ดินชั้น 4 เธอกับจินนาได้พบกับชายคนหนึ่ง ที่ทำให้เธอรู้สึกคุ้นเคยอยู่หลายส่วน
ในตอนนั้น เธอเข้าใจว่าคงเป็นคนรู้จักของเจ้าของร่างเดิม แต่ปัจจุบัน เธอจดจำสาเหตุที่คุ้นเคยได้แล้ว
ชายคนดังกล่าว ดูคล้ายคลึงกับคนจากประเทศเก่าของเธอก่อนข้ามมิติมา!
แม้อีกฝ่ายจะแต่งหน้าด้วยบางสิ่ง จนทำให้ฟรังก้าไม่อาจเชื่อมโยงกันได้ในทีแรก แต่ตอนนี้เธอมั่นใจอย่างยิ่งแล้ว ว่าใบหน้ากับโครงหน้าของอีกฝ่ายแตกต่างจากเชื้อชาติของโลกนี้พอสมควร มันทั้งนุ่มนวลกว่า แถมยังขาดความคมเข้ม!
ทันใดนั้น ฟรังก้าลุกขึ้นนั่ง ครุ่นคิดด้วยความหวาดหวั่นระคนตื่นเต้น
“นอกจากพวกเราที่ข้ามมิติมาแค่วิญญาณ ยังมีคนที่ข้ามมิติมาทั้งร่างกายด้วย?”
“หรือว่ามีคนที่รู้วิธีเดินทางข้ามไปมาระหว่างสองโลกได้อย่างอิสระ?”
…………
หลังมื้อเช้า ลูเมี่ยนเข้าไปในห้องน้ำของห้องนอนหลัก หยิบยันต์ชำนาญภาษาระดับต่ำออกจาก ‘กระเป๋านักเดินทาง’
“ความรู้!” เด็กหนุ่มเปล่งเสียงแผ่วเบาเป็นภาษาเฮอร์มิสโบราณ
ยันต์ที่คล้ายกับสร้างจากทองเหลือง ลุกไหม้ด้วยเปลวไฟสีฟ้าอมเขียวทันที ก่อนจะหายวับไปในพริบตา
ขณะเดียวกัน ลูเมี่ยนพบว่าสมองของตนแจ่มชัดขึ้นอย่างผิดวิสัย ราวกับเพิ่งได้รับความรู้เพิ่มเติมกะทันหัน จนสามารถเข้าใจรากเหง้าของโครงสร้างคำศัพท์จำนวนนับไม่ถ้วน รวมถึงความเชื่อมโยงระหว่างกันด้วย
วันนี้เขาต้องเดินทางไปยังหมู่บ้านชาวประมงที่เก่าแก่ที่สุด และอาจจะได้พบกับ ‘ผู้ว่าการแห่งทะเล’ คนปัจจุบัน จึงมองว่าตนควรฟังภาษาที่ราบสูงออกด้วย เพื่อมิให้พลาดเบาะแสสำคัญ!
ซึ่งผลของยันต์เหล่านี้จะดำรงอยู่นานถึงเจ็ดวัน
เมื่อออกจากห้องนอนใหญ่ ลูเมี่ยนพาลุดวิกกับลูกาโนนั่งรถม้ารับจ้าง แล้วมุ่งหน้าไปยังบ้านเลขที่ 21 ถนนนักบุญลานา เพื่อพบกับย่าเฒ่ามาร์ตาแห่งครอบครัวปาโก
เธอดูไม่เหมือนคนอายุหกสิบกว่า บนใบหน้ามีเพียงรอยตีนกาเล็กๆ ตรงหางตาเท่านั้น ใกล้เคียงกับสตรีวัยต้นห้าสิบเสียมากกว่า โดยที่ดวงตา จมูก ปาก และคิ้ว ล้วนปราศจากร่องรอยแห่งอายุ ยังคงแฝงไว้ด้วยเสน่ห์เฉพาะตัว
ในขณะนี้ คุณนายสูงวัยเจ้าของเรือนผมสีเทาดำ นัยน์ตาสีฟ้าอ่อนผู้นี้ ซึ่งแต่งกายคล้ายหญิงหม้าย สวมหมวกอ่อนแบบเก่าสีเข้ม ใบหน้าซีดเผือดไร้โลหิต กำลังถูกสาวใช้สองคนช่วยพยุงขึ้นมานั่งบนรถม้าสี่ล้อสี่เบาะ
“มิสเตอร์แบรี ขอรบกวนด้วยนะครับ” รูวิโอ·ปาโกพยักหน้าทักทายลูเมี่ยน ผู้ยืนอยู่ข้างรถม้า
เขาเองก็จะร่วมทางไปด้วย เพื่อพามารดาไปพบกับ ‘ผู้ว่าการแห่งทะเล’ ที่หมู่บ้านมิโล
ลูเมี่ยนพาลุดวิกไปหาจอร์เจีย
“ฝากดูแลเขาด้วยนะครับ จนกว่าผมจะกลับจากหมู่บ้านมิโล”
คราวนี้รูวิโอเป็นคนช่วยแปล
จอร์เจียยิ้มพลางกล่าวตอบ
“วางใจได้ ฉันจะเตรียมอาหารให้เขาโดยไม่ขาดตกบกพร่อง”
เธอพบว่าเด็กชายคนนี้กินจุมาก เทียบเท่ากับผู้ใหญ่สองถึงสามคนเลยทีเดียว แต่ในเมื่อเป็นถึงลูกบุญธรรมของนักผจญภัยคนดัง การจะมีความพิเศษสักเรื่องสองเรื่องก็ดูจะไม่แปลกเท่าไร
ลูเมี่ยนไม่กังวลเลยสักนิดว่าลุดวิกจะถูกรังแกภายในบ้านตระกูลปาโก
เด็กหนุ่มแสร้งทำเป็นไม่เข้าใจภาษาที่ราบสูง รอให้ลูกาโนช่วยแปลจนจบแล้วจึงค่อยพูด
“ทุกสองชั่วโมงกินหนึ่งมื้อนะครับ”
กล่าวจบ เขาก็เดินไปนั่งฝั่งขวามือของสารถี โดยไม่ได้นั่งภายในห้องโดยสาร เมื่อลูกาโนเห็นแบบนั้น ก็จำใจต้องทำแบบเดียวกัน ด้วยการเดินไปนั่งฝั่งซ้ายมือของสารถี
ก่อนจะขึ้นมานั่ง เขาได้แปลคำกำชับครั้งสุดท้ายของลูเมี่ยนด้วยสีหน้าเอาจริงเอาจัง
แม้เขาจะไม่ทราบว่าถ้าลุดวิกหิวโซ จะเกิดอะไรขึ้นกับสิ่งแวดล้อมบ้าง แต่เชื่อว่าคงไม่ใช่เรื่องดีแน่นอน จึงเน้นย้ำถึงสองครั้งซ้อน
เมื่อรถม้าค่อยๆ เคลื่อนตัวออกเดินทาง จอร์เจียเพิ่งเอะใจถึงประเด็นสำคัญในคำแปลเมื่อสักครู่
“ทุกสองชั่วโมงกินหนึ่งมื้อ?”
สองชั่วโมง?
รถม้าของตระกูลปาโกแล่นไปบนถนนที่ปูด้วยแผ่นหินสีเทาอ่อน ลูเมี่ยนเอนหลังพิงกับห้องโดยสาร พลางงอขาขวา แล้วเหยียบลงบนขอบเบาะของสารถี
ลูกาโนเหล่มองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ภายในใจรู้สึกกังวลไม่เบาเลย
เขาเองก็เป็นนักล่ารางวัลมากประสบการณ์คนหนึ่ง ย่อมทราบดีว่า เนื้อหาของภารกิจที่ดูธรรมดาไร้พิษภัยเช่นนี้ แต่กลับให้ผลตอบแทนสูงลิบลิ่ว อย่างการอนุญาตให้ซ่อนตัวอยู่ในหมู่บ้านมิโลได้ จะต้องแฝงไว้ด้วยปัญหาบางอย่างแน่นอน
มองดูผู้คนบนท้องถนนที่พกอาวุธเย็นพลางเดินขวักไขว่ ใจของลูกาโนเต้นระรัวอย่างมิอาจหักห้าม ด้วยเกรงว่าจะมีร่างจำนวนมากพุ่งออกมาจากฝูงชน แล้วลงมือโจมตีพวกตนอย่างบ้าระห่ำ
ท่ามกลางแสงแดดอันร้อนแรงของเดือนตุลาคม ท่ามกลางถนนที่ยังไม่แห้งสนิทเพราะเมื่อคืนฝนตกหนัก ลูกาโนรู้สึกกระวนกระวายใจอยู่ตลอดเวลา ได้แต่สวดภาวนาให้ไปถึงหมู่บ้านมิโลโดยไว
เขาแอบชำเลืองไปทางนายจ้างของตนตามสัญชาตญาณ แต่กลับพบว่าลูเมี่ยนกำลังหลับตาอยู่ ดูเหมือนจะนั่งหลับมาได้สักพักแล้ว หมวกสานถูกกดให้ต่ำลง ท่าทางดูผ่อนคลายสบายอารมณ์สุดขีด ปราศจากความตื่นเต้นโดยสิ้นเชิง
ฟู่…มีคนแข็งแกร่งแบบเขาอยู่ด้วยทั้งที คงไม่เกิดปัญหาอะไรขึ้นหรอกน่า…ลูกาโนปลอบใจตัวเองเงียบๆ
รถม้าแล่นไปทางทิศเหนือเรื่อยๆ จนกระทั่งออกจากเมืองท่าซานตา ผ่านไปสักพักก็มาถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ซึ่งหันหลังเข้าหาปลายเทือกเขาดาลีแอช โดยหันหน้าเข้าสู่ท้องทะเลสีคราม
เรือประมงที่นี่กำลังทยอยแล่นออกทะเลไป โดยมีเสียงเพลงอันไพเราะดังขึ้นเป็นระยะ สลับกับเสียงร้องของพวกนกทะเล
อาคารบ้านเรือนในหมู่บ้านมิโลล้วนแฝงไว้ด้วยกลิ่นอายทางประวัติศาสตร์ ผนังด้านนอกบ้างก็มีสีน้ำตาล หรือสีเหลือง หรือสีครีม โดยทั้งหมดก่อด้วยกระเบื้องหิน ครึ่งล่างของผนังดำคล้ำไปแล้ว ส่วนใดเคยทำจากไม้ก็ถูกสับเปลี่ยน แต่ก็ยังมีวัชพืชงอกแซมออกมา
ฝั่งที่ใกล้กับภูเขามีโบสถ์พระแม่ธรณีเล็กๆ ตั้งอยู่ ส่วนฝั่งที่หันเข้าหาท่าเทียบเรือประมง คือคฤหาสน์ของ ‘ผู้ว่าการแห่งทะเล’
คฤหาสน์หลังนี้สูงสี่ชั้นเต็ม ก่อด้วยอิฐสีเทาโดยมีพื้นหลังเป็นสีขาว มียอดแหลม มีหอคอย และมีกระจกสีฟ้าเรียงกันหลายบาน ดูคล้ายกับโบสถ์หรือสถานที่ประกอบพิธีทางศาสนา มากกว่าที่อยู่อาศัยของมนุษย์
เมื่อเห็นว่าพวกตนเดินทางมาถึงจุดหมายอย่างราบรื่น ลูกาโนก็ถอนหายใจยาวเพื่อแสดงความโล่งอก พลางกระโดดลงจากรถม้า ก่อนจะหันไปมองสาวใช้สองคน ที่ช่วยกันพยุงคุณนายสูงวัยมาร์ตา ให้เดินอย่างระมัดระวังไปทางเรือนของ ‘ผู้ว่าการแห่งทะเล’ โดยมีรูวิโอ·ปาโกคอยเดินเคียงข้าง
ทันใดนั้นเอง ลูกาโนได้ยินเสียงของนายจ้างตน
“ลองตรวจสอบอาการของคุณนายสูงวัยคนนั้นหน่อยสิ”
เฮือก…ลูกาโนหันหน้าไปทางลูเมี่ยน ผู้สวมหมวกสานสีเหลืองทอง ซึ่งไม่รู้ว่าย้ายมายืนข้างตนตั้งแต่เมื่อไร แล้วรีบยกมือเคาะหน้าผากตัวเองเบาๆ เพื่อเปิดใช้เนตรวิญญาณ
เขาเพ่งมองด้านหลังของคุณนายมาร์ตาอยู่สองสามวินาที จนกระทั่งอีกฝ่ายหายลับเข้าไปในคฤหาสน์ของ ‘ผู้ว่าการแห่งทะเล’ จึงค่อยขมวดคิ้วแล้วพูดกับลูเมี่ยน
“สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด คือภาวะเสียเลือดมาก พลังชีวิตเหลือน้อยเต็มที…”
ลูกาโนเว้นวรรคครู่หนึ่ง พลางลังเลอยู่สักพักก่อนจะเล่าข้อสรุป
“ดูไม่เหมือนคนป่วย แต่ใกล้เคียงกับคนเจ็บมากกว่า”
……………………………………………………..