ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 548 ‘ผู้ว่าการแห่งทะเล’
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 548 ‘ผู้ว่าการแห่งทะเล’
ตอนที่ 548 ‘ผู้ว่าการแห่งทะเล’
ได้รับบาดเจ็บ? โดนกิ้งก่ากึ่งมนุษย์นั่นทำร้ายมาหรือไง? พอลูเมี่ยนฟังคำวินิจฉัยของลูกาโนจบ ก็ลองคาดเดาผ่านๆ
ขณะนี้ เด็กหนุ่มกำลังยืนอยู่ข้างรถม้า พลางสอดส่องสภาพแวดล้อมรอบคฤหาสน์ของ ‘ผู้ว่าการแห่งทะเล’ อย่างเป็นธรรมชาติ
ตรงนี้อยู่ใกล้กับท่าเรือของหมู่บ้านชาวประมง สามารถมองเห็นเรือที่แล่นออกไปยังทะเลลึก และมองเห็นตาข่ายดักปลาที่ยึดโยงอยู่ตามโขดหิน
ใกล้กับประตูบ้านในย่านเดียวกัน มีสตรีหลายคนกำลังถนอมอาหารทะเลที่จับมาได้ เช่นการทำปลาเค็ม หรือนำไปตากแห้ง ส่วนเด็กๆ ก็วิ่งเล่นอยู่ตามตรอกซอกซอยในหมู่บ้าน ทำกิจกรรมที่เหมาะสมกับวัยตัวเอง
นี่อาจเป็นทัศนียภาพที่แตกต่างจากหมู่บ้านกอร์ตู แต่แก่นสารที่ซ่อนอยู่ถือว่าใกล้เคียงกันมาก
ด้านหน้าคฤหาสน์ของ ‘ผู้ว่าการแห่งทะเล’ เป็นลานกว้างขนาดไม่เล็ก พวกลูเมี่ยนกำลังยืนอยู่ตรงนี้ รอคอยจนกว่าคุณนายมาร์ตากับรูวิโอจะกลับออกมาจากด้านใน
เด็กน้อยหลายคนวิ่งเข้ามาในลาน แล้วยึดครองมุมหนึ่ง พร้อมกับวางเปลือกหอยหลายอันลงไป เพื่อเริ่มเล่นเกมสวมบทบาท
ในบรรดาพวกเขา เด็กที่อายุมากกว่าใคร ซึ่งสวมเสื้อผ้าลินิน กล่าวเสียงดังฟังชัด
“ฉันเป็นผู้ว่าการแห่งทะเล!”
“ฉันเป็นองครักษ์!” “ฉันเป็นแม่” เด็กคนอื่นๆ ต่างขานตอบ
เด็กที่อายุน้อยที่สุด เอ่ยถามอย่างลิงโลด
“แล้วฉันล่ะ? แล้วฉันล่ะ?”
เด็กผู้สวมบทบาทเป็นผู้ว่าการแห่งทะเล ครุ่นคิดอยู่สักพักแล้วตอบ
“เป็นบุตรแห่งทะเลไปก็แล้วกัน”
บุตรแห่งทะเล? คืออะไร? แม้ลูเมี่ยนจะไม่ได้มองไปทางนั้น แต่ก็ตั้งใจฟังบทสนทนาของพวกเด็กๆ
เด็กๆ อายุน้อยแบบนี้ ย่อมไม่มีทางเข้าใจความหมายจริงๆ ของคำศัพท์ที่ตัวเองพูด ทำให้ปราศจากจิตสำนึกในการรักษาความลับ อีกทั้ง พวกผู้ใหญ่ในหมู่บ้านมิโลก็ไม่ได้ระวังตัวต่อหน้าเด็กๆ จนอาจเผลอพูดข้อมูลสำคัญออกมาในชีวิตประจำวัน พอพวกเด็กๆ ได้ยินก็จำมาพูดกับเพื่อนโดยไม่ได้คิดอะไร
เมื่อครั้งลูเมี่ยนยังอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านกอร์ตู กลยุทธ์ที่ช่วยให้เขาล่วงรู้ความลับของครอบครัวต่างๆ ในหมู่บ้าน คือการล่อลวงให้พวกเด็กๆ พูดออกมาเองผ่านการละเล่นต่างๆ จนกระทั่งเด็กเหล่านั้น ‘แบ่งปัน’ เรื่องราวในครอบครัวจากมุมมองและความเข้าใจของตัวเอง
หลังจากยืนฟังเด็กน้อยคุยเล่นกันอยู่สักพัก พลางคำนวณเวลาในใจ ลูเมี่ยนก็กดหมวกสานสีเหลืองทองบนศีรษะ แล้วเดินไปทางประตูใหญ่ของคฤหาสน์ผู้ว่าการแห่งทะเล
ลูกาโนเห็นดังนั้น ก็พลันตกตะลึงไปชั่วขณะ พร้อมกับรีบร้อนไล่ตามไป
ด้านหน้าประตูของอาคารที่เหมือนกับโบสถ์หรือสถานที่ประกอบพิธีกรรม มี ‘องครักษ์’ สองคนแต่งกายด้วยเครื่องแบบสีน้ำตาลอมเขียว ถือปืนยาวคนละกระบอก ตามองมาทางลูเมี่ยน
“หยุด!” ‘องครักษ์’ ตะโกนเสียงดัง
ลูเมี่ยนยังคงเดินต่อไปโดยไม่แยแส พลางกล่าวเป็นภาษาอินทิสอย่างไม่ยี่หระ
“ผมฟังไม่ออกว่าพวกคุณกำลังพูดอะไร”
ทันใดนั้น ‘องครักษ์’ ทั้งสองก็ยกปืนยาวประทับบ่า เล็งปากกระบอกใส่ผู้มาเยือนที่สวมหมวกสานสีเหลืองทอง
ลูกาโนรีบแปลอย่างตื่นตระหนก
“พวกเขาไม่ให้ท่านเข้าไป”
ลูเมี่ยนเพิกเฉยคำพูดของไกด์ตัวเอง ถึงแม้จะไม่ได้เร่งฝีเท้า แต่ก็มิได้ชะลอให้ช้าลง ยังคงเดินดุ่มเข้าใกล้อาคารสีขาวที่ก่ออิฐสีเทา
นัยน์ตาสีฟ้าอ่อนของ ‘องครักษ์’ ทั้งสองฉายแววโหดเหี้ยมทันที พร้อมกับใช้นิ้วกดไกปืน
ทันใดนั้นเอง ชายผู้มาเยือน ซึ่งสวมหมวกสานสีเหลืองทอง ก็อันตรธานไปจากวิสัยทัศน์ของพวกเขา
หายลับไปท่ามกลางเงาสีดำ ที่เกิดจากแสงแดดส่องกระทบกับตัวอาคาร
วินาทีถัดมา ที่ด้านหลังของพวกเขา ร่างของลูเมี่ยนได้โผล่ออกจากเงาตรงมุมหนึ่งบนโถงทางเข้า แล้วย่างกรายต่อไปเรื่อยๆ
ราวกับว่า ระยะทางในช่วงนั้นถูกลบหายไป
‘องครักษ์’ ทั้งสองนับว่ามีประสาทสัมผัสแม่นยำ จึงรีบหันกลับไปมองด้านหลัง ทว่า ลูเมี่ยนได้เข้าไปในตัวอาคารเรียบร้อยแล้ว มิได้อยู่ในเขตโถงทางเข้าเหมือนเมื่อครู่
ลูกาโนทำได้เพียงยืนเหม่ออยู่ด้านนอก ไม่แน่ใจว่าควรเสี่ยงชีวิตตามเข้าไปทำหน้าที่ล่ามดี หรือควรคำนึงถึงความปลอดภัยของตัวเองเป็นอันดับแรกดี
หลังจากพ้นโถงทางเข้ามาได้ ลูเมี่ยนพบว่าพื้นที่ตรงหน้าดูลึกลับแลมืดมิด แม้ว่าโดมเพดานจะสูงถึงสิบกว่าเมตร แต่กลับมอบความรู้สึกห่างไกลเหมือนไม่มีวันเอื้อมถึง ตามผนังสีฟ้าน้ำทะเลเต็มไปด้วยภาพนูนต่ำหลายแบบ หาใช่ประติมากรรมทางศาสนาอย่างรูปปั้นเทวทูตหรือนักบุญที่มักพบเห็นได้ทั่วไป แต่กลับเป็นสิ่งมีชีวิตทางทะเล เช่นปลาดาว ปะการัง รวมถึงสัตว์น้ำนานาชนิด ทั้งปลา กุ้งมังกร และปู
แทบจะในเวลาเดียวกัน ลูเมี่ยนรู้สึกว่าภาพนูนต่ำเหล่านี้กลายเป็นมีชีวิตขึ้นมา แล้วจ้องมองมาทางตนด้วยสายตามุ่งร้าย
ไม่ใช่ พวกมันไม่ได้มีชีวิต สิ่งที่คล้ายกับมีชีวิตขึ้นมาคือตัวอาคารทั้งหลัง ซึ่งต่อต้านผู้บุกรุกที่ไม่ได้รับเชิญโดยสัญชาตญาณ ด้วยการสร้างแรงกดดันซ้อนทับหลายชั้น
ทันใดนั้น ฝีเท้าของลูเมี่ยนพลันหนักอึ้ง ประหนึ่งต้องแบกข้าวสารหนักหลายร้อยกิโลกรัมไว้บนหลัง
ในขอบเขตการมองเห็นของเด็กหนุ่ม ย่าเฒ่ามาร์ตาแห่งตระกูลปาโก กำลังคุกเข่าคำนับโดยแนบสองเท้าชิดกัน ส่วนรูวิโอ·ปาโกยืนห่างออกไปเล็กน้อย
สาวใช้ทั้งสองก็กำลังคุกเข่าคำนับเช่นกัน แต่หันหลังให้มาร์ตากับรูวิโอ หันหน้าเข้าหาโถงทางเข้า ประหนึ่งไม่กล้าจ้องมองบุคคลสำคัญบางคนตรงๆ
ในจุดที่ตรงกับยอดโดมอันสูงลิบ บนพื้นถูกปูด้วย ‘พรม’ ที่ทำจากหนังปลา บนพรมมีชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังนอนหงายอยู่ แต่งกายด้วยเสื้อคลุมสีขาวแบบโบราณ พลางใช้ศอกทั้งสองข้างค้ำยันร่างกายท่อนบนไว้ พร้อมกับจ้องมองมาร์ตาผู้กำลังคุกเข่าคำนับใกล้ๆ โดยไม่พูดไม่จา
บน ‘พรม’ ผืนดังกล่าวยังมีหญิงงามอีกสี่คน ทุกคนสวมชุดกระโปรงยาวสีสันสดใส คนหนึ่งคุกเข่าอยู่ด้านหลังชายหนุ่ม ทำหน้าที่ประหนึ่งหมอนอิง อีกคนกำลังบรรจงปอกองุ่นพันธุ์ที่สุกช้า แล้วนำเนื้อผลไม้ใสๆ มาป้อนตรงริมฝีปากชายหนุ่ม ส่วนอีกสองคนถือถาดที่วางอาหาร เครื่องดื่ม รวมถึงผ้าเช็ดตัวอยู่คนละฝั่ง ท้องของพวกเธอนูนป่องออกมาอย่างเห็นได้ชัด แผ่รัศมีแห่งมารดาอันเจิดจ้า
เมื่อเห็นลูเมี่ยนบุกรุกเข้ามา ชายหนุ่มคนนั้นออกอาการตกใจเล็กๆ ก่อนจะพยุงตัวขึ้นมานั่งทันที แล้วเอนหลังพิงอ้อมกอดของหญิงสาวด้านหลัง
รูวิโอตระหนักถึงความผิดปกติ จึงหันกลับมามอง และได้พบกับนักผจญภัยคนดัง หลุยส์·แบรีที่ตนจ้างมาเอง
ม่านตาของเขาเบิกกว้างทันที รีบพูดเป็นภาษาอินทิสว่า
“คุณเข้ามาได้ยังไง?”
ลูเมี่ยนจึงหยุดฝีเท้า พลางยิ้มแล้วตอบ
“ผมเป็นนักผจญภัยที่มีจรรยาบรรณวิชาชีพ พวกคุณอยู่ข้างในกันนานเกินไปแล้ว ผมจึงเป็นห่วงความปลอดภัย”
ขณะกล่าว เด็กหนุ่มสัมผัสได้ว่า ตามจุดต่างๆ ของอาคารหลังนี้ คล้ายกับมีสายตาจดจ้องมองมา ซึ่งล้วนแฝงไว้ด้วยจิตมุ่งร้าย
รูวิโอนิ่งไปสักพัก ก่อนจะกล่าว
“ไม่ต้องเป็นห่วงครับ คุณแค่ไปรออยู่ข้างนอก จนกว่าพวกเราจะออกไปก็พอ”
“ตกลง” ลูเมี่ยนอมยิ้มพลางหันหลังกลับ แล้วเดินอย่างไม่รีบร้อน ตรงไปยังโถงทางเข้า
เด็กหนุ่มทำราวกับว่า สายตาอันตรายเหล่านั้นไม่มีอยู่จริง
เมื่อกลับถึงโถงทางเข้า สิ่งที่รอต้อนรับเขาอยู่คือ ‘องครักษ์’ สองคนนั้น พร้อมด้วยปืนยาวในมือ
ลูเมี่ยนไม่แม้แต่จะชายตามอง เพียงเดินผ่านพวกเขาไปเลย
สีหน้าของสอง ‘องครักษ์’ เปลี่ยนไปอยู่หลายครั้ง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ยิงออกมา ยอมปล่อยให้ลูเมี่ยนเดินออกจากคฤหาสน์ของผู้ว่าการแห่งทะเลไป
ลูกาโนแอบถอนหายใจอย่างโล่งอก เพราะจนถึงเมื่อครู่ เขากังวลมาตลอดว่าตัวเองจะถูกชาวบ้านมิโลตามล่า
แม้เขาจะเป็นผู้วิเศษ แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับทหารติดอาวุธ และไม่ใช่แค่หนึ่งคน ก็ย่อมต้องหวาดกลัวบ้างเป็นธรรมดา
เขาชำเลืองมองลูเมี่ยนครู่หนึ่ง แต่ไม่กล้าถามถึงเหตุผลที่นายจ้างของตนบุกรุกเข้าไป
ลูเมี่ยนกลับไปนั่งข้างสารถีตามเดิม โดยนำขาทั้งสองเข้ามาในตัวรถ ข้างหนึ่งห้อยลง อีกข้างชันเข่าพร้อมกับใช้แขนขวากอดไว้
ผ่านไปอีกเกือบสิบนาที รูวิโอ·ปาโก กับมารดาของเขา มาร์ตา ผู้มีสาวใช้คอยประคองเดิน เกาะกลุ่มกันออกมาจากคฤหาสน์ที่คล้ายโบสถ์หลังนี้
รูวิโอมองลูเมี่ยนด้วยสายตาลุ่มลึก ก่อนจะกล่าว
“ไปกันเถอะครับ ‘ผู้ว่าการแห่งทะเล’ ยินยอมให้แม่ของผมเข้ารับการรักษากับทางศาสนจักรแล้ว”
ชายหนุ่มนั่นคือ ‘ผู้ว่าการแห่งทะเล’ คนปัจจุบันจริงหรือ? ดูอ่อนแอเกินไป แถมยังแสดงอาการตื่นตระหนกเล็กๆ ให้เห็น คนแบบนี้จะคอยคุ้มครองชาวประมง คอยคุ้มครองพ่อค้าทางทะเลแห่งเมืองท่าซานตาไปตลอดทั้งปีได้หรือ? หืม…หรือว่าตัวเขาเองไม่มีพลัง แต่มีสัญลักษณ์พิเศษบางอย่างอยู่กับตัว? หรือไม่ก็…การเล่นพิเรนทร์ของพวก ‘วันเอพริลฟูล’ เมื่อปีกลาย ทำให้พิธีบูชาทะเลล่มไม่เป็นท่า จนผู้ว่าการแห่งทะเลคนนี้อดได้รับพรคุ้มครอง หรือไม่ถูกแต่งตั้งจากทะเล แต่พวกคณะกรรมการสมาคมประมงกลัวว่าจะเกิดความโกลาหล จึงคอยปิดบังเรื่องนี้อย่างมิดชิด โดยยังทำเหมือนว่าเขาคือผู้ว่าการแห่งทะเลตัวจริง? ชายคนนั้นจะต้องรู้อย่างแน่นอน ว่าเกิดอะไรขึ้นกับพิธีบูชาทะเลในปีก่อน…ลูเมี่ยนผงกศีรษะครุ่นคิด
“แล้วต้องขอบคุณความรักจากพระแม่ หรือขอบคุณคำอนุญาตของ ‘ผู้ว่าการ’ ดีล่ะ?”
รูวิโอไม่ตอบ เพียงเดินตามมารดาเข้าไปในรถม้า
ลูกาโนรีบนั่งลงอีกฝั่งของสารถี พลางมองม้าหมุนตัวเล็กน้อยเพื่อเปลี่ยนทิศทาง จนกระทั่งรถม้าแล่นห่างออกจากคฤหาสน์ของผู้ว่าการแห่งทะเล
ฟู่…ลูกาโนกล่าวด้วยความรู้สึกจากก้นบึ้ง
“งานนี้ก็ไม่อันตรายเท่าไรนี่นา…”
ไม่มีสิ่งใดผิดปกติเกิดขึ้นเลย ยกเว้นเรื่องที่นายจ้างของตน ฝืนบุกรุกเข้าไปในคฤหาสน์ของผู้ว่าการแห่งทะเล
ลูเมี่ยนหัวเราะในลำคอ ก่อนจะกล่าว
“นั่นเป็นเพราะฉันอยู่ที่นี่ด้วยไง”
“ถ้ามีแค่นายคนเดียว ไอ้พวกที่คอยแอบดูอยู่ในความมืด ก็คงโผล่ออกมาทักทายสักคำสองคำแล้วล่ะ”
ขณะลูกาโนปิดปากเงียบ ก็เห็นนายจ้างของตนชี้นิ้วไปทางคฤหาสน์ของผู้ว่าการแห่งทะเล ซึ่งดูคล้ายกับโบสถ์มากกว่า แล้วพูดเป็นภาษาที่ราบสูงทีละคำ
“ระเบิด…ทิ้ง…ซะดีไหม?”
ลูกาโนพลันสะดุ้งเมื่อได้ยิน ขนลุกซู่ไปหมดทั้งตัว
เขามองสารถีที่กำลังทำหน้าตกตะลึง แล้วรีบเตือนนายจ้างเป็นภาษาอินทิส
“ถ้าทำแบบนั้น คงได้ถูกคนทั้งเมืองท่าซานตาไล่ล่าเอาแน่”
ลูเมี่ยนอมยิ้มพลางถอนสายตากลับ โดยไม่มีคำพูดใดถูกเอ่ยหลังจากนั้น
ในวินาทีนี้ ลูกาโนเพิ่งจะเริ่มเข้าใจความหมาย
นายจ้างของตนกำลังหยั่งเชิงอยู่!
ไม่อย่างนั้น ทำไมเขาถึงต้องพูดประโยคดังกล่าวด้วยภาษาที่ราบสูง ซึ่งตัวเองยังไม่ชำนาญ?
นี่คือการหยั่งเชิงเพื่อดูอากัปกิริยาของสารถี กับคุณนายมาร์ตาที่อยู่ในห้องโดยสาร!
แน่นอน ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะอาการของมาร์ตาไม่สู้ดีนัก มีเสียงร้องโอดโอยดังออกมาเป็นระยะ
รถม้าแล่นไปตามเส้นทางสำหรับออกจากหมู่บ้านมิโล แต่ทันใดนั้น สารถีพลันรีบดึงบังเหียนเพื่อให้ม้าทั้งสองตัวหยุดลาก
นั่นเพราะมีชายชราคนหนึ่ง ยืนถือไม้เท้าสีดำ ขวางหน้ารถเอาไว้
เรือนผมของเขามีสีดำเข้มแซมขาว นัยน์ตาสีครามดุจดังน้ำทะเล แต่งกายด้วยเสื้อผ้าชาวประมงที่พบเห็นได้ทั่วไปในหมู่บ้านมิโล บนใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอยร่องลึก ราวกับจะหนีบยุงตายได้เลย
“มิสเตอร์โอโร…” คนขับรถพึมพำเสียงแผ่วเบา ใบหน้าเผยความตึงเครียดอย่างเห็นได้ชัด สองมือสองเท้าหาที่วางไม่ถูก
ฆวน·โอโร? ประธานสมาคมประมง อดีตผู้ใหญ่บ้านของหมู่บ้านมิโล? ลูเมี่ยนขยับท่านั่งขณะเริ่มเข้าใจความเป็นไป
ฆวน·โอโรถูกพยุงโดยชายหนุ่มคนหนึ่ง ซึ่งมีหน้าตาละม้ายคล้ายเขาอยู่หลายส่วน พลางอาศัยไม้เท้าค่อยๆ ย่ำเข้ามาใกล้รถม้าของตระกูลปาโก
รูวิโอกับมาร์ตาที่อยู่ในรถ ยังคงไม่พูดอะไรสักคำเดียว
ทันใดนั้น หน้าผากของฆวน·โอโรก็ถูกจ่อด้วยปืนลูกโม่ โดยที่ลำกล้องเย็นเยียบแนบชิดกับเนื้อหนังของเขา
ลูเมี่ยนเชิดคางเล็กน้อย จ้องหน้าประธานสมาคมประมงผู้นี้ แล้วถามด้วยสีหน้าสงบนิ่งเป็นภาษาอินทิส
“ใครอนุญาตให้เข้าใกล้รถม้าคันนี้?”
……………………………………………………..