ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 551 ประดังกันเข้ามา
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 551 ประดังกันเข้ามา
ตอนที่ 551 ประดังกันเข้ามา
ลูเมี่ยนมองร่างของโนเอเลียหายลับไปตามระเบียงทางเดิน ในใจคิดว่าตนเองควรเพิ่มวลีติดปากสักประโยคหรือไม่ — ‘พวกชาวเฟเนพ็อตเนี่ยนะ’
ทว่า น้ำใจอันดีงามของโนเอเลียก็ช่วยเตือนสติเขาว่า การสืบสวนพิธีบูชาทะเลอาจไม่ง่ายดายอย่างที่คิด อันตรายแฝงเร้นมีระดับสูงเสียจนศาสนจักรพระแม่ธรณีต้องให้ความสำคัญ
แต่สำหรับลูเมี่ยนแล้ว ภยันตรายต่างๆ นานาคือสิ่งที่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เขาแค่ไม่แตะต้องมันโดยไม่จำเป็น
สืบเนื่องมาจาก จุดประสงค์อันแท้จริงของเขามิใช่การสืบสวนหาความจริงของพิธีบูชาทะเล หรือยุติอิทธิพลของพิธีกรรมที่มีต่อท่าเรือซานตา รวมทั้งมิใช่การช่วยผู้คนมากมายในเมือง ให้รอดพ้นจากเส้นบางๆ ที่จะกลายเป็นสัตว์ประหลาด ความปรารถนาของเด็กหนุ่มมีเพียงแค่ ค้นหารายละเอียดเกี่ยวกับการเล่นพิเรนทร์ในวันเอพริลฟูล เพื่อแกะรอย ‘อุลตร้าแมน’ กับ ‘กวีเร่ร่อน’ แล้วไล่สังหารพวกเขาทีละคน สำหรับสารพันปัญหาและฝีหนองเรื้อรังในเมืองท่าซานตานั้น เขาไม่จำเป็นต้องแทงให้แตก เพียงแค่ถอนตัวออกมาให้ทันท่วงทีก็พอ
การซ่อนเร้นจุดประสงค์ที่แท้จริงของตนเองนั้น คือหนึ่งในกฎเกณฑ์ของลูเมี่ยน ในการสวมบทบาทเป็นนักวางแผน!
วิธีนี้จะทำให้ผู้อื่นคาดเดาทิศทางของเขาไม่ได้ในช่วงเวลาสำคัญ ส่งผลให้ตอบสนองผิดพลาดไปด้วย
เมื่อปิดประตูห้องลง ลูเมี่ยนถือหมวกสานสีเหลืองทอง ทรุดกายลงบนเก้าอี้เอนหลัง ใบหน้าฉายแววยิ้มน้อยๆ ขณะจับจ้องไปยังโถงทางเดิน พลางเอ่ยกับตัวเองอย่างเงียบเชียบด้วยความสนอกสนใจ
“ผู้ใดหนอ จะเป็นคนถัดไปที่มาให้ข้อมูล?”
“จะเป็นรูวิโอ·ปาโก ผู้ซึ่งไม่ชอบหน้าสาวใช้แห่งทะเลอย่างชัดแจ้ง แถมยังรังเกียจเรื่องราวเหล่านี้ หรือจะเป็นตระกูลพวกนั้น ที่สูญเสียตำแหน่งกรรมการสมาคมประมงมาหลายปีแล้ว?”
ภายใต้แสงอาทิตย์อันเจิดจ้าที่ส่องผ่านหน้าต่างเข้ามา ลูเมี่ยนถือโอกาสที่ตนยังอยู่ในสภาวะเชี่ยวชาญภาษาที่ราบสูง รีบพลิกเปิดอ่านตำราเรียนที่ซื้อมา หวังว่าจะจดจำร่ำเรียนภาษานี้ให้ได้มากเข้าไว้ ไม่อาจปล่อยให้ฤทธิ์ของยันต์หมดลง โดยที่สมองของตนไม่เหลือร่องรอยความรู้ใดๆ ไว้เลย
ราวหนึ่งชั่วโมงผ่านไป เสียงฝีเท้าแปลกหูดังมาตามโถงทางเดิน
ก๊อกก๊อกก๊อก! เสียงเคาะประตูห้องของเขาดังขึ้นอีกครั้ง
“ใคร?” ลูเมี่ยนเอ่ยถามด้วยภาษาที่ราบสูงอันแสนเรียบง่าย
หนังสือที่เราสั่งซื้อ? เราเคยสั่งซื้อหนังสือเมื่อไร? ลูเมี่ยนครุ่นคิดพลางลุกขึ้นยืน เปิดประตูรับหนังสือเล่มหนึ่งจากมือชายชราผู้นั้น
หนังสือเล่มนี้ห่อมาอย่างประหยัด แต่มีสีสันฉูดฉาดยิ่งนัก
ชื่อหนังสือคือ ‘ท่องเที่ยวรอบเฟเนพ็อต’
ลูเมี่ยนแสร้งทำเป็นอ่านชื่อหนังสือที่เขียนด้วยภาษาที่ราบสูงไม่ออก แล้วยิ้มเยาะตนเองพลางกล่าว
“คงต้องรอให้ล่ามกลับมาเล่าให้ฟังแล้วล่ะ หากเพียงอาศัยพจนานุกรมอย่างเดียว ถึงเราจะออกจากเฟเนพ็อตไปแล้ว เกรงว่าก็คงยังอ่านมันไม่จบเล่ม”
เฒ่าออตตาแสดงความเข้าอกเข้าใจ
“ครั้งแรกที่ผมมาถึงท่าเรือซานตา พวกเรามีพจนานุกรมภาษาอินทิส-ภาษาที่ราบสูงแค่หนึ่งเล่ม แต่ต้องแบ่งกันเจ็ดแปดคน ไม่มีใครกล้าออกไปข้างนอกตามลำพัง แต่เมื่ออยู่ไปสักระยะ ค่อยๆ บังคับตัวเองให้สื่อสารกับคนท้องถิ่น บทสนทนาง่ายๆ ก็เริ่มกลายเป็นคล่องแคล่ว อันที่จริง ภาษาที่ราบสูงกับภาษาอินทิสถือว่าคล้ายคลึงกันอยู่หลายส่วนทีเดียว”
ลูเมี่ยนคุยอะไรเรื่อยเปื่อยกับเฒ่าออตตาอีกสองสามประโยค แล้วถือหนังสือ ‘ท่องเที่ยวทั่วเฟเนพ็อต’ หมุนตัวกลับเข้าห้อง ทรุดกายลงบนเก้าอี้เอนหลังอีกครั้ง
ทันใดนั้น เด็กหนุ่มพลิกหนังสือกลับด้าน ถือมันในสภาพคว่ำไว้ มือจับอยู่ตรงสันหนังสือ แล้วเขย่าอย่างต่อเนื่อง
กระดาษขาวแผ่นหนึ่งที่พับครึ่ง ร่วงออกมาจากภายใน
ลูเมี่ยนยื่นมือรับไว้ แล้วสะบัดข้อมือ คลี่กระดาษขาวแผ่นนั้นออก
บนกระดาษเขียนด้วยภาษาอินทิส ใจความว่า
“สาวใช้แห่งทะเลก็เช่นกัน ไม่ได้รับอนุญาตให้ออกจากท่าเรือซานตา ไม่อาจแต่งงานกับคนต่างถิ่น แต่ตลอดหลายปีมานี้ ย่อมมีข้อยกเว้นเสมอ”
“สตรีชาวเฟเนพ็อตล้วนหลงใหลในความโรแมนติก ไขว่คว้าหารักแท้ก่อนเข้าพิธีสมรส ชาวเมืองท่าซานตาก็มิได้ต่างกัน ตลอดพันกว่าปีที่ผ่านมา มีสาวใช้แห่งทะเลนับไม่ถ้วนที่เลือกหนีจากไป เพื่อยืนหยัดในความรักหรือเสรีภาพของตน ในบรรดาพวกเธอ มีผู้ประสบความสำเร็จอยู่ราวสามสี่สิบราย ครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน สาวใช้แห่งทะเลผู้นั้นสมรสกับชายชาวอินทิส ให้กำเนิดลูกสาวหนึ่งคน บัดนี้ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร เพราะสมาคมประมงยังคงไล่ล่าเธอไม่หยุดหย่อน”
“ลูกสาวของเธอชื่อว่านอร์ฟี คุณน่าจะรู้จัก เธอได้กลับมายังท่าเรือซานตาแล้ว”
นอร์ฟี? คนรักของบาร์ทเนอร์·คอนเต้? ที่แท้ก็เป็นลูกสาวของสาวใช้แห่งทะเลนี่เอง อีกทั้งยังพา ‘สหาย’ กลับมายังท่าเรือซานตาเพื่อรอชมพิธีบูชาทะเลด้วยกัน…ครั้นลูเมี่ยนอยู่บนสกุณาโบยบิน บางคราวก็รู้สึกว่านอร์ฟีมีเรื่องในใจ แต่ก็ไม่คิดว่าเธอจะเชื่อมโยงกับพิธีบูชาทะเลอย่างลึกซึ้งถึงเพียงนี้
เรื่องนี้ทำให้เขาเริ่มสงสัย ถึงจุดประสงค์อันแท้จริงของนอร์ฟีในการกลับมายังเมืองท่าซานตา ส่วนผู้ชายคนนั้น บาร์ทเนอร์·คอนเต้ อาจพลอยได้เผชิญฝันร้ายเพราะความรักก็เป็นได้
ลูเมี่ยนเลื่อนสายตาลง อ่านย่อหน้าสุดท้าย
“เมื่อออกจากน่านน้ำแห่งนี้ ออกจากเมืองท่าซานตาไป ความมหัศจรรย์อันเกิดจากพิธีบูชาทะเลจะเสื่อมฤทธิ์เดชลงมาก ในกรณีที่เป้าหมายอยู่ในเขตอื่น สมาคมประมงมักจะทำได้เพียงว่าจ้างนักผจญภัย นักล่าค่าหัว และนักลอบสังหารมืออาชีพมาจัดการเท่านั้น”
ประโยคนี้กำลังบอกเราอยู่หรือ ว่าถึงแม้จะก่อเรื่องวุ่นวาย ถึงแม้จะสืบสวนพิธีบูชาทะเล ขอเพียงเราสามารถหลบหนีออกจากท่าเรือซานตาสำเร็จ หนีไปให้ไกลจากน่านน้ำแห่งนี้ได้ พวกคนของสมาคมประมงก็จนปัญญาจะตามรังควานแล้ว? ลูเมี่ยนไม่ทราบว่าใครเป็นผู้ส่งกระดาษแผ่นนี้มา เพราะยังไม่คุ้นเคยกับลายมือของผู้คนในเมืองท่าซานตามากนัก แต่อย่างน้อยก็สัมผัสได้อย่างชัดเจน ถึงความปรารถนาและความคาดหวังของอีกฝ่าย
เปลวไฟสีแดงฉานลุกโชนขึ้นมา แผดเผาแผ่นกระดาษขาวที่เต็มไปด้วยตัวอักษรให้มอดไหม้ ส่วนลูเมี่ยนก็เอนกายลงพิงพนัก พลางจิบไวน์มันซานแห่งราชอาณาจักรเฟเนพ็อต — เครื่องดื่มชนิดหนึ่งที่ไม่ผสมน้ำ ผลิตจากองุ่นขาวในแหล่งกำเนิดเฉพาะ พลางใช้มือข้างหนึ่งพลิกหน้าหนังสือ ‘ท่องเที่ยวทั่วเฟเนพ็อต’ ซึ่งเขียนด้วยภาษาที่ราบสูงอย่างเกียจคร้าน
ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้สรรเสริญอาหารท้องถิ่น รวมถึงเนื้อวัว แกะ และหมูแห่งราชอาณาจักรเฟเนพ็อตอย่างไม่ขาดปาก ทว่ากลับดูแคลนยาสูบแห่งดินแดนนี้ ทัดเทียมกับการสูบพริกโดยตรงก็มิปาน
ครู่หนึ่งผ่านไป ลูกาโนพาลุดวิกกลับมายังห้องชุด มือถือของกินเล่นริมทางมากมาย อาทิ ปลาหมึกย่าง ไตแกะย่าง ปลาทอด มันฝรั่งทอด ไข่เจียวข้าวโพด และหมูย่างม้วน
ลูเมี่ยนวางหนังสือ ‘ท่องเที่ยวทั่วเฟเนพ็อต’ ลง แล้วลุกขึ้นกล่าวกับลูกาโน
“พรุ่งนี้นายอย่าลืมปลอมตัวไปรับบัตรประจำตัวใหม่ของพวกเรา อีกอย่าง สองวันนี้ให้สืบดูด้วยว่าบาร์ทเนอร์·คอนเต้อยู่ที่ใด ฉันอยากแวะไปชวนเขาดื่ม”
“ด…ได้ครับ” ลูกาโนไม่เข้าใจว่า นายจ้างของตนนึกครึ้มอะไรถึงได้อยากพบนักผจญภัยผู้แต่งกายประณีตคนนั้น แต่เชื่อว่าคงมิใช่เพียงเพื่อชวนดื่มเหล้าอย่างที่ว่าแน่
“ฉันจะออกไปเดินเล่น จะกลับมาก่อนมื้อค่ำ”
“ท…ท่านต้องการล่ามหรือไม่?” ลูกาโนถามออกไปด้วยสัญชาตญาณ
ลูเมี่ยนยิ้มน้อยๆ
“เพียงแค่เดินเล่น ทำความเข้าใจภูมิประเทศรอบๆ ไม่จำเป็นต้องสื่อสารกับผู้ใด”
“อย่ากังวลไปเลย ฉันไม่หลงทางหรอก”
ลูกาโนตอบรับด้วยเสียง ‘อืม’ โดยไม่ซักไซ้ต่อ
เขาเชื่อมั่นว่า ด้วยทักษะภาษากายของนายจ้าง การสื่อสารง่ายๆ กับผู้คนคงไม่ใช่ปัญหา
ออกจากโรงแรมโซโลว์แล้ว ลูเมี่ยนก้าวเดินไปตามถนน ด้วยท่วงท่าราวกับกำลังเดินกินลมชมวิว
เขากำลังเปิดโอกาสให้กับเหล่าผู้ที่พยายามส่งข้อมูลให้ตน อีกทั้งยังต้องการหยั่งเชิงว่า สมาคมประมงจะฉวยโอกาสโจมตีหรือไม่
…………
ณ ห้องชุดชั้น 5 โรงแรมโซโลว์
ลุดวิกดื่มน้ำองุ่นที่มีกลิ่นหมักเล็กน้อยจนหมด แล้วกระโดดลงจากเก้าอี้ เดินตึงตังมุ่งหน้าสู่ห้องน้ำ
ลูกาโนยังคงทอดกายบนโซฟา ไม่อยากขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย
เขาที่พาเด็กเดินเที่ยวนานเกือบสองชั่วโมง รู้สึกว่าตนจำเป็นต้องพักผ่อนสักหน่อย เพื่อเก็บเรี่ยวแรงสำหรับการออกไปสืบหาที่อยู่ของบาร์ทเนอร์·คอนเต้ตามบาร์และสถานที่ต่างๆ ในช่วงเย็น รวมถึงออกไปสัมผัสกับสาวงามชาวเฟเนพ็อต ผู้เปี่ยมไปด้วยความกระตือรือร้น
ลุดวิกก้าวเข้าสู่ห้องสุขา เปิดฝาชักโครกขึ้น หรี่ตาลงครึ่งหนึ่ง
ขณะเด็กชายกำลังปลดทุกข์อย่างตั้งอกตั้งใจ เงาดำบางเบาค่อยๆ เลื้อยออกมาจากมุมมืด
ร่างหลักของเงาดำนั้น คือสัตว์เลื้อยคลานขนาดเท่านิ้วมือ ผิวกายปกคลุมด้วยขนแข็งยาวระโยงระยาง ดุจดังอาหารที่ขึ้นราเฟื่องฟุ้ง
ขนแข็งของมันพลิ้วไหว ทอดยาวออกไปรอบทิศทางราวกับหนวดสัมผัส พยายามจะเกาะกุมทุกสิ่งที่แตะต้อง
ในจังหวะที่บิดตัว เงาดำนั้นพุ่งทะยานไปด้านหลังของลุดวิกอย่างไร้สุ้มเสียง มันผงกหัวขึ้นฉับพลัน พุ่งส่วนหัวมุ่งสู่กระดูกต้นคออีกฝ่าย
ทว่าในวินาทีนั้นเอง มันได้เห็นดวงตาสีน้ำตาลของเด็กชายตรงหน้า
เพียงพริบตา มันแข็งค้างอยู่กับที่ คงท่าทางเชิดลำตัวท่อนบนราวกับงูยกตัว
รู้ตัวอีกทีลุดวิกก็ปัสสาวะเสร็จแล้ว หันกายกลับมาครึ่งหนึ่ง
เด็กชายยื่นฝ่ามือขวาออกไป คว้าเงาดำนั้นไว้
เงาดำมิได้ขัดขืนแต่อย่างใด
ในวินาทีถัดมา ลุดวิก เด็กชายผู้มีแก้มป่องด้วยไขมันวัยเยาว์ ยัดเงาดำเข้าปากตนเอง
ท่ามกลางเสียงเคี้ยวกร้วมกร้าม ครึ่งท่อนล่างของเงาดำกระตุกหดเข้าหากัน ผสานเข้ากับเลือดเนื้ออันพร่าเลือนด้านหน้า
เพียงชั่วกะพริบตาสองครั้ง ลุดวิกกลืนกินเงาดำนั้นจนหมดสิ้น ราวกับกำลังเขมือบบะหมี่เฟเนพ็อต
เด็กชายเลียริมฝีปาก แสดงสีหน้าเหมือนอยากลิ้มรสอีกสักคำ
…………
ณ ร้านกาแฟนอกถนนอไควนัส สถานที่ซึ่งชอบวางดอกไม้สดไว้บนทุกโต๊ะ
ระหว่างทางที่เดินมา ลูเมี่ยนพบเห็นการวิวาทบนท้องถนนสองครั้ง ซื้อปลาหมึกย่างเสียบไม้อันขึ้นชื่อลือชาประจำเมืองท่าซานตามาลองลิ้มรส โดยไม่มีผู้ใดแอบเข้าใกล้ ยัดเยียดสิ่งใดให้ หรือกระซิบกระซาบอะไรแก่เขา อีกทั้งไม่มีการโจมตีจากมุมมืด
เหลียวมองท้องฟ้าอันสว่างไสวและดวงอาทิตย์เจิดจ้า เด็กหนุ่มเลือกนั่งตรงมุมอับสายตาที่สุดในร้านกาแฟ สั่งกาแฟโตเลย์ใส่นม แล้วค่อยๆ ลิ้มรสความขมในกลิ่นหอมเข้มข้นอย่างใจเย็น
นาทีแล้วนาทีเล่าผ่านไป สตรีผู้หนึ่ง สวมผ้าคลุมหน้าสีน้ำเงินปิดบังโฉม นุ่งชุดยาวสีสันฉูดฉาด จู่ๆ ก็ทรุดกายลงนั่งตรงข้ามลูเมี่ยนขณะเดินผ่าน
เธอเหลียวซ้ายแลขวา แล้วรีบเลิกผ้าโปร่งสีน้ำเงินที่ห้อยจากขอบหมวกขึ้น
เธอมิใช่เธอ แต่เป็นเขา
บุรุษผู้นี้แต่งกายเป็นสตรี ใบหน้ากระจ่างใส ดวงตาสีเทาอมฟ้า แววตาฉายความประหม่าที่ไม่อาจปิดซ่อน
ม่านตาของลูเมี่ยนขยายกว้างในทันที
เขารู้จักชายในคราบหญิงผู้นี้
อีกฝ่ายคือ ‘ผู้ว่าการแห่งทะเล’ คนปัจจุบัน!
เขามาหาเรา? คนมากมายที่ควรมาหาเรา กลับเป็นเขา? ลูเมี่ยนรู้สึกทั้งประหลาดใจทั้งสมเหตุสมผลอย่างบอกไม่ถูก
เมื่อเห็นว่านักผจญภัยคนดัง หลุยส์·แบรีจดจำตนได้ ‘ผู้ว่าการแห่งทะเล’ ก็ปล่อยผ้าคลุมหน้าสีน้ำเงินลง ให้มันบดบังโฉมหน้าของตนอีกครั้ง
ทันใดนั้น เขากดเสียงต่ำ เอ่ยเป็นภาษาที่ราบสูง ด้วยน้ำเสียงเปี่ยมความปรารถนาเจือกังวล
“ช่วยผมด้วย! ช่วยผมด้วย!”
……………………………………………………..