ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 553 ครึ่งนางฟ้า
- Home
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 553 ครึ่งนางฟ้า
ตอนที่ 553 ครึ่งนางฟ้า
ลูเมี่ยนมิได้รีบร้อนอัญเชิญผู้ส่งสารแห่งอัศวินดาบ ผู้ถือไพ่อาร์คาน่าเล็ก เนื่องด้วยเขายังคงรอคอยอยู่
หลังจากที่เด็กหนุ่มแสดงเจตจำนงอันแรงกล้าในการสืบสวนพิธีบูชาทะเล ซ้ำยังลงมือทำไปเบื้องต้นแล้ว วันนี้กลับมีเพียงสามกลุ่มเท่านั้นที่ติดต่อเข้ามาทั้งทางเปิดเผยและลอบเร้น ทว่า บุคคลที่เขาคาดหวังและเชื่อว่าจะต้องติดต่อเข้ามาแน่ กลับยังไม่เผยตัวให้เห็น
บางทีรูวิโอ·ปาโก อาจรอจนถึงยามดึกสงัดที่ไร้ผู้คนกระมัง? ลูเมี่ยนดึงสติกลับมาจากห้วงความคิด แล้วเอ่ยกับลูกาโนด้วยรอยยิ้ม
“บาร์ทเนอร์เพิ่งได้นอร์ฟีมาเป็นคู่รัก อาจหมายมั่นจะเที่ยวเล่นให้ทั่วตามชนบท เมืองน้อยใหญ่ ทุ่งหญ้า และไร่องุ่นรอบเมืองท่าซานตาก่อนจะถึงพิธีบูชาทะเล ถ้านายได้ยินข่าวคราวของเขาเมื่อใด ให้รีบแจ้งฉันทันที ไม่ต้องสืบสวนลึกนักหรอก”
ลูกาโนก็มิได้มองเป็นเรื่องใหญ่โตเช่นกัน จึงยิ้มอย่างเข้าอกเข้าใจพลางกล่าว
“บางที พวกเขาคงถือโอกาสรับงานเล็กๆ น้อยๆ ไปด้วย จะได้ทั้งเที่ยวทั้งหาเงินไปพร้อมกัน”
เมื่อล่ามผู้นี้กับลุดวิกเข้าไปพักในห้อง ลูเมี่ยนก็ทิ้งกายลงบนเก้าอี้เอนหลัง อาศัยแสงสว่างจากโคมก๊าซติดผนัง เริ่มพลิกอ่านตำราภาษาที่ราบสูงอย่างเพลิดเพลินไปทีละเล่ม
นาทีแล้วนาทีเล่าผ่านไป ราตรีกาลยิ่งทวีความเงียบสงัด
ในที่สุด ลูเมี่ยนก็มั่นใจว่าคืนนี้คงไม่มีผู้ใดมาส่งข่าวให้ตนอีกแล้ว
เด็กหนุ่มลูบคางครุ่นคิดถึงเรื่องนี้
“ดูเหมือนว่า ผู้คนส่วนใหญ่ยังอยากรอดูท่าทีไปก่อน เว้นเสียแต่ว่า นักผจญภัยคนดังจะขุดคุ้ยไปได้ค่อนข้างมากแล้ว รวมถึงยังมีลมหายใจอยู่ กล่าวคือ ตราบใดที่เรายังไม่แสดงให้เห็นถึงความน่าเชื่อถือหรือคุณค่าที่มากกว่านี้ พวกเขาก็จะไม่กล้าเสี่ยงวางเดิมพัน”
“ส่วนสามคนที่ติดต่อเราในวันนี้ ต่างก็อยู่ในสถานการณ์ที่ค่อนข้างพิเศษ คนหนึ่งสังกัดนิกายพระแม่ธรณี ถึงจะพนันพลาดก็ไม่มีอะไรเสียหาย พวกสมาคมประมงไม่กล้าบุกโจมตีมหาวิหารกับนิกายอุดมสมบูรณ์อยู่แล้ว”
“อีกคนหนึ่งคือผู้ว่าการแห่งทะเลตัวปลอม ซึ่งน่าจะถูกปิดปากหลังจบพิธีบูชาทะเลค่อนข้างแน่แล้ว เขาย่อมไขว่คว้าทุกหนทางรอดตรงหน้า แต่ก็ยังไม่ไว้ใจทั้งศาสนจักรพระแม่ธรณี ทั้งทางการในเมืองท่าซานตา จึงเป็นธรรมดาที่จะฝากชีวิตไว้กับนักผจญภัยคนดัง ผู้เคยล่าจอมเวทปีศาจสำเร็จ แต่ก็อย่าเพิ่งตัดความเป็นไปได้ที่การขอความช่วยเหลือของเขา จะเป็นกับดักจากสมาคมประมง”
หลังจากไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนซ้ำไปซ้ำมา ลูเมี่ยนก็เริ่มเข้าใจทัศนคติ เข้าใจทางเลือกของผู้คนจากฝ่ายต่างๆ ได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
อุบายลวงหลอกนั้น บ่อยครั้งเล่นงานจิตใจมนุษย์ และพึ่งพาสถานการณ์เป็นสำคัญ ลูเมี่ยนยิ่งนานวันก็ยิ่งชื่นชอบการขบคิดในสองแง่มุมนี้
นี่มิใช่เพียงการสวมบทบาทในชีวิตประจำวัน หากแต่เป็นความจำเป็นอันแท้จริง
ลูเมี่ยนวางตำราภาษาที่ราบสูงในมือลง แล้วย้อนกลับสู่ห้องนอน
ขณะเอื้อมมือปิดประตูห้อง รอยประทับสีดำบนร่างพลันแผ่รัศมีสลัว
ขวดเสกสรร!
ลูเมี่ยนย้ายทั้งห้องเข้าสู่ ‘ขวดเสกสรร’ โดยเงื่อนไขการเข้าออกก็เรียบง่าย — ต้องเป็นสัตว์โลกวิญญาณ
ทันใดนั้น ผนัง พื้น และเพดานห้องนอนก็ปรากฏแสงคล้ายคลื่นน้ำระลอกหนึ่ง ก่อนจะมลายหายไปในพริบตา ทุกสิ่งดูเหมือนปกติดี
ถัดมา ลูเมี่ยนลงมือเขียนจดหมาย จัดเตรียมพิธีกรรม ชำระกริชเงิน สร้าง ‘กำแพงวิญญาณ’ แล้วจุดเทียนที่เป็นตัวแทนตัวเอง
เด็กหนุ่มถอยหลังสองก้าว แล้วเอ่ยเป็นภาษาเฮอร์มิสโบราณว่า
“ตัวข้า!”
จากนั้น เขาเปลี่ยนมาใช้ภาษาเฮอร์มิส
“ขออัญเชิญในนามของข้า”
“สิ่งมีชีวิตประหลาดที่เตร็ดเตร่ท่ามกลางโลกเบื้องบน ครึ่งนางฟ้าผู้ดีดสายพิณ ผู้ส่งสารของอัศวินดาบแต่เพียงผู้เดียว…”
ทันใดนั้น เปลวเทียนสีส้มอำพันก็แปรเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินสลัว พลันขยายใหญ่ขึ้นจนมีขนาดเกือบครึ่งหนึ่งของร่างมนุษย์
ในแสงสีน้ำเงินสลัวนั้น ร่างสีเลือดร่างหนึ่งค่อยๆ โผล่ออกจากเปลวเทียน
ร่างดังกล่าวมีรูปลักษณ์คล้ายสตรี พร้อมอวัยวะครบครัน ทว่ากลับไร้ซึ่งผิวหนังและสิ่งที่พึงมีบนผิวหนัง ดุจดังสัตว์ประหลาดที่ลูเมี่ยนเคยพบในซากปรักหักพังหมู่บ้านกอร์ตู เผยให้เห็นมัดกล้ามเนื้อชุ่มโลหิต เส้นเลือดสีดำอมเขียว เส้นเอ็นขาวซีด ไขมันสีเหลืองอ่อน และพังผืดสีแดงสลับขาวเป็นหย่อมๆ
ลูเมี่ยนจ้องมองผู้ส่งสารแห่งอัศวินดาบ เจ้าของส่วนสูงราว 1.7 เมตรเมื่อยืนตรง พลางพึมพำแผ่วเบา
“ครึ่งนางฟ้า หมายความว่ามีแต่ครึ่งด้านในเท่านั้น?”
“ไม่ใช่ว่าสามารถดีดสายพิณได้หรอกหรือ แล้วสายพิณอยู่ที่ใด?”
ขณะที่ความคิดยังคงวนเวียน ลูเมี่ยนก็ยื่นจดหมายที่พับเป็นรูปสี่เหลี่ยมให้แก่ผู้ส่งสาร พลางเอ่ยอย่างสุภาพด้วยภาษาเฮอร์มิสว่า
“รบกวนช่วยส่งมอบให้แก่ ‘อัศวินดาบ’ ด้วย”
ยิ่งพลังของเด็กหนุ่มเพิ่มพูน ก็ยิ่งได้ตระหนักชัดว่า บรรดาผู้ส่งสารที่ตนเคยพบพานจนถึงบัดนี้ ส่วนใหญ่ล้วนสามารถสังหารเขาได้ หากไม่เกรงกลัวการปล่อยเทอร์มีโพลอสอันเป็นบ่อเกิดแห่งมลทิน
แม้ว่าลูเมี่ยนยังไม่อาจประเมินพลังของผู้ส่งสาร ‘ครึ่งนางฟ้า’ แห่งอัศวินดาบ แต่ประสบการณ์ทั้งมวลของเขาล้วนแจ้งว่า การรักษามารยาทเอาไว้ ย่อมไม่ใช่เรื่องผิดพลาดแน่นอน
ดวงตาสีขาวดำที่ฝังอยู่บนใบหน้าสีเลือดของ ‘ครึ่งนางฟ้า’ กลอกกลิ้งเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ รับจดหมายฉบับนั้นไว้
เสียงใสกังวานดุจสายธารในหุบเขาของมันเอ่ยว่า
“ข้าจะนำส่งโดยเร็วที่สุด”
ช่างไพเราะเสนาะโสตยิ่งนัก ราวกับกวีเร่ร่อนกำลังดีดพิณ…ลูเมี่ยนเผลอเหม่อลอยไปชั่วครู่ก่อนจะได้สติ
ทันใดนั้น เด็กหนุ่มก็เข้าใจว่าเหตุใดผู้ส่งสารตนนี้ ถึงได้รับสมญานามว่า ‘ผู้ดีดสายพิณ’
“ขอบคุณ” เขาค้อมกายเล็กน้อยอย่างสุภาพ
เมื่อเห็น ‘ครึ่งนางฟ้า’ กำลังจะหดกลับเข้าสู่เปลวเทียนสีน้ำเงินสลัว ลูเมี่ยนก็ไม่ปิดบังความอยากรู้อยากเห็นของตน ถามออกไปประโยคหนึ่ง
“หากผมมอบผิวหนังของมนุษย์ให้ คุณจะทำอย่างไรกับมัน?”
‘ครึ่งนางฟ้า’ จ้องมองลูเมี่ยนด้วยดวงตาขาวดำอันเด่นชัดอยู่หลายอึดใจ
เธอค่อยๆ ดำดิ่งสู่เปลวเทียนสีน้ำเงินสลัว พลางทิ้งถ้อยคำอันไพเราะกังวานไว้เบื้องหลัง
“ข้าจะสวมใส่มัน”
สวมใส่ผิวหนังของผู้ใด ก็จะแปรเปลี่ยนเป็นผู้นั้นหรือ? ‘ครึ่งนางฟ้า’ ยังคงแสวงหาอีกครึ่งหนึ่งของตนอยู่? ลูเมี่ยนครุ่นคิดอย่างคาดเดา
ทันใดนั้น เด็กหนุ่มพลันนึกขึ้นได้ว่า ยังมีคำสัญญาอีกประการหนึ่ง ที่ตนยังมิได้ทำให้ลุล่วง
ช่วย ‘ท่อนแขนบวมเน่า’ ตามหาร่างกายของมัน!
เรื่องนี้เกี่ยวพันกับการที่ลูเมี่ยนจะได้มาซึ่งเทวบารมีและก้าวขึ้นสู่ลำดับ 4 สำเร็จหรือไม่ แต่เนื่องจากตอนนี้เขาเพิ่งอยู่ในลำดับ 6 จึงมิได้รีบร้อนแต่อย่างใด
…………
ยามดึกสงัด ณ ห้องว่างเปล่าแห่งหนึ่งในเขตตลาด กรุงทรีอาร์
ฟรังก้าผู้สวมชุดนักลอบสังหาร นัดพบ ‘007’ แบบออฟไลน์เป็นครั้งแรก
เมื่อใกล้ถึงเวลานัดหมาย ‘007’ ผู้สวมหน้ากากสิงโตสีน้ำตาล กับเสื้อคลุมกระดุมสองแถวสีเดียวกัน ก็ก้าวเข้ามาในห้อง
ฟรังก้าตรวจสอบจนแน่ใจแล้ว จึงดึงผ้าคลุมศีรษะลงต่ำ แล้วก้าวออกจากเงามืด
“มีเรื่องอะไร? ทำไมต้องเจรจาแบบพบหน้า?” 007 ขมวดคิ้วถาม
ใจจริงเขาอยากปฏิเสธการนัดพบ ทว่ากลับรู้สึกว่าอาจเป็นเรื่องใหญ่ หากไม่ดำเนินการทันท่วงที อาจนำมาซึ่งหายนะอันใหญ่หลวง
สุดท้าย เขาจำต้องกลั้นใจตอบรับคำขอพบปะของ ‘ดาบซ่อนแขน’
ฟรังก้าหัวเราะเบาๆ ด้วยอารมณ์อันซับซ้อน
“ไม่ต้องห่วง มันเป็นเรื่องที่ดี”
“คำพูดเช่นนี้จากปาก ‘ดาบซ่อนแขน’ ผมเชื่อไม่ลงหรอกนะ” 007 มิได้ปิดบังความกังวลของตน
“ความจริงก็คือ ฉันแค่อยากขอร้องให้คุณช่วยตามหาบุคคลผู้หนึ่ง แต่โทรเลขไม่อาจส่งภาพวาดได้ จะให้ใช้ตัวอักษรกับจุดเส้นสร้างภาพขึ้นมาเองก็ไม่ไหวหรอก จริงไหมล่ะ?” ฟรังก้าอธิบายถึงเหตุผลที่ขอนัดพบ ‘ออฟไลน์’
007 พินิจพิเคราะห์ฟรังก้าด้วยแววตาระแวงสงสัย
“แค่ช่วยตามหาคนแน่หรือ? ไม่มีจุดประสงค์อื่นแอบแฝงแน่หรือ?”
ฟรังก้าหัวเราะเบา ‘หึๆ’
“ตอนนี้ฉันบอกคุณได้แค่นี้”
“ยิ่งคุณพูดแบบนี้ ผมยิ่งใจคอไม่ดีไปกันใหญ่” ด้วยไหวพริบอันเฉียบคม ‘007’ สัมผัสได้ว่าภายใต้ภารกิจตามหาคนนี้ อาจซุกซ่อนปัญหาที่ร้ายแรงอย่างยิ่งเอาไว้ ไม่อย่างนั้น ‘ดาบซ่อนแขน’ ผู้เคยเผชิญหายนะระดับสูงมาแล้ว คงไม่ลงทุนนำภาพวาดมาส่งกับมือ และคงไม่ยืนกรานว่าจะต้องนัดพบ ‘ออฟไลน์’ ให้ได้ เพราะเธอสามารถวางภาพไว้ที่ใดสักแห่ง แล้วแจ้งให้ตนไปรับก็ได้
ฟรังก้าหยิบภาพวาดของบุคคลเป้าหมาย ซึ่งเธอใช้ ‘การทำนายด้วยฝัน’ และอาคมพิธีกรรมสร้างขึ้น แล้วส่งมอบให้แก่ 007
เมื่อ 007 รับภาพมา มือของเขาก็เปล่งประกายราวกับแสงอาทิตย์ ช่วยให้มองเห็นภาพวาดที่เหมือนกับภาพถ่ายได้อย่างชัดเจน
ภาพดังกล่าวเป็นชายในเสื้อคลุมสีดำ กำลังเหลียวมอง เส้นผมของเขาบางเบาราวกับเพิ่งงอกใหม่ มีสีดำสนิท เส้นแนวกรามด้านข้างอ่อนโยนนุ่มนวล ผิวซีดขาวจนดูเจ็บป่วย ดวงตาสีน้ำตาลเข้มไม่ลึกโบ๋
ทีแรก 007 ไม่พบความพิเศษใดๆ ในภาพ แต่ด้วยความเชื่อมั่นในตัว ‘ดาบซ่อนแขน’ ผู้มักนำพาเรื่องวุ่นวายมาให้ เขาจึงลองเพ่งพินิจอย่างถี่ถ้วนอีกสิบกว่าวินาที
คิ้วที่ซ่อนอยู่ใต้หน้ากากสิงโตค่อยๆ ขมวดมุ่น พลางเอ่ยเสียงต่ำว่า
“เขาดูไม่เหมือนกับชนชาติใดเลยบนทวีปเหนือ”
ฟรังก้าคลี่ยิ้ม พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน แฝงการจิกกัดตัวเองเบาๆ
“คุณไม่รู้สึกบ้างหรือ ว่าเขาดูคล้ายคลึงกับพวกเราก่อนข้ามมิติมา?”
‘007’ ชะงักงันฉับพลัน ราวกับถูกสายฟ้าฟาด
เขาจ้องมองภาพวาดนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เงียบงันไปเกือบยี่สิบวินาทีก่อนจะเอ่ยปาก
“‘ดาบซ่อนแขน’ คุณรู้ตัวไหมว่ากำลังพูดอะไรออกมา?”
ฟรังก้าเงยหน้าเล็กน้อย เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
“ฉันสงสัยว่า เขาอาจเป็นผู้ที่มาจากโลกของเรา และประเทศของเรา”
“ก่อนหน้านี้ ฉันกับ ‘มักเกิ้ล’ ก็เคยพบร่องรอยการเชื่อมต่อระหว่างสองโลกมาแล้ว!”
“เมื่อใด? ร่องรอยแบบไหน?” 007 เอ่ยออกมาทันควัน แทบจะคว้าบ่าของ ‘ดาบซ่อนแขน’ มาเขย่าร่างอย่างสุดแรง เพื่อให้เธอพ่นความลับทั้งหมดที่รู้ออกมา
ฟรังก้าหัวเราะเบาๆ
“เรื่องนี้ต้องรอให้ฉันปรึกษากับ ‘มักเกิ้ล’ ก่อนจึงจะบอกคุณได้ มันเกี่ยวพันกับความลับมากมาย มิใช่สิ่งที่จะพูดได้ตามใจชอบ ก่อนอื่น คุณช่วยจัดคนออกตามหาผู้ชายในภาพอย่างลับๆ ให้หน่อย อา…ฉันพบเขาที่สุสานใต้ดินชั้น 4”
‘007’ ต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการควบคุมตนเอง มิให้ลากตัว ‘ดาบซ่อนแขน’ ไปสอบปากคำที่สำนักงาน
“ทำไมพวกคุณไม่ปรึกษากันให้เรียบร้อยก่อนมาหาผม?”
นี่มิใช่เพราะเกรงว่า หากให้ข้อมูลนายมากเกินไปในคราวเดียว มันอาจไปกระทบกระเทือนอารมณ์ จนนายเกิดคลุ้มคลั่งหรอกหรือ? ฟรังก้าหัวเราะแห้งๆ ก่อนจะกล่าว
“เพราะยังไม่ถึงเวลานัดพบกับ ‘มักเกิ้ล’ แต่ฉันเร่งร้อนจะตามหาคน เกรงว่าเขาจะออกจากทรีอาร์ไปเสียก่อน”
“ใจเย็นไว้ก่อน เย็นไว้ ความรู้สึกอยากแทงใครสักคนน่ะ มันปิดกันไม่มิดหรอกนะ”
ฟรังก้าพูดพลางหัวเราะ แล้วถอยกลับเข้าสู่เงามืด
007 ถือภาพวาดนั้นไว้ สูดลมหายใจเข้าลึก แล้วค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออกทีละนิด
…………
ณ โรงแรมโซโลว์ เมืองท่าซานตา อาณาจักรเฟเนพ็อต
ลูเมี่ยนเพิ่งกินมื้อเช้าเสร็จ แล้วย่างกรายกลับสู่ห้องนอนใหญ่ ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกถึงความเย็นยะเยือกที่แผ่ซ่านไปรอบๆ
ขณะเดียวกัน สายตาของเด็กหนุ่มก็เหลือบไปเห็นไพ่ทาโรต์ใบหนึ่ง ปรากฏขึ้นบนโต๊ะอ่านหนังสืออย่างไร้ที่มา
บนผิวของไพ่ทาโรต์ใบนั้น วาดภาพอัศวินผู้ถือดาบกำลังควบม้า
ไพ่อาร์คาน่าเล็ก ‘อัศวินดาบ’!
……………………………………………………..